Virohazard : มหันตภัยไวรัสล้างโลกHacker Dewdie
ตอนที่ 3 : สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าไวรัส (ตอนจบ)


  •        "ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่มนุษย์ทั่วทุกมุมโลกตายลงอย่างเป็นปริศนา ทำให้นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกเกิดความสงสัย นำชิ้นเนื้อตัวอย่างของบุคคลที่ตายอย่างปริศนาไปพิสูจน์ และก็พบกุญแจที่นำพาพวกเราไปสู่ความเขย่าขวัญสั่นสะเทือนต่อแวดวงวิทยาศาสตร์การแพทย์


              laborar-48  เป็นอาการที่เกิดขึ้นจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ที่กลายพันธุ์มาจากไวรัสคางทูม (Mumps Virus)  โดยเจ้าเชื้อไวรัสนี้เป็นไวรัสที่แฝงตัวมาในกับอาหารการกิน เมื่อผู้ป่วยกินอาหารที่มีีไวรัสชนิดเข้าไปแล้ว มันจะเกาะกัับต่อมไทรอยด์ หลังจากนั้นจะใช้เวลาฟักตัวเป็นเวลาประมาณ 14 วัน ช่วง 7 วันแรกมันจะใช้สารจำพวกโปรตีนที่มีอยู่ในตัวของมันกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ให้ผลิตฮอร์โมนจำนวนมาก เพื่อเป็นสารอาหารเร่งการขยายเผ่าพันธุ์  ดูดกินฮอร์โมนยังกะหลุมดำ  ส่งผลให้ร่างกายเกิดการเผาเผลาญพลังงานอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อจึงต้องเร่งเอาพลังงานสะสมมาใช้ จึงทำให้ร่างกายมีเรี่ยวแรงในการทำงาน หลังจากนั้นถ้าหากผู้ป่วยหลั่งสารโดปามิน  ไวรัสจะสร้างสารต่อต้าน จนทำให้เกิดสารพิษไหลเข้าสู่กล้ามเนื้อในร่างกาย ร่างกายสูญเสียอวัยวะการควบคุม เซลล์เม็ดเลือดเริ่มตาย เป็นผลทำให้เจ้าของร่างเสียกายชีวิตในเวลาต่อมา


              ในตอนนี้เราได้รับรายงานว่า มีไวรััสนี้แพร่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมแห่งของโลก มีผู้ติดเชื้อแล้วประมาณ 40 ล้านคน อยู่ในอาการโคม่า 1.8 ล้านคน และมีเสียชีวิตจากโรคนี้ไปแล้วทั้งสิ้นจำนวน 83,000 คน ซึ่งนับว่าเป็นมหันตภัยร้ายแรงเป็นอย่างมาก กว่าที่วงการแพทย์จะทราบปัญหาดังกล่าวก็เกินเยียวยาแล้ว  รัฐบาลหลายๆ ประเทศเริ่มตระหนักและหามาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดนี้  ผมชั๊ดชะชะช่า และพิธีกรข่าวสาวสุดสวยนามว่าคุณคิดดี จะนำเสนอประเด็นความคืบหน้าของข่าวแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าวในวันถัดไป" 


              "องค์กรระดับโลกประกาศการค้นพบอาการที่เกิดจาก Bolognavirus เป็นทางการแล้วสินะ " 


              ตุ๊บบบบ.....!!!
              เสียงมือทุบโต๊ะดั่งลั่นไปทั่วห้อง 


              "นี่มันเป็นวันที่ 4 แล้วนะนีออน พี่จะบุกห้องทดลองเรนโค้ทเมื่อไหร่ "  ฉันตวาดใส่นีออนที่กำลังนั่งกินอาหารเย็นอย่างช้าๆ มือขวาถือซ้อมค้างไว้ มือซ้ายรูดไถกับโทรศัพท์ กดไลท์รูปในอัลตร้าแกรมอย่างเพลิดเพลิน


              "ก็บอกแล้วไง ว่าที่นั่นมันอัันตราย เราต้องวางแผนก่อนเข้าบริษัทนะ" นีออนตักพาสต้าเข้ามากินอย่างใจเย็น แล้วใช้นิ้วมือรูดโทรศัพท์อีกครั้ง


              "โธ่เว้ย!! จะนั่งทำวางผงวางแผนอะไรกันนักหนา จะให้คนทั้งโลกล้มตายกันหมดไปเลยเหรอ โลกจำเป็นต้องการเรา"  ฉันลุกขึ้นยืืนและพูดจาเสียงดังใส่นีออนให้รู้สึกสติและเลิกเล่นโทรศัพท์มือถือ


              นีออนวางซ้อมลงกระแทกกับจานดังลั่น แล้วเอามือวางโทรศัพท์คว่ำหน้าลง แล้วลุกขึึึ้นยืนข่มใส่ฉััน


              "ก็แล้วทำไมเราต้องทำเพื่อโลกขนาดนั้น" นีออนพูดจาขึงขังใส่ฉัน จนฉันเริ่มหวาดกลัว 


              "มนุษย์ถูกไวรัสจััดการให้ตายไปหมดทั้งโลกก็ดีแล้ว ไอ้การที่จะบอกว่าไวรัสมันทำร้ายมนุษย์นะ มนุษย์ต่างหากที่เป็นไวรัสของโลก คิดดูสิ ใครเป็นคนทำให้ระบบนิเวศน์เสื่อมสลาย ใครเป็นทำให้โอโซนของโลกย่ำแย่ ใครเป็นคนทำให้ภูเขาเหี้ยนเตียนเสมือนเป็นหนังกลอง ใครเป็นคนทำให้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยคาร์บอนมอนอไซค์  แถมมนุษย์ยังขยายเผ่าพันธุ์ไปทั่วสารทิศ แย่งทรัพยากรกัน ถ้าไม่ใช่มนุษย์ มัน---"


