หนังหนึ่งคืน | OnenightCinemaOnenightz.
Not Too X'Much : 5 หนังไม่คริสต์มาสเกินไป
  • [เนื้อหาบางช่วงในบทความนี้ อาจมีการเปิดเผยเนื้อหาที่สำคัญของภาพยนตร์]
    .
    - เทศกาลแห่งฤดูหนาวกำลังมาถึงแล้ว เทศกาลคริสต์มาส เทศกาลของชาวคริสต์ที่สร้างกลิ่นอายและมนต์ขลังแผ่ไปจนทำให้ใครหลายๆคนทั่วโลกต่างหลงรัก เป็นช่วงเวลาแห่งบรรยากาศลมหนาว ต้นสนและกวางเรนเดียร์ ที่นำมาซึ่งสันติสุขและความปรารถนาดีที่ต่างคนต่างเอื้อเฟื้อให้แก่กัน
    - หากจะเริ่มต้นด้วยภาพยนตร์คริสต์มาสที่ยิ่งใหญ่สักเรื่อง ซึ่งถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขนี้ คงต้องย้อนไปในปี ค.ศ. 1898 กับภาพยนตร์ที่มีชื่อว่า 'Santa Claus' ที่ฉายภาพซานต้าไถลตัวลงไปในปล่องไฟ พร้อมกับซ่อนของขวัญชิ้นเล็กไว้ในถุงเท้า ก่อนที่เขาจะหายวับไปในอากาศ ภาพฟุตเทจความยาวประมาณ 1 นาทีนี้ ได้บอกเล่าเรื่องราวง่ายๆ แต่กลับได้เต็มไปด้วยเวทย์มนต์ของเทศกาลคริสต์มาสที่อิ่มใจ
    - นับตั้งแต่วันนั้น ก็เกิดภาพยนตร์คริสต์มาสมากมายในวงการ นอกจากการออกไปช็อปปิ้ง ทานมื้อค่ำ ตกแต่งต้นสนหรือการแกะห่อของขวัญ การหยิบภาพยนตร์คริสต์มาสสักเรื่องมารับชมร่วมกันในช่วงค่ำคืนของเทศกาลแสนสุข ก็ได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เกิดขึ้นกับหลายๆครอบครัวเช่นกัน
    - และเป็นปกติ ที่หากถามใครสักคนถึงภาพยนตร์คริสต์มาสที่น่าดู หลายๆคนจะนึกถึงภาพยนตร์ที่ประกอบไปด้วยซานต้า หิมะ และกวางเรนเดียร์เป็นอันดับต้นๆ แต่หากพิจารณาให้มากขึ้นเพื่ออธิบายองค์ประกอบของภาพยนตร์คริสต์มาส จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เพียงเพราะเหตุการณ์ในภาพยนตร์นั้นจะเกิดขึ้นในวันคริสต์มาสถึงจะนิยามว่าเป็นภาพยนตร์คริสต์มาสเท่านั้น แต่หากมีเรื่องราวของตัวละครจากภาพยนตร์มากมาย ที่พยายามซ่อมแซมชีวิต ไถ่ถอนความผิด หรือพยายามทำให้ครอบครัวของพวกเขากลับมาอยู่ร่วมกัน ซึ่งเรื่องราวกินใจเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่สำคัญที่สะท้อนออกมาจากภาพยนตร์คริสต์มาสเช่นกัน
    - และในบทความนี้ ผมจะพาทุกท่านไปสำรวจภาพยนตร์คริสต์มาส ที่ให้กลิ่นอายของเทศกาลน้อยลงหน่อย ลดแสงไฟระยิบระยับที่ประดับบนต้นสน หรือลดภาพเหล่าเอลฟ์ที่ผลิตของขวัญให้ทันกำหนดลงสักเล็กน้อย และไปดื่มด่ำเรื่องราวของเทศกาลนี้ในอีกแง่มุม เพื่อที่จะได้เฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสที่แตกต่างจากปีก่อนๆไปพร้อมๆกัน
    .
