
จอยซ์ ไรซ์ (Joyce Wrice) นักร้องนักแต่งเพลงลูกครึ่งแอฟริกันอเมริกันและญี่ปุ่นจากนครลอสแอนเจลิส ผู้รักในการร้องเพลงและก็สามารถเต้นได้ด้วย จะสามารถเห็นได้จากมิวสิกวิดีโอหลายเพลงของจอยซ์เลยว่าเต้นเก่งมาก ๆ ไม่ได้มีดีแค่สกิลในการร้องและแต่งเพลงเพียงอย่างเดียว
การเป็นลูกคนเดียวของบ้าน จอยซ์มักใช้เวลาส่วนมากในวัยเด็กไปด้วยตัวคนเดียว จึงทำให้มีเวลาในการสำรวจความชอบของตัวเองตั้งแต่ตอนนั้น เพราะก็ใช้เวลาส่วนใหญ่คนเดียวเนี่ยแหละ ก็เลยต้องรู้วิธีในการเอนเตอร์เทนตัวเองสักหน่อย ไม่ว่าจะฟัง Brandy หรือ Tamia เพราะในใจเอง จอยซ์ก็คิดว่าอยากให้ผลงานตัวเองมีอิทธิพลต่อคนฟังเหมือนที่ทั้ง Brandy และ Tamia มีอิทธิพลกับตัวเอง ทั้งนี้ อีกอิทธิพลสำคัญต่อจอยซ์ก็คือแม่และพ่อของจอยซ์เอง จอยซ์เล่าว่าเวลาพ่อกลับมาอยู่ที่บ้านก็มักจะเปิดเพลงเพลงแนวอาร์แอนบีและเร็กเก้ให้ฟังอยู่บ่อยๆ
คนเราล้วนต่างต้องการสังคมรอบข้างที่ดี จอยซ์เล่าว่าการได้ใช้ชีวิตกับคุณแม่บ่อยๆ ช่วยให้รู้สึกมั่นใจในความเป็นตัวเองได้ขึ้นเยอะมาก ไม่เคยโตมาแบบที่รู้สึกว่าไม่ชอบผมของตัวเองเลย เพราะคุณแม่ชอบผมของจอยซ์สุดๆ คอยหาวิธีคอยหาสไตล์มาทำผมให้กับจอยซ์ตลอด อะไรเล็กน้อยแบบนี้สำคัญมาก
และกว่าจอยซ์จะเป็นจอยซ์ในทุกวันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การสำรวจความชอบตัวเองด้านดนตรีหรือสังคมรอบข้างที่ดีเพียงเท่านั้น จอยซ์มีอีกหนึ่งคำสอนสำคัญที่รู้สึกชอบมากและคอยปรับใช้กับชีวิตตัวเองตลอด คำสอนนั้นมาจากนักปรัชญาชาวพุทธ นิชิเรน ไดโชนิน กล่าวว่า “จงเผชิญหน้ากับความยากลำบากและเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่น่ารื่นรมย์ เพราะไม่ว่าจะความทุกข์หรือความสุข ต่างก็เป็นความจริงของชีวิต” ซึ่งจริงมากกก จอยซ์บอกไม่ว่าชีวิตจะเจอความยากลำบากมากแค่ไหน ท้ายที่สุดมันก็แค่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเท่านั้น เราแค่ต้องพยายามให้เต็มที่ที่สุด

จอยซ์ปล่อยผลงานแรกมาในชื่อ Stay Around (EP) ในปี 2016 ด้วยความช่วยเหลือจาก Jason Pounds หรือที่รู้จักกันในนาม J.LBS, SiR และเพื่อนของจอยซ์เอง Mndsgn ผู้มีบทบาทสำคัญของเส้นทางการเป็นนักร้องของจอยซ์ เพราะไม่ว่าจะการค้นหาซาวด์ การพัฒนาของสไตล์ เรียกได้ว่ามี Mndsgn คอยช่วยเหลืออยู่นั่นเอง
