Virohazard : มหันตภัยไวรัสล้างโลกHacker Dewdie
ตอนที่ 1 : Rabbit city : เมืองวิปริต แปรปรวน ทันใด


  •           เช้าวันที่ 17 กันยายน 2547
              ฉันลืมตาขึ้นมาภายใต้ผ้าปิดตา ฉันดึึงผ้าปิดตาออก แสดงให้เห็นภาพลางๆ อยู่ตรงหน้า เก้าอี้ตัวโดยสารตัวใหญ่ถูกจัดวางเป็นแถว เมื่อฉัันมองซ้ายมองขวา มีคนหลายคนนั่งบนเก้าอี้โดยสารเหล่านั้น บ้างก็นอนหลับ บ้างก็จ้องมองออกไปหน้าต่าง  ฉันรวบรวมสติ และก็จำได้ว่า ฉันตั้งใจเดินทางไปอังกฤษ เพื่อตามหาพี่ชายของฉัันที่หายตััวไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ 


              พี่ชายที่ฉันตามหา ไม่ใช่สายเลือดในตระกูลเดียวกันกับฉัน  เขาเป็นพี่ชายอยู่ข้างๆ บ้าน ตอนสมัยที่ฉันเป็นเด็กประถม ฉันมักชวนพี่ชายและเพื่อนร่วมห้องมาเล่นด้วยกันบ่อยๆ  หนึ่งในการเล่นที่นิยมในตอนนั้นก็คือ การเล่นละครสวมบทบาท พี่ชายได้รับบทเป็นพ่อ ส่วนฉันมักจะได้รับบทเป็นแม่  (ก็แน่ล่ะ ฉันมีอำนาจใหญ่ที่สุดในกลุ่ม) ฉันมอบให้เพื่อนรับบทเป็นเมียน้อย และลูกๆ  แต่พี่ชายไม่ค่อยชอบการเล่นละครสวมบทบาท ฉันจึงเปลีี่ยนไปเล่นแบบผู้ชายบ้าง อย่างเช่น ยิงนก ตกปลา เป็นต้น ก็นับว่าเป็นความสนุกในอีกรูปแบบหนึ่ง พี่ชายมักจะขโมยเอ็นตกปลาของเพื่อนมาทำเบ็ดตกปลา แต่วันดีคืนดี ไม่รู้ว่าผีีบ้าเข้าสิงพี่เขาหรือไง จู่ๆ เขาก็เอากรรไกรมาตัดเอ็นตกปลาของฉัน ฉันด่าทอพี่ว่า `พี่ิสมคิด...มาตัดเอ็นตกปลาเราทำไม` นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฉัันก็เลิกคบกับพี่เขา และไม่พูดกับพี่เขาอีกเลย


              เวลาล่วงเลยผ่านไป เราสองคนโตเป็็นผู้ใหญ่ ในวันหนึ่งแม่ของฉันโทรมาบอกฉัันว่า พี่สมคิดได้รับทุนไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ แม่ของฉันคะยั้นคะยอให้ฉันไปส่งพี่เขาให้ได้ ฉันพยายามปฏิเสธแม่ไปแล้ว แต่จนแล้วจนรอด แม่บังคับให้ฉันไปส่งพี่เขา ฉันจึงต้องไปส่งพี่เขาตามคำสั่งแม่


              เมื่อมาถึงที่สนามบิน พี่ชายของฉันและครอบครัวของเขารอที่สนามบินเรียบร้อยแล้ว  เราสองคนเจอกันด้วยความตื่นใจ  ฉันพูดคุยไปมาจนกระทั่งพี่ชายต้องเอ่ยปากขอโทษเรื่องราวในอดีตที่พี่เอากรรไกรมาตัดเอ็นตกปลา และยังเล่าต่อว่า ที่ทำไป ก็เพราะไปแอบหลงรักหญิงสาวคนหนึ่ง แต่เขาไม่พอใจที่พี่สมคิดสนิทสนมกับฉันมากเกินไป  จึงบังคับให้เลือกว่าถ้าจะให้เลือกแฟนก็ต้องตัดเอ็นตกปลาของฉัน จนในที่สุดก็เป็นพวกเขาก็เป็นแฟนกัน  แต่ท้ายทีี่สุดผู้หญิงคนนั้นทิ้งพี่ชายไปคบคนใหม่


              "มันเป็นเรื่องที่โง่นะ ที่ต้องเลือกทำตามสิ่งที่หัวใจบอก โดยไม่นึกคิดเลยว่าใครจะอยู่ข้างเราตลอดไป"  พี่ชายพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า


              ฉันเห็นสีหน้าพี่เขาก็รู้สึึกไม่ดี จึงให้อภัยพี่เขาไป และเอาหัวแนบซบไหล่ของพี่ชาย พี่ชายเอามือมาลูบหัวของฉันเบาๆ ด้วยความอบอุ่น 


    .......


