ฮ่องกงตรงไหนก็หว่องChérie K.
ฮ่องกง...ตรงไหนก็หว่อง
  • "ชีวิตไม่ใช่การเดินทาง แต่การเดินทางจะทำให้เรามองเห็นชีวิต”


    ฮ่องกงกับฉัน..เราพบกันครั้งแรกเมื่อ 5 ปีก่อน

    สารภาพว่าก่อนที่จะได้เดินทางไปเยือนฮ่องกง ในสมองนั้นว่างเปล่า ไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับบ้านนี้เมืองนี้ในหัวเลย (ซึ่งอันที่จริงก็แบลงก์อยู่แล้วเป็นปกติ) ฮ่องกงที่รู้จักในมโนสำนึกอาจมีเพียงแค่หว่อง การ์ไว ผู้กำกับคนหว่อง, อาจารย์ยิปมัน ปรมาจารย์หย่งชุน, บรู๊ซ ลี และเฉินหลง ถึงจะเป็นการรู้จักที่ไม่ได้ก่อให้เกิดความอุ่นใจอะไร แต่ก็คงจะทำให้การไปเยือนฮ่องกงไม่เดียวดายจนเกินไปนัก  

    ฮ่องกงในที่ไม่ได้รู้จักลึกซึ้ง จึงมีแค่หนังฮ่องกง ตึกสูงเสียดฟ้า ป้ายไฟนีออนเรียงราย  เมืองที่เศรษฐีเมืองไทยบินไปทานห่านย่าง  ช็อปสินค้าแบรนด์เนม​ที่ราคาถูกกว่าเมืองไทย ไปไหว้พระขอพรให้ชีวิต​ดียิ่งขึ้น เมืองที่ประชากรมากมายยิ่งกว่าป้ายไฟ เมืองที่ไม่น่าจะอภิรมย์สำหรับคนที่ชอบใช้ชีวิตต๊ะต่อนยอนฟ้อนเล็บ เมืองคนเหงาอันวุ่นวาย ผู้คนเบียดเสียด ไม่มีพื้นที่ให้หายใจหายคอ ที่พอจะถูกจริตอยู่บ้างก็คงจะเป็นร้านมิชลินสตาร์ที่ควรค่าแก่การไปโดน แต่จะเป็นเมืองอะไรก็ช่าง โบราณว่าสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น เชื่อคำโบราณหน่อยก็คงไม่เสียหายหลายแสนหรอกเนอะ

    เมื่อ HX766 พาคนโดดเดี่ยวข้ามฟ้ามาเมืองหว่อง ถึงสนามบิน Shek lap kok ที่เต็มไปด้วยประชากรชาวอินเดียมากกว่า 60% ข้าพเจ้าถึงขั้นยืนงงในดงภาระตะเลยครับ พี่ไพลอทพามาลงผิดสนามบินแน่ๆ เมื่อเช็คจนแน่ใจแล้วว่าที่ยืนอยู่นี่คือเช็ก แลป ก๊อก ฮ่องกง ไม่ได้หลงไปอินทิราคานธีแต่อย่างใด  กว่าจะฝ่ากลิ่นน้ำหอมพี่ ๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นกลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นกำยาน เครื่องเทศผสมกลิ่นเนยและหอมหัวใหญ่ หลังจากที่เพิ่งลงเครื่อง ยิ่งทำให้รู้ว่าการออกจากเซฟโซนครั้งนี้อีนี่ได้บรรลุไปอีกขั้นหนึ่งแล้วนะจ๊ะนายจ๋า 


