ฉันอยู่ในสังคมCrow
พวกเขาคงไม่ชวนเธอไปงานเลี้ยงรับปริญญาอีก
  • ถ้ารุ่นพี่ของโจรู้เรื่องนี้เข้า พวกเขาคงไม่ชวนเธอไปงานเลี้ยงรับปริญญาอีก

    ช่วงนี้ของปีเป็นช่วงแห่งการแสดงความยินดีของบัณฑิตจบใหม่ ทั่วทุกหนแห่งเต็มไปด้วยสีสันที่ถูกประดับประดาไว้สำหรับถ่ายรูป ตั้งแต่ซุ้มและฉากต่าง ๆ ตุ๊กตาและดอกไม้ ขณะที่โจนั่งรถจักรยานยนต์ผ่านเส้นทางแถวคณะทันตแพทยศาสตร์  เธอก็มองเห็นร้านขายของที่ระลึกเรียงราย และมัวแต่ปล่อยให้ความคิดต่าง ๆ ล่องลอยผ่านเข้ามา จนลืมไปว่าเพื่อนของเธอคุยอะไรด้วยบ้าง ผู้คนมักจะคิดว่าโจโง่ทึ่ม เพราะในบางครั้งเธอก็ไม่ได้โต้ตอบกับสิ่งที่เขาพูด จนแม้กระทั่งบนโต๊ะอาหาร รุ่นพี่ที่เพิ่งเคยเจอกันมาทดสอบการได้ยินของเธอ เข้าใจว่าแหย่เล่น โจได้ยินทุกอย่าง แต่ไม่รู้ว่าใจความของมันคืออะไร เพราะโจเองมักหลุดลอยไปอยู่ที่อื่น เธอเคยพยายามจะสนทนาโต้ตอบกับผู้คน แต่ก็ต้องได้รับบทเรียนว่าเธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะตามพวกเขาให้ทัน จนกระทั่งตอนนี้ โจรู้แล้วว่าไม่จำเป็นที่จะต้องคอยตอบสนองต่อพวกเขา เพราะส่วนใหญ่ก็แค่พูดไปและในบางครั้งกับบางคนก็เพียงแค่ต้องการพูดให้เขานั้นรู้สึกเหนือกว่าเธอ ในเรื่องที่เธอไม่แม้แต่จะสนใจ ตอนนี้โจจึงเลือกที่จะเงียบ เพราะการไล่ตามบทสนทนาเหล่านั้นช่างเสียแรงเสียพลังจนเกินทน เพราะมันไม่ได้มีอะไรให้ไขว่คว้าเลยตั้งแต่แรก


    ดอกไม้และตุ๊กตาราคาถูก -- โจคิดจึงวันนั้นของเธอ ถ้าหากว่าเธอเข้าร่วมพิธีรับปริญญา จะเป็นอะไรไหมถ้าขอให้บรรดาคนที่รักเธอมาแต่ตัว ผู้คนมากมายซื้อหาของเหล่านี้เพราะพวกเขาต่างเกรงกว่าต้องมีอะไรติดมือไปแสดงความยินดี และสองสามวันก่อนหน้านี้เขาคิดไม่ออก จนตอนนี้เขาก็ยังคิดไม่ออกว่าอะไรหนอจึงจะเหมาะสม และเขาก็เลือกในสิ่งที่มีไว้ตรงหน้า แต่สำหรับโจแล้ว แค่พวกเขาสละเวลามาก็ถือว่าดีเกินพอ เธอไม่ได้ต้องการอะไรเลย ช่อดอกไม้และตุ๊กตาเหล่านี้ก็ล้วนจะต้องถูกวางลืมไว้ในที่สุด แล้วมันจะเพื่ออะไรอีกนอกจากแสดงถึงความรู้สึกว่าเธอต้องการของกำนัล เมื่อครั้งที่โจอยู่มัธยม เธอได้เรียนรู้ว่ายิ่งเป็นเด็กผู้หญิงที่ป็อปปูล่าร์ในโรงเรียนก็ยิ่งจะได้ดอกไม้มาก แต่สำหรับมหาวิทยาลัยแล้ว โจไม่รู้หรอก คนอาจจะให้ดอกกุหลาบขาวแก่เธอดอกหนึ่ง และโจจะขอบคุณด้วยความซึ้งใจ สำหรับดอกไม้ที่ห่อกระดาษมานั้น เธอมองว่ามันเป็นการเพิ่มมูลค่าแต่กลับลดทอนคุณค่าของดอกไม้ที่แท้จริงอย่างน่าเสียดาย
