kitty’s blackjack (jaehyungparkian)kryptonite looks weird on you
01 — kitty j

  • สำหรับผู้ที่แวะเวียนเข้ามาอ่าน ขอชี้แจงก่อนว่าเรื่องนี้เป็น jaehyungparkian non-fixed position ค่ะ แล้วแต่ผู้อ่านจะจินตนาการ แต่ในช่วงแรกของเรื่องเรามีความจำเป็นต้องบรรยายรูปลักษณ์ภายนอกและท่าทางต่าง ๆ ของเจให้เหมือน bottom เนื่องจากเราวางพล็อตและปมบางอย่างไว้ค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าเราจะเฉลยทีหลัง ขอบคุณที่เข้าใจนะคะ 






    prologue




    หากต้องเล่าถึงสถานการณ์ในจักรวาลตอนนี้ คงต้องเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงก่อนยุทธการยาวินจะเกิดขึ้น ในตอนที่บ้านเมืองยังไม่ปั่นป่วนและดำรงไปด้วยความสงบสุข


    ในจักรวาลที่กว้างใหญ่และเต็มไปด้วยดวงดาวมากมาย ได้เกิดความเชื่อในเรื่องขุมพลังขึ้นมาว่าเป็นสิ่งที่ทำให้จักรวาลสงบสุขและสมดุล หากแต่ผู้คนที่ศรัทธาในพลังจริงๆ มีเพียงบางส่วนเท่านั้น และนั่นทำให้เกิดการก่อตั้งวิหารเจไดขึ้นโดยผู้ก่อตั้งแรกเริ่มทั้งสี่คนซึ่งตอนนี้ชื่อของพวกเขายังคงเป็นปริศนา วิหารนี้มีไว้สำหรับการรวมตัวและฝึกฝนของเหล่าเจได หรือที่รู้จักในนามของผู้ที่มีพลังสถิตอยู่ในตัวอย่างสูงส่ง โดยความสามารถของเหล่าเจไดที่ผ่านการฝึกฝนมานานหลายปีคือการควบคุมพลังได้ตามใจนึก อีกหนึ่งอย่างคือดาบแสงหรือที่เรียกกันว่าไลท์เซเบอร์ อานุภาพของอาวุธชิ้นนี้มีมากมาย ดังนั้นการฝึกฝนของเจไดจึงต้องฝึกไม่ให้ใจทะเยอทะยานจนเกินไป ควบคู่ไปกับการฝึกให้ใจสงบและเยือกเย็น เพื่อให้ไม่เกิดการก่อกบฏในวิหารซึ่งอาจนำไปสู่ความวุ่นวายของจักรวาลอย่างที่เหล่าซิธ, หรือที่รู้จักกันในนามฝ่ายมืดเคยกระทำไว้ในที่สุด


    แต่ในปีที่ 19 ก่อนเกิดยุทธการยาวิน หนึ่งในเจไดจากวิหารได้ทำการก่อกบฏโดยสังหารเหล่าเจไดเด็กและสมาชิกแทบจะทั้งหมดจนวิหารเจไดล่มสลายลง การกระทำเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะเจไดหนุ่มหวังขึ้นเป็นใหญ่ในจักรวาลเคียงคู่กับผู้นำคนใหม่, อดีตสมาชิกสภาสูงของจักรวาลซึ่งแฝงตัวอยู่ในคราบคนดีมาตลอดหลายปี แต่ชายหนุ่มกลับถูกขัดขวางโดยอาจารย์ของตัวเองครั้งยังฝึกฝนในฐานะเจได ทั้งคู่ต่อสู้กัน ก่อนเจไดหนุ่มจะพ่ายแพ้และเสียแขนกับขาทั้งสองข้างไป แต่สุดท้ายอดีตสมาชิกสภาสูงคนดังกล่าวกลับมาช่วยไว้ได้ทันแล้วจึงนำไปรักษาตัว เขาจึงเกิดใหม่ภายใต้ชุดพยุงชีพสีดำสนิททั้งตัวซึ่งเป็นรู้จักในตำแหน่งรองหัวหน้าฝ่ายซิธ จากนั้นจึงเกิดฝ่ายจักรวรรดิขึ้น นำพาความสงบสุขไปจากทุกแห่งหนและสถาปนาตัวเองขึ้นปกครองจักรวาลด้วยถือว่าตนเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดและไม่มีใครกล้าต่อกร


    ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ราชินีแห่งดาวนาบู ผู้ซึ่งเป็นอดีตคู่ครองของเจไดผู้ทรยศได้ให้กำเนิดบุตรสองคน ก่อนจะสิ้นใจเพราะหัวใจที่สลายและความอ่อนแอ เพราะก่อนจากไปหล่อนทราบว่าสามีก่อกบฏในวิหารและกลายเป็นอีกคนที่หล่อนไม่รู้จัก หัวใจของหล่อนแตกสลายจนไม่มีแรงใจในการดำเนินชีวิตอีกต่อไป


    จากนั้นไม่นาน หลังจากการตกลงเสร็จสิ้น เด็กทารกทั้งสองถูกนำตัวไปซ่อนไว้ที่ดวงดาวไกลแสนไกล โดยเด็กผู้ชายผู้เป็นพี่ถูกพาไปเลี้ยงที่ดาวทาทูอีน, บ้านเกิดของพ่อตนเอง และเด็กผู้หญิงผู้เป็นน้องถูกรับเลี้ยงโดยสมาชิกวุฒิสภาบนดาวอัลเดอราน ทั้งคู่ถูกซ่อนจากสายตาของจักรวรรดิอย่างมิดชิด จนเมื่อเติบใหญ่ คนน้องที่ขึ้นเป็นเจ้าหญิงแห่งดาวอัลเดอรานในเวลานั้น ได้คิดแผนการในการทำลายซิธโดยร่วมมือกับเหล่ากบฏทั่วจักรวาล หล่อนวางแผนจะทำลายกองยานทั้งหมด แต่ในวันหนึ่ง ฝ่ายกบฏค้นพบว่าซิธได้สร้างดาวมรณะ, อาวุธขนาดใหญ่เท่าดาวเคราะห์ที่สามารถยิงลำแสงทำลายดาวเคราะห์ดวงอื่นได้ในชั่วพริบตาขึ้นมา เจ้าหญิงจึงเกิดความคิดที่จะขโมยแบบแปลนของดาวมรณะดวงนั้นมาเพื่อหาจุดอ่อนในโครงสร้างของมันแล้วทำลายทิ้งก่อนทั้งจักรวาลจะสูญสิ้น จึงเกิดยุทธการสคาริฟขึ้นระหว่างการขโมยแบบแปลนดังกล่าว แน่นอนว่าฝ่ายกบฏเสียกองพลคนสำคัญไปมากมาย แต่สุดท้ายพวกเขาก็ได้แบบแปลนของดาวมรณะมาในที่สุด