จุดเริ่มต้นของ Stay Around ไม่ได้หวือหวามากนัก เป็นแค่ผลงานจากเด็กหญิงคนหนึ่งที่รักในการร้องเพลงเท่านั้น แต่จอยซ์ก็ภูมิใจในผลงานนี้มาก เพราะไม่ว่าจะความทุ่มเทที่ใส่ลงไป หรือการเริ่มต้นที่ค่อนข้างทุลักทุเล ต้องอยู่ในห้องอัดเพลงจนถึงเช้าเลยแถมยังต้องกลับไปทำงานต่ออีกในตอนเช้า…หากไม่มี Stay Around ก็คงไม่มี Joyce Wrice ในวันนี้

จอยซ์ ไรซ์ถือเป็นหนึ่งในนักร้องนักแต่งเพลงแนวอาร์แอนบีในยุค 2020s ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยเสียงร้องที่มีความเย้ายวนเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ และซาวด์บวกสไตล์ที่ผสมผสานระหว่างแนวอาร์แอนบีคลาสสิกของช่วงปลายยุค 1990s และช่วงต้นยุค 2000s แต่ยังคงความทันสมัยไว้ อีกทั้งแรงบันดาลใจของจอยซ์เองยังเป็นทั้ง Tamia, Mya, Aaliyah, Brandy, และ Mariah Carey ที่เป็นนักร้องในตำนานและแนวหน้าของวงการอาร์แอนบี

ช่วงเวลาล่วงเลยผ่านไปถึง 5 ปี จอยซ์ได้กลับมาปล่อยผลงานเพลงอีกครั้งในรูปแบบอัลบั้ม เป็นอัลบั้มแรกของจอยซ์ในชื่อว่า Overgrown (2021) ด้วยความช่วยเหลือจาก D’Mile โปรดิวเซอร์มากประสบการณ์ชื่อดังที่เคยชนะรางวัลแกรมมี่ (Grammy Awards) ถือว่าเป็นการปูทางเริ่มต้นในเส้นทางของการเป็นศิลปินของจอยซ์ได้อย่างดีมาก เพราะ D’Mile เองก็เคยได้ร่วมงานกับศิลปินมากมาย รวมถึงคนที่จอยซ์เองก็ชื่นชอบด้วย
เพลงแรกที่จอยซ์ได้เริ่มทำสำหรับอัลบั้มนี้ก็คือ On One feat. Freddie Gibbs ซึ่งส่วนตัวเราชอบมาก ยกให้เป็นหนึ่งในเพลงที่ชอบจากอัลบั้มเลย จอยซ์เองก็ตระหนักได้หลังจากที่ทำเพลงนี้เช่นกันว่าอยากให้โทนของอัลบั้มออกมาแบบเพลงนี้ อยากให้มันเต็มไปด้วยพลัง จังหวะที่สนุกสนานและก็ถือว่าเป็นการท้าทายตัวเองไปในตัวด้วยว่าให้หาโอกาสทำเพลงเร็วมากขึ้น
Overgrown มีเนื้อหาเกี่ยวกับการทบทวนตัวเองในเรื่องของความสัมพันธ์ที่ผ่านมาและความรู้สึกอกหักของจอยซ์เอง อัลบั้มจึงมีแทร็กปิดท้ายเป็นไตเติ้ลแทร็ก (Overgrown) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตนเองไปสู่สิ่งใหม่ที่ไม่แน่นอนแต่ก็เติมเต็ม เหมือนกับเดินทางมาถึงจุดที่ว่ารู้สึกเหนื่อยที่จะให้ความกลัวมากำหนดตัวตนอีกต่อไป จอยซ์ถ่ายทอดอารมณ์และเรื่องราวของตัวเองออกมาได้ดีมาก
