alone in the mountainsnichised
ไม่มีอะไรในป่า
  • พริมคิดมาตลอดว่าเธอต้องการธรรมชาติเพื่อความสงบ แต่เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าความสงบของธรรมชาติเป็นสิ่งน่าขนลุก หุบเขารังกิตาตาชวนให้พริมนึกถึงอวกาศ เวิ้งว้าง โดดเดี่ยว และพร้อมจะดูดเธอให้หายไปในความว่างเปล่าและกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด

    ตั้งแต่คบกับลาคแลนมาได้สองปีนี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้มาเยี่ยมบ้านเขา บ้านของลาคแลนอยู่ในหุบเขารังกิตาตา ตั้งอยู่ที่เกาะใต้ของนิวซีแลนด์ อยู่ระหว่างไครสต์เชิร์ชและทิมารู สองสัปดาห์ก่อนตอนที่แฟนของเธอตัดสินใจชวนเธอมาเยี่ยมครอบครัวกระทันหัน ทำให้พริมไม่ได้มีเวลาเตรียมตัวก่อนที่จะมาสถานที่แห่งนี้มากนัก เธอต้องยกเลิกแพลนที่จะนัดเจอเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวของเธอในโอ๊คแลนด์อย่างฉุกละหุก หลังจากขอโทษขอโพยหลายต่อหลายครั้งเพราะไม่มีเหตุผลที่สำคัญมากพอนอกจากเพราะต้องมาพบกับครอบครัวของแฟน พริมสัญญากับเพื่อนๆ ว่าวันหนึ่งเธอจะพาพวกเขามาเที่ยวหุบเขาแห่งนี้

    หุบเขารังกิตาตาไม่ได้เป็นสถานที่ยอดนิยมที่ผู้คนจะมาเพื่อชื่นชมทิวทัศน์มากนัก อาจเป็นเพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ได้อยู่ในเส้นทางหลักที่จะไปจุดชมวิวโด่งดัง มีแค่แฟนคลับเดอะลอร์ดออฟเดอะริงที่ต้องการมาดูเมาท์ซันเดย์ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำเอดอราสเท่านั้น นอกจากนั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็มาหุบเขาแห่งนี้เพื่อล่าสัตว์ พวกเขานั่งเครื่องบินมาลงที่เมืองไครสต์เชิร์ชและแม่ของลาคแลนขับรถมารับพวกเขา ใช้เวลานั่งรถกว่าสองชั่วโมงกว่าจะถึงหุบเขาแห่งนี้

    พริมอาจจะเคยเป็นแฟนคลับของเดอะลอร์ดออฟเดอะริงเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แต่เธอไม่เคยชื่นชอบการล่าสัตว์เลยแม้แต่น้อย เธอไม่เคยเข้าใจด้วยซ้ำว่าคนเราจะล่าสัตว์ไปทำไม ซึ่งลาคแลนก็กังวลในจุดนี้มาตลอด เขาไม่เคยเล่ารายละเอียดของธุรกิจการล่าสัตว์ให้เธอฟัง จนกระทั่งเธอได้มาเยี่ยมบ้านของเขา ความจริงถาโถมใส่หน้าเมื่อก้าวแรกที่เธอเข้ามาในอาณาเขตบ้าน เป็นกระท่อมขนาดกำลังน่ารัก ตั้งอยู่กลางหุบเขาและแม่น้ำสายใหญ่ผ่านที่หน้าบ้าน ทิวเขาครอบคลุมสุดสายตากว้างใหญ่จนเธออยู่กลางทะเล มองออกไปมีเพียงสันเขาหยึกหยักให้เห็นที่เส้นขอบฟ้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นอกจากตัวบ้านที่ตั้งอยู่แล้ว ก็มีอาคารขนาดเล็กขนาดประมาณห้องทำงานช่างไม่ก็ห้องเก็บของ พ่อของลาคแลนยืนอยู่ด้านหน้า ประตูแง้มเปิดไว้ไม่มากพอที่จะเห็นว่าภายในมีอะไรอยู่