    ▶️ Gremlins (1984)

    - ขอเริ่มต้นด้วยภาพยนตร์ที่ยังคงมีสัมผัสแห่งเทศกาลคริสต์มาสมากอยู่ แต่กลับขึ้นชื่อและถูกกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่มีแนวคิดต่อต้านขนบเดิมๆของความดีงามที่เกิดในภาพยนตร์คริสต์มาสเรื่องอื่นๆ (Anti-Christmas) กับเรื่องราวของมิตรภาพอันอบอุ่นระหว่างเด็กชายและสัตว์ประหลาดขนปุยตัวน้อย
    - เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในช่วงเทศกาลคริสต์มาสแสนสุข Randall Peltzer (Hoyt Axton) ต้องการหาของขวัญสุดพิเศษเพื่อเซอไพรส์ลูกชายของเขา Billy Peltzer (Zach Gilligan) จนได้พบกับสัตว์เลี้ยงขนปุยแสนน่ารักที่ไม่เหมือนใครในร้านขายของเก่า เขาถูกใจมันมากจึงตัดสินใจซื้อในทันที คนขายบอกกฏต้องห้ามกับเขา 3 ข้อคือ อย่าให้มันโดนแสง อย่าให้มันโดนน้ำ และอย่าให้อาหารกับมันหลังเที่ยงคืน และแน่นอน ลูกชายของเขาแหกกฏ ความวุ่นวายโกลาหลจึงบังเกิดขึ้น เมื่อสัตว์น้อยตัวนั้นได้เปลี่ยนไปเป็นสิ่งมีชีวิตจอมทำลายล้าง เขาและครอบครัวจะหาทางรอดจากฝันร้ายที่ไม่มีที่สิ้นสุดของเทศกาลคริสต์มาสครั้งนี้ได้หรือไม่? ต้องติดตาม
    - ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เผยกลิ่นอายแห่งคริสต์มาสให้เราได้สัมผัสอยู่โดยตลอด จากฉากแรกของภาพยนตร์ ที่เราจะเห็นว่าบรรยากาศของทั้งเมืองนั้นตกแต่งไปด้วยดวงไฟหลากสีและของประดับมากมาย มีช่วงหนึ่งที่เรากำลังเห็นภาพยนตร์เรื่อง It's A Wonderful Life (1946) กำลังฉายบนจอทีวี เสียงเพลงคริสต์มาสฮัมออกมาตามบ้านต่างๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ เราจะตระหนักดีว่าเทศกาลคริสต์มาสกำลังจะมาถึง
    - แม้จะมีหลักฐานที่ชัดเจนจากของขวัญคริสต์มาสที่บิลลี่ได้รับจากพ่อของเขา ที่จะเห็นได้ถึงการเฉลิมฉลองที่กำลังจะมาถึงในเร็ววัน แต่เราไม่มีทางเดาได้เลยว่า สิ่งมีชีวิตในกล่องของขวัญใบนั้นจะได้เปลี่ยนความศักดิ์สิทธิ์ของเทศกาลไปในทางที่ตัวละครและคนดูไม่มีทางคาดฝันได้อย่างไร
    - โดยรวมแล้ว ภาพยนตร์เรื่อง Gremlins จึงเป็นของขวัญที่ใช้เซอร์ไพรส์ในวันคริสต์มาสที่ดี ที่จะทำให้ผู้อ่าน รวมถึงคนที่เราแนะนำให้รับชมเกิดความแปลกใจกับเรื่องราวของมนต์ขลังเทศกาลคริสต์มาสอันชวนผวาที่เกิดขึ้นภายในเรื่องนี้อย่างแน่นอน
    .
    ▶️ Die Hard (1988)

    - Die Hard เป็นภาพยนตร์บู๊สุดระทึกขวัญ เรื่องราวของ John McClane (Bruce Willis) ตำรวจจากมหานครนิวยอร์กที่กำลังเดินทางไปลอสแองเจลิสเพื่อพบกับครอบครัวของเขา ซึ่งย้ายไปแอลเอเพราะ Holly (Bonnie Bedelia) ภรรยาของเขาได้เข้าทำงานที่ Nakatomi Corporation จากเหตุผลจากความบาดหมางทางความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งสอง เมื่อจอห์นมาถึง Nakatomi Plaza เพื่อพบกับฮอลลี่ ได้มีผู้ก่อการร้ายติดอาวุธ 13 คนนำโดย Hans Gruber (Alan Rickman) เข้ายึดควบคุมอาคารและจับผู้อยู่อาศัยบนชั้น 30 เป็นตัวประกัน โชคดีที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายไม่พบตัวจอห์น และเขาต้องหาทางช่วยตัวประกันก่อนที่ผู้ก่อการร้ายจะเจอตัวเขา
    - ถ้าหากไม่นับว่าเรื่องราวภายในภาพยนตร์ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลคริสต์มาส กับการสอดแทรกกลเม็ดเล็กๆน้อยๆที่แสดงถึงมนต์เสน่ห์ในเทศกาลนี้แล้ว หลายคนคงกังขาไม่น้อยว่าทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้จึงถูกยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์คริสต์มาสที่หลายๆสำนักแนะนำให้รับชม?
