เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
You’re all I see [Jongin x Kyungsoo]Nuynyaloners
I melting with your smile.



  • Chapter 5

     

     

     

    Title: I melting with your smile.
    Pairing: EXO
    Rated: PG
    Genre:Romantic
    Hastag: #รักแห่งไคซู




    To.D

     

     

    Excuse Me, why are you so cute.

     

     

    K.








    “คือว่า…บ้านของพี่คยองซูอยู่แถวไหนเหรอครับ” ไคลองถามคำถามที่น่าจะต่อโอกาสให้เขาได้ใช้เวลาอยู่กับพี่คยองซูนานๆ หลังจากที่พวกเขาทั้งคู่ได้เดินมาถึงป้ายรถบัสแล้ว

     

    “อยู่แถวซอแดมุนน่ะ ทำไมเหรอ” คยองซูตอบตามความจริง ถึงจะแอบสงสัยอยู่บ้างที่รุ่นน้องที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงวันดีถามถึงเรื่องบ้านช่องของเขา แต่เมื่อลองคิดในอีกแง่นึง น้องไคคงอยากจะรู้จักเรามากขึ้นละมั้งเพราะยังไงก็ต้องทำงานร่วมกันอยู่แล้ว

     

     

    เดี๋ยวนะ

     

    “เฮ้ย! พี่! บ้านผมก็อยู่แถวนั้น”

     

    คือ...

    บอกตามตรงนะครับ ผมไม่คิดว่าพรหมลิขิตหรือโชคชะตาจะเข้าข้างผมขนาดนี้

     

     

    “งี้ก็…”

     

    “งั้น...ผมขอนั่งรถบัสกลับเป็นเพื่อนพี่ ได้ไหมครับ” ไคถามด้วยสีหน้าที่ดูยังไงก็หน้าชื่นตาบานสุดๆ รอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันสีขาวสะอาดเรียงตัวสวยนั้นปรากฎอยู่บนใบหน้าคมคาย ทำให้ไคดูเป็นน้องหมีสีน้ำตาลตัวโตที่น่ารักกว่าเดิม

     

    “.....”

     

    อะ..อะไรนะ

    ทันทีที่สมองเขาประมวลผลคำพูดที่ได้ยิน คยองซูก็อึ้งกิมกี่อีกรอบ ใบหน้ารูปไข่หันควับไปมองหนุ่มรุ่นน้องที่ยืนอยู่ข้างๆ ดวงตาที่โตอยู่แล้วก็โตกว่าเดิมอีก

    ถ้าเป็นเพื่อนกันปกติเขาจะไม่อึ้งเท่านี้เลยนะ แต่นี่...คนที่เขาเริ่มรู้สึกดีๆ ด้วยกลับมาขอนั่งรถบัสเป็นเพื่อน

     

    ไม่อยากคิดไปไกลกว่านี้หรอกนะ แต่ที่น้องทำอยู่น้องจะรู้ตัวไหม ว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ น้องตอนนี้...ใจเต้นแรงเป็นบ้าเลยครับ

     

     

    “ไม่ได้เหรอครับ…” จากคนที่มีสีหน้ายิ้มใจละลาย แต่พอพี่คยองซูไม่พูดอะไรตอบกลับมาสักที ใบหน้าของเจ้าหนุ่มผิวแทนก็เริ่มดูหงอยๆ

     

    “…..”

     

    “ว้า ใจร้ายจัง”

     

    “…..”

     

    “ถึงพี่จะไม่อนุญาต แต่พี่ก็ห้ามผมไม่ได้หรอก…”

     

    “ใครว่าไม่ได้ล่ะ อย่าเพิ่งคิดไปเองว่าพี่ปฎิเสธดิ” คยองซูรีบหันหน้ากลับมามองรถที่วิ่งสวนไปสวนมาของถนนฝั่งตรงข้ามจากที่หันไปมองใบหน้าด้านข้างของร่างสูง ก่อนที่จะพูดตอบกลับคำขอของรุ่นน้องด้วยเสียงทุ้มในแบบที่ถ้าไคไม่ตั้งใจฟังก็อาจจะไม่ได้ยิน

     

    “พี่ว่าไงนะ?” ไคหันไปมองรุ่นพี่ตัวเล็กทันที ประโยคที่ออกจากปากรูปหัวใจนั้นเขาได้ยินชัดทุกคำ แต่เขาก็ทำเป็นว่าไม่ได้ยินเพราะอยากฟังพี่คยองซูพูดประโยคนั้นอีกครั้ง

