ฮ่องกงตรงไหนก็หว่องChérie K.
ร้านกาแฟสีมินต์
  • ADVERTISEMENT

    ช่วงนี้งานราษฎร์งานหลวงอย่างเยอะ เยอะแบบเยอะอิ๊บอ๋ายวายป่วง หลังจากเสร็จธุระที่ออฟฟิศแถวจิมซาจุ่ยแล้ว ฉันก็แบกแล็ปท็อปเดินเข้าร้านกาแฟเจ้าประจำที่เคยมาบ่อย ๆ สมัยใช้ชีวิตอยู่ฝั่งเกาลูน นอนน้อยมาหลายคืน ถ้าไม่ได้กาแฟ เติมคาเฟอีนเข้าเส้นเลือด มีหวังต้องลงไปคำนับฟ้าดินเป็นแน่

    “นี่มัน The best café in Kowloon ชัด ๆ “
    ไม่ว่าจะแวะมาที่ N1 Coffee&Co ทีไรประโยคนี้ก็จะเวียนวนอยู่ในหัว ร้านเล็กขนาดคูหาเดียว จากประตูลึกเข้าไปประมาณ 4-5 เมตร เครื่ิองชงกาแฟ LAMAZOCCO และ Victoria Arduino VA388 Black Eagle รวมถึงของตกแต่งภายในร้านเป็นสีเขียวมินต์ ด้านในเป็นผนังปูนเปลือย ฝาผนังด้านหนึ่งเป็นภาพวาดขนาดใหญ่ มี Merry-go-round หรือม้าหมุนแขวนอยู่ตรงเพดาน คนแน่นขนัดร้านเหมือนเคย ฉันเลือกนั่งตรงบาร์เล็ก ๆ  แถวยาวที่หันหน้าเข้าผนัง ตัดขาดการรับรู้เรื่องชาวบ้านชาวช่อง แล็ปท็อปออโตเมติกคอลลีคอนเน็คกับวายฟาย นึกถึงตอนที่มาครั้งแรกเมื่อสองปีก่อน ฉันชะโงกไปถาม Wifi Password กับบาริสต้า เขาเดินออกมาจากบาร์กาแฟแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงอันนุ่มละมุนหู นึกแล้วก็ขำ แค่ถามรหัส wifi พี่จำเป็นต้องกระซิบให้ใจคนอื่นเค้าเต้นไม่เป็นจังหวะขนาดนี้ไหม มียักคิ้วแล้วก็ยิ้มให้อีก โอย ๆ ถวายตัวเป็นลูกค้าดีเด่นตั้งแต่บัดนั้น