    โชคร้ายยังคงส่งผล เมื่อซิธบุกขึ้นมาบนยานหลบหนีของเจ้าหญิงและจับตัวหล่อนไว้ได้ และนั่นเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ชายหนุ่มผู้พี่ได้พบกับอาจารย์คนแรกของรองหัวหน้าจักรวรรดิในที่สุด ในวันนั้นครอบครัวอุปถัมภ์ของชายหนุ่มถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตา เด็กน้อยผู้ไร้ซึ่งที่พักพิงจึงออกเดินทางไปกับอาจารย์และพ่อค้าของเถื่อนผู้เป็นเจ้าของยานมิลเลนเนียม ฟอลคอน อันเป็นยานที่รวดเร็วและเป็นหนึ่งในยานที่สุดยอดที่สุดในจักรวาล ทั้งหมดรวมตัวกันไปช่วยเจ้าหญิงออกมาจากการจับกุมซิธแลกกับการสละชีวิตของอาจารย์ และนั่นทำให้ผู้ที่รอดชีวิตอยู่ต้องเข้าร่วมเป็นสมาชิกฝ่ายกบฏอย่างช่วยไม่ได้


    ชายหนุ่มทั้งสองกลายเป็นนักบินแนวหน้าประจำหน่วยรบ หลังจากฝ่ายกบฏที่ปักหลักอยู่บนดาวยาวินได้ทำการศึกษาแบบแปลนอย่างถี่ถ้วนแล้ว ทั้งหมดได้นำกองทัพตัวเองประจันหน้ากับซิธ จนสุดท้ายพวกเขาก็นำกองทัพทหารบุกทำลายดาวมรณะลงได้สำเร็จ และชัยชนะครั้งนี้ก็เป็นที่กล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน


    แม้จักรวาลจะเข้าสู่ยุคหลังยุทธการยาวินตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา แต่สงครามยังคงดำเนินต่อไป เมื่อฝ่ายซิธยังคงสู้รบกับฝ่ายกบฏเรื่อยๆ สุดท้ายก็ดำเนินมาถึงยุทธการเอนดอร์ ซึ่งเป็นสงครามครั้งสุดท้ายระหว่างฝ่ายกบฏและฝ่ายซิธ, ชายหนุ่มคนพี่บุกขึ้นยานแม่ทัพ ก่อนจะเกลี้ยกล่อมให้พ่อตัวเองหรือรองหัวหน้าจักรวรรดิกลับใจ จนทั้งคู่สามารถเอาชนะอดีตสมาชิกสภาสูงได้ในที่สุด แต่ความสำเร็จก็ต้องแลกกับการที่ชายหนุ่มต้องเห็นพ่อของตัวเองตายต่อหน้าต่อตา


    ชัยชนะของฝ่ายกบฏและการล่มสลายของฝ่ายซิธได้รับการเฉลิมฉลองทั่วจักรวาล ความสงบสุขกลับมาสู่ผู้คนในที่สุด







    01




    ปัจจุบัน, 26 ปีหลังจากยุทธการยาวิน



    "นี่ ทำไมฉันได้แค่สาม ชิ้นส่วนอะไหล่พวกนั้นควรได้อาหารอย่างน้อยหกถุงไม่ใช่หรือไง"


    เสียงทุ้มดังขึ้นในทะเลทราย ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสามโมง และไบรอันกำลังหัวเสียที่สุดจนไม่สามารถระงับอารมณ์หงุดหงิดได้อีกต่อไป (เขาคิดว่าเสี้ยวหนึ่งเป็นเพราะอากาศที่ดูจะร้อนกว่าทุกวันด้วย) ชายหนุ่มกำลังยืนเถียงอยู่หน้าร้านค้าของพ่อค้าคนกลางที่แสนจะหน้าเลือดท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมาเรื่อยๆ จนเริ่มตกเป็นจุดสนใจ แต่คู่กรณีก็ยังคงนั่งเพิกเฉยอยู่ในร้านค้าของตัวเอง กระทำเหมือนไม่รับรู้สิ่งใด


    "ฉันให้แกแค่นี้ หรือแกจะไม่เอา"


    "มันควรได้มากกว่านี้สิวะ ฉันเกือบตายเพราะไอ้หนอนทะเลทรายระหว่างเอาอะไหล่มาให้แกนะเว้ย อีกอย่าง อาหารถุงนึงแค่ห้าสิบเครดิตด้วยซ้ำ"


    ไบรอันกัดฟันกรอดเมื่อนึกถึงประสบการณ์เฉียดตายของตัวเองเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา อะไหล่ที่ว่ามาจากยานที่อยู่กลางทะเลทรายจากเหตุการณ์สงครามที่ผ่านมาหลายต่อหลายครั้ง ซากยานบินเหล่านั้นมีอะไหล่ชั้นดีที่ยังไม่เสียหายอยู่จำนวนหนึ่ง และคนที่มีฐานะธรรมดาค่อนไปทางทาสอย่างไบรอันมีหน้าที่ไปเอามันมา ส่งให้พ่อค้าคนกลางเพื่อแลกกับข้าวประทังชีวิต โชคร้ายที่วันนี้เขาประมาทจึงตกลงไปในหลุมของสิ่งมีชีวิตสุดอันตรายอย่างหนอนทะเลทรายจนเกือบถูกกินเข้าไป แต่สุดท้ายชายหนุ่มก็ปีนออกมาทันเวลาโดยไม่บาดเจ็บหรือบุบสลาย เพราะอย่างนั้น การที่ได้รับค่าตอบแทนน้อยกว่าจำนวนมาตรฐานถึงครึ่งหนึ่งทำให้เขาหัวเสียจนใกล้จะเป็นบ้าเต็มที


    "สามคือสาม ขาดตัว"