     

    “พี่ไม่ชอบพูดซ้ำครับ” คนตัวเล็กทำเป็นเก๊กขรึมด้วยการทำหน้านิ่งๆ และพูดด้วยเสียงเข้ม

     

    ร่างสูงอดที่จะยิ้มอย่างมีความสุขขึ้นมาไม่ได้เพราะในสายตาของเขาตอนนี้ เวลาที่พี่คยองซูทำหน้านิ่งๆ ใส่เขานั้นมันเริ่มไม่เหมือนเดิมเมื่อเทียบกับหลายชั่วโมงก่อนหน้าในตอนที่เจอกัน ที่เขาคิดว่ามันไม่เหมือนเดิมเพราะแววตาของคนอายุมากกว่าเริ่มเปลี่ยน เริ่มมีอารมณ์ความรู้สึกแสดงออกมาผ่านดวงตาบ้างแล้ว และถือว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับตัวเขาเพราะเท่ากับว่ากำแพงที่มองไม่เห็นค่อยๆ พังลงทีละน้อย

     

    หลังจากที่บทสนทนาระหว่างไคกับคยองซูจบลงไปได้ไม่นานเท่าไหร่ รถบัสสายที่จะไปซอแดมุนก็มาถึงและจอดเทียบป้ายอย่างนิ่มนวล รุ่นน้องผายมือเล็กน้อยเป็นเชิงว่าให้รุ่นพี่ตัวเล็กก้าวขึ้นรถบัสก่อน เมื่อทั้งคู่ก้าวขึ้นมาบนรถและแตะบัตรที่ตู้ข้างๆ คนขับเพื่อจ่ายค่าโดยสารแล้วก็ต้องพบกับภาวะที่ต้องยืนเบียดๆ กัน เพราะว่าบนรถบัสอัดแน่นไปด้วยผู้คนหลายช่วงอายุแต่ส่วนมากจะเป็นวัยเรียนและวัยทำงาน

     

    ภาวะที่จำเป็นต้องยืนเบียดๆ กันนี้ทำให้คยองซูรู้สึกประหม่า นั่นเป็นเพราะว่า… เขากำลังจมอยู่ในอ้อมแขนของรุ่นน้องหนุ่มในแบบที่เข้าล็อคพอดิบพอดี ด้วยความสูงของเขา ด้วยจำนวนคนที่อัดแน่นราวกับเป็นปลาแมคคอเรลอัดใส่กระป๋องทรงกระบอก

     

    ทำไงดีวะ ใจเต้นแรงจนจะเด้งออกมาแล้วเนี่ย!  คยองซูพูดในใจอย่างเกรี้ยวกราดขณะที่กำลังยืนเกาะราวข้างบนหัว เขารู้ตัวว่าร่างกายของเขากำลังแข็งทื่อ ไม่ได้เป็นเพราะว่าความเย็นของแอร์คอนดิชั่นหรอกนะ แต่นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่รู้จะทำยังไงดี สมองตื้อตันไปหมด

     

     

    คนอะไร หน้าตาน่ารักแบบเด็กๆ ลุคก็ดูเด็กม.ปลาย กลิ่นตัวก็หอมแบบแป้งเด็กอีก ด้วยร่างกายที่สูงกว่าเอื้ออำนวยให้หนุ่มรุ่นน้องใช้จมูกสูดดมกลิ่นกายของรุ่นพี่ในอ้อมแขนได้อย่างไม่เคอะเขิน และเจ้าตัวก็คงไม่รู้ด้วยว่าเขาทำแบบนี้ ถ้ารู้ ป่านนี้เขาก็คงโดนคนตัวเล็กเอาศอกกระแทกหน้าท้องที่เต็มไปด้วยซิกส์แพคแน่ๆ

     

    สีขาวตัดกับสีน้ำตาลแทนซึ่งเป็นสีผิวของแขน สีเสื้อเชิ้ตสีดำของคยองซูและเสื้อเชิ้ตสีขาวของไค เมื่ออยู่ใกล้ๆ กันนั้นดูมีความ contrast แต่ก็ดูลงตัวอย่างน่าประหลาด

     

    ระยะอันตรายต่อ (หัวใจ) คยองซูได้เกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้มากกว่าเดิม เพราะจู่ๆ รถบัสก็เบรกกะทันหันเนื่องจากมีรถมอเตอร์ไซต์ที่วิ่งอยู่ข้างหลังวิ่งแซงตัดหน้าขึ้นมา จนพนักงานคนขับสบถคำหยาบคายออกมาด้วยความหัวเสีย