    "โอ้ ฮาย คุณสบายดีไหม วันนี้ดื่มอะไรดีครับ"
    หนึ่งในบาริสต้าที่คุ้นหน้ากันดีร้องทักเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงอย่างเป๊ะ พร้อมกับส่งยิ้มกว้างมาให้ ฉันยิ้มและตอบกลับด้วยภาษาเดียวกัน แต่สำเนียงอาจจะไม่ได้แบบเขา
    เมล็ดกาแฟของที่ร้านส่วนใหญ่เป็นตัวเอธิโอเปีย แต่วันนี้มีเมล็ดจาก Costa Rica (Honey process) ซึ่งพ่อหนุ่มบาริสต้าบอกว่าตัวนี้จะให้รสผลไม้ฉ่ำ ๆ แบบพรุน ให้กลิ่นและรสหวานฮันนีเป็นอาฟเตอร์เทสต์ ยังไม่เคยลองกาแฟจากคอสตาริกาแบบจริง ๆ จัง ๆ เลย วันนี้ต้องขอลองหน่อย   จริง ๆ ประวัติของกาแฟจากคอสตาริกานั้นน่าสนใจเลยทีเดียว เคยอ่าน THE WORLD ATLAS OF COFFEE ของ James Hoffmann บอกไว้ว่าคอสตาริกาเริ่มปลูกกาแฟมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 19 เมื่อคอสตาริกาประกาศอิสรภาพจากสเปน ทางรัฐบาลได้แจกจ่ายเมล็ดกาแฟ และส่งเสริมการปลูกอย่างต่อเนื่องด้วยการยกเว้นภาษีบางตัว และได้ประกาศว่าหากใครปลูกกาแฟในผืนดินที่รกร้างต่อเนื่องเป็นเวลานานห้าปี ผู้ปลูกจะได้กรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินผืนนั้น เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟกว่า 90% จึงมีที่เป็นของตัวเอง แม้กระทั่งในเมืองหลวงอย่าง San Jose ที่มีประชากรอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศ ก็มีการปลูกกาแฟมายาวนานเช่นกัน และกาแฟก็ได้กลายมาเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศ กาแฟจากคอสตาริกานั้นจะออกคลีน ๆ และให้รสหวาน มีบอดี้ที่เข้มข้น มีคนบอกว่ากาแฟคอสตาริกาเป็นกาแฟที่สมบูรณ์แบบแทบไม่มีข้อบกพร่องแม้ว่าเอซิดิตี้จะไม่จัด น้อยมากที่จะพบกาแฟไม่ดีจากคอสตาริกา
    บาริสต้านำเอสเพรสโซร้อนในถ้วยใบเล็กสีเดียวกับเครื่องชงมาเสิร์ฟให้ตรงหน้า พร้อมกับน้ำอุ่นในแก้วใสใบเล็ก กลิ่นกาแฟหอมกรุ่น ฉันจิบน้ำอุ่นล้างปากก่อนจะยกกาแฟขึ้นดื่มหมดในคราวเดียว รสขมกลาง ๆ ผ่านลิ้นลงสู่ลำคอ ไม่ขมจัดและไม่เปรี้ยวจัด มีรสช็อคโกแล็ตเจือจาง มีความละมุนเหมือนกลิ่นดอกไม้ ที่บอกไม่ถูกว่าคือดอกอะไร เอสเพรสโซราคาเพียง 20 เหรียญฮ่องกง ซึ่งถือว่าราคาไม่แพงเลยถ้าเทียบกับร้านกาแฟอื่นๆในแถบนี้ ส่วนอเมริกาโนราคา 25 เหรียญ เพราะน้ำและน้ำแข็งที่นี่แพง แค่น้ำเปล่าก็ปาเข้าไปขวดละ 8 เหรียญแล้ว 
    จูยองอ้ปป้าส่ง What's app มาบอกว่าจะแวะมาดื่มกาแฟด้วย ออฟฟิศของเขาอยู่ถัดไปสองช่วงตึกจากห้างสรรพสินค้า K11 ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับร้านกาแฟ N1 แห่งนี้ เดินมาใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที เลยเวลาพักเที่ยงมาเล็กน้อย ก็มีหนุ่มตี๋เกาหลีในสูทสีควันบุหรี่เดินเข้ามาพร้อมกับผมทรงใหม่ ไถด้านข้างและท้ายทอยดูแปลกตา ขอนินทาหน่อยเถอะ ย้อมผมทองเป็นแซ้บเกาหลีมาเลย ดูไม่เข้ากับสูทคัตติ้งเนี้ยบ ๆ ที่ใส่มาอย่างยิ่ง