    "ขอเหตุผล"


    "เศรษฐกิจไม่ดีนี่หว่า-"


    "งั้นก็เลิกเอาเงินไปซื้อนางบำเรอสิวะ ไอ้หน้าโง่" ไบรอันหลุดคำด่าทอออกมาเพราะสุดจะทนกับการถูกเอาเปรียบบนความยากลำบากของตัวเองและคนอื่นที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับเขา ก่อนจะได้รับฝ่ามือที่ตบลงมาบนซีกหน้าข้างซ้ายจนปวดหนึบเป็นการตอบแทน พ่อค้าคนเดิมยื่นหน้าข้ามเคาน์เตอร์เข้ามาใกล้ขึ้นแล้วจะกระซิบตอบ


    "หุบปากของแกแล้วไสหัวไปสักทีไบรอัน ㅡเฮ้ย! คนต่อไปขยับมาให้ไวเลย"


    สุดท้ายชายหนุ่มก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากกวาดเอาถุงหนังสีน้ำตาลหม่นตรงหน้ากลับไปด้วยความโกรธเช่นทุกวัน





    /




    ไบรอันเดินไปตามทางเดินที่ไม่แคบและไม่กว้าง พอให้ผู้คนเดินสวนกันได้ประมาณสองสามแถว บ้านหลายหลังผ่านไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่ชุมชนในที่สุด บ้านในละแวกนี้จะปลูกติดกันเหมือนห้องแถวในตีกที่แต่ละห้องถูกกั้นด้วยผนังบางๆ เท่านั้น ผู้คนและเหล่าสิ่งมีชีวิตอื่น เช่น กามอร์เรียน (ลักษณะคล้ายคนที่มีหัวเป็นหมูป่า เนื้อตัวสีเขียว ชอบใส่ชุดเกราะเดินไปมา) และบิธ (คนที่มีใบหน้าต่างออกไปจากมนุษย์ปกติ บริเวณครึ่งล่างของหน้าจะเป็นชั้นๆ และดวงตาสีดำกลมโต ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็นนักดนตรีตามผับต่างๆ ไบรอันคิดว่าดนตรีของพวกบิธก็เพราะไม่หยอก) กำลังเดินเข้าเดินออกจากห้อง มุ่งหน้าไปสักที่ที่ไบรอันเองก็ไม่มั่นใจว่าคือที่ไหน


    "มาบู เพรส มาเอาข้าวไปเร็ว"


    ไบรอันตะโกนเรียกชื่อเด็กน้อยทั้งสองคนเมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านสีทรายหลังสุดท้ายอันเป็นที่หมายระหว่างทางกลับบ้าน ไม่นานเกินรอ เด็กทั้งสองที่วันนี้อยู่ในชุดผ้าคลุมสีครีมขาดวิ่นก็วิ่งออกมาหาด้วยความดีใจที่ได้เจอพี่ชายคนโปรด ไบรอันยิ้มให้ นั่งลงเพื่อให้ตัวเท่าเด็ก ๆ ก่อนจะส่งถุงสีน้ำตาลที่เพิ่งได้มาให้คนละอัน


    "วันนี้ได้มาแค่สามถุงเอง ขอโทษนะ"


    "ไม่เห็นต้องขอโทษเลย พวกเราสิต้องขอโทษไบรอันที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย" เด็กน้อยเอื้อมมือมากอด และไบรอันคิดว่าคงเป็นหนึ่งในอ้อมกอดที่อบอุ่นและบริสุทธิ์ที่สุดที่เขาเคยได้รับตั้งแต่เกิดมา ชายหนุ่มหลับตาลงและลูบผมคนตรงหน้าเบา ๆ


    "ทำไมวันนี้ได้แค่สามล่ะไบรอัน พ่อค้าคนนั้นเอาอีกแล้วเหรอ"


    "อืม ไอ้พวกเฮงซวยพวกนั้นนั่นแหละ" ไบรอันถอนหายใจ "ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเศรษฐกิจไม่ดี ก็ยังมีหน้ามาเอาเปรียบคนธรรมดาแบบเราอยู่ได้ เอาเงินตัวเองไปซื้อนางบำเรอ ไปลงกับทุกอย่างที่ไร้ประโยชน์แล้วกดราคาของต้นทางลงไปจนจะต่ำลงไปถึงแกนดาวแล้วมั้ง สุดท้ายก็ปล่อยของในตลาดกลางแบบกำไรเข้าตัวเองแทบจะทั้งหมด นั่นมันโคตรㅡ ขอโทษที ฉันบ่นไม่เข้าเรื่องเลย"


    "ไม่เป็นไรหรอก คนพวกนั้นแย่จริง ๆ นี่นา"


    "งั้นไบรอันเก็บไว้อีกถุงสิ ไม่ต้องให้พวกเราตั้งสองอันหรอก" เด็กน้อยที่ชื่อมาบูจับมือใหญ่ของชายหนุ่มไว้แล้วส่งถุงที่ได้มาคืนไปจนไบรอันดันกลับแทบไม่ทัน


    "เดี๋ยวหิวตาย ไหนจะน้องสาวเธออีก"


    "ไม่เป็นไรหรอกฮะ ถ้าเมลินรู้ก็คงทำแบบเดียวกันกับผม" คราวนี้เด็กที่ชื่อเพรสเอ่ยออกมาบ้าง


    "แปลว่าเธอจะอดข้าวแล้วให้น้องสาวกินเหรอ" ไบรอันคิ้วกระตุกเมื่อเริ่มเดาความคิดของเด็กๆ ออก


    "อื้อ ไม่กี่มื้อเอง รบกวนไบรอันมาเยอะแล้ว"


    ชายหนุ่มแทบน้ำตาซึมเพราะสงสารเด็กทั้งสาม, เพรส มาบู และเมลินเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่ของพวกเขาถูกฆ่าตายจากเหตุการณ์ความไม่สงบในเมือง เขาจำได้ว่าครั้งนั้นมีคนตายถึงสี่สิบเจ็ดคน เคราะห์ดีที่เด็กทั้งสามคนซ่อนตัวอยู่ในที่หลบภัยจึงรอดมาได้ ไบรอันเองก็เช่นกัน หลังจากเหตุการณ์นั้น เขาจึงคอยดูแลเด็กน้อยมาตลอด แม้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด แต่ไบรอันทนเห็นเด็กน้อยหิวตายไม่ได้ ดังนั้นเขาจะทำงานเพื่อหาข้าวมาส่งให้เด็ก ๆ พวกนี้กิน เด็กหนุ่มที่ในตอนนั้นอายุเพียงแค่สิบห้าปีตั้งใจไว้อย่างนั้น จนเวลาผ่านไป ตัวเขาที่ปัจจุบันอายุยี่สิบหกก็ยังปฏิบัติเช่นเดิม