              "พอ หยุดพูดในสิ่งที่เป็นข้อดีของมันเสียที" ฉันตวาดกลับใส่ "ถ้าพี่คิดยังงั้น พี่ก็ควรไปให้มันแดรกต่อมไทรอยด์ซะ คนที่ไม่เคยสูญเสียอะไรไปอย่างพี่ ก็คงพูดเรื่องแบบนี้ได้อย่างเต็มปาก"


              ฉันพูดจาเสียงดังใส่กลับเป็นครั้งสุดท้าย แล้วสะบัดหน้าหนี วิ่งขึ้นบัันไดชั้นสองด้วยน้ำตาที่เปื้อนใบหน้า ฉันเอามือปาดน้ำตาที่ไหลลงมา หลังจากนั้นฉันปิดประตูห้องนอนของนีออน พุ่งถลาตัวกับพื้นเตียง กอดหมอนข้าง เอาหน้าซบกับหมอนที่มีกลิ่นหอมของน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ฉันซักให้กับนีออนเมื่อวานนี้


              ตั้งแต่ที่ฉันพบกับนีออนครั้งแรก แววตาคู่นั้นมันทำให้ฉันรู้สึกถึงความหวังในชีวิต  จากพื้นดินที่แห้งแล้งก็มีฝนตกให้เย็นฉ่ำ จากคนหลงทางก็ได้พบเจอกับคนที่รู้จัก ได้เจอของสำคัญที่หล่นหาย จาก
    ฝ้นร้ายกลายเป็นดี  นีออนกลายเป็นคนที่เฉยชาแบบนี้ไปตัั้งแต่เมื่อไหร่  


    ..............


              "นี่มันอะไรกัน....ฉันหลับไปเหรอ"


              ฉันลุกขึ้นตื่นมาในขณะที่ห้องนอนเต็มไปด้วยความมืด ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือ เปิดแอปพลิเคชั่นนาฬิกาขึ้นมาดู เป็นเวลาตีสองกว่าๆ  ฉันล้มตัวลงบนเตียงนอนอีกครั้ง เอามือก่ายหน้าผากตัวเอง พลิกตะแคงไปตะแคงมา หยิบโทรศัพท์มือถือเช็คดูข่าวการแพร่ระบาดของไวรัส ผลปรากฏว่าพบผู้ติดเชื้ออีกหลายพันคน และมีคนตายอีกหลายร้อยคน ภายในเวลา 6 ชั่วโมง


              ฉันโยนโทรศัพท์มือถือลงบนที่นอน เดินลงมาชั้นล่างแล้วเข้าไปห้องรับแขก พบนีออนนอนหลับบนโซฟาหน้าทีวี เขานอนหลับอย่างไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาวมาตั้งแต่ตอนกลับมาจากการพบคีย์เมคเกอร์คนนั้น ฉันเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น เอาหัวพิงโซฟาที่เขานอน มองหน้าจอโทรทัศน์ที่มีภาพพักหน้าจอแล้วคิดถึงชะตากรรมของโลก ไวรัสเล่นงานคนทั้งโลก คนทั้งโลกเจ็บป่วยทรมานและเสียชีวิต ชีวิตหลังความตายก็คงมืดมนไม่ต่างอะไรกับภาพพักหน้าจอโทรทัศน์


              ฉันอดทนจมกับความคิดเหล่านั้นไม่ไหว  จนฉันลุกขึ้นเดินไปที่ตู้ลิ้นชักเก็บของ  นีออนเอาสิ่งของที่คีย์เมคเกอร์คนนั้นใส่ไว้ในตู้ลิ้นชัก เมื่อฉันเปิดออกมา หยิบกล่องใบหนึ่งที่ฉันจำได้ เมื่อฉันเปิดกล่องออกมา พบผ้าโปร่งผืนสีดำ ฉันเอาผ้าโปร่งผืนนั้นมาคลุมลำตัวของฉัน ก็พบว่าตัวของฉันหายโล่ง เหลือแต่คอที่โผล่ออกมา ใช่แล้ว มันคือผ้าคลุมล่องหน


              ฉันตัดสินใจเก็บกล่องใส่ตู้ลิ้นเก็บของ ปิดตู้ลิ้นชัก และหยิบผ้าคลุมล่องหนที่วางกับพื้น เสียงหัวใจเต้นเหมือนตีกลองสะบัดชัย  เสียงเม็ดฝนขนาดต่างๆ ตกกระทบกับแผ่นหลังคาเป็นโน้ตดนตรีเพลงปลุกใจ  จังหวะก้าวเท้าสัมพันธ์กับจังหวะในหัวใจ  ฉันเดินขึ้นไปห้องพระที่อยู่ชั้นสอง จุดธูปจุดเทียบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านของนีออน หยิบและสวมเสื้อผ้าตัวโปรดที่อยู่ในตู้เสื้อผ้า รวบปลายผมแล้วมัดด้วยยางรัดผม แต่งหน้าแต่งผมให้เป็นสาวดุ หลังจากนั้นสวมผ้าคลุมล่องหนปิดท้าย เดินลงมาชั้นล่าง หยิบหวีเสียบผมที่เป็นของที่นีออนซื้อไว้ให้กับฉันวางบนโต๊ะกระจกข้างโซฟาที่เขานอนอยู่  ฉันสบตามองเขาเป็นครั้งสุดท้าย ขว้างน้ำตาลไอซิ่งลงบนพื้น และหายตัวไป


