THE DIARY OF MY JOURNEYPATNAKAN
หลงทางไปกับไกด์หยิน ณ Val di funes,Italy
  • หลงทางไปกับไกด์หยิน ณ Val di Funes ! 

    อืม ทุกครั้งที่มีสอบไฟนอลหรือสอบอะไรก็แล้วแต่มักจะเขียนบล็อกตอนใหม่เสมอ เพราะสามารถทำได้ทุกอย่างยกเว้นอ่านหนังสือค่ะ 

    จริงๆกะจะไปเขียนในเอ็กซ์ทีน แต่พอเข้าไป อ้าว ก็อปมาจากเวิร์ดไปลงไม่ได้ งั้นย้ายมานี่เลยแล้วกัน อยากลองของใหม่ค่ะ อิอิ


    เรื่องที่กำลังจะเล่าในนี้เป็นเรื่องชีวิตเราตอนอยู่อิตาลีเมื่อปี 2015-2016 ที่ไปแลกเปลี่ยนมานะคะ มีคำหยาบบ้างประปรายตามอารมณ์ เขียนตามใจตัวเองสุดๆ ไม่มีสาระก็จะเขียน

    มา ฟังกันเถอะ!


    5/03/2016 โบลซาโน่,อิตาลี

    กำลังนั่งเรียนเยอรมันอย่างเหงาๆเหม่อมองท้องฟ้าและเพดานก็ไม่เข้าใจอะไร  เลยหันไปทางหน้าต่างเผื่อจะมีอะไรให้ดู...เฮ้ย หิมะตก!! เข้!

     เจ้เจสสิก้าที่เป็นนักเรียนในคลาสก็ตื่นเต้น หยิบโทรศัพท์มาถ่ายด้วย

    ก็ถามมันไป ไม่เคยเห็นหิมะเหรอวะมึงอยู่ตั้งเมกาเลยนะเว้ย  มันบอก กูอยู่แคลิฟอร์เนียร้อนตับแตกพอๆกับประเทศมึงแหละ

    อ่อโอเค ไม่ขัดศรัทธา ก็นั่งกรี๊ดหิมะกับมันต่อไป

    โชคดีมากที่มาในช่วงปลายฤดูหนาว แล้วหิมะตกให้เห็นชัดๆขนาดนี้ ไม่มีสมาธิเรียนแล้วค่ะ กรี๊ด มันจะตกหนักแค่ไหนกันนะตื่นเต้นๆ

    เรากลับมาบ้านแล้วโฮสบอกพรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์พอดี หิมะก็ตก เดี๋ยวพาไปเล่นสไลด์หิมะแต่มันอาจจะต้องเดินนิดหน่อยนะ หยินเดินไหวใช่ไหม

    โอ๊ยมันจะขนาดไหนกันคะ หิมะน่ะ ชิวๆ อากาศเย็นสบายด้วย เดินได้ค่ะ

    โฮสก็เตรียมเสื้อผ้ากันหนาวให้รองเท้า ทุกอย่าง เอเวอรี่ติงจิงกาเบล พร้อมค่ะกะเหรี่ยงไทยผู้ไม่เคยเห็นหิมะก็อดใจรอไม่ไหวที่จะได้ไปเล่นหิมะครั้งแรก

    จริงๆตอนที่อยู่ทางใต้ Naples ก็เห็นหิมะนะแต่มาแบบ ฟิ้ว แหมะ ลงพื้น ละลาย มีแต่จะลื่นหัวแตก เลยถือว่าไม่นับแล้วกันถ้าจะเป็นหิมะแบบ Freeview ขนาดนี้ต้องจ่ายตังค์ก่อนปะคะ ถึงจะดูได้แบบเยอะๆไม่จำกัด แหม

     

    วันถัดมากินข้าวพร้อมออกเดินทาง โฮสหันมาถามว่าได้เอาหนังสืออะไรมาอ่านระหว่างทางมั้ย

    ห้ะ อะไรนะคะต้องเอามาด้วยเหรอ

    ก็มันน่าจะไกลอะคราวหลังเอามาอ่านฆ่าเวลานะ แต่วันนี้ก็ดูวิวข้างทางไปแทนก็ได้

    คืออลิเช(โฮสซิส)เอาหนังสือมาอ่านฆ่าเวลาด้วยค่ะมาริน่าไม่มาด้วยเพราะบอกมีการบ้านแต่โฮสมัมแอบมานินทาให้ฟังว่านางขี้เกียจออกจากบ้าน ฮ่าๆ ส่วนจูเลียมีธุระเลยมาไม่ได้

     

    แต่พอขึ้นรถ ผลปรากฏว่าดูวิวได้สิบนาทีก็เริ่มเบื่อแล้วค่ะ คอพับหลับคาเบาะไปเลย..


