ยินดีต้อนรับเข้าสู่ self-study cornerーมุมเล็ก ๆ สำหรับคนหาอ่านไปเรื่อยค่ะ
สำหรับใครที่เพิ่งหลงเข้ามาครั้งแรก นี่เป็นหนึ่งในพื้นที่แบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ที่ตัวผู้เขียนได้มาจากการไปค้นคว้าหาอ่านด้วยตัวเอง และนำมาสรุปให้กับคนที่สนใจในหัวข้อเดียวกัน
สำหรับหัวข้อที่เราอยากจะโฟกัสในวันนี้ ไม่ใช่เทคนิคการติวหรือการเขียน SOP เหมือนบทความก่อนหน้า แต่เป็นการรีวิวคอร์สออนไลน์เกี่ยวกับ "Sustainability & ESG" ซึ่งเราได้มีโอกาสไปลงเรียนใน Cousera มาหลายตัวด้วยกันค่ะ
สาเหตุที่เราเลือกหยิบหัวข้อนี้มา เพราะเห็นว่า Sustainability เป็นประเด็นที่เริ่มได้รับการพูดถึงมากขึ้นในทุกสายอาชีพ ไม่ว่าจะด้วยความจำเป็นที่ต้องปรับตัวตามสถานการณ์โลกหรือเป็นเพราะความสนใจส่วนตัวก็ตาม เราเองก็เป็นหนึ่งในคนที่หันมาเข้าสายนี้ เพราะสนใจเรื่องการจัดการความยั่งยืนในบริษัท และมีแพลนจะไปเรียนต่อต่างประเทศในด้าน Sustainability & Management ค่ะ
ความสนใจตรงนั้นเลยนำมาสู่การลงเรียนคอร์สสายสีเขียวต่าง ๆ ที่พอจะปูพื้นฐานให้คนไม่มี background ทางธุรกิจกับวิทยาศาสตร์อย่างเราได้บ้าง ดังนั้นในคอร์สออนไลน์ที่เราจะรีวิวนี้ จะเน้นไปทาง "ความยั่งยืนในสายธุรกิจ (Corporate Sustainability)" ค่ะ
ท้ังนี้ต้องขอเตือนไว้ก่อนว่าหากใครสนใจ Sustainability ที่เบนไปทางสังคมหรือวิทยาศาสตร์ บทความนี้อาจจะไม่ตอบโจทย์มากเท่าไหร่นะคะ แต่สำหรับใครที่สนใจในเรื่องเดียวกับเรา ขอแค่มีความสนใจอยากจะเรียนรู้ว่า ESG คืออะไร สำคัญต่อบริษัทยังไง คุ้มค่าที่จะลงทุนมั้ย และเราจะได้รับโอกาสอะไรในการนำ ESG เข้ามาปรับใช้ในโครงสร้างองค์กรบ้าง ทุกอย่างก็ไม่ยากเกินความเข้าใจแน่นอนค่ะ
เบื้องต้น สามารถเช็คกันก่อนได้ว่าตัวเองเหมาะกับบทความนี้มั้ยจากลิสต์ของเราข้างล่างนะคะ และตลอดบทความอาจจะมีการแทรกศัพท์เทคนิคของสายนี้อยู่บ้าง เพื่อให้เห็นภาพใหญ่ของสิ่งที่คนในสาย Sustainability ต้องพบเจอค่ะ
ถ้าพร้อมแล้ว ขอให้สนุกกับการอ่านค่ะ
Enjoy reading.
🌿._.·°¯°·..·°.·°🍃
บทความนี้เหมาะสำหรับใคร?
❀ คนที่มองหาคอร์สเริ่มต้นสำหรับ Sustainability ในบริบทการทำงาน
❀ คนที่พอมีทุนทรัพย์ในการสมัครสมาชิกรายเดือนของ Cousera หรือซื้อคอร์สเฉพาะ
❀ คนที่อยากรู้ทฤษฎีเบื้องต้นเพื่อนำไปต่อยอดในการทำงาน หรือเตรียมตัวศึกษาต่อต่างประเทศ
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง: Corporate Sustainability / ESG / Green management / Sustainability reporting standards and frameworks / Environmental Sustainability / Circular Economy / ESG metrics, ratings & indices / Stakeholder Engagement
ก่อนจะเข้าไปรีวิวคอร์สหลัก ขออนุญาตเบรกเพื่อให้ทุกคนได้ทำความเข้าใจก่อนค่ะว่าสองคำนี้ต่างกันยังไง เพราะอย่างไร ทั้ง Sustainability กับ ESG ก็เป็นศัพท์ที่สำคัญด้วยกันทั้งคู่ค่ะ
Sustainability in a nutshell
"Sustainability" หรือ ความยั่งยืน ตามนิยามของ Brudtland Commission โดยการก่อตั้งของ UN General Assembly หมายถึง "การพยายามรักษาสมดุลระหว่างความต้องการของคนในปัจจุบันกับความต้องการของคนในอนาคต (meeting the needs of the present generation without compromising the ability of future generations to meet their own needs.) " หรือพูดภาษาชาวบ้าน คือการพยายามหาวิธีว่าเราจะใช้ทรัพยากรในวันนี้ยังไงให้เผื่อแผ่ไปถึงคนในอนาคตได้โดยที่เขาไม่ต้องอด ๆ อยาก ๆ จากการที่เราไปขโมยทรัพยากรที่เขาควรจะได้ใช้ในอนาคตมาค่ะ