              แสงสีีขาวแลบลุกวาบทั่วท้องฟ้า  ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องดังลั่นจนทำให้นีออนตื่นขึ้นมาพบแป้งขาวบนพื้น เขาเอามือไปแตะ พลันก็นึกอะไรได้บางอย่าง เขาจึึงเดินไปเปิดตู้ลิ้นชักแล้วพบว่า ผ้าคลุมล่องหนหายไปแล้ว เขาหยิบสิ่งของสิ่งหนึ่งติดตัวมาด้วย เมื่อแบมืออกก็พบว่าเป็นหวีเสีียบผมของนิล จึงทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า นิลหนีไปแล้ว  เขาเอามือทุบโต๊ะลิ้นชัก ภายในใจของเขารู้สึกเจ็บปวดมากกว่าที่มือ  ไม่นานนัก นีออนวิ่งออกจากห้องนั่งเล่นทันที แล้วสะดุดกับขาตัวเองล้มลง ล้มลงทรุดตัวลงกับพื้น เสียใจ ร้องไห้ เอามืดกอดอกของตัวเอง 


              "ผมต้องตามเธอไป ไม่งั้นเธอจะตายแน่ๆ"  หลังจากที่เขาคิดอย่างนั้น ก็มีความคิดอีกทางหนึึ่งสวนกลับมาว่า   "แล้วถ้าผมเผยความจริงออกไป  มันจะฆ่าผมตายแน่ๆ"  



    ..............................

  •           ควันสีขาวค่อยๆ จางลง พร้อมภาพค่อยๆ ปรากฎให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น  ฉันยืนหน้าประตูรั้วเหล็ก ข้างในเป็นอาคารสูง 10 ชั้น บนชั้นดาดฟ้าของอาคารจะมีข้อความเขียนตัวใหญ่ๆ เป็นชื่อ "Raincoat"  หน้าประตูรั้วมีผู้รักษาความปลอดภัยหลายคนยืนคุมอย่างหนาแน่น ประตูรั้วถูกปิดไม่ให้คนภายนอกเข้าได้เลย ฉันค่อยๆ นั่งลง อยู่กับพื้นหน้าประตูรั้ว พลางคิดหาวิธีฝ่าประตูรั้วนี้ไปให้ได้

     
              และแล้วมีแสงไฟจากทางถนน ตามมาด้วยเสียงทุ้มของเครื่องยนต์ พร้อมวัตถุขนาดใหญ่ยักษ์ แสงไฟทำให้ฉันตาพร่า มันพุ่งเข้ามาหมายจะชนฉัน ฉันรีบลุกขึ้นยืนวิ่งฉีกออกไปด้านข้าง วัตถุใหญ่ยักษ์นั้นจอดที่จุดฉันนั่งพอดี มันปล่อยเสียงลมออกมา เมื่อสายตาฉันเริ่มปรับตัวรับแสงได้ ฉันเห็นรถบรรทุกสินค้าหกล้อจอดอยู่ตรงหน้า


              ผู้รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งยืนกำกับที่หน้ารถบรรทุก และผู้รักษาความปลอดภัยอีกสองคนที่เหลือเดินไปเปิดท้ายรถบบรรทุก ส่องไฟฉายตรวจสอบความผิดปกติ หลังจากนั้นปิดประตูตู้ท้าย ส่งสัญญาณความเรียบร้อย ผู้รักษาความปลอดภัยที่ยืนหน้ารถบรรทุกยกวิทยุสื่อสาารแนบกับปาก หลังจากนั้นประตูรั้วเปิดออก ในระหว่างนั้นที่รั้วกำลังเปิดออกนั่นเอง ฉันรีบเดินผ่านประตูรั้วเข้าไปอย่างง่ายดาย


              ฉันเดินตามทางเดินไปเรื่อยๆ  รถบรรทุกสินค้าที่ฉันพบเจอเมื่อสักครู่วิ่งผ่านฉันไป ฉันฉุกคิดขึ้นมาอย่างกะทันหันและตัดสินใจวิ่งตามรถคันนัั้ันไป  รถบรรทุกสินค้านั้นวิ่งหายลับไปบริเวณหลังอาคาร เมื่อฉันตามมาถึงจุดที่พบรถบรรทุกอีกครั้ง ฉันเห็นคนขับรถเปิดประตูตู้สินค้าท้ายรถ  หลังจากนั้นไม่นาน มีพนักงานสวมชุดกาวน์เดินก้าวออกมาจากประตูหลังอาคาร  พวกเขาคุยกับคนขับรถสักครู่ หลังจากนั้นคนขับรถปีนและเข้าไปในตู้บรรทุก หยิบกล่องกระดาษลังวางไว้ที่ท้ายตู้บรรทุกสินค้า  พนักงานที่สวมชุดกาวน์แบกกล่องกระดาษลัง และเดินผ่านเข้าประตูหลังอาคาร  ในระหว่างนั้นเอง ฉันรีบเดินไปต่อท้ายของพนักงานชุดกาวน์แล้วเข้าไปในประตูหลังอาคาร


              ฉันเดินแยกทางจากพนักงานชุดกาวน์ และมองป้ายแผนผังอาคารที่บริเวณเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ฉันสะดุดกับห้องๆ หนึ่งที่มันเขียนว่า  "ห้องปฏิบัติการทดลองวิจัยและพัฒนาโรคระบาด"


              เมื่อฉันเดินไปยังชั้นห้องปฏิบัติการทดลองวิจัยและพัฒนาโรคระบาดแห่งนี้ ก็พบว่าชั้นดังกล่าวมืด ไม่มีแสงไฟของอาคาร มีเพียงแสงของดวงจันทร์ ที่ส่องจากท้องฟ้า ผ่านหน้าต่างกระจกที่อยู่ชัั้นดาดฟ้าส่องให้เห็นความสว่างภายในอาคารอยู่บ้าง  


