เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
OS / SF MONSTA XEDEE
EMPTY EP.1 {SHOWNU X WONHO X MINHYUK}







  • “อาป๊า!”


              เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลโผเข้ากอดซนฮยอนอูที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มรัก แววตาประกายสดใสเมื่อเห็นคนคุ้นเคยมารอรับเขาที่สนามบิน อ้อมกอดของคนตรงหน้ายังอบอุ่นเหมือนเดิม นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เจอกันร่วมสิบปีเห็นจะได้


    ไม่เปลี่ยนไปสักนิดคนที่เป็นทุกอย่างของชีวิตเขา


    คนที่เป็นทุกอย่างของชีวิตลีมินฮยอก


    “โตเป็นหนุ่มแล้ว ไม่อายหรือไง”         

                 

    หนุ่มใหญ่วัยเลขสี่ลูบผมคนในอ้อมกอดอย่างอ่อนโยน เขาช่วยลากกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่ก่อนที่จะกอดคอกันเดินออกจากอาคารผู้โดยสาร มินฮยอกในความทรงจำของเขาตัวเล็กไม่ถึงเอว แววตาสู้คน ขี้โวยวาย ชอบรังแกเพื่อนและไม่เคยร้องไห้ ตอนนี้กลับกลายเป็นหนุ่มเต็มตัว นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เจอกัน ร่วมสิบปีเห็นจะได้


    ไม่เปลี่ยนเลยสักนิดคนที่เป็นทุกอย่างของชีวิตเขา


    คนที่เป็นทุกอย่างของชีวิตซนฮยอนอู



     

    “ทำไมตอน Facetimeคุยกัน อาป๊าดูเหี่ยวจังเลย ตัวจริงหล่อกว่าตั้งเยอะ”


    “ไม่ต้องชม ป๊าส่องกระจกวันละหลายครั้ง”


    “ทำเป็นพูด ผมยังโกรธอยู่นะป๊า”


    ร่างใหญ่เอื้อมมือไปขยี้ผมคนที่นั่งข้างๆ ในขณะที่อีกมือยังขับรถไปด้วย ต้องขอบคุณวิทยาการสมัยใหม่ที่ทำให้คนที่อยู่ไกลได้คุยกันมากขึ้น ฮยอนอูส่งมินฮยอกไปเรียนโรงเรียนประจำที่อังกฤษตั้งแต่แปดขวบ เด็กน้อยตอนนั้นร้องไห้กระจองอแงไม่ยอมห่างออกจากอกของเขาแม้แต่น้อย เด็กตัวเล็กโวยวายขี้มูกโป่งว่าตนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักคำเดียว แต่ฮยอนอูไม่มีทางเลือกเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ผ่านไปสิบปีมินฮยอกก็ยังคงยกเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างกับเขาเสมอ


    “ป๊านึกว่าเราจะอยู่อังกฤษยาวเลย”


    “ทุกวันนี้ผมแทบจะพูดเกาหลีไม่ได้แล้วนะ”


    “นั่นสินะแต่เห็นคำด่าก็ยังพูดคล่องอยู่หนิ”


    “อาป๊า!”


    ไม่ว่าพลางมินฮยอกต่อยเข้าที่แขนฮยอนอูเต็มๆ เจ้าของรถคันสวยหันมายู่หน้าก่อนจะคว้าคนตัวเล็กกว่ามาไว้ในอ้อมกอด เขาบรรจงก้มลงจูบหน้าผากอย่างแผ่วเบาหวังว่าจูบนี้จะสามารถแทนความคิดถึงตลอดสิบปีที่ผ่านมาได้นะ


    “ไหนป๊าบอกผมโตแล้วไง”


    คนในอ้อมกอดผลักฮยอนอูออกเบาๆ ใบหน้าเรื่อสีขึ้นมาอย่างชัดเจน ตั้งแต่เล็กจนโตเขาก็มีซนฮยอนอูอยู่ข้างกายตลอดเวลา เรื่องตอนเด็กน่ะ เขาจำไม่ค่อยได้มากนักมีแต่คนแก่คนนี้นี่แหละ ที่คอยเล่าเรื่องตอนเด็กให้เขาฟังอยู่เสมอๆบอกเขาขี้อ้อนบ้างล่ะ ต้องจุ๊บก่อนนอนบ้างล่ะ หรือหนักถึงขั้นต้องนอนกอดกันทุกคืนบ้างล่ะ