ถ้าพูดถึงขอบเขตของ Sustainability ว่าไปสิ้นสุดที่ตรงไหน ต้องบอกก่อนว่ามันเป็นแนวคิดที่กว้างมาก นำมาประยุกต์ใช้ได้กับทุก study fields เลย ตั้งแต่ความยั่งยืนในสายวิทย์ กฎหมาย การเงิน เทคโนโลยี จิตวิทยา การท่องเที่ยว สังคม และอื่น ๆ แต่เราสามารถแบ่งออกมาได้เป็น 3 ขาหลัก (Three Pillars of Sustainability) นั่นคือ Environmental Sustainability, Social Sustainability, and Economic Sustainability ซึ่งแต่ละขานี้เองก็จะมีหลักการแยกย่อยลงไปอีก
ยกตัวอย่างในสาย Economic Sustainability จะเน้นไปที่การวางกลุทธ์หรือปรับมุมมองอย่างไรให้ภาคธุรกิจสามารถสร้างผลกำไรควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสังคม
ส่วน Social Sustainability จะเน้นไปที่ตัวบุคคล ชุมชน การสร้างสังคมในทุกระดับ (ที่ทำงาน/หมู่บ้าน/รัฐ) ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ ความคิด ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย ความอยู่ดีกินดีภายในสังคมนั้น ๆ และปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงทาง climate change ได้อย่างยั่งยืนค่ะ
และส่วนสุดท้าย Environmental Sustainability ก็ตรงตัวเลย โฟกัสหลักอยู่ที่ biodiversity, land and agriculture, water and energy, pollution โดยมุ่งไปที่การธำรงรักษาทรัพยากรเหล่านี้ และลดผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ให้ได้มากที่สุด
ทั้งนี้ สำหรับ Corporate Sustainability ซึ่งเป็นตีมหลักของคอร์สที่เราจะมารีวิวนั้น จะให้น้ำหนักกับ Economic มากที่สุดค่ะ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าด้านอื่นไม่สำคัญนะคะ เพียงแต่หัวใจหลักของภาคธุรกิจคือการหากำไร ซึ่งการจะคงอยู่และเติบโตให้ได้ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ บริษัทต้องปรับกลยุทธ์ และการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับการมีอยู่ของสิ่งแวดล้อมและสังคมให้ได้มากที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยง libabilities, disruptions, and shocks ที่อาจเกิดขึ้นในตลาดโลกค่ะ โดยเราจะเรียกบริษัทแบบนี้ว่าเป็น "Sustainable Business" นั่นเอง
ESG: Environment, Social, and Governance
ทั้งนี้ Sustainability เป็นเพียงเป้าหมายองค์รวมและหลักการในภาคทฤษฎี ที่ปูพื้นฐานให้แต่ละองค์กรเอาไปตีความและสร้างเป็นกฎหมาย แบบประเมิน ตัวชี้วัด (metrics) กรอบหรือมาตรฐานการรายงาน (reporting frameworks/standards) ที่จับต้องได้จริงค่ะ และที่สำคัญคือนำไปปรับใช้ได้ในสังคมทุกระดับ ไม่จำกัดแค่บริษัท
ในทางกลับกัน ESG จะเป็นหลักการในระดับ micro ซึ่งบริษัทและนักลงทุนนิยมนำมาใช้เป็นเป้าหมายประเมิน Sustainability performance ว่ามันตรงตามตัวชีี้วัดของ Environmental, Social, and Governance ที่กำหนดไว้มั้ย โดยในสองตัวชี้วัดแรก จะแทบไม่ต่างกับ Environmental and Social Sustainability เลยค่ะ แต่เรื่อง Governance เนี่ย มักจะมีการเพิ่มเป้าหมายในเรื่องของ Anti-corruption, Transparency, Stakeholder engagement, Executive Compensation, Labour rights เข้ามาด้วยค่ะ
และภายใต้กรอบ ESG นี้ ก็จะมีเครื่องมือและการรายงานผลที่ละเอียดแยกย่อยลงไปอีกนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใครเคยได้ยินคำว่า Life Cycle Assessment (LCA) หรือ Emissions scope 3 พวกนี้ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ประเมิน "E (Environment)" ภายในองค์กร เป็นต้นค่ะ
🌿._.·°¯°·..·°.·°🍃
สรุปแล้ว ESG กับ Sustainability ต่างกันยังไง?
