Hokkaido Home-MadeSALMONBOOKS
บทที่ 1

  • สมกับการฉลองยกเว้นวีซ่าให้คนไทย ประชากรไทยในสนามบินชิน-ชิโตะเซะเยอะจนฉันลืมไปว่าเราได้เดินทางมาถึงเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่นแล้ว

    ตรงทางออกเกต คนขับรถบัสถือป้าย‘Family Trip’ ยืนรอเราอยู่ สำหรับบิ๊มผู้มีหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของไกด์ นาทีนี้เป็นดั่งจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของทริปครอบครัว—ภาระอันหนักอึ้งของเธอ

    บิ๊มสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ Ready-Go! แล้ววิ่งปรี่ไปหาเขา

    “ซึมิมาเซน ซึมิมาเซน” บิ๊มโค้งแล้วโค้งอีกด้วยความเกรงใจที่เครื่องบินดีเลย์ ทำให้เราออกมาช้ากว่าเวลานัดไปมาก

    “ทุกคนคะ ลุงคนขับรถของเราชื่อมัตสึซังนะคะ เดี๋ยวหนูจะไปติดต่อเรื่องยืมโทรศัพท์มือถือที่ชั้นบน ส่วนมัตสึซังจะไปเอารถมารับด้านหน้าขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ห้ามหนีไปไหนนะคะ”

    บิ๊มเหลือบเห็นป้านิด–แม่ของฉันเอง เดินล่องลอยไปยังร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใกล้ๆ โดยไม่สนใจคำประกาศของไกด์แต่อย่างใด

    “คุณๆ” บิ๊มกระซิบ

    “ฝากดูแลตรงนี้ด้วยนะ บิ๊มไปก่อน แม่คุณไปทางโน้นแล้ว ท่าทางจะหิว อย่าให้คลาดสายตาล่ะ”

    “โอเค สู้” ฉันให้กำลังใจบิ๊ม เธอออกตัววิ่งไปอย่างปุ๊กลุก

    “เฮ้ เสือหลงป่าแล้วทีนี้” วรรณชี้ให้ดูคนอื่นๆ ที่เดินเข้าร้านสะดวกซื้อตามรอยแม่ แต่ละคนเหมือนซอมบี้ผู้หิวโหย

    ประสบการณ์การเข้าร้านสะดวกซื้อของฉันไม่เคยชุลมุนเท่านี้มาก่อน ออเดอร์มากมายถูกส่งตรงมาที่ฉัน–ผู้กุมกระเป๋าเงินกองกลาง แม่เอาหมี่เย็น อานนท์อยากกินไข่หวาน คนนี้จะเอานั่น คนนั้นจะเอานี่ แล้วไหนจะต้องสุ่มหาข้าวปั้นไส้แซลมอนจากกองข้าวปั้นสิบกว่าไส้ที่อยู่ตรงหน้าให้น้านาฏอีก ฉันอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ได้แต่เดาว่ามันต้องเป็นสีส้ม และเพื่อกันเหนียว ฉันจึงหยิบสีเหลือง แดง และเขียวมาด้วย... สุดท้ายก็กวาดของกินมาทั้งหมดสองตะกร้าใหญ่

    “แวว ไปจ่ายตังค์” พี่ต้องบอก (หรือสั่งนั่นแหละ)

    ตึ๊ด ตึ๊ด ตึ๊ด เสียงพนักงานสแกนบาร์โค้ด

    ฉันควักเงินกองกลางรอเตรียมจ่าย

    “โนบิตะ ชิสุกะ ไจแอ้น @#$@%...” พนักงานรัวภาษาญี่ปุ่นใส่

    ฉันทำหน้าเหวอ ส่วนเขาทำหน้าขบคิดหนัก

    เหมือนกำลังถอดรูทสมการพีชคณิตอยู่

    “ฮ้า คิดออกแล้ว” ...น้ำเสียงตื่นเต้นและแววตาเป็นประกายของพี่พนักงานแปลความหมายได้อย่างนั้น