    นี่เป็นสิ่งที่คนในครอบครัวเขาแสดงความรักต่อกันหรอ…คงใช่มั้งนะ


    การเรียนที่อังกฤษสนุกมากก็จริง แต่สิ่งที่เขาตั้งตารอคอยคือการตื่นมาโทรหาฮยอนอูทุกเช้าด้วยเวลาที่ห่างกันเก้าชั่วโมง เวลาก่อนอนของฮยอนอูกับเวลาตื่นตอนเช้าของเขาจึงเป็นเวลาที่มาบรรจบกันพอดี


    เหมือนทุกๆวันเขาได้รับกำลังใจจากฮยอนอู


    และสาเหตุจริงๆที่เขาเลือกจะกลับมาเกาหลีหลังเรียนจบทันทีก็เป็นเพราะ….


    “ผมอยากกลับมาอยู่กับอาป๊า”


    “หื้ม?”


              อีกคนหันมาเลิกคิ้วด้วยความงุนงง ก่อนจะหันไปสนใจทางข้างหน้าต่อมินฮยอกคิดแบบนั้นจริงๆ ฮยอนอูทำทุกอย่างเพื่อเขา ถึงเวลาที่ตัวเขาต้องให้คืนบ้างตอนอยู่ที่อังกฤษ ฮยอนอูส่งเงินให้เขาใช้ ส่งให้เรียนโรงเรียนดีๆ อยากได้อะไรขอเพียงแค่เอ่ยปาก ฮยอนอูก็พร้อมจะหามาให้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง


              เลี้ยงเขาเหมือนลูก….ทั้งๆที่ไม่ใช่สายเลือดกันด้วยซ้ำ


              เพราะชีวิตวัยเด็กที่ผันผวน ทำให้เขาต้องมาอยู่กับฮยอนอูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้าตัวเคยเล่าให้เขาฟังว่าตอนเขาเล็กๆ เขามักเรียกฮยอนอูว่าอาตลอดส่วนอีกคนก็ยืนกรานอยากให้เรียกว่าปะป๊า จนสุดท้ายก็เลยกลายเป็นคำเรียกติดปากว่า“อาป๊า” ไปในที่สุด


              ขอบคุณนะครับอาป๊า


              ผมรักอาป๊าที่สุดในโลก

     

     

     





     

     

     






              ชีวิตที่เกาหลีดีกว่าที่มินฮยอกคิดไว้มาก


              อาจเป็นเพราะเขาเป็นคนชอบเข้าสังคม ทำให้สนิทกับเพื่อนในมหาลัยได้หลากหลาย ทั้งในคณะและนอกคณะ เพียงแค่ไม่กี่เทอมเขาก็กลายเป็นคนดังของมหาวิทยาลัย ด้วยบุคลิกเป็นกันเอง ชอบทำกิจกรรม ชอบเล่นดนตรี และเป็นที่รักของอาจารย์ ติดอยู่ที่ว่าเรียนยากไปซะหน่อยชีวิตของเขาจะครบถ้วนสมบูรณ์มากๆ


              นอกจากเรื่องเรียนยากติดอยู่อีกอย่างคือ…


              “เดี๋ยวก่อน”


              ฮยอนอูคว้าหมับเข้าที่แขนของมินฮยอกในตอนที่เขากำลังจะเปิดประตูลงจากรถ


              “ลืมอะไรรึเปล่า?”


              มินฮยอกบึนปากเป็นเชิงรำคาญนี่คนอายุสี่สิบหรือเด็กสี่ขวบ เขาล่ะเกลียดกฎที่อาป๊าเป็นคนตั้งขึ้นมาจริงๆ  


             ‘มินฮยอกต้องจุ๊บป๊าทุกวันก่อนไปมหาลัย’  ไร้สาระที่สุด! 


            คนตัวเล็กกว่าชะเง้อหน้าไปใกล้ฮยอนอู ปากกระจับสีเชอร์รี่ส่งสัมผัสเบาบางไปที่ริมฝีปากของอีกฝ่ายแต่ไรหนวดของฮยอนอูมันทำให้เขาขนลุกไปทั่วทั้งร่าง ในจังหวะที่อีกคนกำลังจะผละออกจากสัมผัสนั่นมือสากก็คว้าเข้าที่คางของมินฮยอกก่อนจะเชิดให้มันช่วยรับความรุนแรงจากการสอดลิ้นเข้าไปโพรงปากอุ่นๆ คนตัวบางเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ก่อนที่สติจะหายละเลือนกับไปรสจูบจากคนเป็นอา