    "ฉันโอเค เธอไม่ต้องอดหรอก ยังพอมีเหลืออยู่ที่บ้านตั้งสองถุงน่ะ"


    เมื่อเห็นเด็กทั้งสองยังคงทำหน้าลังเล ไบรอันจึงฉวยโอกาสลุกขึ้นแล้วถอยออกมาช้าๆ ก่อนจะโบกมือลาพร้อมรอยยิ้มโดยไม่ให้ทั้งคู่ได้ทันเอ่ยอะไรอีก


    ชายหนุ่มก้าวไปในทะเลทรายที่ดูเวิ้งว้างเสียจนแทบจะหลงทิศหากไม่มีบ้านปลูกอยู่เป็นระยะ ๆ เสื้อคลุมสีขาวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยทรายพลิ้วไหวไปตามแรงลม รองเท้าหนังเริ่มขาดเล็กน้อยจนเม็ดทรายบางส่วนเข้ามาข้างในระหว่างก้าวเดิน ไบรอันกระชับกระเป๋าสะพายของตัวเองแน่นขึ้น จนเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของตัวเองในที่สุด, ดูเผินๆอาจจะเหมือนอิกลู (แม้จะอยู่ในทะเลทรายก็เถอะ) แต่นี่เป็นเพียงแค่ทางเข้าบ้านใต้ดินของเขาเท่านั้น


    บ้านของไบรอันไม่ได้อยู่ในชุมชนเหมือนบ้านของคนอื่น หากแต่ตั้งอยู่ห่างออกมาเป็นเอกเทศ ในอดีต ป้าของเขาเคยเล่าให้ฟังว่าพ่อแม่ของเขา (ที่เขาไม่เคยเห็นหน้าสักครั้ง) ไม่ชอบอยู่รวมกับคนหรือสิ่งมีชีวิตอื่นในชุมชนสักเท่าไหร่ ท่านทั้งสองจึงเลือกที่จะสร้างบ้านแยกอยู่เพียงคนเดียวเช่นนี้ หลังจากที่ไบรอันเสียป้าไปจากสงครามกลางเมืองเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว บ้านหลังนี้ก็กลายเป็นของเขาโดยสมบูรณ์ แม้เขาจะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นเลยก็ตาม


    ชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไป เดินลงไปตามบันไดซึ่งนำเขาสู่ชั้นใต้ดิน ก่อนจะวางกระเป๋าลงบนโต๊ะตรงกลางห้อง หยิบถุงหนังสีน้ำตาลที่ได้มาจากการแลกอะไหล่เมื่อครู่ออกมา เดินไปที่เคาน์เตอร์ เทผงสีขาวที่อยู่ในนั้นลงไปประมาณครึ่งหนึ่ง ตามด้วยน้ำจากกระติกข้าง ๆ ลงไปไม่มากนัก ผงเหล่านั้นก็จับตัวรวมกันกับน้ำและฟูขึ้นมาเป็นขนมปังชิ้นเล็กกว่ากำปั้นผู้ใหญ่นิดหน่อย ซึ่งให้พลังงานพอที่จะอยู่รอดไปได้หนึ่งวันโดยไม่ต้องทานอะไรอีก ไบรอันหยิบมันมา กัดเข้าไปหนึ่งคำแล้วจึงคาบค้างไว้ในปาก ก่อนจะเดินไปที่ห้องของตัวเองแล้วล้มตัวลงนอนบนฟูก ขนมปังถูกกินหมดพอดี


    วันนี้เหนื่อยกว่าที่คิด เดี๋ยวค่อยไปตรวจระบบน้ำแล้วกัน --ไบรอันคิด




    /





    แสงสว่างจากฟ้ากำลังเลือนหาย ความมืดเริ่มเข้าปกคลุมทุกอาณาบริเวณ ไบรอันที่ตื่นนอนพอดีในเวลานี้ก็เดินออกมาจากบ้านของตัวเองและมานั่งเล่นรับลมอ่อน ๆ ไบรอันยังไม่ได้อาบน้ำเพราะทุกๆ คืนเขามักมานั่งเล่นนอกบ้านก่อนจะกลับเข้าไป เขาคงไม่อาบน้ำก่อนเพื่อให้เนื้อตัวมาเลอะทรายแล้วกลับไปอาบใหม่อีกครั้งหนึ่งแน่นอน


    ชายหนุ่มตัดสินใจนั่งลงด้านหลังโดมที่เป็นทางเข้าบ้านและหันหลังให้ฝั่งชุมชนที่เดินผ่านมาเมื่อตอนบ่าย ผมสีดำที่เริ่มยาวขึ้นนิดหน่อยถูกลมพัดจนขยับเล็กน้อย อากาศตอนนี้กำลังดี อย่างน้อยก็ทำให้ไบรอันผ่อนคลายได้บ้างหลังจากที่เหนื่อยมาทั้งวัน


    จากมุมนี้ ไบรอันสามารถมองเห็นพวกจาวา (สิ่งมีชีวิตประหลาดที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ผ้าคลุมสีน้ำตาล เผยให้เห็นเพียงดวงตาสีเหลืองวาววับ) กำลังเดินเป็นกลุ่มเพื่อเก็บเศษเหล็กต่างๆ ชายหนุ่มคิดว่าคงจะเอาไปเข้าโรงงานของพวกมันที่เขาไม่รู้ว่ามันตั้งอยู่ที่ไหนบนดาวแห่งนี้ มองไปทางซ้ายก็เห็นฝูงแบนธา, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่งที่ขนยาวเสียจนดูรุงรัง เดินไปสักที่ตามกันเป็นแถว สารภาพตามตรงว่าไบรอันไม่ได้มีเวลามานั่งซึมซับบรรยากาศบนดาวทาทูอีนบ่อยเท่าไหร่นัก เพราะความเหนื่อยล้าในแต่ละวันทำให้เขาเข้าสู่ห้วงนิทราได้อย่างง่ายดาย แต่วันนี้กลับต่างออกไป ไบรอันกลับเหนื่อยกับความคิดที่วิ่งวนไปมาอยู่ในหัวจนนอนหลับไม่สนิทและสะดุ้งตื่นบ่อยครั้ง