    พอเริ่มขึ้นภูเขาถึงเริ่มรู้สึกเวียนหัวเลยลุกขึ้นมา มองไปที่วิวด้านนอกอีกที

    เราอ้าปากค้างเลยมันสวยมาก หิมะปกคลุมภูเขาไปทั้งลูก ต้นสนก็เหมือนกัน บ้านคนที่อยู่บนภูเขาแถวนั้นก็เหมือนในเทพนิยายที่หิมะบนหลังคาแต่เราว่าคนในบ้านนั้นคงไม่แฮปปี้เท่าไหร่ที่หิมะท่วมบ้านแบบนั้น ฮ่าๆ

    ภาพเหมือนในอินเตอร์เน็ตชัดๆเลยสวยมาก เฮ้ย เราได้มาเห็นของจริงแล้วว่ะ นี่แม่ง หิมะ!!!


    เราก็หยิบไอแพดมาถ่ายรูปรัวจนโฮสขับไปถึงตีนภูเขา เลยลงจากรถ หิมะท่วมไปหมดเลย วิ่งเล่นปาหิมะใส่อลิเชเล่นกันเหมือนคนเห็นหิมะครั้งแรก .. ใช่เราอะครั้งแรก แต่อลิเชนี่น่าจะอยากแกล้งเราเฉยๆ ฮ่า

     หิมะนี่มันช่างน่าโรยเฮลล์บลูบอยจริงๆถ้ามีขนมปังกับวุ้นลูกตาลด้วยต้องเป็นน้ำแข็งไสที่ดีแน่...

     

    แล้วโฮสก็ถามว่า จำได้ใช่มั้ยที่บอกไปว่าเราต้องเดินนิดหน่อยนะ

    ตอบอย่างมั่นใจว่าไม่มีปัญหาเลยค่าเดินได้ เพราะตอนนั้นคิดว่าคงมีกระเช้านั่งขึ้นไป เราน่าจะชอบหิมะด้วย สบายๆและก็เดินไปขึ้นนิดหน่อย

     

    ในความเป็นจริง....

     

    ไม่มีเหี้ยไรเลยยยยยยยย!!

     

    (หมายเหตุ: เราไปเก็บตกรอบสองจริงๆมันมี แบบเป็นม้านั่งหย่อนขากับสายเคเบิลต่อขึ้นไป แต่วันนั้นหิมะลงหนัก เราเลยมองไม่เห็นอะไรเท่าไหร่แต่ถ้าเดินขึ้นจะสวยกว่ามีธรรมชาติให้ดู แต่เหนื่อยฉิบหายเลยค่ะ)

     

    สิบนาทีแรกสบายๆ

    ครึ่งชั่วโมงเริ่มหอบ

    สี่สิบห้านาทีใจเริ่มเต้น รอบข้างเงียบมาก ไม่มีเสียงอะไรเลยได้ยินแต่เสียงใจตัวเองเต้นตุ่บตั่บๆๆ โอย นี่กูจะตายคากองหิมะไหมเนี่ย



     ทำไมทุกก้าวอย่างมันไกลอะไรแบบนี้ทำไมมันยากแบบนี้ เดินไปก็มีแต่จมลงๆ กว่าจะยกขาขึ้นมาได้ ทำไมมันทรมานแบบนี้ ไอ้สไลด์นี่ก็หนักเหลือเกินรองเท้านี่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยนอกจากกันไม่ให้หิมะเข้าเท้ามีแต่บีบเท้าให้เจ็บมากขึ้นด้วยซ้ำ จากที่ใส่แจ็คเกตหนาๆมา ตอนนี้ใส่ฮู้ดตัวเดียวเอาอยู่แต่ตอนนี้รักแร้เปียกเหมือนไปวิ่งมา การเข้ายิมเดือนที่ผ่านมาไม่มีผลเลยหรือเป็นเพราะเราอ้วนวะ.. ยิ่งมองไปเจอป้าย เขียนว่าจุดหมายของท่านอีก

     

    1 ชั่วโมง 45 นาที

    หึ...ทอแลร์ที่สุด!! ยอดเขาอยู่ไกลลิบๆนู่นจะมาหนึ่งชั่วโมงกว่าๆอะไรกันยะ บ้าบอ!ไม่ไหวแล้วโว้ย *กลิ้งลงไปนอนที่พื้น*