ในด้านของดนตรี ซาวด์ของอัลบั้ม Overgrown นั่นมีความสดใหม่และสนุกอยู่มากทีเดียว เพราะการผสมผสานระหว่างแนวอาร์แอนบีคลาสสิกของช่วงปลายยุค 1990s และช่วงต้นยุค 2000s แต่ถึงอย่างนั้นก็ใส่ความเป็นสมัยใหม่ลงไป ไม่ว่าจะด้วยการดึงศิลปินหน้าใหม่อย่าง Lucky Daye, Freddie Gibbs, Westside Gunn, ESTA, Kaytranada และอีกมากมายเข้ามาร่วมงานด้วย หรือมีการแต่งเพลงด้วยภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงอีกมุมสำคัญในความเป็นจอยซ์ทั้งในแง่ของการเป็นศิลปินและตัวตนที่แท้จริง
สำหรับเราเอง เพลงที่ทำให้ตกหลุมรักกับอัลบั้มนี้เลยก็คือเพลง Chandler เรียกได้ว่ากดฟังปุ๊ป ก็รู้สึกชอบปั๊ปเลย ชอบตั้งแต่ที่ดนตรีประกอบฉากหลังขึ้นก่อนที่จะได้ยินเสียงร้องของจอยซ์เหมือนรักแรกพบ และเนื่องด้วยอัลบั้มไม่นานมาก เพราะมีแค่ 14 เพลงรวมแล้ว 38 นาทีเท่านั้น เลยทำให้มีโอกาสได้ฟังบ่อย กลายเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ชอบไปเลย จอยซ์ ไรซ์ขึ้นแท่นศิลปินคนโปรดไปในไม่ช้า เพราะแค่อัลบั้มแรกก็ได้รู้จักตัวตนของจอยซ์มากขึ้นแล้ว

จอยซ์ได้กลับมาปล่อยผลงานเพลงอีกครั้งในชื่อว่า Motive (2022) ในรูปแบบของ EP ต่อจากอัลบั้มแรกที่เปรียบเสมือนภาคเสริมของเกมที่ทำให้การเดินทางในฐานะนักร้องและศิลปินของจอยซ์มีความน่าสนใจและหนักแน่นมากยิ่งขึ้น หากอัลบั้ม Overgrown เป็นการแสดงออกอย่างถึงตัวตนความเป็นจอยซ์ที่แท้จริง Motive จึงเป็นเหมือนการขยายอัตลักษณ์ออกไปให้กว้างขึ้น
สำหรับ Motive ถือเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งระหว่างจอยซ์และ Kaytranada อีกด้วย ซึ่งในครั้งนี้ เขาได้รับหน้าที่ในตำแหน่งโปรดิวเซอร์หลัก ทำให้ซาวด์และสไตล์มีความเป็น Kaytranada ชัดมาก หากใครที่ติดตามผลงานเขามาสักระยะ แค่ฟังก็สามารถรับรู้ได้เลย เพราะลายเซ็นชัดมาก
จอยซ์บอกว่า “โปรเจคนี้เกิดขึ้นระหว่างที่ได้ทำอัลบั้มแรกเสร็จและกำลังหาแนวทางว่าจะทำยังไงกับอัลบั้มที่สองต่อดี อยู่ ๆ ก็รู้สึกมีแรงจูงใจอยากที่จะทำ EP ที่คนสามารถฟังและเต้นไปพร้อมกันได้ อยากทดลองอะไรใหม่ ๆ กับโปรเจคนี้ อยากให้คนได้รู้สึกถึงความสนุก อิสระและเซ็กซี่ อยากให้แตกต่างจาก Overgrown น่ะแหละ” อืม หลังจากที่เราได้ฟังแล้วก็รู้สึกแบบที่จอยซ์พูดจริง ๆ เพราะว่าเนื้อเพลงทั้ง 5 เพลงสัมผัสได้ถึงความต้องการปลดปล่อยตัวเองและความรู้สึกถึงอิสระขึ้นมาก ถ้าให้เห็นภาพมากขึ้นคงจะเป็นประโยค “เสียใจแต่ไม่แคร์” 555
สำหรับเรา เพลงที่ชอบมากที่สุดจากอัลบั้มนี้ เป็นเพลง Iced Tea with Kaytranada คือบีทขึ้นปุ๊ป รู้เลยทันทีว่าชอบ (อีกแล้ว) ไม่ใช้เวลาในการตัดสินใจนาน 555 แต่จริง ๆ ก็ชอบหมดทั้ง 5 เพลงเลย