    เข่าสองข้างขยับขึ้นชิดอก แขนทั้งสองกอดไว้หลวม ๆ ไบรอันหลับตาลงแผ่วเบา






    'ไบรอัน วันนี้มีน้ำนมแบนธาที่หนูชอบด้วยนะ'


    'ขอบคุณฮะ'


    'ยินดีจ้ะ ถ้าอยากดื่มอีกก็บอกป้านะ'


    'ได้ฮะ แล้วคุณป้าไม่ทานเหรอ'


    'ไม่ล่ะ ป้าเก็บไว้ให้หนูนี่'


    'ไม่เอา คุณป้ามาดื่มด้วยกันเลย ไม่งั้นผมเสียใจนะ'









    ความทรงจำในวัยเด็กย้อนกลับมาอย่างไม่มีสาเหตุ ไบรอันถอนหายใจยาวเหยียดเมื่อภาพในหัวไล่เรียงเป็นฉาก เขาคาดเดาว่าความเหนื่อยล้าและความเงียบทำให้ภาพเหล่านั้นกลับมา เขาคิดถึงป้ามาก ๆ วันนี้มันสาหัสเกินไป เขาดิ้นรนอย่างยากลำบาก เขาแค่ต้องการกำลังใจจากครอบครัวคนเดียวที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว


    สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาเหนื่อยมากเกินไป ไม่ใช่เหนื่อยกายแต่เป็นดวงใจที่อ่อนล้า ทั้งเรื่องพ่อค้าคนกลางนิสัยทรามคนนั้น ทั้งเรื่องการดูแลเด็ก ๆ ที่เริ่มเป็นไปได้ยากเต็มที และเรื่องการกินอยู่ของตัวเขาเองด้วยเช่นกัน ที่เขาบอกมาบูและเพรสไปว่ายังมีอาหารเหลือ แท้ที่จริงเขามีเพียงถุงเดียวซึ่งก็คือถุงที่เพิ่งได้มาล่าสุด ไบรอันจำเป็นต้องโกหกเพื่อให้เด็ก ๆ มีอาหารทานเพียงพอในการดำรงชีวิต พวกเขาควรเติบโตมาอย่างดี ไม่ควรต้องอดอาหารหรือลำบากตั้งแต่ก่อนจะทำงาน และถึงจะเริ่มทำงานก็ไม่ควรต้องลำบากเช่นเขาและผู้ใหญ่คนอื่น ๆ บนดาวดวงนี้


    เป็นความจริงที่ทาทูอีนไม่เคยพัฒนาก้าวหน้าไปมากกว่าเดิมแม้สงครามจะจบลงเป็นเวลาหลายปีแล้วก็ตาม เพราะดาวดวงนี้อยู่นอกเขตการปกครองของสาธารณะรัฐ ทำให้เหล่าอาชญากรตัดสินใจมาปักหลักที่นี่เพื่อหลบหนีกฎหมายและขนส่งของเถื่อนนอกสายตาสมาชิกผู้ปกครองจักรวาล ดังนั้นพวกพ่อค้าและเจ้าพ่อขบวนการค้าของเถื่อน ค้าประเวณี ค้าทาส ก็มารวมอยู่ที่ทาทูอีนประมาณ 85% และตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ คนธรรมดาอย่างไบรอันก็มีหน้าที่ก้มหัวยอมรับและทำงานงกๆ (ซึ่งสุดท้ายรายได้เกือบ 60% ก็เข้ากระเป๋าพวกมันอยู่ดี แม่งเอ้ย)


    เมื่อการปกครองห่วยแตกและประชาชนได้เงินน้อยไม่พอความต้องการ ย่อมมีการทะเลาะกันและแย่งชิงกันเอง ในบางครั้ง ระหว่างที่ไบรอันกำลังค้นหาอะไหล่หรือแร่ดีๆ ก็จะมีกลุ่มบางกลุ่มมาแย่งไป บางทีก็แอบฉวยไปจากกระเป๋าเขา บางทีก็พุ่งเข้ามาแย่งไปหน้าด้าน ๆ ถ้าโชคดีก็จับตัวคนขโมยไว้และเอาของกลับคืนมาได้ แต่ถ้าวันไหนโชคร้ายก็ต้องเสียเวลาหาใหม่และจะทำให้เขาหงุดหงิดพอสมควร 


    ไบรอันลืมตาขึ้นช้าๆ เพราะไม่อยากกลับสู่ความเป็นจริงที่โหดร้าย ภาพตรงหน้าตอนนี้เป็นพระอาทิตย์สองดวงที่เคลื่อนมาอยู่คู่กันพอดี ทาทูอีนเป็นดาวเพียงดาวเดียวในระบบจักรวาลที่มีดวงอาทิตย์สองดวงเช่นนี้ และไบรอันคิดว่านอกจากบ้านของเขา สิ่งดีๆ ที่ยังเหลือสำหรับดาวดวงนี้ก็คือทิวทัศน์เบื้องหน้า ดวงอาทิตย์สีแดงฉานทั้งสองเคลื่อนตัวช้า ๆ ชายหนุ่มจับจ้องภาพดังกล่าวไว้ เม้มปากแน่นขึ้นนิดหน่อยเมื่อตัวเขากำลังพยายามใจสร้างแรงใจในการดำเนินชีวิตสำหรับวันต่อๆ ไปให้ตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้น ปัดทรายออกจากตัวพอเป็นพิธีแล้วหันหลังเดินกลับเข้าบ้านไป



    วันนี้เหนื่อยเกินไป และตัวเขาก็อยากดื่มนมที่คุณป้าเก็บไว้ให้อีกสักครั้ง





  • /




    เช้าวันใหม่เริ่มขึ้นอีกครั้ง วันนี้อากาศตอนเช้าดูจะหนาวขึ้นจนไบรอันแทบจะถลาเข้าไปในร่างตัวเองแล้วโอบกอดวิญญาณอันแสนเปราะบางของตนไว้ ชายหนุ่มลุกขึ้นเพื่อเดินไปอาบน้ำ