    เขาคว้ากล่องจับรางวัลขึ้นมา ชูสองนิ้วสู้ตาย พร้อมรัวภาษาญี่ปุ่นเข้าใส่

    “โห นี่เราซื้อเยอะจนได้รางวัลเลยเหรอ” วรรณร้อง

    ด้วยโชคลาภที่มี ฉันจับรางวัลได้กาแฟเย็นสองขวด

    เมื่อจ่ายเงินเสร็จก็พอดีกับที่บิ๊มวิ่งหน้าตาตื่นมา 

    “เสร็จยังคุณ มัตสึซังรออยู่ข้างหน้านานแล้ว จะโดนไล่แล้ว” 

    เสี้ยววินาที เธอเหลือบมองในถุง 

    “คาลพิโก้ขวดนั้นของบิ๊มนะ จอง”

    ในที่สุด...เราก็จับปูยัดใส่รถบัสได้สำเร็จ 

    มัตสึซังกำลังพาเรามุ่งหน้าสู่จังหวัดคุตจัง (Kutchan) เป้าหมายแรกของทริป ใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมง แน่นอนว่ากิจกรรมของพวกเราคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการกินและการนอน ฉันเซ็งนิดหน่อยที่ข้าวปั้นฉลากสีส้มกลายเป็นเนื้อต้มซีอิ๊ว แถมสีอื่นก็ไม่ใช่ไส้แซลมอนเลยสักอัน

    ขณะที่มัตสึซังพาเราทะยานไปบนทางหลวงท่ามกลางสีเขียวขจีของเกาะฮอกไกโด ความสงบกลับเข้าสู่มวลอากาศในรถอีกครั้ง
  • “ตื่นได้แล้วเด็กๆ เรามาเที่ยวนะ นอนกันอยู่นั่นแหละ” เสียงแม่จากลำโพงรถ ดังแหวกเข้ามาในห้วงฝัน ฉันรู้สึกเดจาวูพิลึก

    ตั้งแต่เมื่อไหร่นะที่พ่อแม่ถอดใจเลิกขุดเราออกจากที่นอนตอนเช้า?แน่นอนความสุขของวัยรุ่นคือการนอนดึก ยิ่งดึกได้เท่าไหร่ยิ่งเท่ ยิ่งตื่นสายได้เท่าไหร่ยิ่งคูล แต่อุดมการณ์ของเรามักจะโดนก่อกวนด้วยพ่อแม่ผู้เข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นแต่เช้าตรู่ พวกเขาชอบโผล่เข้ามาในห้องยามสาย—ช่วงเวลาที่เรากำลังหลับอย่างเอร็ดอร่อยที่สุด เข้ามาก็ส่งเสียงดัง “ตื่นๆ!จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหนกัน” (ประโยคนี้คลาสสิกจริงๆ) ขณะเดียวกันก็ไล่เปิดม่านทุกผืน หน้าต่างทุกบาน ให้แสงแดดเข้มๆ ของยามสายลอดเข้ามาแยงตา แล้วจากไปพร้อมเปิดประตูทิ้งไว้อ้าซ่า ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก แต่ทรงพลังร้ายแรง เพราะในที่สุด เราก็ต้องลุกจากเตียงอย่างจำใจฉันว่านอนฟังเสียงฟ้าผ่าตอนกลางคืนยังไม่ได้ผลเท่านี้เลย

    ในช่วงปิดเทอม ความขัดแย้งระหว่างวัยยิ่งทวีความเข้มข้น ถึงขั้นมีการออกกฎประจำบ้าน

    “ห้ามตื่นสายเกินเก้าโมงเช้า” พ่อยื่นคำขาด

    นานๆ ทีที่พ่อจะบังคับ แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าขัด เพราะนั่นเป็นสัญญาณว่าเหลืออดแล้ว น้านาฏที่อยู่บ้านตรงข้ามก็อาศัยจังหวะนี้ขยายพื้นที่บังคับใช้กฎไปถึงบ้านตัวเองด้วย สร้างความหนักอกหนักใจให้กับบิ๊มผู้รักการนอนรองมาจากการกินของอร่อย แต่บ้านเราก็ประกาศใช้กฎนี้ได้ไม่นาน ความขี้เกียจของเราและความอ่อนใจของพ่อแม่ทำให้กฎหย่อนยานและพอถึงเวลาเปิดเทอม เราก็มีข้ออ้างว่าตื่นเช้าไปโรงเรียนห้าวันแล้ว เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อยมากเลยนะคะ/ครับ เสาร์-อาทิตย์ขอพักเหอะ กฎนี้จึงถูกยกเลิกไปโดยปริยาย