Sustainability
➾ เป็นแค่ concept หรือ guidance ที่นำมาสู่การสร้าง regulations, policies, frameworks and metrics ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ และนำมาบังคับใช้กับตัวคนในองค์กร ชุมชน หรือสังคมนั้น ๆ อีกทีนึง
➾ โฟกัสไปที่ Macro- or System-level = Planet, Society, Economy
➾ มักถูกนำมาอ้างถึงในการวางนโยบาย การพัฒนา และสายวิชาการ
ESG
➾ เป็นกรอบการประเมิน performance ของบริษัทในด้าน Environment, Social, and Governance
➾ Micro-level = Companies and Investors
➾ มักถูกนำมาใช้ในบริบทด้าน Finance, Corporate Strategy
สรุปแล้ว เมื่อถอยออกมามองในภาพใหญ่ ก็จะเห็นได้ว่าทั้งสอง concepts ไม่ได้แยกขาดจากกันซะทีเดียว แต่มีความเกี่ยวเนื่องกันแบบส่งผลถึงกันและกันค่ะ (Mutually reinforcing) โดย Sustainability เป็นเสมือนกรอบแนวคิดใหญ่หรือเป้าหมาย (Ends) ที่บริษัทต้องดำเนินไปให้ถึง ในขณะที่ ESG เกิดขึ้นมาเพื่อตีความ Sustainability ให้ออกมาเป็นแผนปฏิบัติการที่บริษัทต้องดำเนิน ในรูปแบบของกรอบการรายงานผล ตัวชี้วัดต่าง ๆ ที่จะนำพาบริษัทให้บรรลุเป้าหมาย Sustainable Development ของสหประชาชาติหรือกรอบการประเมินระดับโลกอื่น ๆ
·.°🌱..·°¯°·._.· 🌿·._.·°¯°·..·°.·°✨°·.°·..·°¯°·._.· 🍀·._.·°¯°·..·°.·°°°·.°·..·°✨°·._.·🌿._.·°¯°·..·°.·°🍃°
ตามที่ได้เกริ่นไปในตอนต้น ทุกคอร์สที่เราลงจะเป็นคอร์สเบื้องต้น (Beginner Level) ที่ปูพื้นฐานสำหรับคนที่สนใจเรียนรู้ Corporate Sustainability หรือความยั่งยืนในสายธุรกิจ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานในด้านใดมาก่อน ขอแค่ต้องการเรียนรู้ มีเวลา และมีเงิน (ไม่เกินพันบาทต่อเดือน) ก็สามารถเข้าถึงสิ่งที่อยากรู้ได้แน่นอนค่ะ
โดยคอร์สที่เราจะรีวิวมีทั้งหมด 6 คอร์สด้วยกัน ดังนี้ค่ะ
1. Introduction to Sustainability
2. Foundations of Sustainability and ESG
3. The Business Case for ESG
4. Sustainable Marketing and Consumer Trends
5. Corporate Sustainability: Understanding and Seizing the Strategic Opportunity
6. Developing and Managing Sustainable Supply Chain
ในการรีวิว เราแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน นั่นคือ บทเรียนอย่างคร่าวของคอร์ส ระดับความยากของคอร์ส และความยากของการบ้าน โดยเราจะพยายามครอบคลุมคอนเสปเด่น ๆ ในแต่ละ module ที่สะท้อนความเป็นคอร์สนั้น ๆ ออกมาเพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพมากที่สุดโดยไม่สปอยส์จนเกินไป ทั้งนี้ ใครที่สนใจอยากอ่าน syllabus ตัวเต็ม เข้าไปเสิร์ชชื่อคอร์สใน Cousera ได้เลยนะคะ ยังไม่ต้องจ่ายเงินก็สามารถดูได้ฟรีค่ะ

"Introduction to Sustainability" — University of Illinois Urbana-Champaign
มากันที่คอร์สแรก คอร์สนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการปูพื้นฐาน Environmental Sustainability ค่ะ โดยเน้นไปที่การทำความเข้าใจ "Earth System" ในแง่ต้นกำเนิดของทรัพยากรธรรมชาติ การทำงานของระบบต่าง ๆ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และผลกระทบของมนุษย์ต่อระบบโลกค่ะ
Course Content:
ช่วง introduction จะมีการปูพื้นฐานเรื่อง Sustainability และทฤษฎี Malthusian และอื่น ๆ ซึ่งเชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของประชากรเป็นสาเหตุสำคัญของการเสื่อมสลายทางธรรมชาติ หลังจากนั้นจะเข้าสู่ 4 หัวข้อหลักที่เกี่ยวโยงกับปรากฏการณ์โลกร้อนอย่างลึกซึ้ง ได้แก่ population, ecosystems and climate change, energy, water and agriculture โดยในแต่ละ Module จะมีหัวข้อแยกย่อยที่ต่างกันค่ะ แต่จุดร่วมที่เป็นลักษณะเฉพาะคือการปู background ของระบบธรรมชาตินั้น ๆ ว่าในอดีตมีการทำงานอย่างไร ก่อนที่ในปัจจุบันจะเริ่มเปลี่ยนไปเพราะปัจจัยทางธรรมชาติและมนุษย์อย่างไร สถานการณ์ของแต่ละระบบนั้นคับขันมากน้อยแค่ไหน เรามีการ take action เพียงพอหรือยัง และอะไรคือ future trend ที่คาดเดาได้จากจุดยืนในตอนนี้