    ใช้เวลาไม่นานนักไบรอันก็เดินออกมา วันนี้เขาอยู่ในชุดเสื้อคลุมสีครีม รัดช่วงเอวด้วยแถบผ้าสีดำ กางเกงผ้าสีน้ำตาลพอดีตัว, ไม่หลวมและไม่รัดแน่นจนอึดอัด พร้อมด้วยถุงผ้าใบเดิมกับเมื่อวาน ผ้าสีส้มหม่นที่ถูกมัดกับเชือกเพื่อรองของหนักที่ชายหนุ่มจะลากกลับมา รองเท้าหนังคู่ใหม่ถูกหยิบมาใส่แทนคู่เดิมที่ขาด แต่วันนี้มีสิ่งหนึ่งที่เพิ่มเข้ามา นั่นก็คือกระบองยาวที่ยาวแทบจะเท่าตัวเขา สีเทาค่อนไปทางดำ ในยามปกติไบรอันไม่คิดจะพกมันไป แต่จากเหตุการณ์เมื่อวานที่เขาเกือบไม่รอดชีวิตกลับมา เขาคิดว่ายอมแบกไปก็ไม่เสียหายอะไร


    ประตูบ้านชั้นนอกสุดถูกปิดลงอย่างดี ไบรอันวางผ้าสีส้มลงและลากมันด้วยมือข้างซ้ายไปตามทางไปอย่างไม่ใส่ใจนัก วันนี้ชายหนุ่มมุ่งหน้าไปที่เดิม, สถานที่ซึ่งมีซากยานรบหลงเหลืออยู่ แต่ในใจก็เริ่มคิดว่าอะไหล่ต่าง ๆ อาจจะโดนเอาไปจนเกือบหมดแล้ว เพราะไม่ใช่เขาคนเดียวที่มีอาชีพเช่นนี้ วันนี้ไบรอันจึงตัดสินใจที่จะไม่คาดหวังกับอะไหล่ดีๆ มากนัก อย่างน้อยถ้าไม่มีอะไหล่ เขาก็สามารถเก็บขยะและเศษเหล็กไปขายให้กับโรงงานได้อยู่ดี


    ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ไบรอันก็มาถึงที่เดินที่คุ้นเคย น้ำในกระติกยังไม่ถูกดื่มสักหยดเพราะชายหนุ่มเคยชินกับความเหนื่อยในการเดินมาที่นี่เสียแล้ว เขากวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะเดินเข้าไปที่ซากยานรบที่อยู่ห่างไกลที่สุด (เขาจำได้ว่าตัวเขาเคยเก็บอะไหล่จากบรรดายานที่อยู่ใกล้กว่าไปแล้ว)


    พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับยานสปีดเดอร์ลำหนึ่งที่คุ้นเคยดีถูกจอดไว้ข้างก้อนหินขนาดใหญ่ทางด้านขวามือของเขา, ยานลำสีเหลืองหม่นที่มีสเปรย์สีดำสนิทพ่นไว้ด้านข้างเป็นภาษาสากล


    'we don't say meow'


    ไบรอันสบถในใจเป็นครั้งแรกของวัน ก่อนจะรีบค้นหาอะไหล่ดีๆ ในซากยานที่อยู่ตรงหน้าเพื่อกลับบ้านให้เร็วที่สุด มือหนาค่อย ๆ แหวกเศษเหล็กตรงหน้าออกด้วยความระมัดระวังไม่ให้บาดมือตัวเอง ชิ้นที่หนึ่งผ่านไป ชิ้นที่สองผ่านไป แต่ไบรอันยังไม่เจออะไหล่ที่ยังใช้งานได้สักอัน เขาจึงเริ่มถอดใจและกำลังจะลุกขึ้นเพื่อไปหาแหล่งรวมซากยานที่ใหม่


    ทันใดนั้นชายหนุ่มก็เหลือบไปเห็นก้อนแร่สีฟ้าตรงปีกยานที่จำได้ว่าทั้งตลาดบนดาวดวงนี้ต้องการมากแค่ไหน, แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมแร่หายากถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ แต่ไบรอันก็เอื้อมมือไปหยิบด้วยความรวดเร็ว —แต่คงพร้อมกันกับใครอีกคนพอดี


    ไบรอันเงยหน้าขึ้นมองด้วยความรวดเร็วทั้งๆ ที่รู้ดีแก่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ดวงตาเรียวจ้องเขม็งไปที่คนข้างหน้าแล้วกระซิบลอดไรฟัน


    "I got it first"


    "Are you blind? It’s me, not you"


    "You better say meow instead of makin--"


    "Shut up, Brian"


    ผู้มาใหม่ที่ได้รับฉายาจากผู้คนบนดวงดาวว่าคิตตี้เจส่งเสียงหงุดหงิด ไบรอันเองก็เช่นกัน ท่ามกลางทะเลทรายที่อุณหภูมิสูงแบบนี้ เขาอยากกลับบ้านมากกว่ามานั่งเถียงกับแมวแบบนี้, เขาไม่ได้พูดผิดหรือตั้งใจเรียกเพราะเอ็นดูอีกฝ่าย (ฝันไปเถอะ จะให้เอ็นดูคู่กัดตัวเองเนี่ยนะ) แต่เพราะคนตรงหน้าเป็นครึ่งคนครึ่งแมว แบบที่มีหูแมวจริงๆ โผล่มาจากผมสีน้ำตาลเลย ในตอนนี้อาจจะไม่เห็นเพราะอีกฝ่ายเอาผ้าสีน้ำตาลคลุมหัวไว้ แถมยังใส่แว่นกันลมหนาเตอะจนมองเห็นแค่ปากอีกด้วย แต่ก่อนหน้านี้ไบรอันเคยเห็นหูโผล่พ้นออกมาตอนที่อีกคนหันหลังเดินไปแล้วลมพัดผ้าคลุมตกลงมา นั่นเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไบรอันเคยเห็นนอกจากปากเล็กๆ ที่พ่นคำด่าทออย่างเจ็บแสบนั่น


    "Give it to me, kitty" ไบรอันทวนประโยคเดิมอีกหนึ่งครั้ง


    เจไม่ตอบ แต่กลับชักปืนออกมา จ่อเข้าที่หัวไบรอันโดยไม่มีความลังเลอะไรทั้งสิ้น คราวนี้ไบรอันชะงักไปเพราะอีกฝ่ายไม่เคยเล่นแรงขนาดนี้มาก่อน ถึงเขาจะอยากได้แร่ในมือมากเท่าไหร่ แต่ชีวิตเขาย่อมสำคัญกว่า


    "What the fuck are you doin—!!"