     

    ริมฝีปากหยักหนาสัมผัสกับเส้นผมนุ่มโดยเจ้าของริมฝีปากเองก็ไม่ได้ตั้งใจ แต่เพราะการเบรกแบบกะทันหันทำให้รุ่นพี่เซมาทางเขาและชนกับตัวเขาอย่างจัง และโชคดีที่เขาใช้แขนอีกข้างที่ไม่ได้จับราวคอยประคองร่างของพี่คยองซูไม่ให้ล้มกองไปกับพื้นได้ทัน

     

    ราวกับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่คล้ายกับซีนสูตรสำเร็จตามซีรี่ย์รักโรแมนติค ในช่วงเวลาที่นางเอกเกิด accident โดยไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ได้ พระเอกของเรื่องก็มักจะอยู่ถูกที่ถูกเวลาและช่วยนางเอกได้เสมอ

     

    อุณหภูมิระหว่างพวกเขาทั้งคู่เริ่มสูงขึ้น ท่ามกลางความเย็นฉ่ำจากแอร์คอนดิชั่น ไม่ใช่ว่าพวกเขาไข้ขึ้นหรือเกิดไม่สบายขึ้นมา แต่อ้อมแขนของไคนั้นช่างอบอุ่นที่สุดสำหรับคยองซู

     

    “ปล่อยได้แล้ว”

     

    “…..”

     

    “ไค...พี่ไม่เป็นไรแล้ว”

     

    “ครับๆ”

     

    อ่า...ทำไมเวลาถึงผ่านไปเร็วแบบนี้นะ รุ่นน้องบ่นในใจ เพราะเขารู้สึกเสียดายที่ต้องปล่อยรุ่นพี่ให้ออกจากอ้อมแขน ทั้งๆ ที่ในใจลึกๆ แล้วเขาไม่อยากปล่อยเลยแม้สักนิดเดียว

     

    สัมผัสนุ่มๆ จากผิวกายของพี่คยองซูยังคงติดอยู่ในความรู้สึกตรงมือและแขนของเขา

    กลิ่นหอมแบบแป้งเด็กจากเส้นผมของพี่คยองซูยังคงติดอยู่ในจมูกของเขา

    กอดกับคนที่ชอบมันเป็นแบบนี้เองสินะ

     

    รุ่นพี่ตัวเล็กรู้ตัวเองว่าตอนนี้เขากำลังเขิน เขินมากๆ ด้วย ไม่ต้องเอามือไปจับหน้าก็รู้ว่าต้องร้อนจี๋แน่ๆ ยิ่งใบหูไม่ต้องพูดถึง แดงเถือกแบบไม่ต้องส่องกระจกก็รู้ ให้ตายเถอะ

     

    ถึงจะรู้ว่ารุ่นน้องไม่ได้ตั้งใจฉวยโอกาสในการกอดเขา เพราะเขารู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครรู้หรอกว่ามันจะเกิดขึ้นแบบรวดเร็วขนาดนี้ แต่อย่างน้อยๆ ไคก็ไม่ปล่อยให้เขาล้มกองลงไปกับพื้นล่ะนะ

     

    ในความไม่ตั้งใจนี้กลับสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับเขา ถ้าเทียบความรู้สึกเหมือนกับแทงก์น้ำ ข้างในนั้นคงมีน้ำอยู่ครึ่งหนึ่งของความจุแทงก์

     

     

    ตลอดช่วงเวลาที่อยู่บนรถบัสพวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก อาจจะเป็นเพราะว่าทั้งคนตัวเล็กกับคนตัวโตเป็นคนขี้อายทั้งคู่ทำให้ไม่รู้ว่าจะหยิบยกเรื่องอะไรมาพูดคุยกันดี พวกเขาทั้งคู่ทำได้แค่ยืนฟังเสียงพูดคุยของคนอื่น ฟังเสียงการทำงานของแอร์คอนดิชั่น และมองวิวทิวทัศน์ของโซลในระหว่างการเดินทาง มีเพียงไคเท่านั้นที่คอยมองรุ่นพี่ที่ยืนเกาะราวรถบัสอยู่ข้างๆ

     

    .

    .