พอพ้นหัวข้อที่เป็นวิทยาศาสตร์ไปแล้ว Module ตัวหลังจะเป็นการทำความเข้าใจ Environmental Policy พวก Carbon offset, Cap-and-Trade และ Sustainability metrics เช่น food mile, ecological footprinting, LCA โดยตัวคอร์สเขาไม่ได้แยกเรื่องทางวิทยาศาสตร์กับเศรษฐศาสตร์ออกจากกันโดยสิ้นเชิงค่ะ แต่ผูกโยงให้เราเข้าใจ Logic เบื้องหลังของแต่ละนโยบายว่ามันตอบสนองต่อพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรยังไง และอะไรเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้นโยบายเหล่านั้นไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก
Course difficulties: 🌟🌟🌟🌟[4/5]
ในส่วนของความยาก เราให้คะแนนไว้ที่ 4 เต็ม 5 ค่ะ
ค่อนข้างยากสำหรับเราที่ได้คืนความรู้ด้านชีววิทยาสู่อาจารย์ไปแล้ว 555😂 ใครที่เรียนสายวิทย์-คณิต หรือมีความรู้เบื้องต้นที่โรงเรียนติดตัวมาน่าจะทำความเข้าใจได้ง่ายและเร็วขึ้นค่ะ แต่สำหรับเราคือต้องอาศัยการทบทวน พยายาม simplify technical terms ต่าง ๆ ออกมาเพื่อให้เข้าใจภาพ process, cycle, และ graph trend ต่าง ๆ พอสมควร เลยใช้เวลานานกว่าคอร์สอื่น ๆ กว่าจะเข้าใจทั้งหมดค่ะ ฉะนั้นยากในที่นี้สำหรับเรา เลยเป็นคะแนนความเข้าใจเมื่อแรกฟังค่ะ
แต่ถึงอย่างนั้น ต่อให้เป็นเด็กสายวิทย์เอง ใน module ช่วงแรกจะมีแทรกเนื้อหาใหม่ที่เราคิดว่าไม่เคยเรียนมาก่อน เช่น Albedo, EROEI และ IPAT Equation ด้วย ดังนั้นเชื่อว่าแต่ละคนที่ไม่ได้คลุกคลีกับสายนี้ต้องเจอความท้าทายกันบ้างแน่นอน
Assignment difficulty: 🌟🌟🌟🌟🌟[5/5]
การบ้านของคอร์สนี้จะเป็น Quiz ล้วนค่ะ โดยทุก Module จะมีแทรกอยู่ 2 ควิซด้วยกัน และมี Essay ยาวตอนปิดคอร์สเลยแค่นั้น ซึ่งสำหรับเรานี่เป็นความดีงามอย่างนึงของคอร์สนี้ เพราะทำให้ผู้เรียนกลับไปแค่อ่านทบทวนแล้วทดสอบกับตัว Quiz ของเขาได้เลย ไม่ต้องมานั่งวิเคราะห์ หาข้อมูลเพิ่มเพื่อมาเขียนบทความ
แต่ความท้าทายของเราก็คือคำถามค่ะ มันประยุกต์มาจากที่เราเรียนทั้งหมดนั่นแหละค่ะ เพียงแต่ด้วยความเป็นวิทยาศาสตร์ ทำให้คำตอบไม่ได้เปิดหาจากในหนังสือเจอหมด มันจะมีบางข้อที่ตั้งโจทย์มาให้ แล้วต้องใช้การคำนวณ หยิบจับสูตร เอากราฟ เอาตัวเลขจากที่เรียน มาประยุกต์กับ Case ที่เขาสมมติเอาเอง หรือบางทีก็มีการให้ไปดู Youtube สั้น เพื่อตอบคำถามด้วยค่ะ ซึ่งบางข้อก็ผิดมันอยู่นั่นแหละจนต้องไปถาม AI เอา 555555 (เพราะเขาไม่มีเฉลยให้เราจนกว่าจะตอบถูกนะคะ) เราเลยให้ความยาก 5 เต็ม 5 สำหรับบุคคลที่ไม่มี knack for sci-math อย่างเรา โฮ ๆ

"Foundations of Sustainability and ESG" — Saïd Business School, University of Oxford
ใครยังไม่อยากลองยาขม แต่อยากคุยกับชาวบ้านรู้เรื่อง ขอให้มาเริ่มที่ตัวนี้ค่ะ
คอร์สนี้ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจพื้นฐานของ Sustainability และ ESG ตั้งแต่วิวัฒนาการ ความหมาย สามเสาหลักของทั้งสองคอนเสป ความท้าทายและโอกาสสำหรับภาคธุรกิจ
Course Content:Module ของคอร์สนี้จะค่อนข้างตรงไปตรงมาค่ะ คือจะโฟกัสไปที่ Fundamentals ของ Sustainability กับ ESG แยกกันไปเลย โดยจะค่อย ๆ ลงรายละเอียดให้เราคุ้นชินกับหลักการ ต้นกำเนิดที่เป็นทฤษฎี ก่อนที่จะเชื่อมโยงเข้ากับภาคธุรกิจค่ะ
ในส่วนที่เราชอบและคิดว่าเป็นการเพิ่มเข้ามาที่มีประโยชน์มาก ๆ คือพาร์ท ESG Ratings and Indices หรือดัชนีวัดความเป็น Sustainable leader ของบริษัท เพราะเป็นจุดที่สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทไม่ได้ต้องการจะพัฒนา ESG performance เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเดียว แต่ยังพยายามขยับให้สูงกว่ามาตรฐานเพื่อดึงดูดโอกาสใหม่ ๆ เช่น นักลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยี การประหยัด cost เป็นต้น
และอีกเรื่องนึงที่ชอบมากเลย ก็คือทุกคอร์สของ Oxford จะมีการสรุปบทเรียนมาให้เราเป็น Interactive Content แทรกในตอนท้ายของทุกพาร์ทเลยค่ะ ซึ่งมันทำให้เราได้เก็บรายละเอียดที่ตัวเองพลาดไปจากวิดีโอ หรือในบางครั้งก็มีแทรกตัวอย่างเพิ่มเติมที่ไม่ได้พูดถึงในวิดีโอด้วย เรียกได้ว่าสะดวกและเอาใจคนเรียนมากเลยค่ะ
Course difficulties: 🌟🌟[2/5]