    "ไบรอัน" คนตรงหน้าพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็น "เอามาให้ฉัน"


    "เราสองคนหารกันไม่ได้หรือไง เธอก็รู้นี่ว่าแร่ก้อนนี้มันราคาสูงแค่ไหน" ไบรอันพยายามยื่นข้อเสนอแม้ในใจจะกลัวปืนที่จ่ออยู่ลั่นออกมาแค่ไหนก็ตาม


    "ก็เพราะราคามันสูงไง ฉันเลยต้องเอามา"


    เมื่อการเจรจาไม่สำเร็จ ความรู้สึกเหนื่อยและหน้าของเด็กๆ ก็ลอยเข้ามาในหัวไบรอันอย่างกะทันหัน ชายหนุ่มก้มหน้าลงแม้มือจะยังไม่ผ่อนแรงที่จับก้อนแร่ไว้ ถอนหายใจออกมายาวๆ หนึ่งครั้งแล้วตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงราวทหารผ่านศึกที่เหนื่อยล้าแสนสาหัสจากความเปราะบางภายในใจ


    "ขอร้องเจ ฉันจำเป็นต้องใช้มันจริง ๆ "


    แม้จะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา แต่ไบรอันก็สัมผัสได้ถึงความลังเลในมือที่ยกปืนประชิดศีรษะเขาอยู่ แม้มือไม่ได้สั่น แต่ไบรอันรู้ดีว่าเจกำลังคิด เขาสัมผัสได้


    ในที่สุดเจก็ลดปืนลง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ไบรอันช้อนตามองขึ้นอย่างมีความหวังเล็กน้อย ชายหนุ่มเห็นริมฝีปากอิ่มสีชมพูอ่อนเม้มเข้าหากันแน่นเหมือนเจ้าตัวกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่างอยู่ ปืนสีดำถูกเหน็บไว้ข้างเอวเช่นเดิม (ไบรอันมองตามก่อนจะเบนสายตาออกไปทางอื่นเพราะดันไปเห็นหน้าท้องขาวที่โผล่พ้นเสื้อเอวลอยนั่นโดยไม่ได้ตั้งใจ) ผ้าคลุมของเจที่แหวกออกเพราะท่านั่งถูกมือเรียวจับให้กลับมาปกปิดลำตัวเช่นก่อนหน้า เจปล่อยมือจากก้อนแร่ ลุกขึ้นยืนตรงและก้มลงมองไบรอันที่ยังนั่งอยู่ท่าเดิม


    "มัวทำอะไรอยู่ ลุกขึ้นสิ กล้ามเนื้อตายเหรอ"


    ถึงจะ (ดูเหมือน) ใจดีขึ้น แต่ปากร้ายอย่างไรก็เป็นเช่นเดิม





    /





    ทั้งคู่กลับมาถึงร้านค้าของไอ้พ่อค้าเฮงซวยคนเดิม แต่คราวนี้ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีเพราะเจเสนอให้ไบรอันนั่งยานสปีดเดอร์ของตัวเองกลับมาด้วย (ก่อนหน้านี้เขาถามเจไป 'เอาฉันมาด้วยเพราะกลัวฉันเอาแร่หนีไประหว่างทางหรือไง' แต่เจแค่นหัวเราะแล้วตอบกลับ 'นายหนีไปฉันก็ตามไปยิงนายทิ้ง ทาทูอีนไม่ได้กว้างใหญ่ขนาดที่ฉันจะไม่มีปัญญาหานายเจอหรอกนะไบรอัน' และเจก็เงียบไปโดยไม่ได้บอกเหตุผลที่แท้จริง)


    วันนี้ร้านค้าคนน้อยกว่าเดิม ไบรอันจึงออกเดินหมายจะเข้าไปต่อแถวให้หมดธุระ แต่มือของเจเอื้อมมาจับแขนเขาไว้อย่างไม่เบานักจนชายหนุ่มชะงัก


    "ไปไหน"


    "ตาบอดเหรอ ก็เอาไปขายไง"


    "ไอ้ห่านี่มันกดราคาเกินไป ตามมา"


    เจเดินไปอีกทางซึ่งไบรอันไม่เคยไป ชายหนุ่มจึงเดินตามไปด้วยความสงสัย มือหนาสองข้างกระชับสายกระเป๋าที่มีก้อนแร่ก้อนใหญ่อยู่ในนั้นด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย, เขาเข้ามาในตรอกแคบ ๆ หลังหมู่บ้าน เดินลงบันไดที่อยู่ในซอกหลืบจนแทบมองไม่เห็น ระหว่างทางมืดลงเรื่อย ๆ ชวนให้หัวใจไบรอันเต้นแรงขึ้น เขาไม่เคยมาที่นี่ตั้งแต่อยู่บนดาวดวงนี้มา เพราะป้าบอกว่าแถวนี้เป็นถิ่นที่พ่อค้ามืดจากทุกมุมจักรวาลมารวมกัน มันอันตรายเกินไป แต่ไบรอันไม่นึกสงสัยว่าทำไมเจถึงรู้จักที่นี่ เพราะคนตรงหน้าเขา, คิตตี้เจคนนี้ เป็นหนึ่งในคนขายของเถื่อนพ่วงด้วยสมาชิกกลุ่มมือสังหาร และจากที่เผชิญหน้ากับอีกฝ่ายมาหลายต่อหลายครั้ง ไบรอันก็รู้ว่าเธอไม่ใช่ลูกน้องธรรมดา แต่เป็นถึงหัวหน้าใหญ่เสียด้วย


    ในที่สุดทั้งคู่ก็มาโผล่หน้าห้องใต้ดินแห่งหนึ่ง ทหารกามอร์เรียนที่อารักขาอยู่หน้าประตูสองคนเอาหอกแหลม ๆ ขวางประตูไว้ไม่ให้ใครเข้าไป