    - สิ่งหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้รับการยกย่องเช่นนั้น ก็คือตอนจบของภาพยนตร์ที่ทุกองค์ประกอบเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความอมตะในช่วงเวลาแห่งเทศกาลคริสต์มาส ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของครอบครัว ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น บทเรียนที่ได้รับ จุดจบที่มีความสุข มนต์ขลังพวกนี้ถูกอำพรางด้วยการกระทำมากมายและเหตุการณ์ชวนระทึกขวัญตลอดทั้งเรื่อง จอห์นและฮอลลี่เคยรักกัน แต่ชีวิตการแต่งงานต้องพังทลายลงด้วยการเดินทางของชีวิต ในที่สุด ก็เป็น 'เทศกาลคริสต์มาส' ที่นำพาพวกเขาให้ได้มีโอกาสกลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง และพวกเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายอันวุ่นวายจากการก่อการร้ายนี้เพื่อให้ความปรารถนานั้นเป็นจริง ซึ่งในระหว่างเรื่องราว จอห์นได้ตระหนักอย่างลึกซึ้งว่าฮอลลี่และครอบครัวมีความหมายต่อเขามากเพียงไร เปลวไฟแห่งความรักถูกจุดขึ้นใหม่อีกครั้ง อันเป็นผลมาจากประสบการณ์ในช่วงคริสต์มาสสุดบ้าคลั่งนี้
    - ถึงจะไม่มีซานต้า เหล่าเอลฟ์หรือกวางเรนเดียร์ แต่จอห์น แมคเคนได้หยิบปืนเข้าต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย จนรังสรรค์ภาพยนตร์คริสต์มาสที่มีกลิ่นอายที่แตกต่าง จนเราสามารถหยิบมาเปิดดูในช่วงเทศกาลได้ไม่เบื่อ นี่แหละถึงจะเรียกว่า 'ความมหัศจรรย์แห่งเทศกาลคริสต์มาส' อย่างแท้จริง
    .
    ▶️ Edward Scissorhands (1990)

    - เมื่อเทศกาลคริสต์มาสเริ่มต้นขึ้น เราอาจเริ่มฟังเพลงคริสต์มาสหรือเริ่มชมภาพยนตร์คริสต์มาสที่แสนน่าจดจำ แต่จากรายการภาพยนตร์ทั้งหมดที่เราดู เราเคยคิดหรือไม่ว่า Edward Scissorhands เป็นภาพยนตร์คริสต์มาสจริงๆ? หากเทียบกับภาพยนตร์ที่พูดถึงในหัวข้อที่แล้ว คงตอบได้อย่างง่ายดายว่า ... ใช่ เรื่องนี่แหละที่มีความคริสต์มาสมากกว่า แต่หากพิจารณาให้ดี แล้วส่วนไหนของภาพยนตร์ละที่มีกลิ่นอายของเทศกาลแห่งลมหนาวนี้?