     

     

    วิวสองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่มของย่านซอแดมุนในเวลาที่ท้องฟ้าเริ่มมีสีส้มอ่อนๆ นั้นช่างสวยงามเหมาะกับการก้าวเดินแบบช้าๆ เพื่อเก็บเกี่ยวบรรยากาศผ่านสายตาให้มากที่สุด แต่คงไม่ใช่กับใครบางคนที่เอาแต่จ้องมองคนที่เดินข้างๆ แน่ๆ

     

     

    คุณไม่มีทางรู้หรอก ว่าการที่ผมคอยมองคนที่เดินข้างๆ แต่เป็นคนที่ทำให้เราใจเต้นแรงได้เพียงแค่เขาจุดรอยยิ้มเล็กๆ หรือทำท่าทางตลกๆ โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวนั้น มันมีความสุขขนาดไหน

    ถ้าคุณยังไม่เจอคนๆ นั้นคุณก็อาจจะยังไม่เข้าใจความสุขของผมตอนนี้หรอกครับ

     

    ผมเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ที่ผมยอมลดจังหวะการเดินของตัวเองให้เท่ากับพี่คยองซู

     

    เป็นครั้งแรกที่ผมอยากรู้อนาคตของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น 1 ปี 5 ปี 10 ปี 20 ปี หรือทั้งชีวิตของผม ในอนาคตข้างหน้านั้นจะมีพี่คยองซูรึเปล่านะ?

     

     

     

    จากเสียงที่ดังเซ็งแซ่จากผู้คนและรถที่วิ่งผ่านไปผ่านมาบนท้องถนน ตอนนี้เสียง background ประกอบก็กลายเป็นเสียงฝีเท้าของคนสองคนที่เดินข้างกันในจังหวะที่สม่ำเสมอ

     

    มองอะไรนักหนา  หรือ หน้าพี่มีอะไรติดรึเปล่า?  ในตอนแรกคยองซูก็เลือกไม่ถูกว่าจะเลือกข้อไหนยากกว่าการทำข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ชีวะ เคมีที่เคยเรียนตอนไฮสคูลทั้งๆ ที่ก็เป็นประโยคง่ายๆ ไม่มีโครงสร้างซับซ้อนที่จะต้องถอดสมการก่อนได้คำตอบ คำถามง่ายๆ ที่เลือกไม่ได้ระหว่าง 2 ข้อนี้เป็นคำถามเพื่อจะใช้ถามรุ่นน้องตัวสูงที่คอยแต่จะมองเขาด้วยสายตาอบอุ่นและอ่อนโยนนั่นตั้งแต่อยู่บนรถบัสแล้ว แต่สุดท้ายเขาก็ไม่เลือกเลยสักข้อเพราะไม่กล้าถาม ไม่รู้เป็นเพราะอะไรเหมือนกัน ถ้าอยู่กับคนอื่นหรืออยู่กับชานยอลเขาก็คงจะถามตรงๆ ไปตั้งนานแล้ว

     

    คยองซูสะบัดหัวเพื่อไล่ความคิดที่เกี่ยวกับไคออกไป ก่อนจะกลับมาคิดและโฟกัสที่โปรเจ็คของเขาที่ทำร่วมกับชานยอล บทก็เขียนเสร็จแล้ว เหลือแค่ทบทวนความถูกต้อง ทำstory board พิมพ์แผนการถ่ายทำ ส่วนบล็อคช็อตต้องคุยกับชานยอลอีกที แต่ก็นั่นแหละ…คิดไปคิดมา ในความคิดของเขาก็ยังมีรุ่นน้องคนนี้อยู่ดี

     

    รองเท้าผ้าใบคู่สีขาวกับรองเท้าผ้าใบคู่สีดำถูกพามาถึงทางแยกในส่วนที่เป็นย่านคนอยู่อาศัยโดยเจ้าของของมัน คยองซูหยุดเดินและหันไปพูดกับรุ่นน้อง เพราะแค่เดินเข้าไปทางซอยด้านขวามือก็จะถึงบ้านของเขาแล้ว

     

    “คือ ใกล้จะถึงบ้านพี่แล้ว…”

     

    “ครับ?”