              ฉันยังคงเดินไปตามทางเดินเรื่อยๆ มีเทปสีเหลืองขวางกันเอาไว้และแสดงข้อความว่าห้ามเข้า และมีกองเก้าอี้วางพะรุงพะรังขวางทางเดิน ฉันไม่สนใจคำเตือนเหล่านั้น ฉันยกขาก้าวข้ามเทปกั้น และเดินต่อไปเรื่อย 


              ในระหว่างที่ฉันเดินไปตามทางเดิน ฉันแปลกใจร่างกายของตัวเอง  ฉันมองมือมองแขนตัวเอง ก็เป็นภาพกายหยา่บที่ชัดเจน ผ้าคลุมล่องหนไม่ทำงานแล้ว มันกลายผ้าคลุมธรรมดาแทน  ฉันปลดผ้าคลุมล่องหนออกจากตัว และทิ้งกองบนพื้น  ก่อนทีี่ฉันจะทิ้ง ฉันสังเกตเห็นแถบป้ายคอเสื้อ มันถูกเขียนว่า "ของก๊อปเกรดเอ" อ่อ...มันคงเป็นแบบนี้นี่เอง 


              ยิ่งฉันเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่ ฉันเห็นสิ่งแปลกมากขึ้นเรื่อยๆ มีร่องรอยการขูดขีดประตูและผนัง กำแพง หน้าต่างแตกกระจัดกระจาย เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์และเคมีภัณฑ์ต่างๆ พังกระจัดกระจายตามพื้น 


              "อึด อึด งึด....แฮ่กกกๆๆๆ แฮ่กกๆๆๆๆๆ" 
              ฉันได้ยินเสียงประหลาดจากมุมหนึ่งของฉัน ฉันเดินเข้าไปที่จุดตรงๆ นั้น เดินเข้าไปเรื่อย เดินเข้าไปเรื่อย อย่างช้าๆ ค่อยๆ ย่อง จนพบชายสวมเสื้อชุดกาวน์ยืนหันหลังให้ฉัน เขายืนมองกำแพงด้วยท่าประหลาด ขาทั้งสองข้างแยกขาเท่าระยะหัวไหล่ แขนทั้งสองข้างแกว่งไปด้านหน้าและด้านหลังพร้อมๆ กัน  ถ่ายน้ำหนักเอวไปตามจังหวะการแกว่งแขน ทำท่าอย่างนั้น วนซ้ำไปซ้ำมา


              ฉันชักหัวหลบเขาโดยทันที ตั้งสติ และผ่อนลมหายใจ  ฉันมองไปที่ชายคนนั้นอีกครั้ง เขายืนหยุดนิ่ง แล้วหลังจากนั้นค่อยๆ หันกลับมา ในชั่วเสี้ยววินาทีนั้น ฉันเห็นใบหน้าผู้ชาย หัวโล้น ตาโต ไร้คิ้ว ปากอ้า ฟันเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ น้ำลายยืดย้อย และตามลำตัวเปรอะด้วยเลือดที่แห้ง เขาสูดกลิ่นเขาไปสักครู่หนึ่ง แล้วเดินตรงมาที่ฉัน


              ฉันตัดสินใจค่อยเดินหนี ทิ้งระยะห่างจากมัน จากก้าวเท้าช้าๆ เป็นก้าวเท้าเร็ว  ฉันหันไปด้านหลัง มันกำลังวิ่งตามฉันมา ฉันกรี๊ดอย่างสุดเสียง วิ่งอย่างสุดแรง เร่งสปีดฝีเท้าไปเรื่อย เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังก้องทางเดิน  เมื่อฉันหันไปมองด้านหลังอีกครั้ง มีคนหลายคนวิ่งตามฉันมา ฉันรีบวิ่งเร็วขึ้นไปอีก นี่เป็นทางเดินนะไม่ใช่ทางวิ่ง


              และฉันมาเจอกับห้อง B43,.,.,.,.,.,. ห้องนั้นเปิดประตูอ้าค้างไว้ ฉันตัดสินใจหลบเข้าไปในห้องนั้นทันที ปิดประตู ใส่กลอน เลื่อนโต๊ะเก้าอี้ทีี่อยู่ในห้องมาขวางประตูไว้ เสียงคนแปลกประหลาดภายนอกยังคงพยายามกระแทกประตู แต่ก็ทำไม่สำเร็จ  หลายนาทีต่อมาสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ความนิ่งสงบ ฉันค่อยทรุดตัวลงกับพื้น แล้วสูดลมหายใจลึก


              หลังจากนั้นฉันลืมตาออกมา เห็นรูปใบหน้าคนอยู่บนกระดาษ A4  ติดอยู่กับกระดานกรีนบอร์ดที่อยู่มุมด้านหนึ่งของห้อง ฉันรู้สึกคุ้นเคยกับใบหน้านั้น เหมือนเคยเห็นใบหน้านี้ที่ไหนมาก่อน ฉันเอามือดันพื้นค่อยลุกๆ ขึ้นยืน จ้องรูปใบหน้าของคนนั้นไว้ แล้วเดินเข้าไปมองดูใกล้ๆ


              "พี่สมคิด......"