    - Edward Scissorhands เป็นเรื่องราวของมนุษย์เทียมเพศชาย (Johnny Depp) ซึ่งยังสร้างไม่เสร็จและมีมือเป็นกรรไกรแสนคมกริบ เขามีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนคฤหาสน์ร้างของนักประดิษฐ์อัจฉริยะบนเนินเขา จนในวันหนึ่งมีหญิงสาวจากชานท่าทางใจดีเมืองคนหนึ่งชื่อ Peg (Dianne West) พบกับเขาเข้าและเชิญชวนให้เขาไปทำความรู้จักโลกที่เธออาศัย
    - มนต์เสน่ห์แห่งเทศกาลคริสต์มาสปรากฏในช่วงองค์ที่สามของภาพยนตร์ หลังจากเหตุการณ์ที่เอ็ดเวิร์ดถูกจับในข้อหาลักทรัพย์และ Joyce (เพื่อนของแม่นางเอก) ได้กล่าวหาว่าเขาทำร้ายเธอ เราจะเห็นภาพของเมืองที่ประดับประดาด้วยแสงไฟ เพื่อเฉลิมฉลองการมาถึงของเทศกาล ต้นสนสีขาวที่ Peg (แม่ของนางเอก) ตั้งใจตกแต่ง ได้เปลี่ยนบ้านของเธอให้เป็นดินแดนมหัศจรรย์แห่งคริสต์มาส และชวนระลึกการจากไปของนักประดิษฐ์อัจฉริยะที่ให้กำเนิดมนุษย์เทียมอันเป็นที่รักในเวลาเดียวกัน
    - ในขณะเดียวกัน Kim (Winona Ryder) ได้ออกตามหาเอ็ดเวิร์ด จนไปเจอเขากำลังสร้างรูปสลักน้ำแข็งนางฟ้าขนาดใหญ่ เศษน้ำแข็งที่ปลิดปลิวออกมาจากความคมของกรรไกรทำให้เกิด 'หิมะ' ซึ่งโปรยปรายอย่างสวยงามไปทั่วเมืองแสนสุขแห่งนั้น ความมหัศจรรย์แห่งเทศกาลคริสต์มาสนี้ ได้กลายเป็นเรื่องเล่าที่คิมในวัยชราได้บอกเล่าให้หลานสาวฟังในช่วงเริ่มต้นและตอนจบของภาพยนตร์ แม้ว่าในฉากเหล่านั้น มันจะไม่ได้เกิดขึ้นในวันคริสต์มาส แต่มนต์ขลังของเรื่องราว ก็ทำให้เราสัมผัสความอบอุ่นของเทศกาลนี้ได้เช่นกัน
    - ครอบครัวและความรักเป็นสองประเด็นหลักที่เราจะพบได้ในภาพยนตร์คริสต์มาส ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้ถ่ายทอดทั้งสองประเด็นนี้ได้อย่างอบอุ่น รวมถึงสะท้อนถึงความเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนมนุษย์ ที่ตัวละครได้ปฏิบัติต่อคนภายนอกสังคมและผู้ด้อยโอกาสด้วยความสง่างาม ความเข้าใจ และความอดทน ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเรื่องราวคริสต์มาสที่ยิ่งใหญ่และกินใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง
    .
    ▶️ Catch Me If You Can (2002)

    - หากไม่นับความพิเศษที่เราจะได้เห็นการประกบคู่กันระหว่างนักแสดงตัวท็อปของวงการอย่าง Tom Hanks และ Leonardo DiCaprio ในภาพยนตร์เรื่องแล้ว อาจจะพูดจูงใจอีกสักนิดว่า ... ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลคริสต์มาสถึง 4 ครั้งแหนะ
    - เรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรืรอง Catch Me If You Can อิงจากเรื่องจริงของ Frank Abagnale (Leonardo DiCaprio) นักต้มตุ๋นที่ประสบความสำเร็จในการปลอมแปลงเช็คเงินสดมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ภายใต้จมูกของเอฟบีไอ ทำให้ Carl Hanratty (Tom Hanks) สายสืบเอฟบีไอ ต้องแกะรอยจากเงินและเช็คเพื่อพยายามหยุดเขาให้จนได้