ระหว่างที่อยู่ในช่วงของการทำอัลบั้มที่สอง จอยซ์ก็ไม่ได้ห่างหายไปจากวงการเพลงแต่อย่างใด กลับกัน สามารถเห็นจอยซ์ร่วมงานกับศิลปินคนอื่นได้อยู่ตลอด ไม่ว่าจะเพลง BUTTERFLIES ของ Isaiah Falls เพลง SIDEKICK ของ Jordan Ward เพลง too fast ของ ESTA เพลง Alright ของ Jaz Karis หรือเพลง OISHISOU ของ Devin Morrision และอีกมากมาย หากมองในฐานะคนที่ชอบฟังเพลงแนวอาร์แอนบี สิ่งนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก ๆ ในการเติบโตในวงการนี้ เพราะเราไม่ค่อยได้เห็นการร่วมงานกับศิลปินคนอื่นที่บ่อยเท่าไรจากนักร้องแนวอาร์แอนบีเอง
แต่แปลกมาก เพราะเราไม่ค่อยชอบเพลงที่จอยซ์ไปร่วมงานกับศิลปินท่านอื่นเท่าไรเลย ยังคงชอบสกิลในการแต่งเพลงของจอยซ์อยู่ และอีกหนึ่งสิ่งที่รู้สึกชื่นชมมากคือจอยซ์สามารถกลมกลืนไปกับศิลปินที่ไปร่วมงานได้ สามารถประสานและไหลรวมไปได้อย่างดี

อีกหนึ่งเทคนิคในการทำอัลบั้มที่มักจะเห็นอยู่บ่อยครั้งคือการใส่ Interlude เข้ามา ซึ่ง Interlude คือดนตรีท่อนสั้น ๆ หรือบทพูดที่ถูกสอดแทรกเข้ามาเพื่อเชื่อมระหว่างแทร็กสองแทร็ก โดยมักจะมีโทนหรือสไตล์ที่ต่างจากแทร็กอื่นในอัลบั้ม หลายครั้งศิลปินใส่สิ่งนี้เข้ามาเพื่อสร้างจังหวะในการหยุดพัก หรือเป็นการเปลี่ยนโทนและอารมณ์ของอัลบั้ม เหมือนการช่วยล้างรสสัมผัสเดิมให้คนฟังมีความพร้อมมากขึ้นก่อนที่จะไปรับรสชาติใหม่ในแทร็กที่เหลือในอัลบั้ม
ทั้งนี้ Interlude ยังสามารถเป็นเครื่องมือในการช่วยเรื่องการเล่าเรื่องของศิลปินได้ด้วย เพราะในการใส่มาคั่นไว้ในอัลบั้มมักจะช่วยปรับภาพรวมได้ค่อนข้างเยอะ ช่วยเสริมความลึกซึ้งเข้าไป ทำให้ผู้ฟังเกิดการครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาในอัลบั้ม Interlude จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะสร้างประสบการณ์ในการฟังให้มีความหลากหลายมากขึ้นแล้ว ยังสามารถทำให้อัลบั้มหนึ่งรู้สึกสมบูรณ์ได้ หากใช้ได้อย่างถูกวิธี
ที่หยิบยก Interlude ขึ้นมาพูดถึงในบทความนี้ด้วย เพราะว่าหากใครได้ไปฟังอัลบั้ม Overgrown (2021) แล้ว เราจะเห็นว่าจอยซ์ใส่ Interludes ไปถึง 3 Interludes เลยทีเดียว ซึ่งเราชอบทั้งหมดเลย โดยเฉพาะ Westside Gunn’s Interlude เวลาฟังไม่เคยกดข้ามเลย เพราะเราคิดว่า Interlude ช่วยในการปรับอารมณ์ของการฟังได้ดีมากจริง