    เจหันหน้ามาหาเขา พูดเสียงเบาจนแทบจะกระซิบ


    "หลังจากนี้ จนกว่าฉันจะสั่ง ห้ามนายมองมาทางฉันเด็ดขาด จะก้มหน้า จะมองไปที่ไหนก็มองไป ห้ามมองฉัน"


    "อะไรนะㅡ"


    "อย่าถามนักได้ไหม ทำตามที่ฉันพูด ถ้านายมองฉันนายตายแน่"


    แม้จะไม่เข้าใจเลยสักนิด แต่ไบรอันไม่มีความคิดที่จะหยอกคนตรงหน้าหรือแหกข้อตกลงเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายเอาจริงหากเขากล้าขัดขืน ชายหนุ่มก้มหน้าลงพร้อมกันกับที่เจถอดผ้าคลุมและแว่นตาออก เหลือเพียงเสื้อเอวลอย กางเกงคอมแบทที่มีปืนเลเซอร์กระบอกเดิมเหน็บอยู่และบูทสีน้ำตาลอ่อนเท่านั้น ในหูไบรอันได้ยินเจที่ยืนอยู่หน้าเขาพูดภาษาการ์มอรีสที่เขาฟังไม่ออกสักพยางค์ ก่อนประตูจะเปิดออก ชายหนุ่มทำได้แค่เดินตามเจไปโดยมองเห็นแค่พื้นเท่านั้น


    ภายในห้องมีเสียงโหวกเหวกโวยวายของเหล่านักพนันที่กำลังดวลกัน เสียงดนตรีของพวกบิธก็ถูกเล่นในจังหวะที่สนุกสนาน แต่ไบรอันรู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับดินแดนโสมม เจเดินไปเรื่อย ๆ จนมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะของใครสักคนหนึ่ง ไบรอันสังเกตเห็นว่ามือของเจที่อยู่ข้างตัวสั่นเล็กน้อย แต่ก็เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น


    "วันนี้มีอะไรมาแลกงั้นเหรอ"


    "แร่ที่นายอยากได้นักหนานั่นน่ะ วันนี้ฉันมีหนึ่งก้อน ㅡแล้วก็ข้างหลังนี่เพื่อนฉันเอง  เขาไม่ทำอะไร ฉันรับประกัน"


    ไบรอันได้ยินเสียงผิวปากด้วยความสนุก ดูท่าคนที่เขากำลังสนทนาด้วยคงเป็นพ่อค้าที่มีอำนาจมากกว่าเจพอสมควร ดูจากท่าทางของเจที่สงบกว่าครั้งไหน และมือข้างขวาที่กำกางเกงแน่นขึ้น ชายหนุ่มได้ยินเสียงคนลุกขึ้น พบว่าเป็นคู่สนทนาที่เดินเข้ามาหาเจ ก่อนไบรอันจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นมือข้างหนึ่งค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมาที่บั้นเอวซ้ายของเจ ลูบไล้และบีบเคล้นจนคนถูกกระทำกำกางเกงแน่นขึ้น ไบรอันขยับเข้าไปใกล้เจ แต่เจกลับใช้ปลายนิ้วดันเขาออกและทำมือเป็นเชิงให้อยู่นิ่ง ๆ แทน, แม้เขาจะไม่ชอบเจเท่าไหร่ แต่ชายหนุ่มคิดว่าสัมผัสเหล่านั้นมันน่ารังเกียจ


    "ㅡหยุดทีเถอะ"


    เสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความขยะแขยง ไบรอันรู้ดี พ่อค้าหัวเราะขึ้นเบา ๆ ก่อนจะยอมถอยออกไป เจจึงได้โอกาสพูดต่อ


    "แร่ก้อนนี้ แลกกับหกพันเครดิต"


    ไบรอันตาโตเมื่อได้ยินจำนวนเงินดังกล่าวออกมาจากปากเจ ในชีวิตนี้เขาเคยได้เงินมากสุดแค่สองร้อยเครดิตเท่านั้น พอรู้ว่าแร่ก้อนที่ได้มาอาจทำเงินให้ได้ขนาดนี้ ไบรอันก็กำสายกระเป๋าจนแทบจะขาดติดมือมาด้วย


    "ดีล" พ่อค้าคนดังกล่าวพูดขึ้นอย่างง่ายดายก่อนจะเรียกลูกน้องให้นำเงินออกมา


    ถุงเงินถูกส่งมาให้เจตรวจสอบ แต่บรรยากาศกลับไม่ดีเท่าไรนักเพราะปืนถูกจ่อเข้าที่ตัวเขาและเจเพื่อกันไม่ให้ตุกติกระหว่างการซื้อขายครั้งนี้ ไบรอันได้ยินเสียงปิดถุงเงิน ตามด้วยมือเรียวที่ยื่นมาด้านหลังให้เขาส่งแร่ไปให้ ชายหนุ่มจึงเปิดกระเป๋าและทำตาม เจรับไปก่อนจะส่งให้คู่ค้า เมื่อไม่มีปัญหาแล้ว เจก็หันหลัง ไม่มีคำร่ำลาให้คู่สนทนา ก่อนจะลากไบรอันให้ตามมาด้วยกัน


    "ทีนี้จะมองอะไรก็เรื่องของนาย"


    ไบรอันเงยหน้า เขาเห็นเจที่กลับไปใส่ผ้าคลุมและแว่นดังเดิมยื่นถุงเงินสามถุงมาให้เขา ท่าทีดังกล่าวดูแปลกไปอย่างบอกไม่ถูก


    "สามพันเครดิต ตามที่ตกลงกันไว้"


    ชายหนุ่มยื่นมือไปรับของดังกล่าว เก็บใส่กระเป๋าผ้าของตัวเอง


    "ขอบใจ"


    "อืม กลับไปได้แล้ว"


    ไบรอันไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ เขาพยักหน้ารับส่ง ๆ แล้วหันหลังกลับ เดินย้อนออกไปตามทางที่เข้ามา แต่ไม่ว่าจะเดินไกลเท่าไหร่ ภาพของเจที่กำกางเกงเสียจนข้อนิ้วเป็นสีขาวยังวนเวียนอยู่ในใจของเขาไม่เลิก





    kryptonite looks weird on you

    contact : @freakondec

    hashtag on twitter : #kittysjack


    — 2021.02.21

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in