    ฝ่าดงพี่แขกออกมาด้วยอาการเวียนเฮด ฉันเอ้อระเหยอยู่ในสนามบิน เดินหากาแฟดื่มก่อนสักแก้ว ในสนามบินมีร้านกาแฟอยู่ไม่น้อย ที่คิดไว้ในใจก็มีกาแฟน้องเงือกและคาเฟ่ของอานยาส เบ (Agnès b) แน่นอนว่าต้องเลือกอะไรที่บ้านเราไม่มี ดื่มกาแฟเสร็จ พอให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ฉันเลือกเข้าเมืองด้วย City bus รถบัสสองชั้นสาย A21 สนนราคาจากสนามบินไปยังสถานีจิมซาโจ่ย (Tsimsha Tsui) เพียง 33hkd คิดเป็นเงินไทยประมาณ 150 บาทไม่เกินนี้ ใช้เวลา 45-55 นาที ข้อดีคือถูกและได้ชมวิวสวย ๆ ระหว่างทาง จากเกาะสู่เมือง ผ่านสะพานซิงหม่า (Tsingma Bridge) ที่เหมือนในฉากหนังฮ่องกง ยิ่งถ้าได้นั่งชั้นสองแถวหน้าสุด พี่ก็จะได้วิวงาม ๆ ไว้ถ่ายรูปลงโซเชียล แต่ถ้าเลือกที่จะนั่ง Airport express เข้าเมือง ค่าซื้อเวลาประมาณ 20 นาที ราคา 90hkd ก็เกือบๆห้าร้อยบาทเลยทีเดียว คนมัถยัสถ์อย่างพี่จึงเลือกแบบแรกโดยไม่ลังเล การนั่ง AE ค่อยเป็นเรื่องของวันข้างหน้า

    เมื่อซิตี้ บัส พามหาชนจากสนามบินมาถึงสถานีจิมซาจุ่ย หรือที่คนฮ่องกงออกเสียงว่าจิมซาโจ่ย ถึงตอนนี้ต้องขออนุญาตร้องเป็นภาษาฮินดีนะคะ เพราะย่านนี้มันคือ Little India ชัด ๆ ไม่ลิทเทิลล่ะ แต่เพลนทิออฟอินเดียนเลย  ฉันแบกเป้ ลากกระเป๋าฝ่ากลิ่นน้ำหอมฮินดี ๆ สไตล์ กลิ่นคล้ายกำยานชวนเวียนหัว เดินฝ่าดงแขกเข้าไปในตึกจุงกิ่ง Chungking mansions ด้วยอารมณ์ประหนึ่งตัวเองเป็นสาวผมทองแว่นดำ ใส่เรนโค้ทตลอดเวลา แม้ว่าฝนจะไม่ตก สาวผมทองผู้ที่วิ่งไล่ล่าคนอินเดียในหนัง Chungking Express หนังเหงาของผู้กำกับหว่อง กาไว โดยมีซาวนด์ Baroque- Michael Galasso เป็นแบ็คกราวด์ ฟังดูเท่จนอยากจะหยิบแว่นตากันแดดมาสวมให้เหมือนในหนัง ทั้งที่ความจริงนั้นอาชีพเอเจนท์ค้ายาเสพติดของสาวผมทองไม่ได้มีตรงไหนที่เท่เลย แต่หว่อง การ์ไวก็สร้างเธอจนฟัดหัวใจให้โลกตะลึงมาแล้ว 

    ดูหนังจบเป็นรอบที่ร้อย แต่ยังไม่เคยมาเยือนฮ่องกง​ เคยนึกสงสัยว่าทำไมเป็นหนังฮ่องกงที่มีแต่แขกเนปาล อินเดีย มากขนาดนี้ มารู้ชัดก็วันนี้ แถมเวลาเดินผ่านร้านอาหาร กลิ่นแกงกะหรี่ก็ลอยมาประทะใบหน้า ให้ความรู้สึกนี่ตูมาฮ่องกงจริง ๆ ใช่ไหม สับสนทางใจหลายรอบเลยทีเดียว

    ฉันพบว่าฮ่องกงไม่ได้มีผู้หญิงผมทองวิ่งไล่ล่าคนร้าย ไม่มี cop223 ที่ไล่โทรหาคนนั้นคนนี้ เพื่อกลบความเปลี่ยวเหงาในใจ หลังจากที่อาเมย์บอกเลิก ไม่มีเฟย์หว่อง แห่ง Midnight express ที่คอยเปิดเพลง California dreamin’ ดังลั่นร้าน ไม่มี Cop663 มาซื้อเชฟสลัด และแน่นอนว่าไม่มีใครลึกซึ้งกับ Central mid-levels-escalators (บันไดเลื่อนที่ยาวที่สุดในโลก ถูกบันทึกไว้ใน Guinness World Records วัดระยะในแนวดิ่ง จะมีความยาวถึง 800 เมตร) บันไดเลื่อนที่อาเฟยใช้เดินทางไปบ้าน Cop663 นั่นแหละ