             

    “อื้อ…”


    เมื่อได้สติฮยอนอูถอนริมฝีปากออกก่อนจะรีบหันไปทางอื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มินฮยอกทำได้แต่ก้มหน้าข่มหัวใจที่เต้นโครมครามก่อนจะลงจะรีบลงจากรถไป เมื่อคนตัวเล็กพ้นสายตาไป คนในรถก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่


              เขาทำผิดมหันต์


              เขาไม่ควรทำแบบนี้…


    แต่มันก็ไม่ใช่ความผิดเขาคนเดียวหรอก


              หลังจากที่มินฮยอกกลับมาอาศัยร่วมชายคาเดียวกับเขา ความรู้สึกภายในใจเขายิ่งชัดขึ้นๆทุกวัน ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทุกกิริยาทุกการกระทำของคนเด็กกว่ามันถึงดูยั่วยวนเขาไปเสียหมด ตอนเด็กๆก่อนไปโรงเรียน พวกเขาจะจุ๊บกันเป็นคำบอกลา แต่พอโตขึ้นมาทำไมทุกเช้าถึงกลายเป็นจูบที่เร่าร้อนและถอนตัวไม่ขึ้น


              เขากลัวว่าสักวันเขาต้องเผลอปล่อยอารมณ์จนทำร้ายรอยยิ้มที่แสนบริสุทธ์นั่น


              Rrrrr


              เสียงโทรศัพท์สั่นเรียกสติของฮยอนอูกลับมาอีกครั้ง ชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ทำให้เขาประหลาดใจเล็กน้อยเขาสไลด์โทรศัพท์เพื่อรับสายจากเพื่อนเก่า


              ‘เฮ้ย อาทิตย์หน้ามีเลี้ยงรุ่นเว้ย มาป่ะ’


     

     





     

     

     






               

              ใจเต้นแรงจนจะระเบิดออกมา


              พรุ่งนี้ไม่ต้องให้อาป๊ามาส่งแล้วดีมั้ยเนี่ย!


              มินฮยอกอยากจะเป็นบ้าตายเขาไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เปลี่ยนไป ตอนที่เขายังเล็ก ไอ้เรื่องประเภทอาบน้ำด้วยกันจุ๊บกันก่อนไปโรงเรียน นอนกอดกันทั้งคืน มันดูเป็นการกระทำที่อบอุ่นเสียเหลือเกินแต่สองเดือนที่ผ่านมาเขาพบว่า พวกเขาทำแบบนั้นเหมือนตอนเด็กๆไม่ได้อีกแล้วความรู้สึกมันเปลี่ยนไป อารมณ์มันเปลี่ยนไป...


              จากความอบอุ่นเป็นความร้อนแรงสุดจะห้ามใจ


              “หน้าแดงเชียวมึงเมาเหล้าขาวแต่เช้าเลยไง?”


              แชฮยองวอนเดินมาตบเข้าที่ท้ายทอยเขาอย่างจัง ความคิดที่กำลังเตลิดกลับคืนสู่สติอีกครั้ง นึกขอบคุณเพื่อนรักอยู่บ้างแม้จะเจ็บมากก็ตามมินฮยอกจึงเอื้อมมือไปดีดหน้าผากคนตรงหน้าเป็นการแก้แค้น


              “เชี่ย เจ็บนะโว้ย”


              “เออสมน้ำหน้า ทำไมมาเช้าจังวะ”


              “กูยังไม่ได้นอนเดี๋ยวกูไปนอนให้ห้อง มึงจดเลคเชอร์เผื่อกูด้วย”


              “อ้อนวอนกูดิ”


              “โอ้ยยยกับมึงเนี่ยกราบตีนกูก็ยอม ฮ่าๆ”


              หัวใจที่เต้นโครมครามเริ่มสงบลง พวกเขาทอดขาผ่านโถงมหาวิทยาลัยก่อนจะตรงเข้าสู่ห้องเลคเชอร์รวม ทันทีที่แชฮยองวอนทิ้งก้นลงที่เก้าอี้ เขาก็ฟุบหลับไปทันที นึกเสียดายค่าเทอมแทนมันจริงๆ…. ฮยองวอนเป็นเพื่อนในคณะที่สนิทกันเร็วมาก เขาก็ไม่แน่ใจเหตุผลนักหรอก นิสัยก็ค่อนข้างจะต่างกัน ผลการเรียนก็ด้วยกิจกรรมมันก็ไม่ค่อยทำ ทุกวันนี้มินฮยอกก็ยังสงสัยอยู่ว่าคบกับมันทำไม