ด้วยความที่นี่เป็นคอร์สปูพื้นฐาน เนื้อหาสำหรับเราเลยไม่ยากมากค่ะ ไม่ได้มีศัพท์เฉพาะมากมาย หรือถึงมีก็จะอธิบายให้เราฟัง อย่างพวกศัพท์ทางธุรกิจ เช่น Cost of capital ซึ่งส่วนตัวเราคิดว่าง่ายกว่าศัพท์เทคนิคทางวิทยาศาสตร์
สิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นความท้าทายนึงคือเขาจะค่อนข้างให้เนื้อหาเยอะและละเอียดมาก บางครั้งคอนเสปเดิม อาจไปโผล่ในเนื้อหาของอีก module นึงด้วยก็ได้ ซึ่งข้อดีคือเราได้ทบทวนความรู้ที่เรียนผ่านมาแล้วอีกครั้งค่ะ แต่ก็อาจจะทำให้เราต้องมานั่งวิเคราะห์ โยงเนื้อหาเข้าด้วยกันเยอะหน่อย ซึ่งตรงนี้อาจจะมองเป็นความท้าทายหรือโอกาสอย่างนึงก็ได้ค่ะ
Assignment difficulty: 🌟🌟🌟🌟[4/5]
สำหรับคอร์สนี้จะไม่มี Quiz คั่นทุก Module เหมือนกับคอร์สทั่วไป แต่จะมีแบบฝึกหัดสั้น ๆ (จับคู่กับช้อยส์) ให้ทำในตอนท้ายของ Interactive Content แทนค่ะ ซึ่งก็ไม่ได้ยากเลยเมื่อเทียบกับการบ้านตอนจบ
แต่ส่วนที่ค่อนข้างลากเลือดสำหรับเรา คือ assignment ท้ายคอร์สค่ะ โดยการบ้านที่เราพูดถึง จะเป็นลักษณะของ Consulting Report ขนาดย่อ มีโจทย์ซึ่งเป็นสถานการณ์จำลองขององค์กรมาให้เรา เช่น สิ่งที่ stakeholders คาดหวัง สถานการณ์ปัจจุบันขององค์กร และเป้าหมายในอนาคตที่ต้องการจะบรรลุ โดยเรามีหน้าที่เป็นที่ปรึกษา เขียนกลยุทธ์ ตั้งแต่ stakeholder analysis จนถึงวางกลยุทธ์ระบุ ESG factors ที่ีจำเป็นให้ตรงตามโจทย์
ความยากไม่ได้อยู่แค่ต้องประยุกต์เอาสิ่งที่เรียนมาเขียน แต่เป็นการต้องไปค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มโดยไม่มีการ guidance ให้ซักเท่าไหร่ ส่วนนี้บางคนอาจประยุกต์ได้โดยไม่มีปัญหานะคะ โดยเฉพาะคนที่เคยเขียน report แบบนี้มาก่อน แต่สำหรับเราคือต้องไปค้นคว้า Prioritisation matrix เอง แล้วก็หา ESG factors เพิ่มจากที่เรียนตาม guidelines ของ SASB เพื่อให้ตอบโจทย์กับลักษณะองค์กรที่ค่อนข้างเฉพาะ ก็เลยใช้เวลาศึกษาค้นคว้าอยู่พอสมควร กว่าจะได้ส่ง แต่ทั้งนี้ไม่ต้องกลัวว่าเราจะทำผิดจนไม่กล้าลองนะคะ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทางคอร์สก็ใช้ระบบ AI ตรวจ หรือไม่ก็ให้ peer review ซึ่งเราเชื่อว่าตราบใดที่ไม่ได้ตอบออกไปนอกวงโคจรของเรื่องที่เรียน ยังไงก็ผ่านแน่นอนค่ะ
นอกจากนั้นแล้ว หลังกดส่งงาน เรายังได้เห็นตัวอย่างของเพื่อนที่เรียนมาก่อน และมีโอกาสประเมินให้เขาด้วย ซึ่งตรงนี้มันก็จะช่วยให้เราได้เปรียบเทียบ และเกิดความเข้าใจเองค่ะว่างานของเรามันถูกต้องมากน้อยแค่ไหน เท่าที่เราผ่านมา งานของเพื่อนคือเริ่ดที่สุดแล้วค่ะ นึกว่าคนสอนมาตอบเอง 555+ ฉะนั้นไม่ต้องกลัวนะคะ ลงมือทำก่อนแล้วทุกอย่างจะดีเองค่ะ
"The Business Case For ESG"—Saïd Business School, University of Oxford
คอร์สนี้จะเป็นภาคต่อของ "Foundations of ESG and Sustainability" ก่อนหน้าเลย ซึ่งถ้าเราจำไม่ผิด ทางมหาลัยฯ เขาจะบังคับให้ต้องเรียนตัวปูพื้นฐานให้จบก่อน ถึงจะต่อมาที่คอร์สนี้ได้ค่ะ
Course Content:สำหรับคอร์สนี้ จะเจาะจงไปที่ ESG ในบริบททางธุรกิจมากขึ้น โดยมีแค่ 4 Modules เหมือนกับคอร์สแรกเลย ซึ่งถ้าตัดตัว Introduction กับ Conclusion ออกไปแล้วก็จะมีเนื้อหาหลักอยู่ 2 ส่วน โดยส่วนแรกจะอธิบายว่า ESG ส่งผลต่อ Financial Performance ของบริษัทอย่างไรบ้างทั้งในแง่ของ Cost of Capital, Operational Efficiency, Reputation Management, Talent Attraction/Retention พร้อมทั้งแทรก Business Case ของบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการนำ Sustainability มาปรับใช้ในองค์กร
ในส่วนที่สองจะเน้นไปที่การทำความรู้จักกับกรอบการรายงาน ESG ที่เป็นมาตรฐานสากลที่บริษัทเลือกใช้กันค่ะ เช่น TCFD GRI, SASB, ISSB Standards ความแตกต่างระหว่างกรอบการรายงานแบบ Mandatory กับ Voluntary วิธีการรายงานที่มีคุณภาพ การตรวจสอบความถูกต้อง (Assurance and Verification) ด้วยวิธีต่าง ๆ และความท้าทายของการรายงาน
Course difficulties: 🌟🌟[2/5]