     

    “พี่ขอกระเป๋าคืน…”

     

    “อ๋อครับ” ไคปลดสายกระเป๋าที่สะพายกับไหล่และยื่นกระเป๋าโน๊ตบุ๊คเพื่อคืนมันสู่เจ้าของ คยองซูรับมาและสะพายที่ไหล่เล็กๆ ของตัวเอง เจ้าตัวยังยืนนิ่งๆ ทำหน้าเหมือนกับคิดอะไรบางอย่างและเริ่มเม้มริมฝีปากรุ่นน้องที่ยืนมองอยู่ได้แต่สงสัยในใจว่าได้กระเป๋าคืนไปแล้วทำไมไม่เดินกลับเข้าบ้าน หรือว่าจะลืมอะไรรึเปล่า แต่ในขณะที่ไคกำลังจะอ้าปากพูดนั้น…

     

     

    “ไว้…เจอกันนะ” เจ้าของน้ำเสียงทุ้มนุ่มพูดขึ้นมาเบาๆ ใบหน้าที่ดูหล่อเหลานั่นจุดยิ้มรูปหัวใจดวงน้อยๆพร้อมกับที่พวงแก้มขึ้นเริ่มขึ้นสีชมพู

     

    รอยยิ้มน่ารักๆ จากคนตัวเล็กที่ชื่อว่า โดคยองซู ทำให้หัวใจของผมเต้นแรงทุกครั้งที่ได้เห็น

    รอยยิ้มน่ารักๆ ที่ผมอยากจะให้พี่ยิ้มแบบนี้ให้ผมเห็นแค่คนเดียว

    อ่า…ทำไมผมถึงเป็นแบบนี้นะ บ้าชะมัด

     

    คนที่เห็นรอยยิ้มน่ารักรูปหัวใจได้แต่ทำหน้าเหวอ ริมฝีปากหยักหนาอ้าออกเล็กน้อย ส่วนรุ่นพี่ที่เพิ่งสร้างพลังน่ารักไป attack รุ่นน้องโดยที่เจ้าของพลังเองก็ไม่รู้ตัวนั้นรีบเดินกลับเข้าบ้าน ด้วยความที่เขาเองก็เขินอายกับประโยคที่เขาเพิ่งพูดออกไปเหมือนกัน

     

    หลังจากที่พี่คยองซูเดินกลับไปแล้ว ไคเองก็เดินเข้าซอยที่อยู่ทางซ้ายมือเพื่อที่จะเดินกลับเข้าบ้าน ตลอดทางนั้นเขาอมยิ้มอย่างมีความสุข ไม่คิดเลยว่าคนที่เขาชอบจะพักอาศัยอยู่ในย่านเดียวกันแถมยังอยู่ไม่ไกลกันอีกด้วย

     

    .

    .

     

     


    ตื่อดึ่ง!

     

    เสียงแจ้งเตือนว่ามีข้อความเข้าในแอพพลิเคชั่นไลน์ของสมาร์ทโฟนสีดำราคาแพงของไคถูกวางทิ้งไว้ตรงเคาน์เตอร์ครัว ส่วนเจ้าของนั้นเปิดประตูตู้เย็นและหยิบโยเกิร์ตรสธรรมชาติที่ชอบกินเป็นประจำออกมาจากชั้นใต้ช่องฟรีส เขาแกะฝาถ้วยออก ใช้ช้อนจ้วงตักเนื้อโยเกิร์ตสีขาวเข้าปากทันทีและใช้เท้าข้างนึงออกแรงผลักประตูตู้เย็นให้ปิดอย่างสบายๆ ก่อนที่จะเดินมาที่เคาน์เตอร์ครัวเพื่อที่จะเช็คว่ามีใครไลน์มาหาเขา หวังว่าจะเป็นพี่คยองซูนะ

     

     

    Baekhyuneee: นอนยัง

     

    Baekhyuneee: กูมีเรื่องจะถาม

     

    Kimkaaaaaa: ว่า?

     

    Baekhyuneee: มึง ชอบพี่คยองซูใช่มะ

     

     

    แค่กๆๆ

    ไคสำลักโยเกิร์ตคำสุดท้ายเพราะข้อความจากแบคฮยอนที่ถามว่า “มึง ชอบพี่คยองซูใช่มะ”

    ทำไมมันถึงรู้? นี่อาการของผมมันดูออกขนาดนั้นเลยเหรอ? ฉลาดสมกับได้ฉายา ‘บีเกิ้ล’ จริงๆ แสนรู้ไปทุกเรื่องเลยนะ

     

    Kimkaaaaaa: ใช่ กูชอบพี่คยองซู

     

    Baekhyuneee: นั่นไง ว่าแล้ว

     

    Baekhyuneee: ไม่แปลกอ่ะที่มึงจะชอบพี่เค้า เพราะเขาเป็นคนที่น่ารักมากๆ

     

     Kimkaaaaaa: ช่ายย น่ารักมากๆๆๆ ยิ่งเวลายิ้มนะ

     

    Kimkaaaaaa: กูตาย

     

    Kimkaaaaaa: มึงกับพี่ชานยอลทนเห็นรอยยิ้มน่ารักแบบนี้ได้ไงวะ

     

     

    Baekhyuneee: ตอนแรกๆ กูเห็นเวลาพี่คยองซูยิ้มแบบนี้ กูก็เขินนะ แต่ชินแล้วเพราะเห็นบ่อยๆ

     

    Baekhyuneee: นี่มึง จริงจังรึเปล่า?