              "คุณคะ นั่งลงก่อน ได้ยินไหมคะ ได้โปรดนั่งลงเถอะ" 
              เสียงใสๆ ดังขึ้นมาจากข้างหน้าห้องโดยสาร ฉันเห็นแอร์โฮสเตรสคนหนึ่งพยายามสั่งให้ผู้โดยสารที่สวมผ้าปิดจมูกนั่งลง แต่ผู้โดยสารยังคงขัดขืน และพยายามลุกขึ้นยืน เดินตามทางเดิน เอามือจัับพนักพิงที่นั่งแล้วที่นั่งเล่า แอร์โอสเตรสเอามือแตะบ่าเพื่อห้ามเขา  แต่ผู้โดยสารคนนั้นกลับสลัดแขนจนเธอกลิ้งไถลไปตามพื้น  ผู้โดยสารคนอื่นๆ เห็นการกระทำไม่พอใจ จึงลุกขึ้นห้าม แต่เขาเอาแขนฟาดไปฟาดมาจนทำให้ไม่มีใครไม่มีกล้าขัดขวางเขา เขายังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ จนถึึงประตูห้องนักบิน 


              "ย๊ากกกกกกกก!!!!!"
              เสียงร้องดังขึ้นจากด้านหลังเครื่องบิน ฉันหันไปหาที่มาของเสีียง เจอแอร์โฮสเตรสอีกคนหนึ่งคว้าเก้าอี้พับ วิ่งมาจากด้านหลังพุ่งตรงเข้าไปที่ผู้โดยสารคนนั้น และฟาดใส่แผ่นหลังของผู้โดยสารแปลกๆ ประหลาดคนนั้นอย่างรุนแรงจนเก้าอี้หักคามือ ผู้โดยสารคนนั้นไม่สะทกสะท้าน และเขาหันหลังกลับมา เอามือเปิดผ้าปิดจมูกออก เผยให้เห็นริมฝีปากที่ฉีกกว้างจนถึงแก้ม ฟัันแหลมคมเรียงกันไม่เป็นระเบียบ น้ำลายไหลย้อยหยดลงบนพื้น  

              เขากรี๊ดร้องเสียงทุ้ม แล้วเอาท่อนแขนรวบต้นคอของแอร์โฮสเตรส เธอตกใจและกรีดร้องขอชีวิต ชายคนนั้นหันมองไปรอบๆ แล้วเขย่งตัวกระโดดขึ้นเล็กน้อยและพุ่งตัวลงพร้อมกับทุ่มผู้โดยสารลงกระแทกพื้นอย่างรุนแรง เธอชัักดิ้นชักงอจนขาดใจตายไปในที่สุด


              " !!!!! ROCK BOTTOM !!!!!


               ชายที่นั่งเก้าอี้ข้างๆ ฉันเป็นคนพูดขึ้น ฉันหันไปฟังเขา เขาใช้นิ้วชี้ดันแว่นตาของตัวเอง พร้อมกับพูดต่อไป  


               "มันเป็นท่าไม้ตายที่โหดร้าย ทารุณ และรุนแรง เป็นท่วงท่าที่ผู้ถูกกระทำไม่สามารถปฏิเสธการหนีได้ ผลลัพธ์จากการใช้ท่านี้ ผู้ถูกกระทำจะอัมพาตไปทั้งตัว กระดูกซี่โครงแตกเป็นเสี่ยงๆ ปอดพัง  หัวใจเต้นผิดจังหวะ อวัยวะภายในล้มเหลว หน้ามืด ตามัว ตัวร้อน ไม่ได้พัก ไม่ได้ผ่อน ผอมแห้ง แรงน้อย กินไม่ได้ นอนไม่หลับ กระส่ายกระสับ ตับพิการ อาหารไม่ย่อยลิ้นกร่อย ทานอาหารไม่อร่อย...."


