หากชีวิตเหนื่อยเกินไป มาทำความรู้จักกับมอร์รี่ ( หนังสือ tuesdays with Morrie )immage_
If it's too tired, Take a little break
  • --มีการเปิดเผยถึงเนื้อหาของหนังสือ--

    มอร์รี่เคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้คร่ำหวอดในวิชาสังคมวิชามานาน ชายร่างเล็ก ตาสีฟ้าเขียว ผมเส้นบางสีเงิน จมูกทรงสามเหลี่ยม อายุ 70 กว่าปี เพราะมอร์รี่อายุไม่น้อยแล้ว ดังนั้น เราจึงจะขอเรียกว่า คุณตา แทนการเรียกชื่อเฉยๆ


    คุณตามอร์รี่นั้นมีแพชชั่นให้กับอะไรหลายๆเรื่อง แพชชั่นในธรรมชาติ แพชชั่นในการเต้น แพชชั่นให้กับผู้คน แพชชั่นในเรื่องความคิด, ความสัมพันธ์, การใช้ชีวิต และเป็นผู้ฟังที่ดี


    ชีวิตในวัยเด็กไม่ราบรื่น เพราะย้อนกลับไปตอนนั้นครอบครัวของคุณตายากจนมากๆ คุณแม่จากไปเพราะป่วยและไม่มีเงินในการรักษา การจากไปของแม่ทำให้เกิดแผลใหญ่ในใจ คุณตาคิดถึงแม่ และยังคิดถึงอยู่ทุกวัน แต่พ่อของเด็กน้อยมอร์รี่กลับไม่ให้พูดถึงแม่เลย คงเพราะทำใจยอมรับไม่ได้ ต่อมาไม่นานนัก คุณพ่อก็จากไปด้วยอีกคน
    ระหว่างทางการเติบโตคุณตาผ่านเรื่องราวยากลำบาก กระทบกระเทือนจิตใจ แต่คุณตาของเรากลับโตขึ้นมาด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง มองโลกจากแง่มุมที่แตกต่างจากคนอื่น เรื่องต่างๆที่ผ่านมาเข้ามา หล่อหลอมให้คุณตากลายเป็นคนที่ใจดี มีเมตตา เอื้อเฟื้อต่อเพื่อนมนุษย์ มองอะไรที่ลึกซึ้งกว่าคนอื่น


    ก่อนที่คุณตาจะล้มป่วย คุณตามอร์รี่ของเรานั้นชื่นชอบการเต้นเป็นชีวิตจิตใจ เสียงดนตรีไม่สำคัญนัก เวลาที่คุณตาไปเต้นยังที่ประจำ คนที่ไม่รู้จักก็คงคิดว่าจะเป็นคนแก่ต๊องๆคนหนึ่ง
    แต่แล้ววันหนึ่งคุณตามอร์รี่ตรวจพบเจอว่าตัวเองป่วยด้วยโรคร้าย โรค ALS หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (เกิดจาก การที่เซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่ส่งคำสั่งไปยังกล้ามเนื้อต่างๆ เกิดความผิดปกติ เลยส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง จะค่อยๆเสื่อมและ ตายไปทีละส่วน เช่น กล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อแขน ) คุณหมอบอกว่าอาจจะอยู่ได้แค่ไม่กี่ปี เหมือนฟ้าผ่าลงมาที่คุณตาของเรา คุณตามอร์รี่ไม่โอเค ไม่เข้าใจ รับไม่ได้ พลางนึกว่าทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับเรา ซึ่งมันก็เป็นธรรมดาของมนุษย์เมื่อต้องรับรู้ข่าวร้าย


    ไม่นานคุณตามอร์รี่ก็ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้ พลางคิดกับตัวเองด้วย ว่าเราจะเอายังไงต่อดี? จะปล่อยให้ชีวิตมันสูญเปล่า หรือจะสู้ต่อ แน่นอนคำตอบของคุณตาต้องเป็นอันที่สองอยู่แล้ว ดังนั้น คุณตาของเราจึงปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ พร้อมต่อสู้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เช่น การไปสอนหนังสือที่ไม่ง่ายดายเหมือนแต่ก่อน การหยิบจับที่ไม่คล่องแคล่วเหมือนเดิมแล้ว รวมไปถึงการสูญเสียที่ค่อยๆเกิดขึ้นมาด้วย เช่น การสูญเสียการเดิน เพราะกล้ามเนื้อขาของคุณตาทำงานต่อไปไม่ได้แล้ว ซึ่งส่งผลให้การเต้น ที่คุณตารักเกิดขึ้นไม่ได้แล้วด้วย ระหว่างการเดินทางนี้คุณตามอร์รี่สูญเสียอะไรไปมาก


    จนมาวันหนึ่งที่ลูกศิษย์คนโปรด “มิชท์” ได้กลับมาพบคุณตาของเราอีกครั้ง หลังจากที่หายไปนานมากตั้งแต่ที่เรียนจบ
    เขารู้สึกละอายใจมากที่ไม่ได้กลับมาหาอาจารย์ของเขาเลย เพราะเมื่อก่อนเขาและอาจารย์เคยสนิทกันมาก อาจารย์เคยเป็นผู้ที่ผลักดัน สนับสนุน ให้ทั้งความรู้ แนวคิดในเรื่องราวต่างๆมากมาย โดยที่ตัวมิชท์เองนั้นก็เคยเป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยพลังของชีวิต เคยสดใสกว่านี้ แต่ด้วยระหว่างทางหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย มิชท์ก็ได้เผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงและสูญเสียเช่นกัน แต่คนเราต่างคนก็มีความคิด และเป็นคนเลือกทางเดินของตัวเอง เขาละทิ้งความฝัน แล้วทุ่มเทไปกับการทำงาน ค่อยๆลืมคนรอบตัว เพื่อน อดีต และอาจารย์ที่รักที่สุดไปจนหมด


    การเดินทางจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้าย “The Final Project” จึงเกิดขึ้น
    ที่คุณตามอร์รี่ของเราจะพูดถึงหัวข้อต่างๆ เช่น ความรัก, ความสัมพันธ์, เงิน, การให้อภัย, การบอกลา, ความตาย ฯลฯ โดยที่หัวข้อต่างๆเล่านี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่แล้ว การได้อ่านหนังสือเรื่องนี้จึงเหมือนการถูกสะกิดให้ตั้งสติ และตั้งคำถามอีกครั้ง มีข้อคิดให้เราได้ทบทวน มีแนวคิดให้เรานำไปใช้ หนังสือเล่มนี้นอกจากจะเป็น “โค้ช” ให้ตัวมิชท์เองแล้ว ยังเป็นโค้ชให้แก่คนที่อ่านด้วย


    เราประทับใจที่คุณตาพูดถึงเรื่อง “วัฒนธรรมของเรา” ที่สอนให้เราไล่ล่ากับของนอกกายต่างๆ สอนให้เราแข่งขัน สอนค่านิยมที่ต้องประสบความสำเร็จมากมาย จนเราต้องละเลยคนอื่นๆในความสำคัญ รวมถึงที่คุณตาพูดกับมิชท์ว่า
    “ให้เรียนรู้ที่จะตาย เราถึงจะได้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิต”
    เพราะพอเราจะตาย เราก็จะมองทุกอย่างด้วยสายตา และมุมมองที่แตกต่างไป


    “ถ้าได้มี 1 วันที่กลับมาสุขภาพดีสุดๆอีกครั้ง คุณจะทำอะไร?” มิชท์ถามคุณตา
    “ฉันคงจะตื่นขึ้นในตอนเช้า ออกกำลังกายสักนิด”
    “กินมื้อเช้าที่ฉันชอบ โรลและชา เสร็จแล้วก็ออกไปว่ายน้ำ ต่อมาเพื่อนๆก็แวะมาที่บ้านเพื่อมากินมื้อเที่ยงด้วยกัน แต่คงจะให้มาแค่หนึ่ง หรือไม่ก็สองคน เพราะเราจะได้คุยกันถึงครอบครัว,ปัญหาของพวกเขา คุยว่าพวกเราสำคัญต่อกันและกันอย่างไร จากนั้นฉันคงจะไปเดินเล่นที่สวน ดูต้นไม้ ดูสีของพวกมัน ดูนกน้อยๆ ซึมซับธรรมชาติที่ฉันไม่ได้เห็นมานานแล้ว”
    “พอตกเย็นพวกเราทุกคนก็ไปร้านอาหาร สั่งพาสต้า และอาจสั่งเป็ดด้วย ฉันชอบเป็ด แล้วหลังจากนั้นเราก็เต้นรำกัน เต้นกันตลอดเย็นของวันนั้น ฉันคงจะเต้นกับนักเต้นที่แสนพิเศษที่อยู่ตรงนั้นทุกคน จนฉันเหนื่อย แล้วฉันก็จะกลับบ้าน เข้านอน ได้หลับแบบลึกและสุดแสนจะสบาย”
    “แค่นี้หรอครับ?”
    “แค่นี้แหละ”


    ส่วนบทสนทนานี้ก็ให้ข้อคิดกับเราตรงที่ว่า ความสวยงามของชีวิตมันก็เท่านี้ ถ้าวันหนึ่งที่เราแก่ตัวไป ไม่ต้องแก่ตัวหรอก แค่ในทุก 1 วันของเดือน ไม่สิ สับปดาห์ดีกว่า เราได้ทำสิ่งที่คุณตาอยากทำก็พอแล้ว ชีวิตไม่ต้องวุ่นวาย ไม่ต้องพะวงเรื่องงาน เรื่องหนี้สิน หากเราได้ใช้ชีวิตแบบนี้บ่อยๆคงจะดี…..


    ในส่วนที่เราไม่ชอบในเล่มนี้ก็มี อย่างเช่น การที่คุณตาของเราเป็นนักที่ฟังที่ดี เป็นคนที่มีคนรอบตัวเยอะ ในข้อนี้เราไม่รู้จะทำตามยังไงเพราะเราไม่ใช่คนที่ชอบสุงสิงกับคนอื่นเท่าไหร่555
    ดังนั้นใครจะตีความยังไง ให้ระดับความชอบมากน้อยแค่ไหนคงแล้วแต่คนๆนั้น แต่หนังสือเล่มน้อยๆเล่มนี้ เหมาะแก่การซื้อมาอ่านและสะสมแน่นอน

    ( เนื่องจากเราอ่านเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ในเนื้อเรื่องของหนังสือเราเอามาเรียบเรียงใหม่อีกรอบ อาจจะมีเนื้อหาที่ตกหล่น หรือผิดพลาดบ้าง ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้านะคะ )



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in