              ใช่แล้ว นี่คือรูปใบหน้าของพี่สมคิด พร้อมกับคำว่า "WANTED"  ฉันแปลกใจเป็นอย่างมาก ทำไมพี่สมคิดต้องถูกจับกุมตัว เมื่อฉัันมองกระดานอีกครั้ง ก็พบเครื่องหมายปักหมุดหลายๆ จุด และกล่องข้อความอีีกหลายๆ กล่อง ฉันเริ่มไล่เรียง ลำดับเหตุการณ์ และอ่านกล่องข้อความใจไปเรื่อยๆ จนทราบว่า


              "พี่สมคิดคือคนที่ขโมยไวรัสจากห้องทดลองไปขายให้กับโรงงาน"


              ฉันยืนนิ่งแข็ง ตะลึง และตะเตือนไต พี่สมคิดที่ฉันรู้จักไม่ใช่เป็นคนอย่างนั้น พี่สมคิดออกจะเป็นคนซื่อๆ ไม่คิดว่าจะขโมยไวรัสจากห้องทดลองไปจริงๆ  อาจจะเป็นการยัดเหยียดข้อหา และเจตนาร้ายต่อพี่สมคิดก็ได้  


              โครมมมมมม!!!!
              ฉันหันไปหาที่มาของเสียง พบชายแปลกประหลาดหลายคนพังประตูห้องเข้ามา พวกเขาเดินก้าวข้ามผ่านเก้าอี้และโต๊ะที่ฉันปิดทางเอาไว้  พวกเขามุ่งตรงมาหาฉัน  เข้ามาใกล้ฉัน  ฉันตระหนักตัวเองดี ว่า นี่คงเป็นวาระสุดท้ายของชีวิต ฉันหลับตา นึกถึงหน้าพ่อ นึกถึงหน้าแม่ และสุนัขที่ตายไป ฉันยังมีหนี้รถและบัตรเครดิตของฉันที่ยังไม่ได้จ่าย และฉันก็ยังโสด คือฉันจะตายตอนที่ตัวเองโสดไม่ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามฉันอ้อนวอนเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าชาติหน้ามีจริง ก็ขอให้เกิดมาถูกล๊อตเตอร์รี่รางวัลที่หนึ่งสักครั้ง หรือเกิดมาหน้าสวยอย่างเบเล่ เพื่อจะได้เล่นหนังบุพเพสังวาส เถิด


              ฉันหลับตานานจนแปลกใจ ไม่มีใครมาจับร่างของฉัน ฉันแปลกใจเป็นอย่างมาก จึงค่อยๆ ลืมตาออก พบเจอชายหนุ่มคนหนึ่ง เขาถีบ เตะ ต่อย พวกคนทั้งหลายที่กำลังเข้ามารุมฉัน เขามีพละกำลังเรี่ยวแรงอย่างช้างสาร เขามีผมสีทอง คิ้วสีทอง เขาจ้องมองพวกพวกชายประหลาดด้วยสีหน้าโกรธแค้น  เขาสวมเสื้อสีส้ม กางเกงสีส้ม มีกล้ามเนื้อมัดๆ  เขาร้องลั่น แล้วค่อยๆ เบ่งเสียงอันทรงพลังออกมา  ชายแปลกประหลาดที่รุมเขา กระเด็นไปคนละทิศทาง กระแทกกับผนังห้องจนสลบไป


              "โกคู ใช่โกคูใช่ไหมเนี่ย"


              "เอิ่ม นิล  นี่พี่นีีออนเองน้อง" หลังจากพูดจบ  นีออนถุยน้ำลายลงบนพื้น แล้วหันบอกกับฉันด้วยสีหน้าอันหนักแน่น 


              "เห็นผมสีทองขนาดนี้อย่าเข้าใจผิดนะว่าพี่เป็นชาวไซย่า แต่ที่ผมเป็นสีทอง เพราะว่าก่อนตายพี่อยากเป็นย้อมผมสักครั้งในชีวิตนะ"            

            

    ....................          




  •           "ทำไมพี่ต้องมาอยู่ที่นี่ล่ะ"  ฉันเริ่มต้นเป็นฝ่ายเปิดประเด็น หลังจากที่นีออนพาฉันมาอยู่ในห้องที่ปลอดภัย 


              "พี่รู้ว่าพี่ไม่ควรทำอย่างนั้นกับน้อง" นีออนล๊อกประตูห้องอย่างเรียบร้อยแล้วเดินเข้ามานั่งใกล้ๆ ฉันที่กำลังเหนื่อยกับการวิ่งหนีพวกคนประหลาดเหล่านั้น  "พี่รู้ซึ้งและเข้าใจแล้วว่าชีวิตคนหนึ่งคนมันมีค่าแค่ไหน" 


              "................" ฉันรู้สึึกจุกอกไปชั่วครู่ และมองหน้านีออนด้วยความสงสัย


              "พี่เองก็ทำใจไม่ได้หรอกนะ กับการที่พี่ต้องห่างไกลจากน้องอย่างนี้  ถ้าหากว่าวันหนึ่งที่เราต้องห่างไกลจากกัน อย่างน้อยพี่ก็ต้องบอกสิ่งหนึ่งกับน้องก่อน" 


              นีีออนจับมือทั้งข้างหนึ่งของฉัน แล้วเอามาแนบกับหน้าอกของเขา เขาส่งสายตามาหาฉัน ฉันมองแววตาของเขา สายตาของเขาช่างเป็นอ่อนโยน นุ่มนวล และดูระยิบระยับราวกับดวงดาวบนฟากฟ้าในคืนนี้


              "วินาทีที่พี่ได้พบเจอกับน้องครั้งแรก คือวินาทีที่พี่ไม่ใช่คนเหงาอีกต่อไป" นีออนพูดอย่างช้า ด้วยประโยคถ้อยคำที่หวานซึ้ง  


              "นิล....นิลรู้ไหม ตั้งแต่ที่สมคิดโชว์รูปถ่ายของน้องให้ดูครั้งแรก ความน่ารักของน้องก็แตะตาต้องใจของพี่ พี่ก็ภาวนาให้ตัวเองได้เจอกับน้องซักที ถ้าได้เจอกับน้องแล้ว พี่จะตั้งใจจะดูแลน้อง ไม่ให้น้องต้องร้องไห้"


              "จนวันหนึ่งพี่ได้พบกับน้องจริงๆ พี่ก็รู้สึกเหมือนร่างกายปั่นป่วน จนทำตัวเองไม่ถูก มันเหมือนกับมีผีเสื้อบินอยู่ในท้อง"