               ฉันเลิกสนใจคำพูดของเขา มองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป ชายประหลาดคนนั้นกระแทกกับประตูห้องนักบินจนเปิดออก กัปตันภายในห้องนักบินรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก ชายคนนั้นจับหัวของกัปตันคนหนึ่ง กระแทกกับผนังของเครื่องบินจนคอหัก และคว้าตัวกัปตันอีกคน เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ขว้างออกนอกทางหน้าต่างด้านหน้าของเครื่องบิน 


              ชายประหลาดคนนั้นนั่ังในตำแหน่งขับเครื่องบิน บังคับคันบังคับให้เครื่องบินตีโค้งวงกว้าง และลดเพดานการบินอย่างรวดเร็ว ฉันมองเห็นป่าเขานอกหน้าต่าง มันเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนในที่สุดเครื่องบินก็พุ่งทะยานลง เสียงต้นไม้ฟาดเกี่ยวกับตัวเครื่องบินส่งเสียงแสบแก้วหู ภายในห้องนักบินโครงเครงไปมา ไฟภายในห้องกะพริบติดๆ ดับๆ พื้นห้องสั่นสะเทือนเหมือนกับแผ่นดินไหว ผู้โดยสารบางคนหลุดออกจากที่นั่ง ฉันหลับตา ภาวนาให้ปลอดภัย และแล้วหัวของฉันกระแทกกับผนังเครื่องบินจนสลบ


    ..........


              ฉััันลืมตาตื่นขึ้นมา ฉันพบว่าตัวเองนอนอยู่บนกองใบไม้ผุ เห็นซากเครื่องบินครึ่งท่อนอยู่เบื้องหน้า มีผู้โดยสารหลายคนติดในห้องโดยสาร บางคนติดกับเก้าอี้ บางคนนอนระเนระนาดบนพื้นดิน พวกเขาทุกคนหยุดนิ่ง ร่างกายไม่ขยับเขยื้อน มีรอยเลือดเต็มไปตามพื้นและภายในเครื่องบิน มันเป็นภาพที่น่าสยดสยองเป็นอย่างมาก


              ฉันเอามือดันพื้นดึงตัวเองให้ลุกขึ้น มองดูสถานการณ์โดยรอบๆ เสื้อผ้าของฉันฉีกขาด เม็ดกระดุมหลุดหายไป มีรอยถลอกตามแขนและขา  ฉันตะโกนขอความช่วยเหลืออย่างสุดเสียง  แต่ก็ไม่มีใครตอบฉัันมาเลย ฉันยืนในที่ไม่เหลือใครและไม่มีใครจะให้ความช่วยเหลือฉันได้   มีเพียงเสียงใบไม้ ใบหญ้าที่สะบัดตามสายลม และสรรพสัตว์ในป่าเขาส่งเสียงร้องก้องป่า บรรเลงเป็นเพลงโหยหวนเหมือนละครโศกนาฏกรรม



  •           นับเป็นเวลานานที่ฉันนั่งที่จุดเกิดเหตุ  ท้องไส้เริ่มปั่นป่วน มันส่งเสียงร้องเป็นสัญญาณการกินอาหารในมื้อถัดไป แต่ฉันไม่รู้จะไปหาที่ไหน โดยรอบตัวของฉันมีแต่ต้นไม้ ต้นไม้ และต้นไม้ ไม่มีสยามพารากอน หรือเทอร์มินอลที่อยู่ใกล้ๆ ที่นี่  มอเตอร์ไซต์รับส่งอาหารอย่างจับกังไบค์ หรือฟู้ดโพล่าร์แบร์ก็ไม่มี  ถ้าหากตอนนี้มีเครื่องแทปเล็ตก็ดีนะ ฉันจะเปิดดูสารคดีแบร์เลี่ยมมาศึกษาการจับสัตว์ป่า ฆ่าแมงมุม และกินหนอนทั้งเป็นได้โดยไม่ต้องขยะแขยง 


              ฉันนึกขึ้นมาได้....อย่างน้อยภายในเครื่องบินคงจะมีอาหารที่แอร์โฮสเตรสแจกลูกค้าแน่ๆ ฉันลุกขึ้นเดินไปค้นหาอาหารภายในห้องผู้โดยสารเครื่องบิน และฉันค้นพบว่ามีอาหารกล่องที่ฉันสามารถกินได้จำนวนสองกล่องๆ และน้ำดื่มจำนวน 1 ขวด ฉันเปิดฝากล่องข้าว และกินอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมกับคนตายภายในห้องโดยสารเครื่องบิน