  • อย่าให้ต้องคิดไปถึงวันที่จะได้รับดอกไม้เหล่านั้นเลย เพราะถึงตอนนั้นฉันก็คงไม่อยู่แล้ว โจคิด บรรยากาศช่วงวันรับปริญญาสำหรับเธอนั้นเต็มไปด้วยเสียงแห่งการเฉลิมฉลอง แต่มันก็ไม่ได้น่าประทับใจนัก พวกเขาเฉลิมฉลองอะไร แน่นอนว่าพวกเขาเติมเต็มหัวใจที่โหยหาในขณะที่ภาระอันหนักอึ้งถูกปลดเปลื้อง พวกเขาปลดสถานะความเป็นนักศึกษา และกล่าวว่าได้ทำสำเร็จแล้ว พวกเขาก้าวพ้นไปจากบันไดขั้นหนึ่งแห่งชีวิต และกำลังจะได้โบยบินด้วยปีกของตัวเองไปสู่วันใหม่ แต่โจไม่ได้รับคำตอบที่ทำให้ความสงสัยของเธอกระจ่าง เธอถามตัวเองต่อไปว่า แล้วบัฒฑิตเหล่านี้ก้าวไปสู่สิ่งใดกัน เพราะสำหรับเธอมันคือความเวิ้งว้างว่างเปล่าน่าสยดสยอง และสุดท้ายเราก็ต้องหาสิ่งใดก็ตามเพื่อมาเติมเต็มสภาวะอันนี้ เราจะต้องออกไปเป็นทาสและขายตัวไปทีละน้อยในชีวิตประจำวัน และนั่นเป็นสาเหตุที่เราไม่รู้ตัวเลย มันเหมือนกับว่าเราได้เป็นตัวของตัวเองและเป็นอิสระเหลือ เมื่อวานหลังกลับจากประชุม โจได้เดินผ่านมวลบัณฑิตที่เข้าซ้อมรับปริญญา ณ ห้องประชุมของคณะ พวกเขาราวกับเป็นคนที่มาจากที่แสนไกล เพราะบัณฑิตเหล่านี้ได้สลัดชุดนักศึกษาทิ้งแล้วสวมใส้เชิ้ตและสูท และผู้หญิงก็สวมกระโปรงที่ช่วยเสริมความปราดเปรียวมั่นใจ ทั้งชายหญิงมีใบหน้าทรงผมที่สมบูรณ์แบบ โจไม่ได้หวงแหนหรือบูชาอะไรกับเครื่องแบบนักศึกษา มันก็แค่...แปลกเกินไป เธอรู้สึกเมาคน พวกเขาเหมือนมาจากดาวอื่นจริง ๆ ดวงดาวที่ประชากรของมันต้องปกปิดอัตลักษณ์ทั้งหมดของตนและมุ่งหน้าเข้าสู่มาตรฐานบางอย่างที่น่าหวาดกลัว ใบหน้าของมนุษย์เหล่านี้ไม่มีเส้นเลือด และพวกเขาจะต้องระมัดระวังทุกอากัปกิริยาให้อยู่ภายใต้กรอบอันสุภาพเรียบร้อยบางอย่าง มันต่างกันกับความสุภาพเรียบร้อยที่มาจากความเมตตาอ่อนโยนและการให้เกียรติ โจไม่รู้จะอธิบายออกมาอย่างไร แล้วเธอก็คิดถึงพวกผู้หญิงที่มีรูปลักษณ์ฉีกจากมาตรฐานความงาม พวกเธอไปอยู่ที่ไหนเสีย หรือว่าพวกเธอจะอยู่เพียงแต่ในห้องประชุมเท่านั้น เพราะกลุ่มคนที่อยู่ข้างนอกนั้นเหมือนจะออกมาพบปะพูดคุยกัน เธอไม่รู้หรอก และเธอก็ไม่ได้ยืนอยู่ที่นั่นนานนัก โจตระหนักว่า หากเธออยู่นานกว่านี้เธออาจจะยอมรับภาพที่ได้เห็นด้วยใจที่ให้อภัยมากขึ้น แต่อีกขั้วความรู้สึกคือต้องหนีออกไปให้ไวที่สุด และเมื่อถึงข้างนอก บัณฑิตเหล่านี้ดุ่มเดินด้วยท่าทางสบาย ๆ มากขึ้น ดื่มกาแฟจากแก้วพลาสติก