               "พี่พยายามคิด พยายามพูด และจะบอกความรู้สึกในใจที่เก็บไว้ แต่ปากมันไม่ยอมพูดออกไปสักที  


               "มันเหมือนกับ เหมือน...กับ เออ...หัวใจติดไวรัส  มันทำให้พีี่รู้สึกกระวนกระวาย สั่นสะท้าน ไม่เป็นธรรมชาติ และก็อ่อนไหวทุกทีที่ที่มองหน้าน้อง แต่พอเวลาน้องหายไป พี่ก็เหมือน เหมือน บางอย่างมันขาดหายไป ทุกอย่างก็กลับไปจุดเริ่มต้น ในจุดที่เงียบเหงา ว่างเปล่า และเหว่ว้า"


              "นิล...."


              "พี่ขอนะ......"


               "มาเป็นไวรัสในใจพี่อีกครั้งเถอะนะ"


              หลังจากที่นีออนพูดจบ ฉันเริ่มร้องไห้และมีน้ำตาไหลออกมา ฉันพยายามหยุดน้ำตาเอาไว้ แต่ฉันไม่สามารถทำได้ ฉันเอามือทั้งสองมือปาดเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา แต่ไม่ว่าเช็ดน้ำตาเท่าไหร่น้ำตายังคงร่วงไหลออกมาไม่ขาดสาย ฉันรู้สึกเกลีียดตัวเองที่เป็นอย่างนี้ ฉันไม่อยากให้นีออนเห็นสภาพน้ำตาที่เปื้อนบนหน้า จึงซบตรงที่ไหล่ของนีออน นีออนลูบหัวของฉัน ยิ่งนีออนลูบหัวของฉันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้รู้สึกอบอุ่น เหมือนตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก


              หลังจากที่ฉันซึ้งใจอยู่ได้ไม่นาน ฉันเริ่มมีสติ และรู้สึกตัว แล้วค่อยพูดกับนีออนอย่างช้า


              "ไปกันเถอะพี่นีออน  เราหาทางคิดค้นวัคซีนไวรัสตัวนี้กันเถอะ"


    .............


  •           ในระหว่างทาง ฉันเดินค้นหาห้องต่างๆ ไปเรื่อย นีออนต่อสู้ ถีบ เตะ ต่อย กับคนแล้วคนเล่า จนเหงื่อไหลเปียกโชกโชน ฉันมองหน้านีออน เขายังคงขะมักเม้นกับการต่อสู้อย่างไม่ลดละ ยิ่งเวลาทีี่ฉันเห็นหยดเหงื่อของนีออกตกลงบนพื้น ยิ่งทำให้ฉันรีบเร่งหาห้องที่ฉันต้องการค้นหาอีกต่อไป เพราะยิ่งยื้อไว้นาน นีออนก็คงเหนื่อยล้ากับการต่อสู้มากยิ่งขึ้น


              จนในที่สุด ฉันมาเจอกับห้องที่มีลักษณะห้องพิเศษอย่างหนึ่ง ภายในห้องมีบริเวณกว้างขวาง มีโต๊ะหลายตัวถูกวางเรียงโดยรอบ แต่เว้นพื้นที่ตรงกลางเอาไว้ พื้นที่ตรงกลางมีคนหนึ่งคนยืนเอามือแกว่งแขนเหมือนกับชายหนุ่มที่ฉันเคยเจอ 


              ชายตรงกลางห้องหยุดการแกว่งแขน แล้วหันหน้ามายังที่ฉันและนีออนยืนอยู่ เมื่อได้เห็นใบหน้าของเขา ยิ่งทำให้ฉันตกตะลึงใจเป็นอย่างยิ่ง 


              "พี่สมคิด !!!!!"


              "ขอยินดีต้อนรับ สู่บริษัทเรนโค้ทจำกัด"  สมคิดพูดกล่าวต้อนรับด้วยถ้อยคำที่สุขุม และปรบมืออย่างดัง "นิล เป็นไงบ้าง ไม่เจอกันตั้งนาน สบายดีไหม"


              "พี่สมคิด ทำไมพี่ถึงได้---"


              "พี่รู้แล้ว ว่าน้องต้องถามในประเด็นนี้ แต่ก่อนอื่นพี่ต้องรายงานสถานการณ์ไวรัสรอบโลกก่อนนะ" 


              สมคิดหันหลังกลับไป หลังจากนั้นไม่นาน มีีภาพโฮโลแกรมปรากฎข้างๆ ของสมคิด แสดงกราฟและสถิติต่างให้เห็น 


              "สถานการณ์ตอนนี้ไวรัสกำลังแพร่กระจายไปทั่วโลกแล้ว มีีคนทุกๆ ประเทศติดเชื้อทั้งหมดแล้ว มีผู้ติดเชื้อจำนวน 21 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 9 แสนราย ถ้ามองจากกราฟการติดเชื้อแล้ว ปรากฏว่าจะมีแนวโน้มการติดเชื้อเป็นทวีคูณ และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก ตอนนี้ยังไม่มียาหรือวัคซีนตัวไหนที่ต้านไวรัสประเภทนี้อยู่ได้  ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไป 3 เดือนข้างคนจะติดทั้งโลก และจะคนทุกคนจะตายภายในปีหน้า ถือเป็นจุดจบของมนุษย์"


              "พี่ทำแบบนี้ทำไม ทำไมพี่ต้องทำ--"

              
              "ฉันเคยคิดว่านิยายเรื่องนี้เป็นแนวเอาตัวรอดจากซอมบี้ แต่ดูตอนนี้สิ มันกลายเป็นนิยายไซไฟซะงั้น" พี่สมคิดพูดดังลั่น จนเสียงก้องไปทั้งห้อง ฉันตกใจ และยืนนิ่งเงียบ