              ใกล้จะบ่าย ฉันคิดว่าฉันไม่ควรจะอยู่นิ่งเฉยอีกต่อไป เพราะตอนนี้ไม่มีอาหารอีกต่อไปแล้ว ขืนนั่งอยู่ต่อไปเรื่อยๆ บริเวณโดยรอบจะมืดสนิท และน่ากลััวเป็นอย่างมาก ฉันตัดสินใจต้องออกไปค้นหาพื้นที่โดยรอบบริเวณนี้ เพื่อไปสำรวจและขอความช่วยเหลือโดยรอบๆ  ฉันลุกขึ้นเดิน เดินตรงต่อไปด้วยใจแน่วแน่ และเต็มไปด้วยความคาดหวังว่าจะเจอสิ่งดีๆ ที่รออยู่ข้างหน้า เพื่อวันพรุ่งนี้ที่สดใสรอเราอยู่


              จนแดดร่มลมตก แข้งขาของฉันเริ่มอ่อนแรง ฉันเดินมาไกลมากจนไม่สามารถเดินย้อนกลับไปได้อีกแล้ว ฉันเอามือไปจับต้นไม้ ยืนก้มลง หายใจลึกเข้าปอด ฉันรู้สึกหน้ามืด ตาลาย จึึงตััดสินใจจะหยุดพักใต้ร่มไม้ที่นี้ ฉันปลดสัมภาระของตัวเอง วางลงกับพื้น เอาหลังพิงกับต้นไม้ เงยหน้าแหงนมองดูท้องฟ้า ฉันดูนาฬิกาข้อมือของตัวเอง มันบอกเวลาจะเกือบสีี่โมงเย็นแล้ว แย่แล้ว....ฉันต้องรีบหาใบหญ้าแห้งเพื่อก่อกองไฟ และก็หาน้ำ แล้วก็ แล้วก็...


              โอ๊ย จะบ้าตาย.....ฉันคิดไม่ออกแล้ว ฉันควรทำอะไรดี  คิดสิ คิดสิ  ฉันเคยเรียนวิชาเนตรนารีมา แต่ฉันจะเอามาใช้อย่างไร  ตอนชั่วโมงทำกับข้าวฉันก็ได้แต่อ้างว่าก็มีร้านอาหารตามสัั่งอยู่ข้างบ้านจะไปกลัวอดยากอะไร  ตอนชัั่วโมงก่อไฟฉันก็ให้เพื่อนก่อกองไฟให้ ตอนชั่วโมงศึกษาธรรมชาติฉันก็มัวแต่นั่งแกล้งเพื่อน แต่ตอนนี้ข้าวก็ไม่ อาหารก็ไม่มี น้ำก็ไม่มี ไฟก็ไม่มี ฉันอยู่ได้อย่างไร


              "งู !!!!!!!!!!!!!!!!!! "
              ฉันส่งเสียงร้องดัังลั่นป่า และลุกขึ้นวิ่งอย่างไม่ลดละ จนสักครู่ฉันเริ่มเหนื่อยหอบ และสะดุดกับขาของตัวเองล้มลงตัวกระแทกกับพื้น ฉันกำหญ้าด้วยความเจ็บปวด เอามือตบพื้นดินพร้อมสบถคำหยาบออกมา   


              เอ๊ะ นั่นมัน........


              เมืองนี่นา...


              ฉัันมองไปยังตรงไปข้างหน้า ฉันเห็นตึกรามบ้านช่องเต็มไปหมด มีถนนตัดผ่านเข้าไปในตัวเมือง ฉันดีใจเป็นอย่างมาก ฉันจะรอดตายแล้วในคืนนี้ ฉันต้องรีบเข้าไปในเมืองนั้น ไปหาความช่วยเหลือ 


              ทางข้างหน้าเป็นทางลาดชันลงภูเขา ฉันต้องค่อยๆ เดินทีละนิด เพื่อป้องกันการลื่นไถล จนในที่สุดฉันถึงพื้นที่เป็นทางลาดในเวลาใกล้ค่ำ ฉันเดินไปตามทางถนน ด้านหน้าของเมืองมีป้ายสีเขียว ตัวอักษรสีขาวตัวใหญ่ ฉันเงยหน้าขึ้นมอง มันเขียนว่า