    พ่อของลาคแลนโบกมือทักทายและสวมกอดเธอ “ยินดีต้อนรับสู่รังกิตาตา หวังว่าเธอจะชอบสถานที่แห่งนี้ ทำตัวเหมือนอยู่บ้านตัวเองได้เลยนะ” พริมรู้สึกอึดอัดกับการสวมกอดคนแปลกหน้า แม้มันจะเกิดขึ้นอย่างหลวมๆ และไม่ได้ใส่ใจนักจากอีกฝ่าย แต่พ่อของลาคแลนชวนให้เธอนึกถึงเหล็กและเครื่องจักรอย่างไม่มีเหตุผล

    เมื่อพริมเดินผ่านอาคารหลังนั้นไปถึงหน้าตัวบ้าน เธอแอบเหลือบมองไปที่อาคารหลังนั้น ภายหลังประตูที่แง้มอยู่ มีหัวกวางไร้ชีวิตจ้องมองเธอกลับมา ไอเย็นลอยผ่านออกมาหน้าประตูที่ตอนนี้พริมรู้แล้วว่ามันคือห้องเย็น สายลมเย็นพัดผ่าน พริมแยกไม่ออกว่ามันคือสายลมจากหุบเขาและแม่น้ำหรือห้องเย็นที่มีหัวกวางตั้งอยู่ พริมขนลุกอยู่วูบหนึ่งแล้วเดินเข้าตัวบ้านไป

    พวกเขาพาพริมเข้ามานั่งในห้องรับแขก มีเตาผิงคุกรุ่นและฟืนหอมๆ แบบที่เธอเคยเห็นแต่เพียงในหนังมาตลอด พริมอาศัยอยู่ในโอ๊คแลนด์มา 5 ปี แต่เมืองท่าของนิวซีแลนด์แห่งนี้ไม่มีหิมะตก เธอเคยเปิดก็แต่ฮีตเตอร์ และบ้านราคาถูกที่เธอเช่าอยู่ก็ไม่เคยมีเตาผิง แต่หน้าหนาวของรังกิตาตาโหดร้ายกว่านั้นมาก อากาศแห้งจัดแบบที่เธอไม่คุ้นเคย ฝุ่นควันตลบอบอวลเหมือนทะเลทราย แม่น้ำเหือดแห้ง และท้องฟ้าเป็นสีฟ้าสด บ้านหลังน้อยทำจากไม้ไม่ได้มีวัสดุกักเก็บความร้อนมากมาย มีเพียงความอบอุ่นจากเตาผิง

    “พริมอยากดื่มอะไรอุ่นๆ มั้ย” แมรี่ แม่ของลาคแลนโผล่หน้ามาถามเธอจากในห้องครัว

    “ขอเป็นชาร้อนแล้วกันค่ะ” พริมไม่รู้ว่ามันเสียมารยาทมั้ยที่ตอบรับคำเสนอ แม้จะอยู่นิวซีแลนด์มา 5 ปี แต่วัฒนธรรมของคนที่นี่ก็ไม่ทำให้เธอคุ้นชินเสียที ประกอบกับการต้องมาเจอครอบครัวของแฟน ยิ่งทำให้เธอประหม่ายิ่งไปอีก

    “เราจะขึ้นไปหาคนบนเขากัน มีลูกค้าของเราติดอยู่กลางหุบเขา พวกเขาน้ำมันหมดไปเมื่อบ่าย อยากไปด้วยกันมั้ย” เจค พ่อของลาคแลนเดินโผล่พรวดเขามาจากห้องทำงาน แมรี่เหลือกตามองเจคอย่างเอือมระอาแล้วหันมาบอกเธอ “ชาร้อนรอได้นะ แล้วแต่เธอเลย”

    ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสามโมง ที่นอกหน้าต่างท้องฟ้ายังสว่างอยู่แม้จะเป็นหน้าหนาว พริมคิดว่าไหนๆ ก็มาที่แห่งนี้แล้ว นี่คงเป็นโอกาสดีที่จะได้นั่งรถเล่นและบอกลาชาร้อน

    “เตรียมเสื้อผ้าอุ่นๆ ไปนะ ข้างบนนั้นน่าจะหนาว” ลาคแลนบอกพริม ก่อนจะคว้าแจ็กเก็ตตัวหนึ่งติดมือแล้วเดินออกจากบ้านไป

    ลาคแลนและเจคเตรียมตัวขึ้นรถจี๊ปอยู่ตรงหน้าบ้าน พริมมองภูเขาสลับซับซ้อนที่ด้านหลังอย่างไม่แน่ใจในการตัดสินใจของตัวเอง ต้นไม้บนเทือกเขาดูแห้งแล้งไร้สีสัน ท้องฟ้าเริ่มมืดลงกว่าเมื่ออยู่ในบ้านเล็กน้อย หรืออาจเป็นพริมที่คิดไปเอง

    ตั้งแต่เจอครอบครัวของลาคแลน พริมรู้สึกเหมือนลาคแลนเป็นคนแปลกหน้า ถึงแม้พวกเขาย้ายมาอยู่ด้วยกันได้ปีครึ่งแล้ว อาจจะนับว่าเร็วทั้งที่คบกันแค่หกเดือน แต่การย้ายมาอยู่ด้วยกันของพวกเขาเป็นการลดค่าใช้จ่าย แชร์ห้องกันอยู่ย่อมถูกกว่าการอาศัยตัวคนเดียวและไปอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้า อย่างน้อยแฟนก็เป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับชีวิตพริมน้อยกว่าแฟลตเมท แต่ในที่แห่งนี้ เธอรู้สึกว่าครอบครัวของลาคแลนทำให้เขาดูห่างไกลออกไป บรรยากาศบางอย่างบอกว่านี่คือชีวิตของเขาที่เธอไม่เคยรู้จักและพริมคือสิ่งแปลกปลอมที่นี่

    เจคเป็นคนขับและลาคแลนนั่งอยู่ด้านหน้า พริมนั่งอยู่ที่ด้านหลังของรถจี๊ปคนเดียว รถเริ่มไต่ขึ้นเขามาเรื่อยๆ เส้นทางขรุขระแบบที่รถขับเคลื่อนสี่ล้อยังไม่น่าจะผ่านมาได้ โค้งที่รถไต่ขึ้นมาเมื่อครู่แคบเท่าขนาดรถ

    พริมไม่เคยกลัวความสูง แต่เธอกลัวตาย เมื่อมองย้อนกลับไปทางเส้นทางที่พวกเขาวิ่งผ่านมา พวกเขาอยู่สูงจนหลังคาบ้านเหลือเท่าปกหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค ทางที่วกวนขึ้นมาตามไหล่เขาดูพลัดตกลงไปง่ายดาย แค่หักพวงมาลัยมากหรือน้อยเกินไปก็ดูร่วงลงไปได้ง่ายดาย รถจี๊ปตะเกียกตะกายบนทางขรุขระสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

    ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่ฟ้าเริ่มมืดจนพริมเริ่มแยกไม่ออกว่าสิ่งที่เห็นคือต้นไม้หรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช่พุ่มไม้ใบหญ้าก็ไม่รู้ว่ามันสามารถเป็นอะไรได้อีก ตอนนี้พวกเขาลงมาในหุบเขาอีกครั้ง รอบตัวเป็นภูเขาสูงชันโอบล้อมทุกทิศทาง เหมือนอยู่ที่ก้นปล่องภูเขาไฟ แต่ต้นไม้สลับซับซ้อนและลำธารที่ไหลผ่านไปทำให้พริมบอกได้ว่าพวกเขาแค่อยู่ระหว่างภูเขาหลายลูกเท่านั้น