หลังจากที่ได้ร่วมงานกับศิลปินมากหน้าหลายตาทั้งวงการเพลงอาร์แอนบีและฮิปฮอปในช่วงเวลาสี่ถึงห้าปีที่ผ่านมา ผ่านการสำรวจถึงความเป็นไปได้และขยายอัตลักษณ์ในด้านดนตรีของตนเอง จอยซ์ ไรซ์ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมผลงานอัลบั้มที่สองในชื่อว่า Machiko (2026) หรือก็คือชื่อภาษาญี่ปุ่นของจอยซ์ที่แปลว่า City Girl เป็นชื่อที่คุณแม่มอบให้เอง เนื่องจากอยากให้จอยซ์เป็น City Girl ได้มีอิสระในการเดินตามทางฝันและมีชีวิตที่ตัวเองต้องการ เพราะคุณแม่ก็เติบโตมาในพื้นที่ชนบท ๆ ในญี่ปุ่นด้วย
อัลบั้มนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นในช่วงฤดูร้อนปี 2025 หลังจากแคมป์รวมตัวนักแต่งเพลงใน Hollywood Hills ซึ่งในตอนแรกจอยซ์ไม่แน่ใจว่าทิศทางดนตรีในอัลบั้มที่สองควรจะเป็นยังไงดี แต่ก็อยากจะให้มันมีความตรงไปตรงมาจากความรู้สึกให้ได้มากที่สุด จอยซ์ให้เครดิตกับ SALIMATA ว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทางดนตรีของอัลบั้มนี้เลย หลังจากที่ได้ทำเพลง Fly (Someone You Love) ด้วยกัน จอยซ์รู้เลยทันทีว่าต้องใส่เพลงนี้เข้าไปในอัลบั้มเท่านั้น
Break Me in ถูกปล่อยออกมาเป็นซิงเกิลแรกในเดือนมกราคมปี 2026 เป็นจุดเริ่มต้นของยุค Machiko โดยจอยซ์ตั้งใจปล่อยเพลงนี้ออกมาเป็นเพลงแรกเพราะอยากให้คนรู้สึกว่า “เธอกลับมาแล้ว ถ้ายังไม่ได้รู้จักเธอมาก่อนหน้านี้ รอบนี้ก็จะรู้จักแล้ว” ต่อมาด้วยซิงเกิลที่สอง Crack The Code ที่ถูกปล่อยออกมาในเดือนพฤษภาคม ทิ้งระยะเวลาห่างจากอัลบั้มแรกไม่นานมากนัก ซึ่งเราชอบเพลงนี้มาก รู้สึกว่าสกิลในการแต่งเพลงของจอยซ์ดูโตขึ้นเยอะมากจากอัลบั้มก่อน เนื้อเพลงมีความเย้ายวนอารมณ์มากขึ้น ชวนให้คนฟังได้หวนหาถึงบางสิ่ง ปิดท้ายด้วยซิงเกิลที่สาม Fly (Someone You Love) feat. SALIMATA ก่อนที่จะปล่อยอัลบั้มเต็มในวันที่ 9 ตุลาคม 2026
หลังจากที่ได้ฟังครบทั้ง 3 เพลงแรกแล้ว เรารู้สึกชอบทั้งหมดเลย จนเริ่มตั้งความคาดหวังที่เริ่มเกินจริงไปนิดหน่อยกับอัลบั้ม Machiko (2026) และเริ่มกลัวว่าถ้าไปฟังอัลบั้มแล้วจะไม่ชอบ แต่แล้วหลังจากที่จอยซ์ปล่อยอัลบั้มออกมาก็รู้สึกประทับใจตั้งแต่ Intro ที่มีชื่อว่า Machiko (อีกแล้ว) ความรู้สึกบอกตั้งแต่แรกเลยว่าน่าจะชอบแน่นอน แล้วพอฟังจบก็ชอบจริง ๆ ดีใจมาก