    - หากเราดูผ่านๆ อาจจะเห็นภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ชีวประวัติอาชญากรรมทั่วๆไป แต่ถ้ามองอย่างละเอียด เราจะได้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างภาพยนตร์กับเทศกาลคริสต์มาสนี้มากมาย โดยเริ่มจากฉากเปิดของเรื่อง ในวันคริสต์มาสอีฟในปี ค.ศ. 1969 โดยเจ้าหน้าที่เอฟบีไอชื่อว่า คาร์ล แฮนแร็ทตี้ ได้เดินทางมาถึงเรือนจำในฝรั่งเศสเพื่อทำเรื่องส่งมอบตัว แฟรงค์ นักต้มตุ๋นซึ่งเขาตามล่ามาหลายปีที่ตอนนี้ถูกจับกุมอยู่ในคุกกลับไปยังประเทศเกิด จากนั้นภาพยนตร์ก็ได้ย้อนกลับไปในวันคริสต์มาสเมื่อ 6 ปีก่อน โดยเริ่มต้นเรื่องราวจากภาพครอบครัวที่มีความสุขของแฟรงค์ในช่วงวันหยุดปี ค.ศ. 1963 แต่หลังจากนั้นไม่นาน พ่อแม่ของแฟรงค์ได้แยกทางกัน ทำให้เขาตัดสินใจหนีไปเริ่มต้นชีวิตด้วยการก่ออาชญากรรมเป็นนักปลอมแปลงเช็คเพื่อยักยอกเงิน โดยเขาปลอมตัวเป็นคนจากหลายๆอาชีพด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นนักบิน นายแพทย์หรือว่าทนาย ซึ่งในระหว่างการตามล่าของคาร์ลและการหลบหนีของแฟรงค์ แฟรงค์ได้โทรหาคาร์ลในทุกวันคริสต์มาสอีฟ ซึ่งเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง และเป็นการเน้นถึงความเหงาของแฟรงค์ในโลกอาชญากรของเขา
    - เมื่อคาร์ลตามทันแฟรงค์ได้ในที่สุด ซึ่งในวันนั้นก็คือวันคริสต์มาสอีฟปี ค.ศ. 1967! ขนาดแฟรงค์ยังสงสัยเลยว่า "เมอรี่ คริสต์มาส! คาร์ล ทำไมเราถึงได้คุยกันตอนคริสต์มาสทุกที" ซึ่งน่าจะเป็นคำถามแทนใจสำหรับคนดูทุกคนในขณะนั้น และถ้าที่สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดยังตอกย้ำกลิ่นอายของเทศกาลคริสต์มาสที่เกิดขึ้นภายในภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่พอละก็ อยากจะบอกเพิ่มเติมว่า ... ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เข้าฉายในโรงครั้งแรกในวันคริสต์มาสปี ค.ศ. 2002 อีกด้วย 😄
    - และนี่คือความพิเศษของช่วงเวลาแห่งคริสต์มาสทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในภาพยนตร์เรื่องนี้ และอยากจะแนะนำให้ผู้อ่านได้หยิบภาพยนตร์น้ำดีเรื่องนี้กลับมาชม เพื่อเก็บรายละเอียดและดื่มด่ำกลิ่นอายของช่วงเวลาเทศกาลแสนสุขร่วมไปกับคาร์ลและแฟรงค์ในอีกสักครั้ง
    .
    ▶️ Silver Linings Playbook (2012)

    - ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความรักของชายที่มีอาการไบโพล่ากับสาวม่ายที่เผชิญกับโรคซึมเศร้า จะมีกลิ่นอายของเทศกาลคริสต์มาสได้อย่างไร?
    - เรื่องนี้ต้องโฟกัสไปยังฉากสำคัญในช่วงท้ายของภาพยนตร์ เรื่องราวได้เซ็ตเรื่องราวไว้ในวันคริสต์มาสอย่างหนังคริสต์มาสทั่วไป ภาพยนตร์ได้แสดงภาพของ Pat (Bradley Cooper) และ Tiffany (Jennifer Lawrence) กำลังรอที่จะขึ้นแสดงในการแข่งขันเต้นรำ หากพวกเขาทั้งสองสามารถทำคะแนนรวมได้ 5 คะแนนขึ้นไป Pat Sr. (Robert De Niro) จะได้รับเงินเดิมพันคืนเป็นสองเท่าจากเงินที่เขาเสียไปจากการพนันอเมริกันฟุตบอล ในขณะเดียวกัน การแข่งขันครั้งนี้ อาจเป็นโอกาสที่แพทรอคอยมานานเพื่อพิสูจน์ให้อดีตภรรยา Nikki (Brea Bee) ได้เห็นว่าเขาเปลี่ยนไปและหายเป็นจากอาการไบโพล่าแล้ว ปัจจัยอันซับซ้อนเกิดขึ้นเพราะทิฟฟานี่หลงรักแพท