    ------------------------------------------------

    WELCOME TO
    RABBIT CITY
    HOME OF RAINCOAT

    ------------------------------------------------


               ฉันเดินเข้าไปในตัวเมืองเรื่อยๆ   ไฟจากเสาไฟเริ่มส่องสว่าง แต่ในเมืองเงียบสงัดเหมือนไม่มีคนอาศัยอยู่ แม้กระทั่งบนถนนก็ยังไม่มีรถวิ่งผ่าน  มีสเปรย์พ่นเต็มบ้านเต็มเมือง เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษกล่าวถึงการเหยียดหยาม ถ้อยคำหยาบคายที่ติดแฮทแท็ก  บ้านหลายหลังมีกระจกแตก ประตูหน้าตาบางบ้านก็เอาไม้ปิดเอาไว้  มีร่องรอยการต่อสู้ และเลือดที่แห้งเปรอะบนพื้น


               ฟ้าเริ่มมืดลง บรรยากาศเย็นขึ้นเรื่อยๆ หมอกเริ่มก่อตัวหนาขึ้นจนไม่สามารถมองเห็นในระยะไกลๆ เถ้าและขี้ฝุ่นตกลงมาจากท้องฟ้า ทาบ้านเมืองเป็นสีเทา กลิ่นไหม้ของเปลวไฟโชยมา ฉันมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง มันแสดงเวลาใกล้จะ 1 ทุ่ม ฉันต้องรีบหาสถานที่ที่พักพิงสำหรับคืนนี้ และฉันก็เจอร้านค้าสโตร์แห่งหนึ่งที่ใกล้เคียงที่ฉันยืนอยู่ ฉันเปิดประตู และเดินเข้าไปในร้านค้าแห่งนั้น ภายในกว้างขวาง และเต็มไปด้วยชั้นวางของมากมาย


               "หยุด อย่าขยับ" เสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมาดังลั่นพุ่งตรงมาจากเคาเตอร์ของร้าย เป็นเสียงสำเนียงอังกฤษ ซึ่งฉันสามารถฟังและแปลได้อย่างชัดเจน ฉันรู้สึกไม่ดีจึงหยุดนิ่งเฉย  "คุณเป็นใคร คุณเข้ามาทำอะไรที่นี่"


               "ฉันหลงทางมาและเข้ามาในเมืองแห่งนี้"


               "ฉันไม่เชื่อ !!!!"  เธอพูดจากระแทกใส่อีกครั้ง  "คุณต้องเป็นคนที่ทางการส่งมาเพื่อทำลายพวกเรา ทำลายเมืองของเรา เมืองของเรากำลังจะตาย"  


               "ฉันเป็นแค่....."  
               ฉันอธิบายยังไม่จบ  แต่ก็มีคนอีกคนหนึ่งพุ่งมาจากชั้นวางของ แล้วใช้ไม้ฟาดที่คอจนฉันสลบไป




    -*-*-*-*-*-*-*-


  •            
               เสียงคนหลายคนดังโหวกเหวกโวยวาย ทำเอาฉันตื่นขึ้นมาจากความหลับใหล ฉันเห็นภาพเบลอๆ พร้อมกับรู้สึกปวดบริเวณต้นคอ ฉันรวบรวมสติ เพ่งเล็งจนภาพค่อยชัดขึ้นเรื่อยๆ ฉันเห็นฝูงชนต่างด่าทอ เสียดสี ชูป้าย และรุมประณามฉัน ฉันพยายามดิ้นและก็พบว่าฉันโดนมัดมือไขว้หลังกัับเสา ปลายเท้ามีกองกิ่งไม้


               "หยุด !!!!!!"
               เสียงของคนคนหนึ่งดังขึ้นมา ฉันหันไปหาทีี่มของเสียง พบเจอหญิงสูงวัยคนหนึ่งสวมเสื้อฮู้ดคลุมเข่าสีเลือดหมู ถือไม้เท้า ปลายยอดไม้เท้าเป็นทรงกลม ห่อด้วยขนนกหลากหลายสี นางสั่งด้วยถ้อยคำนั้นทุกคนที่อยู่โดยรอบหยุดส่งเสียง 