อัลบั้มนี้ได้โปรดิวเซอร์มากความสามารถมาช่วยประกอบสร้าง ไม่ว่าจะเป็น ESTA, Malik Ninety Five, Jack Dine หรือ D’Mile เอง จอยซ์บอกว่า D’Mile ถือเป็นอีกหนึ่งคนสำคัญเช่นกัน เพราะว่าเขาคอยหาซาวด์ใหม่ ๆ มาให้ได้ลองเสมอ และก็เป็นอีกหนึ่งคนที่รู้วิธีในการทำเพลงให้ออกมาน่าสนใจ ไม่ว่าจอยซ์จะทำงานกับเขากี่ครั้งก็เหมือนได้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องความคิดสร้างสรรค์ได้ลึกซึ้งมากขึ้นทุกครั้ง
ที่ขาดไม่ได้เลยคือการใส่ Interlude ในอัลบั้ม ซึ่งเราก็นั่งคิดไว้อยู่ว่าอัลบั้มนี้จอยซ์จะใส่เข้ามาอีกหรือเปล่า และจอยซ์ก็ได้ใส่เข้ามาจริง ๆ เป็น Rio’s Interlude (feat. Rio Da Yung Og) ค่อนข้างแตกต่างจาก Interludes ก่อนหน้าแต่ก็เข้ากับอัลบั้มนี้และปรับเปลี่ยนโทนอารมณ์ก่อนที่จะไปฟังเพลงที่เหลือต่อในครึ่งหลังได้ดีมาก จอยซ์บอกว่ากว่าจะได้สิ่งนี้ก็ใช้เวลานานมาก เพราะตารางเวลาของทั้งคู่ไม่ตรงกันสักที แต่พอมีโอกาสปุ๊ป Rio ก็ทำมันออกมาได้เลยทันที ภายในเวลาเพียง 20 นาทีกว่าเท่านั้น ซึ่งตอนแรกจอยซ์ก็ลังเลอยู่ว่าเขาจะทำได้รึเปล่า แต่ Rio ก็ฟรีสไตล์และออกมายาวมาก 2 นาทีกว่าเลย โดยส่วนตัวเราไม่ค่อยถูกใจกับ Interlude นี้เท่าไร แต่ก็รู้สึกได้ว่าตรงนี้เป็นอีกหนึ่งอย่างที่แสดงให้เห็นว่าจอยซ์โตขึ้นในฐานะศิลปิน
จอยซ์อัดเพลงเตรียมไว้ให้สำหรับอัลบั้มนี้มากกว่า 100 เพลงเลยทีเดียว ปรับเปลี่ยนไปมาอยู่หลายครั้ง ทั้งยังต้องคอยปรุงแต่งให้ซาวด์และสไตล์ออกมาเป็นเธอมากที่สุด หรือก็คือแนวเพลงช่วงปลายยุค 1990s และช่วงต้นยุค 2000s นั่นเอง Machiko จึงออกมามีความเป็นจอยซ์ที่โตมากขึ้น นุ่มนวลแต่หนักแน่น มีกลิ่นอายยุคสมัยเก่าแต่คนฟังเพลงยุคใหม่ก็สามารถเข้าถึงและรู้สึกเพลิดเพลินไปกับมันได้ง่ายมากด้วย
จอยซ์อยากให้คนฟังอัลบั้มนี้เข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของเธอมากขึ้น ไม่ว่าจะในเรื่องความสัมพันธ์หรือความฝันของจอยซ์เอง อยากให้ Machiko สอดคล้องกับความเป็นเธอในปัจจุบันให้ได้มากที่สุด เต็มเปี่ยมไปด้วยพัฒนาการ ความกล้าที่จะออกพื้นที่ปลอดภัย ความกล้าที่จะแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง และได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ มากขึ้น จอยซ์ย้ำว่า Machiko ไม่ใช่ Alter Ego นะ แต่สิ่งนี้ก็ช่วยให้จอยซ์ได้มีโอกาสสำรวจความเป็นไปได้หลายอย่างมากขึ้นเยอะ โลกของศิลปินที่หลงใหล สิ่งที่จอยซ์โหยหาในฐานะศิลปิน ส่วนหนึ่งได้อยู่ใน Machiko แล้ว