              ในจังหวะที่ทั้งห้องเลคเชอร์เต็มไปด้วยเสียงจอแจของนักศึกษา ประตูหน้าห้องก็เปิดออก ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำราคาแพงท่าทางไม่คุ้นตาเดินอาดๆออกมากลางห้อง ทรงผมสีน้ำตาลเข้มที่ถูกเซ็ทไว้อย่างดี ใบหน้าขาวกับดวงตาเรียวเรียกความสนใจจากนักศึกษาหญิงชายได้จำนวนมากและเขาก็เป็นหนึ่งในนั้น


              “สวัสดีครับนักศึกษา ผมชินโฮซอก จะมาสอนวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคแทนอาจารย์จีฮุนนะครับ เนื่องจากหลายคลาสที่ผ่านมาอาจารย์จีฮุนไม่ค่อยได้เข้าสอน งั้นผมขอเปลี่ยนเป็นสอบไฟนอลอย่างเดียวเพราะมิดเทอมคงจะไม่ทัน เดี๋ยวจะให้เพื่อนแจก Couse Syllabus ให้ใหม่นะครับ…”


              “ฮยองวอนๆมึงๆตื่น อาจารย์ใหม่ว่ะ”


              “เฮ้ย มึงอย่า กูจะนอน”


              “มึงเขาดูดุอะมึงตื่นก่อนเหอะ”


              “นักศึกษาตรงนั้นคุยอะไรกันครับ”


              ในจังหวะที่มินฮยอกกำลังเขย่าตัวเพื่อนรักข้างกาย อาจารย์เจ้าของวิชามาก็ชี้เป้ามาที่เขาทันทีความไม่พอใจปรากฏชัดเจนขึ้นบนใบหน้าขาวนั่น มินฮยอกที่สัมผัสได้ถึงไอสังหารของอาจารย์ใหม่ได้แต่ขนลุกเกรียวไปทั้งตัวเขาได้แต่ยิ้มแหยๆก่อนจะรีบผงกหัวเป็นเชิงขอโทษเบาๆ


              “ผมสอนอยู่คุยทำไมครับ? มาบรรยายแทนผมมั้ยครับ?”


              โดนไปอีกหนึ่งดอก….


              เขารีบก้มหน้าลงสมุดโน้ตทันทีในขณะที่เพื่อนรักตัวดีกับนอนฟุบไม่รู้เรื่อง แต่ในมือแอบถือปากกาทำท่าเหมือนจดอยู่โถไอ้เพื่อนเวร…. อาจารย์โฮซอกชักสีหน้าแวบหนึ่งก่อนจะหันไปเปลี่ยนสไลด์แล้วเข้าสู่บทเรียนต่อไป


              “ถ้าไม่ตั้งใจฟังผมจะควิซนะครับ”

     

     

     





     

     

     





              

              แล้วก็ควิซจริงๆ


              สอนคาบแรกก็เอากระอักเลือด


              หลังจากหมดเวลาเสียงบ่นเกิดขึ้นเป็นหย่อมๆ ขนาดเพื่อนที่เขาว่าเก่งระดับท็อปยังโอดครวญส่วนเขาน่ะหรอ….อย่าหวังเลย เพื่อนร่วมห้องบางคนก็โทษว่าเป็นความผิดของเขาที่มัวแต่คุยกับฮยองวอนตอนอาจารย์สอน ทำให้ต้องมารับกรรมกันไปทุกคน ด้วยความรู้สึกผิดมินฮยอกจึงขออาสาเป็นคนรวบรวมกระดาษคำตอบไปส่งให้อาจารย์เอง แม้อาจารย์จะดุมากแค่ไหนก็ตาม ระหว่างทางเดินมาที่ห้องส่วนตัวของโฮซอก ใจมินฮยอกเต้นหนักกว่าเหตุการณ์ในรถเมื่อเช้าเสียอีก หวังว่าอาจารย์จะหายโกรธที่เขาคุยในห้องแล้วนะ


              ใจดีสู้เสือเข้าไว้


              ก๊อกก๊อก


              “ขอโทษนะครับ”


              มินฮยอกผลักประตูเข้าไปในห้องขนาดกะทัดรัด ชินโฮซอกก้มหน้าอยู่กับโน้ตบุ้คโดยไม่ได้เงยขึ้นมาตอบรับเขาเลย เจ้าตัวจึงหาที่ว่างๆบนโต๊ะก่อนจะวางอย่างบรรจงชนิดแทบจะหยุดหายใจ ก่อนจะหันหลังเพื่อรีบออกไปจากห้อง


              “เดี๋ยวสินักศึกษา”


              “ครับ?”