              "พี่เข้ามาร่วมบริษัทนี้ด้วยความหวังว่าจะต้องพัฒนาวัคซีนเพื่อโลก  เขาต้องการให้พี่ทดลองยา แม้ว่าพวกเขาจะบอกพี่ว่าอาจจะทำให้ร่างกายเกิดความทรมานก็ตาม แต่พี่รับอาสาเป็นผู้ทดลองวัคซีนเป็นคนแรก เพราะพี่เชื่อว่า นี่คือวัคซีนสร้างมนุษย์อ่อนแออย่างพี่ให้กลายเป็นซุปเปอร์โซลเยอร์"


              "แต่หลังจากทดลองไปแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็เป็นอย่างที่เห็น พี่ก็กลายเป็นคนอ้วนลงพุง เป็น "ซุปเปอร์โบลเดอร์" ซะแทน พี่จึงต้องแกว่งแขนลดพุงลดโรคไปมาอย่างนี้  เวลาที่พี่มองดูตัวเองในกระจกเงา พี่เกลียดร่างกายตัวเอง  จนมาถึงวันที่ผู้หญิงหลายคนเริ่มตีตัวอออกจากพี่ เพราะพี่มีร่างกายที่ดูตลก อ้วนตุตะ คงไม่มีใครชอบใจ ทำให้พี่ก็ยิ่งเกลียดบริษัทนี้เข้าไส้ พี่อดทนไม่ได้ ต้องขโมยไวรัสทีี่เขาทดลองขึ้นมาใหม่ ไปขาย สร้างเรื่องราวใส่ร้ายป้ายสีกับบริษัท แล้วนำเงินที่ขายได้มารักษาตัวเอง"


              "แต่ปรากฏว่า ผลที่เกิดขึ้นรุนแรงอย่างไม่คาดคิด ไวรัสตัวนั้นเป็นไวรัสที่ร้ายแรง พี่ต้องพึ่งพาเพื่อนร่วมยากอย่างนีออนเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ นีออนเป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่แสนดี แต่อย่างไรก็ตามพวกคนในบริษัทเขาต้องการตัวพี่ พี่ไม่อยากให้นีออนต้องมาเผชิญกับสถานการณ์ลำบากเหมือนกับพีี่ ถ้ามันเกิดขึ้นเพราะฝีมือของพี่ พี่ก็ต้องแก้ปัญหามันด้วยฝีมือของพี่เพียงแค่คนเดีียว พี่ต้องตัดสินใจให้บริษัทจับกุมตัว  พวกเขากักขัง หน่วงเนี่ยวพี่ไว้ในคุกแห่งนี้ แต่พี่ก็เปลี่ยนสถานที่แห่งนี้ให้เป็นห้องทดลองเพื่อคิดค้นวัคซีน แต่ก็จนปัญญา ไม่มีทางเลย มีโอกาสเพีียงแค่ 0% เท่านั้น"


              "นีอออน  กูขอโทษมึงด้วยว่ะ ทีี่กูต้องให้มึงมาร่วมชะตากรรมแบบนี้ แต่กูก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ถ้าทำก็มีแต่เจ็บ ไม่ทำก็มีแต่เจ็บ ทุกวินาทีีที่เพิ่มก็ยิ่งมีแต่คนติดเชื้อและคนตาย กูต้องทำอย่างไร บอกกูที" 

              
              "สมคิด อืม...ผมเข้าใจนะ....แต่คือ..."  นีออนเดินเข้าไปหาสมคิด แล้วเอามือตบบ่า  "ตอนนี้เราต้องหายารักษาคนทั้งโลกและก็..."


              "อืม ลงมือกันเลย"


              สมคิดเดินไปเปิดผ้าคลุมไวท์บอร์ดที่อยู่ด้านมุมหนึ่งของห้อง แล้วลากมาไว้ทีี่กลางกระดานห้อง พร้อมกับอธิบายโครงสร้าง การเรียงตัวของโปรตีน การทำงานของไวรัส หลังจากนั้นทั้งสองคนจึงไปนั่งประจำโต๊ะเครื่องมืออุปกรณ์เคมี บางทีีก็ต้มน้ำให้เดือด บางทีก็เขย่าหลอดแก้ว บางทีก็เพาะเชื้อในจานแก้ว ฉันเห็นพวกเขาสองคนทำงานอย่างขะมักเขม้น ร่วมกันทำงานอย่างสามัคคี จนในที่สุด


              หลายวันผ่านไป
              "สำเร็จแล้ว ยาต้านไวรัส ของพวกเรา"


              ทันทีีที่พูดจบ นีออนก็ไอออกมา 2-3 ครั้ง เขาก้มตัวลงไปกับพื้นและก็ไอแทบไม่หยุดเลย ฉันรีบเข้าไปลูบหลังเขา และค่อยๆ พูดด้วยน้ำเสียงทีี่อ่อนโยน ไม่เป็นไรนะพี่นีออน ไม่เป็นไร สูดลมหายใจลึกๆ อย่างช้าๆ อย่างนั้นแหละ 


              เมื่อนีออนหยุดการไอ เขาหันหน้ามามองหน้าฉัน และยื่นแบมือออกมาให้ฉันดู


              ฝ่ามือของเขาเต็มไปด้วยเลือด ที่ปากเขาของเขาก็มีเลือดสดเต็มปาก


              "พี่นีออน พี่ พี่เกิดอะไรขึ้น"


              "นิล"  นีออนพูดอย่างช้าด้วยเสียงสั่นๆ  "นิลก็รู้ใช่ไหม หลังจากที่ทำงานอะไรเสร็จตามเป้าหมาย ผลที่เกิดขึ้นมันคืออะไร"