สำหรับเราเอง ตอนแรกกังวลมากว่าจะไม่ชอบอัลบั้มนี้ เพราะยอมรับว่าก็คาดหวังไว้เยอะอยู่แต่พอฟังแล้วก็ตอบได้เลยว่าชอบมาก ตั้งแต่ที่ได้ฟัง Intro ยาวลงไปจนถึง Interlude แล้วต่อที่ครึ่งหลังของอัลบั้ม ศิลปินที่มาร่วมงานกับจอยซ์ไม่ว่าจะเป็น SALIMATA, JID, Rio Da Yung Og, Odeal, Mack Keane, Eem Triplin, และที่น่าแปลกใจคือ Ty Dolla $ign ทุกคนไม่ได้มาโกยจุดสนใจออกไปจากจอยซ์เลย แต่กลับเป็นเหมือนรสชาติใหม่ที่ทำให้อัลบั้มรู้สึกสมบูรณ์มากขึ้นไปอีก

จอยซ์เป็นศิลปินอีกคนหนึ่งที่เราเอาใจช่วยและอยากให้มีคนหันมาสนใจอีกเยอะ ๆ เลย เพราะเราสัมผัสได้ว่าจอยซ์เป็นคนที่จริงจังในเรื่องของการทำผลงานตัวเองให้ออกมาดีมาก ๆ ด้วยระยะเวลาที่ห่างหายไประหว่างอัลบั้ม Overgrown (2021) และ Machiko (2026) เรียกได้ว่านานอยู่พอสมควร รู้สึกชื่นชมใน work ethics และเซนส์ในการเป็นศิลปินของจอยซ์มาก
โดยส่วนตัวรู้สึกเสียดายมากเช่นกันที่เพลงแนวอาร์แอนด์บีไม่สามารถเจาะตลาดเพลงได้เหมือนเมื่อก่อน นาน ๆ ครั้งเราจะเห็นเพลงอาร์แอนด์บีจากศิลปินหญิงขึ้นท็อปชาร์ตหรือเป็นที่สนใจในคนหมู่มาก เช่น เพลง Folded ของ Kehlani ที่ขึ้นไปได้ถึงอันดับ 6 บน Billboard Hot 100 ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่จอยซ์ ไรซ์ แต่ศิลปินแนวอาร์แอนด์บีโดยเฉพาะศิลปินผู้หญิง ยังคงรอการถูกค้นพบจากผู้คนอยู่อีกมากเลย
ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบ ฝากติดตาม Joyce Wrice ด้วยคับบบ ❤️
https://metalmagazine.eu/en/post/joyce-wrice
https://ratedrnb.com/2021/03/front-center-joyce-wrice/
https://www.vogue.com/slideshow/joyce-wrice-beauty-hair-care-routine
https://hypebeast.com/2022/10/joyce-wrice-motive-ep-album-stream
https://www.essence.com/entertainment/joyce-wrice-machiko/
https://www.thefader.com/2026/10/08/joyce-wrice-machiko-album-interview
https://genius.com/a/joyce-wrice-gives-love-a-chance-on-sophomore-album-machiko
https://ratedrnb.com/2026/10/joyce-wrice-machiko-interview/
https://www.vipzone-samples.com/en/what-is-an-interlude-in-an-album/?srsltid=AU7gw4U9NXaoSco1S1TAhYq1JYmcXyEe1v1mfz6Pc8JyljKqsa_V93s0
https://www.thepostathens.com/article/2025/02/interludes-music-artists-overlooked-albums
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in