ความยากยังอยู่ที่น้อยสำหรับเราค่ะ คอร์สนี้จะหนักไปทางการทำความเข้าใจกรอบการรายงาน criteria ใหม่ ๆ ซึ่งเป็นความรู้เฉพาะทางสาย ESG และ Sustainability ค่ะ แต่ว่าไม่ได้มีความซับซ้อนในแง่การทำความเข้าใจเท่าไรนัก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความจำมากกว่าการวิเคราะห์ค่ะ ยิ่งถ้าคนที่มีความรู้ทางธุรกิจมาอยู่แล้ว น่าจะยิ่งผ่านไปได้สบาย ๆ เลยค่ะ
Assignment difficulty: 🌟🌟🌟🌟[4/5]
การบ้านของคอร์สนี้ไม่เยอะค่ะ มีแทรกให้แค่อย่างละ 1 ในท้าย module ซึ่งเป็น small task อย่างในคอร์สที่แล้ว แต่อีกเช่นเคยความยากมากองอยู่ที่งานชิ้นสุดท้าย นั่นคือ Consulting report ค่ะ โจทย์ล้อกันกับคอร์สปูพื้นฐานก่อนหน้าเลย แต่ต่างกันตรง Instruction ค่ะ โดยรอบนี้จะเน้นให้เราเขียน Stakeholder communication strategy กับเลือก Reporting framework ค่ะ ซึ่งสำหรับเราดันง่ายกว่าการบ้านของคอร์สก่อนซะงั้น เพราะเนื้อหาที่ต้องเอามาตอบยังอยู่ในบทเรียนมากกว่าข้างนอกค่ะ
"Sustainable Marketing and Consumer Trends"
—University of Colorado Boulder (in partnership with Siemens)
ใครที่สนใจ Marketing และต้องการจะนำมาประยุกต์ใช้กับ Sustainability คอร์สนี้น่าจะตอบโจทย์มากเลยค่ะ ส่วนตัวเราลงคอร์สนี้เพราะต้องการจะปูพื้นฐานสำหรับ module ในป.โทที่เป็น Sustainable Marketing และก็อยากจะได้ Marketing foundation ไปด้วยเลย เพราะเราไม่มีความรู้สายนี้มาก่อนเลยจริง ๆ ค่ะ ซึ่งพอได้ลงเรียนแล้ว ก็รู้สึกว่าตรงตามความคาดหวังของเราหลายอย่างเลยค่ะ
Course Content:
ตัวคอร์สจะแบ่งเป็น 4 modules หลัก เริ่มตั้งแต่ตัวแรก จะเป็นการเกริ่นว่า Sustainable Marketing คืออะไร มีความท้าทายอะไรบ้าง Sustainable Consumer คือลูกค้ากลุ่มไหน และพาเราไปทำความรู้จักกับคอนเสป Greenwashing, Ethical Consumption, และ Circular Economy ค่ะ ต่อมาตัวที่สอง จะเจาะลึกไปที่การทำ Segmentation for Sustainable consumer ค่ะ โดยจะศึกษาไปที่ปัจจัย แรงกระตุ้น และกำแพงของทั้ง 5 กลุ่มเป้าหมายในการบริโภค ที่เรียกว่า "Green Divide" หรือ "Say-do gap" รวมถึงหากลยุทธ์ในการ engage แต่ละ segment หันมาสนใจแบรนด์ของเราค่ะ
เมื่อสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคได้แล้ว module ถัดมาจะสอนกลยุทธ์การโน้มน้าวให้ผู้บริโภค take action ไม่ใช่แค่มี awareness กับเรื่อง sustainability ยกตัวอย่างเช่น กลยุทธ์ Nudging หรือการค่อย ๆ ชักจูงให้ผู้บริโภคหันมาเลือกช้อยส์ที่ดีกว่าอย่างแนบเนียน เช่น Alibaba's food delivery ที่ตั้งค่า "No cutlery (ไม่มีช้อนส้อม)" ไว้เป็น default option ในการกดสั่งอาหารเพื่อลดขยะ นอกจากกลยุทธ์นี้แล้วก็คือการสร้างความไว้ใจ ผ่านการแสดงหลักฐาน sustainability ผ่านพวก QR code, Blockchain การสร้าง Green rewards เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
และ module สุดท้าย ซึ่งเรายกให้เป็นตัวที่ซับซ้อนที่สุดจะเป็นเรื่อง "Policy, Market Dynamics, and Future Trends" โดยโฟกัสไปที่อิทธิพลของกฎหมายต่อการทำโฆษณา จะทำยังไงให้การโฆษณานั้นไม่กลายเป็น Greenwashing หรือ Greenhushing และ Marketers จะพลิกวิกฤตทางกฎหมายให้เป็นโอกาสในการยกระดับความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ได้อย่างไร ในส่วนนี้จะค่อนข้างเน้นไปที่การหยิบ technology ออกมาเพื่อ verify carbon footprint ของแบรนด์ และสร้างออกมาเป็น storytelling ค่ะ โดยนวัตกรรมที่น่าสนใจจะมี Digital twins, Digital Product Passport และ Digital Battery Passport พวกนี้เป็นต้น และยังมีอีกหลายตัวที่ถูกกล่าวถึงอีกเยอะมาก แต่เราเขียนได้ไม่หมด
Course difficulty: 🌟🌟🌟[3/5]
ความยากเราให้ไว้ที่ปานกลางค่ะ สำหรับเรา module แรกอาจจะยังไม่ยากมาก เพราะเป็นเรื่องความหมายและคอนเสปพื้นฐานที่เรายังพอ relate ได้อยู่ แต่พอเข้าสู่ module ที่มีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามา ศัพท์เทคนิคก็จะเริ่มเยอะขึ้นตามไปด้วย ซึ่งทำให้เราต้องไปค้นคว้าเพิ่มเติมว่ามันหมายความว่าอะไร มันถูกเอามาใช้เพื่อ facilitate ESG marketing ยังไง ทั้งนี้เพราะตัวคอร์สเขาทำมาแบบกระชับ ในบทเรียนเลยจะไม่ได้มานั่งอธิบายทุกคำด้วยค่ะว่ามันคืออะไร โดยเฉพาะใน readings เสริมที่แปะให้