               "สตรีนางนี้เป็นคนจากองค์กรที่ชั่วร้าย เป็นเครือข่ายขององค์กรนรก เขามาเพื่อฆ่าล้างเรา ทำลายเผ่าพันธุ์เรา ดั่งที่ตำนานเล่าไว้ เมื่อไหร่ก็ตาม ทีี่ดาวฤกษ์บนฟ้าทั้งสามดวงเรียงตัวกันเป็นรูปหัวกะโหลกที่มีงูออกมา เมื่อนั้นบ้านเมืองเราจะเกิดเพศภัย ทุกท่านทราบแล้วใช่ไหม เมื่อไม่นานมานี้ไฟไหม้ยุ้งฉาง หินถล่มปิดทางเข้าออกเมือง ฝนตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล น้ำเค็มไหลทะลักแทนที่คลองประปา ปลาแซลม่อนวางไข่ในทุ่งนา จักจั่นบุกถล่มนาข้าวเสียหาย"
               

               หลังจากที่นางพูดจบ ฝูงชนที่อยู่โดยรอบพากันเฮลั่น หลังจากนั้นไม่นาน นางจึงยกมือขึ้นฟ้า ส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบลง 


               ในระหว่างพิธีกรรมนี้ดำเนินต่อไป ฉันสังเกตเห็นเมฆบนฟ้าเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างใหญ่มหึมา มีฟ้าแลบบ้างเป็นบางครั้ัง แต่ไม่ส่งเสียงร้องออกมา 


               "หญิงชั่วรายนี้ เป็นความอาเพศของบ้านเมืองเรา มันเป็นตัวกาลกิณีบ้านกาลกิณีเมือง  สโมสรฟุตบอลที่ไม่ได้แชมป์ในลีคมาหลายสิบปี แต่เมื่อนางคนนี้ย่างกรายเข้ามาในบ้านเรา นางจะทำให้สโมสรนั้นคว้าถ้วยรางวัลในลีคสูงสุด"

               "เราต้องเอามันไปเผา"

               "เราต้องเอามันไปต้ม"

               "เราต้องเอามันไปทำเฟรนฟรายด์"


               "พอ...กูพูดคนเดียวก็พอ อย่าแย่งกูพูดสิ"  หญิงสูงวัยเอาไม้กระแทกพื้นส่งเสียงดังลั่น ฝูงชนก็สงบอีกครั้งหนึ่ง  


               "ในเมื่อนางคืือความอัปยศของความเป็นมนุษย์เรา นางคือตัวบ่อนทำลายชาติ  นางเลียนแบบเกม นางเป็นท่อน้ำเลี้ยง นางถูกยุยงปลุกปั่นโดยผู้นำ เราไม่ควรปล่อยนางไว้อีกต่อไป ทางเราต้องประหารนาง เพื่อคืนความสุขแก่ประชาชน"


               ทันทีที่หญิงสูงวัยพูดจบ ฟ้าผ่ามาที่เท้าของฉัน  หญิงสูงวัยและฝูงชนตกใจและวิ่งหนีกันอย่างอลม่าน บ้างก็เยียบทับกันตาย บ้างก็วิ่งสเปะสะปะไม่รู้ทิศทาง ฉันพยามจะดิ้นรนหนีจากเหตุการณ์ชุลมุนเหล่านี้  แต่ก็ยังคงถูกมัดตรึงกับเสา ไม่สามารถหนีได้เลย


               "ไม่ต้องกลัวนะ ไม่ต้องกลัว  ผมมาช่วยคุณแล้ว" มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งพูดอยู่ข้างหลังฉัน เป็นน้ำเสียงอ่อนหวานและนุ่มนวล  "อยู่นิ่งๆ นะ แล้วมากับผม วิ่งหนีไปจากที่นี่ด้วยกัน"
                           

               ชายคนนั้นแกะเชือกให้ฉัน เชือกหลุดออกจากข้อมือฉัน ฉันมีอิสระจากการโดนพันธนาการกับเสา ไม้ต้นใหญ่ ฉันลุกขึ้นยืน ชายคนนั้นนับให้สัญญาณนับหนึ่งถึงสาม หลังจากจบสัญญาณที่สามฉันก็วิ่งตามหลังเขาโดยทันที 