    “พวกเราถึงครึ่งทางแล้ว” เจคตะโกนบอกระหว่างที่กำลังพยายามขับรถข้ามลำธารไป ยิ่งลึกเข้าไปยิ่งเหมือนเจคสร้างเส้นทางใหม่ให้ตัวเองไปเท่านั้น แล้วเขารู้ได้อย่างไรว่าจุดหมายอยู่ตรงไหน ตอนนี้พวกเขาข้ามภูเขามา 4 ลูกได้แล้ว ขึ้นและลง และขึ้นและลง

    ที่ยอดเขาตรงปลายตามีกวางตัวผู้ยืนอยู่หนึ่งตัว ลาคแลนชี้ให้พริมดู สิ่งที่พริมเห็นเป็นแค่จุดเล็กๆ เท่านั้น แต่ดวงตาสีดำขลับดูวาววับแม้ไม่มีแสงอะไรตกกระทบให้เห็น ท้องฟ้าโพล้เพล้ ดวงอาทิตย์แอบซ่อนอยู่หลังเขา ดวงดาวเริ่มโผล่ให้เห็น แต่ไม่มีวี่แววของดวงจันทร์

    เจ้ากวางเดินอ้อยอิ่งอย่างใจเย็นไม่รับรู้ว่าตัวเองถูกกำหนดมาเพื่อถูกล่าเท่านั้นในพื้นที่แห่งนี้ กวางไม่ใช่สัตว์พื้นถิ่นของนิวซีแลนด์ และเนื่องจากเกาะแห่งนี้ไม่มีนักล่า กวางที่ถูกนำเข้ามาพร้อมกับการสร้างอาณานิคมจึงเพิ่มจำนวนอย่างไม่สิ้นสุด จึงมีการจัดพื้นที่สำหรับล่ากวางอย่างถูกกฎหมายในนิวซีแลนด์ “เนื้อกวางอร่อยนะ” ลาคแลนหันมาบอกเธอ พริมเคยทานเนื้อกวางมาก่อน แต่ไม่มีรสชาติอะไรน่าจดจำมากนักสำหรับเธอ เมื่อมองเห็นกวางตัวเป็นๆ ถูกพูดถึงแบบเป็นอาหารแล้วก็ชวนให้รู้สึกแปลกๆ แต่ในป่าที่ระบบนิเวศสมบูรณ์และมีผู้ล่าสูงสุด กวางก็ถูกกำหนดมาเพื่อถูกล่าเหมือนกันไม่ใช่หรือ

    ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ตอนนี้พวกเขาเปิดไฟหน้ารถสว่างโร่ แต่ก็เป็นเพียงลำแสงเล็กๆ ในความมืดไม่มีที่สิ้นสุดอยู่ดี ภูเขาที่โอบล้อมดูมืดกว่าท้องฟ้า ความรู้สึกหนาและหนักสัมผัสได้แม้มองไม่เห็น ทันใดเสียงร้องของสัตว์ที่เธอไม่รู้จักก็ดึงอื้ออึงทั่วหุบเขา พริมถามลาคแลนอย่างตกใจ “เสียงอะไรน่ะ?!” ลาคแลนดูเหมือนไม่ได้ยิน แต่ท่าทางของเขาและเจคดูปกติจนพริมรู้สึกเหมือนเธออยู่ในที่แห่งนี้คนเดียว พริมนึกถึงพ่อของตนเองที่ประเทศไทย สมัยเธอยังเด็กพ่อเคยบอกว่าหากได้ยินเสียงอะไรห้ามทัก เธอไม่แน่ใจว่ากฎของผีและสิ่งลี้ลับใช้ข้ามประเทศได้มั้ย แต่เพื่อความไม่ประมาทพริมก็ได้แต่นิ่งเงียบ หัวใจเริ่มเต้นแรงตามจังหวะของเสียงร้องในป่า ไหนเขาว่านิวซีแลนด์ไม่มีอะไรนอกจากนก


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in