Assignment difficulty: 🌟🌟[2/5]
สำหรับคอร์สนี้ ยกให้เป็นคอร์สที่ assignment เยอะสุดในทุกคอร์สที่ลงเลยค่ะ ในบรรดาคอร์สที่เราเจอมา ส่วนใหญ่เขาจะให้การบ้านแทรกมา module ละ 1 งานแค่นั้น ไม่ว่าจะเป็น quiz, short answer หรือ discussion prompt (optional) แต่ของคอร์สนี้ เรียกได้ว่าแทรกมา module ละประมาณ 2 งานได้เลยค่ะ มีตั้งแต่ quiz ธรรมดา ไปจนถึง short answer
แต่ทั้งนี้ปริมาณสวนทางกับระดับความยากค่ะ เพราะคำถามไม่ได้ยากขนาดนั้น เขาเลยให้เราค่อนข้างเยอะ โดยส่วนตัว เรารู้สึกว่าคำถามของคอร์สนี้ค่อนข้างปลายเปิดเมื่อเทียบกับคอร์สอื่น ซึ่งก็อาจเพราะความเป็น Marketing ด้วย เขาจะเน้นให้เรายกตัวอย่างเคสบริษัทที่สนใจ หรือไม่ก็สร้างขึ้นมาเอง ก็เรียกว่าเป็นสวรรค์ของคนสาย creative เลยก็ว่าได้
และ module สุดท้าย "Transitioning Organizations to Sustainable Enterprises: Developing the Road-Map" เป็นการกล่าวถึงกลยุทธ์การสร้าง Roadmap เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรให้เป็น Sustainable Business ค่ะ โดยทำได้ 2 ทาง คือเปลี่ยน mindset ผ่านการปลูกฝัง corporate culture ภายตัว employees ซึ่งถือเป็นระดับ Individual และเกิดขึ้นภายในบริษัทเท่านั้น ในขณะที่อีกทางซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับ Organizational or Systemic จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กระทบกับหลายภาคส่วนในเวลาไล่เลี่ยกันด้วยการเข้ามาของเทคโนโลยี ภัยธรรมชาติ สงคราม เป็นต้น
Course difficulty: 🌟🌟🌟[3/5]
ปานกลางในที่นี้ คือเราให้คะแนนเนื้อหาไว้ที่ไม่ยากมากนะคะ เพราะมันแค่มีเยอะเลยทำให้ดูซับซ้อนเท่านั้นเอง แต่คอนเสปกับคำศัพท์ต่าง ๆ ยังเป็นเรื่องที่เราพอคุ้นหูกันอยู่บ้าง หรือไปค้นคว้าเองแล้วก็เข้าใจได้ไม่ยากเท่าไหร่
แต่ความยากของคอร์สนี้จริง ๆ สำหรับเรา จะอยู่ที่ปริมาณกับองค์ความรู้ใหม่ที่เขาแทรกมาในแต่ละ module ่ค่ะ มันเยอะมากกกเมื่อเทียบกับคอร์สอื่น ทำให้เราต้องมาคอยเชื่อมโยงความเกี่ยวพันกันและจัดระเบียบ note ของตัวเองอยู่เรื่อย ๆ Case Study ก็ละเอียดและเยอะมากเช่นกัน ซึ่งถ้าใครไม่ติดเรื่องเวลาหรืออย่างอื่น ก็อยากให้มองตรงนี้เป็น bonus นะคะ เพราะสำหรับเรา เนื้อหาจุก ๆ ของคอร์สนี้นี่แหละที่ช่วยให้เราปะติดปะต่อ เข้าใจ concept ของ Sustainability ได้แบบองค์รวม ไม่ว่าจะไปเจอคอร์สไหนก็ตาม
Assignment difficulty: 🌟🌟🌟[3/5]
ขอเกริ่นรูปแบบงานก่อนว่าจะเป็น Quiz ปิดท้ายในแต่ละ module กับ Discussion Prompt (Optional) นะคะ ซึ่งก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่เพราะเป็นสิ่งที่อยู่ในคลิปบทเรียนเลยค่ะ และคำถามน้อยมาก เมื่อเทียบกับคอร์สอื่นซึ่งมี 10+ ข้อ งานที่ยากขึ้นมาหน่อยจะเป็น Final Essay ตอนท้ายสุดของคอร์สเลยค่ะ ซึ่งจะให้เราเขียนวิเคราะห์ Sustainability intiatives ของบริษัทที่เราสนใจ ถ้าใครเรียนผ่านคอร์สของ Oxford ที่เรารีวิวผ่านไปแล้ว อันนี้ก็จะง่ายเลยค่ะ เพราะไม่ได้มีคำตอบที่ตายตัวขนาดนั้น แค่ตอบครบ criteria ที่เขาให้มาก็ได้เต็มแล้วค่ะ

ปิดท้ายกันด้วยคอร์สสายปฏิบัติอย่าง "Developing and Managing Sustainable Supply Chains"—University of Colorado Boulder (in partnership with Siemens) ซึ่งค่อนข้างเจาะจงไปที่เรื่องของ Sustainable Supply Chain และ Logistics
ทั้งนี้ คอร์สนี้จะแตกต่างจากคอร์สอื่นซักเล็กน้อย ตรงที่ Scope ในเรื่อง Sustainability ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงแค่ Supply Chain อย่างที่บอกไปค่ะ แต่เพราะแบบนั้นเลยทำให้ลงเนื้อหาค่อนข้างละเอียด และมีการหยิบ Case study มาให้เราเห็นภาพเยอะที่สุดในทุกคอร์สที่เรารีวิวมา
ถ้าใครที่อยากเห็นภาพว่าเรานำคอนเสปเรื่องของความยั่งยื่นมาใช้ในกระบวนการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ การผลิต แจกจ่าย การใช้ประโยชน์ และการกำจัดสินค้านั้น ๆ ได้อย่างไร คอร์สนี้น่าจะตอบโจทย์แน่นอนค่ะ