    แน่นอนว่าคนฮ่องกงในชีวิตจริงที่เดินสวนกันไปมาไม่เหมือนคนฮ่องกงในหนัง ไม่ค่อยมีใครมานั่งกระทำความหว่อง ใช้ชีวิตเนิบช้า แต่สิ่งที่ฮ่องกงมี และเป็นสิ่งที่ฉันคิดว่ามันโคตรคูลเลยนั่นคือวัฒนธรรมผสมสานระหว่างความเป็นตะวันออกและตะวันตกอย่างลงตัว เป็นความฮ่องกงแบบยูเรเชียนเท่ ๆ เพราะฮ่องกงอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษมาตั้งแต่ปีค.ศ.1841 ก่อนจะส่งคืนให้จีนในปี ค.ศ.1997 (ยกเว้นอยู่ในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองระหว่างปีค.ศ.1941-1945) ถ้าดูหนังฮ่องกงย้อนยุคก็จะเห็นธงชาติบริติชแห่งบริเตนอยู่ในหนังด้วย ฮ่องกงเองไม่ได้ละทิ้งวัฒนธรรมที่มีมาแต่ดั้งเดิมของพวกเขา แต่เราจะเห็นความเข้ากันได้ดีของวัฒนธรรมทั้งสองฝั่ง ไม่ได้บอกว่าการเป็นอาณานิคม​นี่มันดี แต่อย่างน้อยผลที่ตามมาก็ไม่ได้แย่

    ฮ่องกงมีป้ายไฟสวย ๆ ที่เป็นเสน่ห์อย่างมากมายไม่มีที่ไหนเหมือน ถึงจะดูคึกคักแบบนี้ แต่เวลาที่นั่งรถผ่านยามค่ำคืน ฉันกลับพบว่ามันดูเหงาอย่างประหลาด เสียงเพลงและเสียงโฆษณาชวนเชื่อดังกระหึ่มแต่ไม่ดังไปกว่าเสียงเต้นของหัวใจของคนที่นี่ เป็นความคึกคักอันอ้างว้างที่อธิบายมาเป็นคำพูดไม่ได้เลย 

    การเดินทางทำให้ฉันเฝ้ามองวิถีชีวิตของผู้คนที่แตกต่างกันอย่างเงียบ ๆ การออกจากเซฟโซนสำหรับใครบางคนอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การไม่ยอมก้าวออกจากพื้นที่ตรงนั้น สักวันอาจเห็นว่าโลกมันยาก 

    กับผู้คนที่เดินสวนกันไปมา เราต่างเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน การเดินทางมายังสถานที่ที่ไม่เคยคุ้นเพียงลำพังโดยที่ไม่มีใครรู้จักแม้แต่ชื่อเรามันรู้สึกดีแค่ไหน เป็นความเปล่าเปลี่ยวอันแสนสบายใจ บางครั้งฉันชอบทำความคุ้นเคยกับสถานที่มากกว่าจะปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เพราะผู้คนอาจซับซ้อนเกินไป เกินกว่าความเข้าใจของมนุษย์อีกผู้หนึ่ง หรือบางทีอาจเป็นฉันเองที่ซับซ้อนเกินไปก็ได้ การใช้ชีวิตลำพังทำให้ฉันอาจเสพติดกับความเหงา จนเรากลายเป็นเพื่อนที่รู้ใจกันไปแล้ว

    คนฮ่องกงเดินไวกันชนิดที่คนไทยเรียกกันว่าไวกระบือหาย ด้วยความเร็วร้อยสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง สัญญาณข้ามถนนยังไม่เปลี่ยนเป็นสีเขียวพี่ก็เดินไปอีกฟากฝั่งของถนนแล้ว พอจะอนุมานได้ไหมว่าคนฮ่องกงใจร้อน ไม่ชอบรอ เพราะสำหรับพวกเขาเพียงแค่เสี้ยววินาทีก็มีค่า เวลาเป็นเงินเป็นทอง แต่การเดินทอดน่องของฉันไม่เป็นปัญหาต่อพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ตราบใดที่ฉันยังเดินอ้อยอิ่งอยู่ในทางของฉันเอง โดยที่ไม่ก้าวก่ายพวกเขา ถึงจะยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนนับพัน เราต่างเป็นคนของโลกใบเดียวกัน แต่ก็ยังแปลกหน้าต่อกันอยู่ดี

     

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in