พวกเขาพูดคุยกันด้วยคำที่โจได้ยินแล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือก แม้ว่าโดยปกติแล้วเธอจะเป็นคนพูดสบถหรือใส่อารมณ์บ้าง แต่เธอก็ไม่เคยจะพูดเช่นนี้เลย เช่น "ค่อยพอแด*ได้หน่อย" มันขัดกับเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ จิตใจข้างในของคนนั้นคงจะอัดอั้นเต็มทนที่จะต้องอยู่ในพิธีการบ้าบอนี่ และโจก็ดีใจที่เขาได้สบถสาบานออกมากับเครื่องดื่มแก้วนั้น ชายคนนั้นมาจากดาวดวงเดียวกับเธอจริง ๆ


    อย่าหวังว่าฉันจะอยู่ในมหาวิทยาลัยในปีของฉันเลยทีเดียว โจคิด ฉันจะหนีกลับไปยังบ้านเกิดของฉัน และไปยังไร่ของแม่ฉัน ที่ฉันกลับบ้านครั้งล่าสุดฉันได้ตรงไปที่นาข้าวของเราก่อนจะแวะที่บ้านเสียอีก มันเป็นทัศนียภาพหลังการเก็บเกี่ยวที่ทุ่งนาเหมือนปูด้วยฟางข้าวสีทอง นั่นทำให้ฉันนึกถึงภาพวาดของ Van Gogh แต่ก็ไม่ใช่ภาพที่สดใสเจิดจ้านัก แต่เป็น Wheatfield with Crows ต่างหาก แม้มันจะเป็นภาพดังกล่าวแต่โจก็ไม่ได้โศกเศร้าอะไร นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นความงดงามของไร่นาและท้องทุ่ง เธอต้องสารภาพกับตนเองทีเดียวว่าตนนั้นทนรอไม่ได้ที่จะถอดรองเท้าออก ให้เท้าอุ่น ๆ ทั้งคู่ของเธอสัมผัสผืนดินเย็นและดำ เธอเหยียบย่ำวัชพืชขณะเดินไปตามคันนา ฉันขอเฉลิมฉลองการจบการศึกษาที่นี่จะดีกว่า แน่นอนว่ากับแม่ของฉัน โจคิดไปต่าง ๆ นานา ขณะย่ำเดินบนผืนดินที่แม่ของเธอทำงานมาทั้งชีวิต
  • เธอเคยคิดว่าจะซื้อชุดครุยมาใส่และถ่ายรูปคู่กับแม่ที่ท้องทุ่งแห่งนี้ ช่างเป็นความคิดที่ตลกดีแท้ ฉันไม่ต้องทำเช่นนั้นหรอก มันจะมีความหมายอะไร หากฉันต้องการชุดครุยเพื่อจะบอกกับตัวเองว่าขณะนี้ฉันได้เรียนจบแล้ว และบัดนี้ฉันมีการศึกษา หยาดเหงื่อแรงงานของแม่ฉันได้ส่งฉันมายังอีกฝั่งหนึ่ง โอ ชุดครุยที่กลับคืนสู่ท้องทุ่ง โจคิด โรแมนติกตายละ ฉันขอตายดีกว่าหากว่าได้ทำเช่นนั้นจริงก่อนจะมาคิดได้ โอบัณฑิตในชุดครุย บัดนี้เธอกลับมาแล้วพร้อมใบปริญญา แม่ของเธอคงจะมีความสุขและซาบซึ้งนักที่บัดนี้เธอได้ประสบความสำเร็จแล้วอีกขั้นหนึ่ง เธอมีการศึกษา และได้หวนกลับคืนสู่รากเหง้าที่หล่อเลี้ยงเธอขึ้น การศึกษา! ถ้าเพียงแต่เธอจะรู้ว่ามันคือเบ้าหลอมชิ้นส่วนเครื่องจักรอันหนึ่งที่มิได้สลักสำคัญหรือมีค่าใด ๆ เลย ฉันมาสู่สถานที่แห่งการศึกษาระดับอุดมศึกษา แต่ต้องคอยประคองตัวเองอยู่ทุกวันเพื่อให้สามารถยืนอยู่ท่ามกลางความง่วงงุนของสถานที่แห่งนี้ได้ ผู้คนที่ตื่นขึ้นแล้ว มีอยู่ พวกเขาหลบซ่อนตัวและยากที่จะมาปรากฏให้เราได้เรียนรู้การตื่นขึ้นของเขา ไหนจะสภาพที่ฉันต้องจำทนนี้มันก็เหลือเกิน โลกนี้เต็มไปด้วยคนที่สดใสด้วยความเก่งกล้าทะเยอทะยาน ทว่าไร้ความฝันที่จะพาตนออกมาเป็นอิสระ ฉันไม่ใช่คนที่จะพูดคำนี้ได้ หัวใจของฉันเมื่อมองดูให้ดีแล้วก็จะพบตรวนบางอย่างที่บอกว่ามันตกเป็นทาสอยู่ โจยอมรับ เธอสงสัยว่าผู้คนทนอยู่ได้อย่างไรกัน และหากว่าเธอเป็นบ้าหอบชุดครุยมาสู่ท้องนา เธอไม่ใช่ตัวเธอแล้วหรือ เธอไม่ใช่ลูกของแม่ละหรือ จึงต้องนิยามตัวเองด้วยเครื่องแต่งกายที่แบ่งเธอออกจากท่าน ให้เธอดูเป็นคนมีการศึกษาที่ยังอุตส่าห์สำนึกและไม่หลงลืมรากเหง้าที่ไร้การศึกษา ให้แม่เป็นเพียงจุดหมายหนึ่งที่ต้องการการหวนกลับไปเหลียวมอง ที่ต้องการการยอมรับจากที่ใด ๆ ก็ตามว่าได้เลี้ยงดูบัณฑิตขึ้นมาผู้หนึ่งจากแรงงานที่แทบจะใช้ไปจนหมด แรงงานในไร่ของแม่จะไร้ค่าไปเชียวหรือหากว่าโจไม่ได้เป็นบัณฑิตในชุดครุย เธอไม่ได้เติบโตขึ้นหรือ ลำพังแค่ใบปริญญาเอาไว้สมัครงานก็เพียงพอแล้ว อย่าให้ต้องไปใส่กรอบติดผนังบ้านไว้เลย ผนังบ้านโกโรโกโสนั้นทรงเกียรติเกินกว่าจะคู่ควรกับมัน และนั่นควรจะเป็นความอับอายมากกว่าจะนำมาสู่เธอซึ่งเกียรติยศ มันไม่น่าหดหู่หรือหากคนเราจะคิดเกียรติยศของตัวเองนั้นกำเนิดขึ้นจากกระดาษแผ่นนี้ มันก็เหมือนใบอนุญาตผ่านการอบรมเป็น รปภ. ของพ่อเธอ เป็นเหมือนบัตรประจำตัวพนักงานอื่น ๆ การศึกษาของเรายังไม่ได้แบ่งตัวเองออกมาจากการใช้แรงงานมากพอ ด้วยจุดมุ่งหมายของมันก็เพียงเพื่อให้มีลู่ทางในการหาเงิน หากว่าใบปริญญาไม่ทำให้คนสมัครงานได้ โจก็อยากรู้ว่าจะมีสักกี่คนที่ยอมก้าวเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัย และเมื่อเข้ามาแล้วพวกเขาก็มีการเก็บสถิติว่าครูมหาวิทยาลัยนี้สอบบรรจุได้กี่คน แล้วมหาวิทยาลัยนี้บรรจุได้กี่คน โจไม่รู้หรอก มันก็แค่กระดาษใบหนึ่งที่บอกว่าเราผ่านการอบรมพร้อมจะทำงานแล้วเท่านั้นเอง ถ้าหากว่าใครจะมองทะลุไปถึงโมงยามอันมีค่าที่เขาประทับใจผ่านกระดาษแผ่นนั้น พวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้มันเพื่อรำลึกถึงประสบการณ์อันหวานหอมหรอก เพราะความหวานหอมใด ๆ ล้วนแล้วต้องตรึงอยู่ภายในของเรา และเราไม่ต้องการกระดาษใบใดเพื่อมายืนยันด้วยซ้ำว่าเรื่องเหล่านี้ได้เกิดขึ้นจริง แต่เพื่อนร่วมชนชั้นของเธอและพ่อแม่ของพวกเขาอาจคิดแตกต่างไปจากที่เธอคิด