และเธอก็ตื่นตระหนกเมื่อเห็นนิคกี้อยู่ในกลุ่มผู้ชมและตระหนักว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแพทอาจจะไม่เหมือนเดิมหากทั้งสองชนะเดิมพันครั้งนี้ แม้สุดท้าย แพทจะสามารถลากเธอกลับไปที่ฟลอร์เต้นรำ และโชว์การเต้นรำของพวกเขาจนได้รับชัยชนะ (ได้คะแนนมากกว่า 5) พวกเขาทั้งสองเฉลิมฉลองอย่างสุดเหวี่ยงจนกรรมการและคนดูสับสน ก่อนที่ทิฟฟานี่จะคิดได้ว่าแพทกำลังจะจากเธอไป เธอจึงวิ่งออกไป ก่อนที่แพทจะตัดสินใจวิ่งตามเธอไป
    - บรรยากาศภายนอก ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศของช่วงเทศกาลคริสต์มาส ลมหนาวพัดผ่านอาคารและต้นไม้ที่ตกแต่งไปด้วยแสงไฟ แพทตามทิฟฟานี่มาจนทัน เขายื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้กับเธอ เธอมีทีท่าปฏิเสธ แต่เขารบเร้าให้เธอเปิดอ่าน ทิฟฟานี่เปิดจดหมาย ก่อนจะพบความจริงว่า...แพทรู้มาเสมอว่าเธอเขียนจดหมายถึงเขามาตลอด ในท้ายจดหมาย แพทบอกความรู้สึกที่มีและได้สารภาพรักกับเธอในที่สุด ทั้งสองเข้าสวมกอดและจูบกันอย่างอบอุ่น เคล้ากับเสียงเพลง 'Have Yourself a Merry Little Christmas' สุดคลาสสิคของ Frank Sinatra กล้องแพนออกให้เห็นบรรยากาศรอบๆทั้งสองที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความสุข
    - ถึงแม้จะเป็นโมเมนต์ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสสั้นๆ แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อิ่มเอมจนล้นออกมานอกจอ มนต์สะกดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาแสนสุขนั้นได้เชื่อมโยงกับมนต์เสน่ห์แห่งเทศกาลคริสต์มาสได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ จนอยากจะแนะนำให้กุมมือใครสักคนที่เรารัก ขณะรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในช่วงวันคริสต์มาสแสนสุขที่กำลังจะมาถึง
    .
    ⏩ Epilogue : บทส่งท้าย

    - บางครั้งภาพยนตร์คริสต์มาสที่ดีอาจไม่จำเป็นต้องมีซานตาคลอส เหล่าเอลฟ์ หรือกวางเรนเดียร์ บางครั้งมันอาจจะเป็นเพียงภาพยนตร์ที่มีเทศกาลคริสต์มาสเป็นฉากหลัง เคล้ากับเพลงประกอบภาพยนตร์ หรือบางทีอาจจะเป็นภาพยนตร์ที่มีตำรวจนิวยอร์กซิตี้สวมหมวกซานต้าเข้าต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายชาวเยอรมันอย่างบ้าคลั่ง เพียงเพราะเขาแค่ต้องการใช้เวลาช่วงวันหยุดกับภรรยา! มนต์ขลังแห่งเทศกาลคริสต์มาสเป็นวัตถุดิบที่ดีเสมอในการใช้เพื่อเน้นความเหงาของตัวละครและเพื่อเตือนใจให้เรานึกถึงครอบครัว และพาให้คนดูได้รู้สึกมีความสุขเมื่อรับชมภาพยนตร์พร้อมกับคนที่เรารัก
    - ไม่ว่าคุณจะรักเทศกาลนี้มากหรือน้อยแค่ไหน ภาพยนตร์ทั้ง 5 เรื่องจะทำให้คนที่รักมากได้สัมผัสความสุขที่แตกต่างจากเทศกาลที่เรารัก จะทำให้คนรักน้อยได้สัมผัสความรักที่เกิดขึ้นภายในเรื่องราวที่มีเทศกาลเป็นฉากหลัง เพราะ 5 เรื่องราวทั้งหมดข้างต้น มีส่วมผสมที่มากพอจะพาทุกคนได้สัมผัสความพิเศษที่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่มหัศจรรย์นี้


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in