              "ไม่นะ ไม่นะ พี่จะต้องไม่ติดเชื้อไวรัส อย่าพูดอย่างนั้นพี่"  หลังจากที่ฉัันพูดจบ นีออนทำใบหน้าเย๋เกและเอามือทาบที่หน้าอกของตัวเอง แสดงความรู้สึึกเจ็บปวดมาทางใบหน้า


              "ไม่ต้องร้องนะ ไม่ต้องร้องนะนิล  พี่สัญญากับตัวเองแล้ว พี่จะต้องไม่ทำให้น้องร้องไห้  จากนี้ต่อไปคนทั้งโลกจะปลอดภััยแล้ว นิลก็ต้อง--" 


              ไม่ทันที่นีออนพูดจบ สมคิดกรอกยาต้านไวรัสเข้าปากโดยทันทีี ทำให้นีออนตาค้าง สมคิดเอามือปิดปากนีออน

              
              "ในช่วงเริ่มต้นที่เราวิจัยไวรัสนี้ด้วยกัน เราสองคนพลาดท่าจากกินโบโลน่าเข้าไป จึงได้รู้ว่าไวรัสมาจากอาหารชนิดนี้แหละ พี่รอดมาได้ คงน่าจะเป็นเพราะจากการเป็นหนูทดลองยาของบริษัทนี้ แต่นีออนนะซิ เขารู้ตัวเองอยู่เสมอ เขาจึึงพยายามทำให้ผลิตภัณฑ์ยาที่พวกเราร่วมกันคิดค้นขึึ้นมาไม่สำเร็จสักที"


               และหลังจากนั้นไม่นานนีออนก็นิ่งสลบไป ฉันเขย่าร่างนีออนไว้ แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับกลับมา


              "พี่สมคิด พีี่คิดว่าพี่เขาจะรอดไหม"


              "พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน...โอกาสมีเพียงแค่ 1% เท่านั้น พี่ขอเอามหาลัยอ๊อกปอดเป็นเดิมพัน" 




    .................


              ผ่านไปราวสิบกว่าวัน ต้นข้าวออกรวงเรืองอร่ามเต็มท้องทุ่งนา ดอกบานชื่นผลิดอกแย้มระรื่นท้ารับฤดูร้อน นกน้อยหยอกล้อล้อเล่นกันไปมา ลมร้อนพัดมากระทบกระดิ่งลมสร้างบทเพลงให้เกิดความรู้สึกเย็นใจ


              ถึงแม้ว่าวัคซีนจะผลิตไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่ยาต้านไวรัสที่สมคิดและนีออนผลิตคิดค้นมันขึึ้นมา มันช่วยรักษาผู้คนบนโลกนี้เอาไว้ได้ทันท่วงที ผู้คนบนโลกเริ่มจะหายจากอาการติดไวรัสแล้ว บริษัทเรนโค้ทถูกศาลโลกพิพากษา สมคิดต้องถูกจำคุกเนื่องจากปล่อยให้ไวรัสแพร่ระบาด ส่วนฉันพานีออนมารักษาอาการที่บ้านเกิดของฉันเอง


              ฉันเอาผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำและลูบท่อนแขนนีีออนอย่างช้าๆ หลังจากนั้นฉันเปิดโทรศัพท์มือถือเปิดเพลงของปัทโถ่เฟ่น เล่าเรื่องเดอะช๊อคให้นีีออนฟัง แต่แล้วนีออนก็ยังไม่ตื่นขึึ้นมาจากภวังค์ ฉันเอาหัวตัวเองซบทีีไหล่ของนีออน เอามือตัวเองกุมมือนีออนเอาไว้ แล้วคิดถึงเหตุการณ์ที่เราทั้งสองคนอยู่ด้วย พูดคุยด้วยกัน


              แต่แล้วฉันรู้สึึกได้ว่ามีอะไรที่สะกิดทีี่มือของตัวเอง ไม่นานนักก็มีท่อนแขนของนีออนเข้ามาลูบที่หัวของฉัน ฉันสะดุ้งดึึึงหัวตัวเองขึึ้นมา มองเห็นนีออนลืมตาสบตาฉันอย่างไม่ลดละ ฉันรู้สึกดีใจจนแทบจะพูดไม่ออก 


              "เป็นอะไรเหรอ..คนดี....." นีออนพูดด้วยใบหน้าที่ยิ้ม  "ดูซิ...น้ำตาไหลอีีกแล้ว กลายเป็นคนขี้แยไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย"


              ฉันแทบจะพูดไม่ออก ฉันเอาหน้าซบตรงอกของนีออน แล้วเอามือกอดร่างชองนีออนไว้แน่นๆ


              "อะไรกัน นี่น้องพูดไม่ออกแล้วหรือเนี่ย ติดไวรัสตัวไหนมาแล้วล่ะเนี่ย  มาๆ ให้พี่ช่วยแก้ให้  โอม เพี้ยง แหม่ๆๆ ดูสิ เอาแต่ร้องไห้ ไม่ยอมตอบพี่เลย" นีออนยังคงพูดไม่หยุดหลังจากที่เขาตื่นมา ส่วนฉันยังมีน้ำตาไหลไม่หยุดเช่นกัน ฉันโผล่หัวขึ้นมา แสดงให้เห็นใบหน้าที่ดูไม่น่ารักเอาเสีียเลย


              "จะให้ฉันตอบอย่างไรดีล่ะ"
              ฉันตอบด้วยเสียงสั่น แล้วหลังจากนั้นสูดลมหายใจลึก เอามือปาดน้ำตา


              "ก็ถ้าโฮสต์ตัวนี้ตายไป ไวรัสอย่างฉันก็คงตายตาม"




    .......THE END..........

              


              

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in