    เมื่อคิดย้อนกลับไปถึงปิดเทอมนั้น จากวัยของฉันตอนนี้ที่เริ่มจะง่วงเร็วขึ้น เพราะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อฝ่ารถติดไปทำงาน เวลาเก้าโมงถือว่าเป็นเวลาตื่นของวันที่ป่วยการเมืองเท่านั้น

    ตายล่ะ หรือการเริ่มนอนเร็วและตื่นเช้าจะเป็นสัญญาณของความแก่?

    เช้าวันหนึ่ง ฉันจับเข่าพ่อมาชนกับเข่าของฉัน แล้วถาม “พ่อรู้สึกยังไงเวลาเห็นพวกหนูนอนตื่นสาย”

    “มันขัดหูขัดตา เหมือนว่าพวกเธอกำลังทิ้งชีวิตไปเปล่าๆ” พ่อตอบ

    “มีเวลานอนอีกมากในหลุมฝังศพ” แม่เสริมอย่างคมคาย

    “แล้วตอนพ่อแม่เด็กๆ ไม่นอนตื่นสายกันเลยเหรอ”

    “ไม่เคย!” ทั้งสองคนประสานเสียงกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

    แน่ล่ะสิ ในยุคที่ชาวเบบี้บูมเมอร์อย่างพ่อกับแม่ยังเป็นเด็ก สงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งจบลงไปไม่นาน บางบ้านยังไม่มีทีวี ถึงมีก็ยังไม่ฉาย 24 ชั่วโมง โทรศัพท์ก็มีแต่โทรศัพท์บ้าน แน่นอนว่าอินเทอร์เน็ตก็ยังไม่เกิด ต้องนอนร่วมมุ้งกับพี่น้องคนอื่นๆ แถมยังต้องตื่นเช้ามาเลี้ยงน้อง ช่วยยายขายของอีก แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กในยุคนั้นจะนอนดึกหรือตื่นสาย

    พ่อแม่เติบโตขึ้นมาด้วยการรับรู้ความลำบากของปู่ย่าตายาย จึงมีแนวคิดว่ามีชีวิตเพื่อการทำงานหนัก ขยัน อดทน ทุ่มเทกับการทำงาน ไอ้กฎเกณฑ์เล็กน้อยอย่างตื่นเก้าโมงเช้า ช่างเป็นอะไรที่ขี้ปะติ๋วสำหรับพ่อแม่แต่มันเป็นกำแพงสูงตระหง่านของเด็กเจนวายอย่างพวกเรา 

    คิดดู แค่สไลด์อ่าน news feed พลางกดไลค์ก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนแล้วจะนอนเลยก็ไม่ได้ เพราะยังไม่ทันแต่งรูปที่ถ่ายมาวันนี้แล้วอัปขึ้นเฟซบุ๊คเลย ไหนจะหนังที่โหลดมาอีก เพื่อนก็ชวนออกไปเที่ยว ราตรีนี้ยังอีกยาวไกลแล้วก็ไม่มีงานหรือเหตุอะไรที่เป็นเงื่อนไขให้เราต้องรีบตื่นไม่ใช่เหรอ พ่อแม่ไม่เข้าใจหรอกว่ามันยากแค่ไหน—ตอนนั้นฉันคิดอย่างนั้น 

    กว่าจะรู้ว่าเวลาเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ใช้แล้วหมดไป ก็เหลือเวลาเพียงครึ่งชีวิตเสียแล้ว (ภายใต้สมมติฐานที่ประชากรมีอายุเฉลี่ย 60 ปี)

    “แต่พ่อกับแม่เหงานะ ที่ต้องตื่นมากินข้าวเช้ากันแค่สองคน”
     
    ไม่หรอก ชาวเบบี้บูมเมอร์เขาไม่พูดกันตรงๆ แบบนี้ เสียฟอร์มหมด

    บนโต๊ะอาหารค่ำมื้อหนึ่ง...