              “นั่งก่อน”


              ชินโฮซอกผายมือไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามพลางยิ้มบางๆมินฮยอกไม่รู้ว่าตนตอนนี้ควรรู้สึกอะไรและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมาไม้ไหน แต่คงไม่พ้นเขาโดนดุอีกแน่ๆ


              “คิดว่าผมโกรธที่คุณคุยในห้องหรอ”


              “……….”


              “ตอบได้ตอบสิ”


              มินฮยอกที่ก้มหน้างุดเริ่มเงยหน้ามาสู้สายตาอาจารย์ ชินโฮซอกในแว่นกรอบดำยิ่งขับให้ใบหน้าขาวนั่นดูดียิ่งขึ้นจมูกโด่งสันได้รูปรับกับโครงหน้าเรียวแต่ก็ไม่ได้หวานจนทิ้งความเป็นชาย แม้ว่าจะถอดสูทตัวนอกออก แต่บ่าและอกก็ยังผายออกมาอย่างสง่า คิดไปคิดมาหล่อเกินกว่าจะมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย


              “เอ้าตอบสิครับนักศึกษา”


              “อะ…เอ่อ ครับ”


              เจ้าตัวหลุดขำออกมาน้อยๆกับคำตอบของนักศึกษาตรงหน้า โฮซอกถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเปลี่ยนอิริยาบถท่านั่งให้ดูสบายๆมากขึ้น


              “เปล่าหรอกผมแค่อยากควิซอะ แต่ถ้าควิซตั้งแต่คาบแรกได้โดนนักศึกษาด่าแน่นอน ก็เลยหาเรื่องไปงั้นแหละ ขอโทษนะ หายกลัวผมได้แล้ว ฮ่าๆ”


              “อาจารย์!”


              มินฮยอกกระโดดดึ๋งขึ้นมาจากเก้าอี้ทันที ทำไมเขาต้องมารับกรรมล่ะเนี่ย! แล้วที่เขากลัวมาตั้งนานนี่มันอะไรกัน ให้ตายสิ! อย่าแกล้งเขาแบบนี้ ยิ่งพอเห็นคนเป็นครูหัวเราะร่วนด้วยความสะใจ เขาล่ะอยากจะโกรธจริงๆ


              “โอ๋ๆ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิงอนผมหรอ?”


              โฮซอกยักคิ้วกวน นั่นยิ่งทำให้มินฮยอกเกือบปรอดแตก เหมือนโดนตุ๋นซะเละ นักศึกษาตัวดีรีบคว้ากระเป๋าก่อนจะหันหลังให้อาจารย์ตัวเอง ลาก่อน!


              “ไปแล้ว!”


              “เดี๋ยวๆคุณชื่ออะไร”


              “อีมินฮยอก”


              เจ้าของชื่อขึ้นเสียงสูงก่อนจะเดินก้นสะบัดออกไปจากห้องพักอาจารย์ ปล่อยให้ชินโฮซอกนึกขำกับสถาการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้น ในห้องเลคเชอร์ก่อนหน้านี้มินฮยอกแทบไม่เงยหน้าขึ้นมามองเลย พอเขาพยายามจะสบตาก็ก้มหน้าแทบจะติดสมุด แต่พอมาเฉลยว่าล้อเล่นอีกคนก็งอนตุ๊บป่องกลับบ้านไป


              น่ารักจริงๆเด็กสมัยนี้


              Rrrrrr


              เสียงโทรศัพท์สั่นทำให้เขารีบล้วงเข้าไปในกระเป๋า ชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าเจอทำให้เขาประหลาดใจเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็กดรับ


    ‘เฮ้ยอาทิตย์มีเลี้ยงรุ่นเว้ย มาป่ะ’
















    คนเรานะคะ เรื่องเก่ายังแต่งไม่เสร็จเรื่องใหม่มาอีกแล้ว

    เจอกันที่เดิมนะคนดี ใน #ฟิคดี๋พรีรองเท้า

     

             

             

     

             

             

             

     

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in