     

    แต่บ่นไปก็เท่านั้นตื่นเต้นอยากมาเองนี่นา เดินต่อไปค่ะ หิมะแม่งไม่ได้สวยงามเลยเมื่อกูต้องมาปีนเขาตอนนี้ อย่าได้ประสบพบพานกันอีกเลย ลาก่อนค่ะ

     

    อลิเชนำเราไปจนถึงจุดพักเขาครึ่งลูกนางนั่งเล่นโทรศัพท์รอจนเบื่อ แต่เพราะโฮสมัมกับแด๊ดมัวแต่รออีเต่าอ้วนแบบเราอยู่

    แล้วน้องก็ต้องไปดูหนังกับเพื่อนรอบบ่ายนี้ด้วยค่ะโฮสเลยบอก งั้นไม่ไปยอดเขาแล้ว เอาไว้คราวหน้าแล้วกัน ลงตรงนี้แหละ

    มัมกับแด๊ดไปสไลด์กันคนละคันเรากับอลิเชต้องนั่งด้วยกัน เพราะเราบังคับไม่เป็น เสียดายอยู่เหมือนกันนะที่ใช้เวลาขึ้นไปตั้งนาน แต่ขาลงน่ะแป๊บเดียวเอง ไม่คุ้มค่าเหนื่อยเลย โธ่

     

    แต่ก็ครั้งแรกเรามาได้ไกลขนาดนี้ ก็คงไม่แย่หรอกมั้ง เนอะ?


     

    แล้วอาทิตย์ถัดมาโอเด็ตต์ นางมาชวนไปอีกรอบ เราก็เออ ไปก็ไปวะ ไหนๆก็ยังมีหิมะอยู่กอบโกยหน่อยแล้วกัน แต่ไปตอนเย็น แน่นอนค่ะว่าตอนลงต้องมืดมากได้เอาไฟฉายตากบไปส่องอีกตะหาก อันตรายมากนะเนี่ย

    แต่รอบนี้เราไปถึงจุดหมายค่ะเพิ่งรู้ว่ามีร้านอาหารด้านบนด้วย มองออกไปข้างนอกร้านจะเห็นภูเขาโดโลไมต์ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าเลยค่ะ อะเมซิ่งมากๆ ข้าคือผู้พิชิตโดโลไมต์!


     

    ตอนที่ขึ้นไป ลุงที่เป็นเพื่อนของโฮสมัมโอเดตต์เห็นหน้าเรา แกก็ถามว่า..

    ลุง : อ้าว น้องชายไปไหนล่ะ ไม่มาด้วยเหรอ

    หยิน : ห้ะ หนูเหรอคะ ไม่ค่ะ ไม่มีน้องค่ะ มานี่คนเดียว

    ลุง : อ้าว คนที่ชื่อฮานไม่ใช่น้องชายเธอเหรอ ไม่ได้มาจากจีนด้วยกันเหรอ?

    หยิน : …. อ้อ ไม่ใช่ค่ะ....

     

    อีลุงคะคือมึงจะเหมารวมว่าคนเอเชียเป็นพี่น้องกันแบบนี้ไม่ได้นะคะลุงใครบอกลุงคะเนี่ยว่าหนูเป็นพี่ฮาน โอ๊ยอยากกางแผนที่ให้ดูแล้วเปิดวิชาภูมิศาสตร์ 101 ให้ลุงแบบจัดเต็มมาก

     

     

    เอนี่เวย์ต่อๆ คราวนี้เดินผ่านจุดที่ลงสไลด์จากรอบที่แล้วค่ะ ไปสูงกว่านั้น

    แล้วโฮสเพื่อนเขาสายปีนเขาทุกคน โอเด็ตต์ก็เป็นสปอร์ตเกิร์ล ทุกคนเดินเร็วมากไม่พักเลย พักแค่สองรอบมั้งตอนเรามากับโฮสเราพักหายใจบ่อย แต่คราวนี้ไม่ค่อยได้พัก เหนื่อยกว่าเดิมจนเราไม่ไหวอะขอนั่งรอตรงนี้ได้ไหม เขาบอกไม่ได้ ก็ต้องหอบสังขารขึ้นไป TwT

     


    สุดท้ายเราก็ถึงจุดหมายค่ะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าพอถึงปั๊บ มันหายเหนื่อยความรู้สึกบ่นก่นด่าอะไรทั้งหลายมันได้หาบไปเมื่อเทียบกับวิวตรงหน้าอะไรแย่ๆก็หายไปหมด แค่มองวิวเฉยๆก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราทำได้ว่ะ

    เนี่ยเหรอถึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนชอบปีนเขามันคงรู้สึกประมาณนี้ใช่ไหมนะ

    ดีใจจังที่เราก็ได้รู้สึกแบบนี้กับเค้าบ้างเพราะที่ผ่านมา เราเอาแต่นอนขี้เกียจตัวเป็นขนไม่ขยับไปไหนนาน ยังกะหมีจำศีล..