    “ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นหน้าเลยนะ” เสียงพ่อหนักแน่นเข้มงวด

    เอาแล้วสิ ช่วงนี้ฉันกลับบ้านดึก แถมตื่นสาย ตื่นมาเขาก็ไปทำงานกันหมดแล้ว

  • อย่า อย่าแม้แต่จะคิดโต้เถียง หรืออ้างเรื่องใดๆ เพราะมันไม่ใช่คำถามที่ต้องการคำตอบ สิ่งที่ฉันทำคือหัวเราะแหะๆ อย่างยอมจำนนเท่านั้น

    จริงสิ…เบบี้บูมเมอร์เติบโตมากับครอบครัวขยาย เต็มไปด้วยพี่น้องจำนวนมากพอที่จะตั้งทีมฟุตบอลได้สบาย กินข้าวเป็นหมู่คณะ มาช้าเหรอ?อด เวลานอนก็เบียดรวมกันในมุ้งหลังใหญ่ นั่นเลยทำให้พวกเขาออกจะขี้เหงากันเสียหน่อยเมื่อพบว่าในบ้านมีคนอยู่น้อยนัก ข้อนี้ทำให้ฉันต้องฉุกคิด การตื่นมากินอาหารเช้ากับพ่อแม่กับความบันเทิงยามราตรี อันไหนมันคุ้มค่ากับเวลาที่ต้องเสียไปมากกว่ากัน แน่นอนอย่างหลังน่าสนุกกว่าแต่อย่างแรกอาจจะมีความสุขกว่า...ในกรณีที่พวกเขาไม่บ่นมากเกินไปนะ

    มวลอากาศบนรถบัสยังคงเงียบเชียบ ไม่มีใครยอมตื่นตามเสียงปลุกของแม่

    เมื่อเสียงประกาศออกไมค์จากที่นั่งหน้าสุดของรถบัสไม่ได้ผล แม่จึงใช้แผนประชิดตัว เธอลงทุนเดินมาแหวกม่านข้างตัวฉันที่นั่งติดหน้าต่างราวกับว่าเธอเป็นสาวแอร์โฮสเตสที่ทำหน้าที่ยามเครื่องกำลังจะลงจอด ต่างกันตรงที่น้ำเสียงอันเร่งเร้า และท่าทีอันแสดงถึงอำนาจควบคุม

    “ตื่นได้แล้ว ดูวิวสิ ทุกวินาทีมีค่านะ”

    เจอมุกเปิดม่านให้แดดส่องเข้ามาทีไร ฉันแพ้ทางทุกที

    นอกหน้าต่างเขียวขจีไปทุกอณู แปลงผักจัดเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ บ้านเดี่ยวสไตล์ชาติตะวันตกกระจายตัวประปราย การเจือปนเข้ามาของวัฒนธรรมตะวันตกที่ทำให้ฮอกไกโดแตกต่างจากที่อื่นๆ ในญี่ปุ่น ทะเลสาบชิโคะสึ (Shikotsu) ทอดตัวต้องแสงแดดเป็นประกายระยิบ น้ำใสแจ๋วสะอาด ไร่มันอิโมะสีขาวโพลนแผ่ตัวรับแสงแดดอันอบอุ่น มันถูกโอบล้อมด้วยภูเขาเป็นลอนยาวสวยงาม เรียงขนานไปกับเส้นทางเดินรถ นี่เป็นสัญญาณว่าเราใกล้จะถึงที่หมายแรกแล้ว

    ขอบคุณนะคะที่ปลุก

    ...แต่ไม่พูดหรอก เสียฟอร์มเด็กเจนวายหมด
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in