Course Content:คอร์สนี้แบ่งออกเป็น 4 module ด้วยกันค่ะ โดยเริ่มปูพื้นฐานตั้งแต่ What is Supply Chain? ก่อนจะโยงเข้าสู่ Sustainable หรือ Circular Supply Chain ว่ามีองค์ประกอบอะไรที่สำคัญบ้าง (ส่วนใหญ่จะอิงเนื้อหามาจาก The Ellen MacArthur Foundation) และเครื่องมือหลักที่ทางคอร์สกล่าวถึงตลอดว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Sustainable Supply Chain คือ Electrification and AI
โดยถึงแม้ว่าจะบอกว่าเป็นเรื่อง Supply Chain แต่คอร์สนี้ค่อนข้างเน้นหนักไปที่ส่วนของ Sustainable Logistics หรือก็คือการคิดค้นกลยุทธ์ในการทำให้แต่ละขั้นตอนของ Logistics ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ด้วยการนำ Electrification ที่ไม่ใช่แค่ EVs (Electric Vehicles) เข้ามาใช้ค่ะ โดยกลยุทธ์การลดคาร์บอนด้วยวิธีต่าง ๆ จะถูกแทรกใน Transportation, Inventory Management, Warehousing and Material Handling เป็นสเต็ปไปค่ะ
ทั้งนี้ ระหว่างทางก็จะมีการแทรกความรู้เรื่อง Carbon Emissions ประเภทต่าง ๆ เช่น Upstream and Downstream emissions และ Scope 1,2,3 emissions รวมไปถึงวิธีการคำนวณ Scope 3 Emissions โดยจะหนักไปที่ประยุกต์ใช้ AI and machine learning เพื่อสร้าง Transparency ในองค์กร รวมไปถึงเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต การคาดการณ์อุปสงค์ อุปทานจาก real-time data และการใช้ Digital innovation เช่น Automation, Internet of Things, Smart Energy Management Systems เพื่อติดตาม และควบคุมการใช้พลังงานของเครื่องจักรให้สอดคล้องกับอุปสงค์ในขณะนั้นค่ะ
Course difficulty: 🌟🌟🌟🌟[4/5]
ค่อนข้างยากสำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์ทำงานในสายการผลิตอย่างเราค่ะ เพราะแต่ละตัวอย่างเขาจะไม่ได้ simplify process การประยุกต์ใช้ circular principle ขนาดนั้น แต่จะบอกไปเลยว่า stage นี้ใช้เทคโนโลยีนี้นะ ซึ่งก็มีแทรกศัพท์เทคนิคเยอะค่ะ เช่น การใช้ modular microfactories ในการผลิตอาหารในตู้คอนเทนเนอร์เพื่อแก้ปัญหา food security เป็นต้น สำหรับเรา เลยค่อนข้างจะเปิดโลกมากพอสมควร เพราะอาจจะยังนึกภาพตามไม่ค่อยออกเท่าไหร่
Assignment difficulty: 🌟🌟🌟[3/5]
งานส่วนใหญ่จะเป็น Quiz ปิดท้ายแต่ละ module ประมาณ 5 ข้อต่อครั้ง ตามด้วย Optional discussion เช่นเคยค่ะ ซึ่งคำถามไม่ยากและบางทีคำตอบชัดเจนในช้อยส์อยู่แล้ว
ความท้าทายจะอยู่ตรง Assignment สองชิ้นสุดท้ายซึ่งเป็น summary report (400-600 words) เกี่ยวกับการวิเคราะห์ supply chain circularity ของบริษัทที่เราสนใจค่ะ ซึ่งก็ยังสามารถดึงเนื้อหาที่เรียนมาตอบได้ ดังนั้นสำหรับเราก็ถือว่าไม่ยากไปกว่าการบ้านในคอร์สของ Oxford ค่ะ
·.°🌱..·°¯°·._.· 🌿·._.·°¯°·..·°.·°✨°·.°·..·°¯°·._.· 🍀·._.·°¯°·..·°.·°°°·.°·..·°✨°·._.·🌿._.·°¯°·..·°.·°🍃°
และแล้วการรีวิวก็ดำเนินมาถึงตอนจบ ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะคะ
Sustainability & ESG อาจเป็นเรื่องที่ดูใหม่แกะกล่องและไกลตัวเราหลายคนไปบ้าง แต่ในท้ายที่สุดแล้ว เราเชื่อว่าเราทุกคนก็จะต้องถูกดึงให้เข้ามารู้จักกับประเด็นนี้ ไม่ในทางใดก็ทางหนึ่งค่ะ
จากการลงคอร์สมาทั้งหมดนี้ สิ่งนึงที่เราคิดได้ คือ ธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องที่ซับซ้อน และคาดการณ์ไม่ได้ค่ะ งานวิจัยได้เตือนเรามาหมดแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างจากแนวโน้มการใช้ทรัพยากรในปัจจุบัน รวมถึงเราสามารถปรับตัวและแก้ปัญหายังไงเพื่อรักษาอนาคตที่น่าอยู่ให้กับคนรุ่นใหม่ได้บ้าง
หลายสิ่งที่สูญเสียไป ยังคงฟื้นคืนหรือแก้ไขได้ค่ะ
อุปสรรคสำคัญจริง ๆ อยู่ที่การเอาชนะจิตใต้สำนึกของเราที่มักจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม และการลงมือทำโดยไม่หวังผลระยะสั้นค่ะ
พูดแบบนี้อาจจะดูเพ้อฝัน แต่นี่ก็เป็นส่วนนึงของการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนค่ะ ถ้าเราไม่สนใจจะเรียนรู้และดูแลสิ่งต่าง ๆ ที่ช่วยให้เรามีชีวิตได้ถึงทุกวันนี้ ท้ายที่สุด สภาพแวดล้อมภายนอกก็จะบังคับให้เราต้องเปลี่ยนอยู่ดีค่ะ
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in