ในยุคที่รอยยิ้มส่งผลต่อความมั่นใจ การจัดฟันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของวัยรุ่นอีกต่อไป หลายคนในวัยทำงานหรือผู้ที่เคยจัดฟันมาแล้ว ต่างมองหาทางเลือกที่ดูเป็นธรรมชาติ ถอดเข้าออกได้ และไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก “จัดฟันใส” จึงกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยม
หนึ่งในระบบที่ได้รับความสนใจคือ จัดฟันใส d-smile ซึ่งพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาฟันหลากหลายระดับ ตั้งแต่ปัญหาเล็กน้อยไปจนถึงการเรียงตัวที่ซับซ้อน บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักประเภทของการจัดฟันใส d-smile และอธิบายขั้นตอนการรักษาอย่างละเอียด เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
การจัดฟันใส d-smile คือการจัดฟันด้วยเครื่องมือใสแบบถอดได้ (Clear Aligner) ที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โดยใช้เทคโนโลยีสแกนฟัน 3 มิติในการวางแผนการเคลื่อนตัวของฟันอย่างแม่นยำ ตัวเครื่องมือมีลักษณะใส แนบสนิทกับฟัน จึงมองเห็นได้ยาก และสามารถถอดออกเวลารับประทานอาหารหรือแปรงฟันได้

ปัจจุบัน จัดฟันใส d-smile มีให้เลือก 3 ประเภท เพื่อให้เหมาะกับระดับปัญหาและระยะเวลาการรักษาที่แตกต่างกัน
รูปแบบ d-smile i7 หรือที่เรียกว่า Express เป็นการจัดฟันใสที่ใช้เครื่องมือไม่เกิน 7 ชิ้น ใช้เวลารักษาประมาณ 3 เดือน เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาฟันเล็กน้อย เช่น ฟันซ้อนเกเล็กน้อย ฟันห่างบางตำแหน่ง ผู้ที่เคยจัดฟันมาแล้วแต่ฟันล้มเล็กน้อย
จุดเด่นของ d-smile i7 คือระยะเวลาสั้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขรอยยิ้มให้ดูดีขึ้นในเวลารวดเร็ว เช่น ก่อนงานสำคัญ หรือก่อนเริ่มงานใหม่
d-smile Lite เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีปัญหาฟันระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยใช้เครื่องมือจัดฟันใสประมาณ 7–14 ชิ้น ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน
เหมาะกับผู้ที่ เคยจัดฟันแบบติดแน่นมาก่อนแล้วฟันล้ม มีฟันซ้อนเกไม่มาก ต้องการปรับรอยยิ้มให้สมดุลขึ้น รูปแบบ Lite ให้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมมากกว่า i7 แต่ยังคงใช้เวลาสั้นและมีความสะดวกในการดูแลรักษา
สำหรับผู้ที่มีปัญหาการเรียงตัวของฟันค่อนข้างมาก หรือไม่เคยจัดฟันมาก่อน d-smile Full คือทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ใช้เครื่องมือ 15 ชิ้นขึ้นไป ใช้เวลาประมาณ 6 เดือนขึ้นไป เหมาะกับเคสซ้อนเกมาก ฟันบิด หรือปัญหาการสบฟัน
ระยะเวลาการรักษาขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของทันตแพทย์จัดฟัน ซึ่งจะประเมินจากโครงสร้างฟันและการสบฟันของแต่ละบุคคล
ตรวจและทำความสะอาดช่องปาก
ก่อนเริ่มจัดฟัน คลินิกจะตรวจสุขภาพช่องปากอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าฟันและเหงือกอยู่ในสภาพพร้อมสำหรับการเคลื่อนตัว หากมีปัญหาใด ๆ ต้องรักษาให้เรียบร้อยก่อน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนระหว่างจัดฟัน
สแกนฟัน 3 มิติ
เมื่อช่องปากพร้อม ทันตแพทย์จะใช้เครื่องสแกนฟันแบบ 3 มิติ เพื่อเก็บข้อมูลตำแหน่งฟันปัจจุบัน จากนั้นระบบจะสร้างภาพจำลองการเคลื่อนฟันแบบแอนิเมชัน คนไข้จึงสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ เพราะเห็นแนวโน้มรอยยิ้มหลังจัดฟันล่วงหน้า
ขั้นตอนการใส่เครื่องมือจัดฟันแบบใส
หลังจากออกแบบเครื่องมือเฉพาะบุคคลเรียบร้อย คลินิกจะนัดมาทดลองใส่และตรวจสอบความพอดี หากต้องปรับแก้จะดำเนินการก่อนเริ่มใส่จริง ก่อนใส่เครื่องมือครั้งแรก ทันตแพทย์จะติด “Attachment” หรือปุ่มเล็ก ๆ สีเดียวกับฟันบนบางซี่ เพื่อช่วยควบคุมทิศทางการเคลื่อนตัวของฟันให้แม่นยำ
จากนั้นคนไข้จะได้รับชุดเครื่องมือใสเป็นลำดับ โดยเปลี่ยนทุก 1–2 สัปดาห์ ตามแผนการรักษา และต้องใส่อย่างน้อยวันละ 20–22 ชั่วโมง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่วางไว้
ใส่รีเทนเนอร์เพื่อรักษาสภาพฟัน
เมื่อการจัดฟันเสร็จสมบูรณ์ ฟันเรียงตัวได้ตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว ขั้นตอนสำคัญที่ห้ามละเลยคือการใส่รีเทนเนอร์ รีเทนเนอร์มีหน้าที่ ป้องกันฟันเคลื่อนกลับ คงสภาพการเรียงตัวที่สวยงามรักษาผลลัพธ์ในระยะยาว การใส่รีเทนเนอร์อย่างสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญที่ทำให้รอยยิ้มอยู่กับคุณได้นาน
การจัดฟันใส d-smile เป็นทางเลือกที่ทันสมัยและยืดหยุ่น เหมาะกับไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน โดยมีให้เลือก 3 รูปแบบ ได้แก่ d-smile i7, Lite และ Full ซึ่งแตกต่างกันตามระดับความซับซ้อนของปัญหาและระยะเวลาการรักษา
ขั้นตอนการรักษาเริ่มตั้งแต่การตรวจสุขภาพช่องปาก สแกนฟัน 3 มิติ ออกแบบเครื่องมือเฉพาะบุคคล ไปจนถึงการใส่รีเทนเนอร์หลังจัดเสร็จ ทุกกระบวนการถูกวางแผนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและแม่นยำ
หากคุณกำลังมองหาวิธีปรับรอยยิ้มให้ดูดีขึ้นโดยไม่รบกวนชีวิตประจำวัน การจัดฟันใส d-smile อาจเป็นคำตอบที่ช่วยให้คุณยิ้มได้อย่างมั่นใจมากขึ้นในทุกช่วงเวลา
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in