อยากลงรูปอ้ปป้าให้ดูมากแต่ก็เกรงพี่เค้าจะเคือง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทรงผมไม่เคยทำร้ายอ้ปป้า จะตัดทรงไหนพี่แกก็รอด ทรงผมอ้ปป้าเหมือนกับทรงผมหนุ่มฮ่องกงทั้งเกาะ คือทรงอันเดอร์คัตแบบไถรอบหัว มีพุ่มผมขึ้นมากลางกระหม่อม  ถ้าหนุ่มฮ่องกงเดินเข้าร้านมา 10 คน 9 คนในนั้นต้องตัดทรงนี้ รวมไปถึงบาริสต้าของเราด้วย นึกภาพดูเถอะว่าแฟชั่นทรงผมฮ่องกงเป็นแบบไหน จูยองอ้ปป้าสั่งลาเต้ร้อนมาดื่มสู้กับแดดยามบ่ายภายนอกที่ร้อนจัด เขาดื่มกาแฟอยู่สองตัวคือลาเต้ร้อนและอเมริกาโนร้อน ช่วงนี้อากาศฮ่องกงสวิงไปมามีสองฤดูในหนึ่งวัน บางวันก็มีฝนบ้างเป็นบางที ตอนเช้าๆและตอนดึกจะหนาว ส่วนในตอนกลางวันก็จะร้อนแบบนี้ เขาลากเก้าอี้ที่ว่างมานั่งใกล้ ๆ วางมือถือ กระเป๋าสตางค์และแพลนเนอร์ปกหนังสีดำลงบนโต๊ะ
    "ทำผมมาใหม่เหรอ"  
    ฉันละสายตาจากงาน หันไปทักด้วยรอยยิ้มที่กว้างกว่าปกติ จะหัวเราะก็เกรงอ้ปจะเสียเซลฟ์ จูยองอ้ปป้ายิ้มเขิน ๆ ลูบท้ายทอยไปมาเบา ๆ 
    "สีมันสว่างไปหน่อยนะคะ"
    "ไม่หน่อยหรอก สว่างมากจนออกเหลืองเลย เดี๋ยวพี่จะไปย้อมให้สีมันเข้มกว่านี้" 
    ฉันจิบกาแฟ คุยกันเรื่องสีผมสักพัก บาริสต้าก็เอาลาเต้ร้อนของอ้ปป้ามาเสิร์ฟ เขาหันไปขอบคุณเป็นภาษากวางตุ้ง 
    "เทลาเต้สวยดี แต่ฟองหนาไปนิด" 
    "เธอดื่มอะไร" เขาเหลือบมองกาแฟในถ้วยใบเล็ก ซึ่งทิ้งคราบสีน้ำตาลจางๆไว้ก้นถ้วย
     "เหมือนเดิมค่ะ เอสเพรสโซ" ฉันตอบ
    "ผู้หญิงอะไรดื่มแต่กาแฟดำ" 
    จริง ฉันไม่ใช่ผู้หญิงประเภทนั่งละเลียดกาแฟใส่น้ำตาลใส่นม อย่างมากก็ฝานมะนาวลงไปให้พอสดชื่น หรือเหยาะน้ำผึ้งลงไปหน่อย แล้วยกกระดกทีเดียวหมดแก้ว ช่างไม่มีอารมณ์ละเมียดละไมเหมือนใครบ้างเลย จริง ๆ คือดื่มกาแฟดำจนชิน เวลาใส่นมจะรู้สึกมวนท้อง เมื่อไม่เห็นฉันตอบว่าไง เขาจึงยกกาแฟขึ้นจิบ
    "เป็นไงบ้างคะ โอเคไหม" ฉันถามถึงลาเต้ร้อนในแก้วกาแฟสีเขียว​มินต์
    "ร้อนไปหน่อย" เขายื่นลาเต้ให้ลองชิม ฉันชิมอยู่สองจิบ ก็ยื่นคืนให้ กาแฟร้อนไปนิด มีความขมนวล ละมุนดี แต่แยกไม่ออกว่ามีรสและกลิ่นแบบไหนบ้าง ฉันไม่สามารถบอกได้ว่าลาเต้แบบไหนเรียกว่าดี ต้องแบบไหนถึงอร่อย แต่เอสเพรสโซของฉันวันนี้ กับอเมริกาโนในหลาย ๆ ครั้งก่อนหน้าโน้น ถือว่าโอเค เป็นกาแฟที่ฉันค่อนข้างประทับใจ

    คนยังเดินเข้าและออก ลูกค้าผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา วนอยู่แบบนั้น เสียงเครื่องบดเครื่องชงยังทำงานไม่หยุด เสียงหัวเราะและพูดคุย นี่มันบรรยากาศร้านกาแฟจริง ๆ กลิ่นกาแฟหอมหวลชวนให้สั่งมาดื่มอีกแก้ว กลิ่นสปาเกตตีจากโต๊ะอื่นก็หอมยวนใจไม่แพ้กัน อุตส่าห์นั่งหันหลังเข้าข้างฝาแล้วเชียว กลิ่นยังโชยมาเรียกน้ำย่อยในกระเพาะ สุดท้ายก็พ่ายแพ้แก่ความหิว ก็ได้สปาเกตตีมาทานจนได้

    จึงต้องขอจบเรื่องราวของร้านกาแฟสีมินต์ไว้ตรงนี้ อันนยองนะคะ 🖤🖤

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in