    ภาพนี้ถ่ายตอนประมาณทุ่มนึง แสงเลยน้อยมาก กล้องก็กาก พอเอามาใส่ฟิลเตอร์เลยกลายเป็นภาพสีบ้าบออะไรไม่รู้ 55555

     

    ไปถึงก็มีร้านอาหารไปกันประมาณเกือบ 20 คนค่ะ เพราะมีคนตามมาทีหลังด้วย เหมาทั้งร้านไปเลย เอากีตาร์มาเล่นด้วยโฮสมัมของโอเด็ตต์เป็นครูสอนร้องเพลง แล้วคนที่ไปปีนเขาวันนั้นก็เป็นกลุ่มนักร้องไควเออร์ที่โฮสมัมโอเดตต์ดูแลอยู่ค่ะวันนั้นเลยได้ฟังเพลงประสานเสียงกันไปจนดึก

    จำได้ว่าจานนี้ 8 ยูโร แพงฉิบหาย...

    ที่ตลกคือตอนพนักงานมาเสิร์ฟเห็นเรากำลังร้องเพลงกันอยู่ แล้วเอากาแฟมาแจกให้ฟรี แล้วก็พูดว่า “คาฟเฟ่? ~” ด้วยเสียงไล่ระดับโน้ตเพลง

    แหม่ พนักงานก็เล่นด้วยวุ้ย55555

                เราบอกโฮสว่าน่าจะกลับบ้านห้าทุ่มแต่ห้าทุ่มยังไม่ทันลงจากภูเขาเลย แง โฮสต้องรอจนเบื่อแน่ๆ รู้สึกผิดมากแต่ก็ไม่กล้าเคี่ยวเข็ญให้คนยี่สิบคนต้องพาเราลงไป จนเวลาล่วงไปเกือบครึ่งทุกคนเลยไปเช่าสไลด์จากร้าน แค่ 5 ยูโรเองค่ะไม่ต้องเสียแรงแบกไปเองยาก

    นี่เป็นครั้งแรกที่จะได้เล่นเองเพราะรอบที่แล้วซ้อนท้ายอลิเช แล้วเราไม่เคยเล่น ไม่เคยบังคับด้วย อากาศก็โคตรหนาวมืดด้วย ต้องใช้ไฟฉายติดหน้าผาก กูจะตกเขาตายไหมเนี่ย...

    ผลก็คือเราชนชาวบ้านระเนระนาดมากค่ะ แต่ก็สนุกดี เหมือนเล่นรถบั๊มพ์ในหิมะแต่พอเล่นไปสักพักก็เริ่มคุมตัวเองได้ และพบว่ามันสนุกมากๆ อยากเล่นอีกหลายๆรอบเลย

    แต่ถ้าต้องแลกกับการเดินขึ้นภูเขาแล้วไม่เล่นก็ได้ ขอปาหิมะอยู่ตรงตีนภูก็ได้ ;___;

    เราถึงบ้านเกือบเที่ยงคืนครึ่งโฮสแด๊ดไม่ได้ว่าอะไร แถมช่วยเราเก็บของอีกต่างหาก ฮือ หนูขอโทษค่ะ TvT

     

    และเราเพิ่งรู้ตัวว่าเราทำกางเกงโฮสขาดด้วย ...

     

     

    หมายเหตุ : ถ้าอยากเห็นวิวสวยๆแนะนำให้ไปตอนกลางวันจะสวยกว่าเดิมมากถ้าเป็นวันที่หิมะตก แต่ถ้าอยากเล่นแบบระทึกใจขอแนะนำตอนกลางคืนค่ะ เหมือนขับรถแข่งเลย สุดยอดมาก

     

     ---------------------------------------------------------------------------------------

     

     เฮ้ยยยยยย เว็บนี้ใช้ดีมาก เขียนสนุก เดี๋ยวมาลงบ่อยๆ แฮ่ ฝากติดตามกันด้วยนะคะ เพราะว่าก็เขียนงานเก่าๆไว้เยอะมาก เดี๋ยวเอามาลงในนี้อีกที ขอบคุณมากๆค่า


    หยินเองงงงง

     

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in