  • เมื่อโจนึกถึงหอประชุมกลางอันทรงเกียรติ เธอได้เข้าไปที่นั่นครั้งหนึ่งเมื่องานพิธีต้อนรับนักศึกษาใหม่ พวกเขาบอกกับเธอว่าการจะได้เข้ามายังหอประชุมอันทรงเกียรตินี้นั้นมีเพียงสองโอกาสสำหรับชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยของเรา นั่นคือเมื่อแรกก้าวเข้ามา และในพิธีรับปริญญาที่เราจะได้ก้าวออกไป แต่ทันทีที่เข้ามายังที่นี่โจก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องโกหก เธอเคยมางานมหกรรมสินค้าที่จัดขึ้นภายในหอประชุมนี้ไปละหลายครั้ง ทั้งงานหนังสือและสินค้าอุตสาหกรรม แต่ไหนล่ะเกียรติยศที่อ้างว่าสงวนไว้สำหรับนักศึกษา มันก็เป็นเหมือนเรื่องอื่น ๆ โจไม่ได้ไม่พอใจกับการที่ทางมหาวิทยาลัยจะใช้ประโยชน์จากสถานที่ นำมันมาสนับสนุนเรื่องการเงิน แต่คำพูดของพวกเขาต่อนักศึกษาสุดท้ายแล้วก็เป็นเพียงคำโฆษณาเท่านั้น เธอตระหนักว่าพวกเขาหลอกลวงเธอตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามา

    โจรู้ดีว่าเธอไม่ได้หดหู่และโกรธ ทุกอย่างนี้เป็นเพียงความสับสน นับตั้งแต่ผ่านพ้นวัยเด็กอันสวยงาม ชีวิตของเธอก็เต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว ทุกความคิดของเธอ เธอพยายามถามไถ่กับตัวเองว่าชีวิตนี้เพื่อสิ่งใดกัน แต่สุดท้ายก็ไม่อาจได้คำตอบ

    เธอได้ตระหนักหรือไม่นะ ว่าตลอดเวลาที่จิตใจของเธอล่องลอยไปยังท้องนาและสถานที่ต่าง ๆ เธอได้ตระหนักหรือไม่ว่าเธออยู่ในงานสังสรรค์ โจรักงานสังสรรค์ ทว่าครั้งนี้ความสับสนนำพาเธอให้อยู่ไกลออกไป เสียงแห่งความชื่นชมยินดียังมีอยู่ โจยิ้มให้กับความโดดเดี่ยวกันเป็นมิตรหลังจากลงจากรถและทรงตัวได้มั่น เธอเหนื่อยเหลือเกิน ไม่ใช่แต่เพียงคืนนี้ แต่ช่วงเวลานี้ด้วยที่เธอเหนื่อยล้า โจอยากจะเดินออกไป เพราะเธอมีความสุขมากที่เมื่อวานเธอได้เดินเล่นในตอนกลางคืน

    ทว่าโจไม่ได้ใจร้ายใจดำเต็มไปด้วยอคติขนาดที่จะไม่ยินดีกับเหล่าบัณฑิตเลย เธอยินดีกับพวกเขา แม้ว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่เธอจะพูดและรู้สึกแบบเดียวกัน แต่มนุษย์ก็ยังอยู่ที่นี่และเธอคิดว่าตราบใดที่เขายังไม่ตายก็ย่อมมีโอกาสแสวงหา ฉันยินดีกับบัณฑิตที่ความพยายามของเขาจะได้พาพวกเขาไปสู่สนทางทำมาหากินและความภาคภูมิใจแห่งการพึ่งพาตนเอง หัวใจของโจได้รับการเติมเต็ม.


     11.12.2020
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in