               
    *-*-*-*-*-*-*-

                          
  •            และแล้วฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก เสื้อผ้าของเราเปียกปอนไปด้วยน้ำฝน เราทั้งสองคนยังคงวิ่งหลบฝนไปตามทางอย่างไม่ลดละ เสียงฟ้าร้องเป็นเสมือนเสียงความบันเทิงในใจที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์แปลกประหลาดมากมาย  เราทั้งสองคนวิ่งมาหยุดที่หน้าประตูของตึกแถวแห่งหนึ่ง  ชายคนนั้นไขประตู เปิดประตู และเชื้อเชิญฉันเข้าไปในบ้าน แม้ว่าฉันจะแปลกใจ แต่ฉันก็ยอมเดินเข้าไปในบ้านโดยดี


               "เข้ามาเลย นี่เป็นบ้านเช่าของผมเอง" ชายคนนั้นถอดรองเท้า ถุงเท้าที่เปียกฝนกองหน้าชั้นวางรองเท้า หลังจากนั้นเขาเดินเข้าไปตามทางเดินของบ้าน  "เออหยุดรอตรงนั้นก่อนนะ..เดี๋ยวผมจะหาผ้าเช็ดตัวให้ เออแล้วนี่ห้องน้ำนะ เธออาบน้ำก่อนเลย สระผม และเช็ดตัวให้แห้งนะ แล้วก็กินยาก่อน จะป้องกันไข้หวัดนะ"  


               เขาพูดและชี้ไปยังห้องน้ำ หลังจากนั้นเขาก็หายเข้าไปในห้อง  ส่วนฉันยืนนิ่งเฉยอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน  เขาพูดราวกับว่าเขารู้จักกับฉันและสนิทสนมกันมานาน เขาเป็นคนใจดีมาก เขาเป็นคนอัธยาศัยดี และเขามีน้ำใจ


               ฉันอาบน้ำ สระผม เสร็จเรียบร้อย เขายื่นเสื้อกับกางเกงของเขามาให้ฉัน ฉันยื่นมือไปรับด้วยความรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย หลังจากนั้นฉันสวมใส่กางเกงกับเสื้อขนาดใหญ่ของเขา กินยาลดไข้ แล้วมานั่งบนโซฟาที่ห้องนั่งเล่นหน้าโทรทัศน์ เอาผ้าเช็ดตัวเช็ดผมให้แห้ง


               หลังจากนั้นไม่นาน เขาเดินออกมาจากห้องน้ำ เข้ามาในห้องนั่งเล่นของเขา เขาสวมชุดนอนสีสว่าง เดินมาหยิบรีโมตทีวี และเปิดดูช่องเน็ตพริกพร้อมกับเอาผ้าเช็ดตัวสระผมให้แห้ง


               "เธอจะดูหนังอะไรดีล่ะ"  เขาพูดขึ้นมา ทำให้ฉันรู้สึกผงะใจเล็กน้อย มันเหมือนกับการจู่โจมด้วยคำพูดธรรมดา ทั้งที่ในใจตอนนี้ฉันคิดไปไกลมากกว่านั้น


               "เออ..คือ...ฉันเดินทางมาไกล ผจญภัยมานาน ตอนนี้ฉันเริ่มง่วงแล้ว แล้วก็..."  ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบ และไม่ค่อยมั่นใจในคำพูดที่พูดออกไป เขามองหน้าฉันตอบ 


               "เธอขึ้นไปนอนก็ได้นะ"  เขาพูดตอบกลับมา "..เออ คือหมายถึงห้องของผมนะ เธอเข้าไปนอนได้เลย ผมจะนอนดูหนังที่นี่ และนอนบนโซฟาเอง ไม่ต้องห่วงหรอก คิดซะว่าเหมือนบ้านของเธอก็แล้วกัน"


               "งั้นก็..."  ฉันพ่นลมหายใจเล็กน้อย "ราตรีสวัสดิ์นะ..."


               ฉันบอกลาเขา และรีบเดินขึ้นบันไดของบ้าน 


               "เดี๋ยว !!!"  เขาตะโกนนั่งลั่น ฉันรู้สึึกตกใจและยืนนิ่ง  "เธอ ชื่ออะไรอ่ะ"


               "ฉัน...นิล นิล ลอยกระทง...แล้วเธอล่ะ" ฉันค่อยตอบออก


               "ผม นีอออน  นีออน จอห์น เคนตักกี้  ยินดีที่ได้รู้จักนะ"


               "ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ"           

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in