     

    Baekhyuneee: ขอโทษที่ถามแบบนี้ แต่เท่าที่กูเป็นเพื่อนกับมึงมา กูก็เห็นมึงคุยกับสาวๆไปเรื่อยหว่ะ ไม่คบใครแบบจริงจังสักคน

     

    Kimkaaaaaa: เออๆ ไม่เป็นไร

     

    Kimkaaaaaa: แต่กูบอกเลยว่ากูจริงจัง

     

    Kimkaaaaaa: พี่เค้าเป็นคนแรกที่ทำให้กูอยากเห็นอนาคต กูอยากรู้ว่าอีกหลายๆ ปีต่อจากนี้กูจะมีพี่คยองซูอยู่ในชีวิตรึเปล่า

     

    Baekhyuneee: โอ้โห!

     

    Baekhyuneee: โคตรหล่อ!

     

    Baekhyuneee: ดีมากเพื่อนรัก แต่มึงต้องสัญญากับกูและพี่ชานยอลก่อนว่ามึงจะไม่ทำให้พี่คยองซูเสียใจและเสียน้ำตานะเว้ย!

     

    Kimkaaaaaa: สัญญาด้วยเกียรติของลูกผู้ชายเลย

     

    Kimkaaaaaa: เดี๋ยวนะ ตอนนี้…

     

    Kimkaaaaaa: นี่มึง…อยู่กับพี่ชานยอลเหรอ

     

    Kimkaaaaaa: แหมมมมม คิกๆๆ

     

     

    Baekhyuneee: อะไร!!

     

    Baekhyuneee: อย่าแซวกู!

     

    Baekhyuneee: กูแค่มาช่วยพี่เขาทำงานเฉยๆ เดี๋ยวก็กลับบ้านแล้ว

     

    Kimkaaaaaa: จ้า เชื่อจ้า

     

    Baekhyuneee: ส่งสติ้กเกอร์ ‘หมาชิบะแยกเขี้ยว’

     

     

    ชีวิตของผมก่อนหน้านี้ก็เหมือนกับสายลมพัดผ่านผู้คนไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีหยุดพัก

    แต่ ณ วินาทีนี้ ตอนนี้ หรือในอนาคตข้างหน้า ถ้าเป็นไปได้และผมก็อยากให้มันเป็น

     

    สายลมอย่างผมอยากจะหยุดพักและอยากเป็นสายลมที่คอยพัดรอบๆ ตัวพี่คยองซูซะแล้วล่ะครับ

     

     

     

     

    Talk Talk

     

    มาแล้ววววววววว

    ใจจริงๆอยากจะอัพทุกๆ สามวันนะ แต่ก็ทำไม่ได้ซะที วงวารตัวเองTT

     

    ขออธิบายอะไรบางอย่างสักนิดนึงนะคะ เราคิดแทนคนอ่านทุกคนว่าต้องมีคำถามในใจแน่ๆว่าทำไมฟิคเรื่องนี้ถึงดำเนินเรื่องช้ามาก คือเรามีความตั้งใจว่าอยากให้ความสัมพันธ์ของคู่ไคซูในฟิคเรื่องนี้ค่อยๆเป็นค่อยๆไปอยากให้คนอ่านเก็บรายละเอียดเรื่องราวระหว่างทางไปด้วยกันกับเรา บางคนอาจจะมองข้ามเรื่องราวระหว่างทางไป เพราะอะไรก็แล้วแต่นั่นก็เป็นเหตุผลของแต่ละคน

    แต่สำหรับเราแล้วทุกๆเรื่องราว ทุกๆความทรงจำที่เกิดขึ้นในระหว่างทางนี้เป็นสิ่งสำคัญและมักทำให้เรายิ้มได้เสมอ

     

    อ่าสุดท้ายละ อยากจะบอกว่า ฟิคเรื่องนี้มีแท็กแบบภาษาไทยแล้วน้า #รักแห่งไคซู ไปหวีดให้กำลังใจไรท์คนนี้ได้ในทวิตเตอร์นะคะ ไปติดแท็กกันเยอะๆนะ :)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in