Beige On (un)true Storyแ ว ว วั น.
HELIOPHILIA


  • \


    heliophilia

    (n.) desire to stay in the sun; love of sunlight



    \




    0.

    มันเป็นวันที่มีช่วงเวลากลางวันยาวนานที่สุด
    ผมมองเห็นเขาจากจุดสูงสุดบนยอดคลื่น
    ใต้ร่มชายหาดที่ให้ร่มเงาเพียงน้อยนิด
    เขานอนคว่ำอ่านหหนังสืออยู่
    เท้าทั้งสองยกขึ้นและตีไปมาราวกับกำลังว่ายน้ำ
    ผมล่นจากกระดานโต้คลื่นลงไปในน้ำทะเล

    ทรายแทบทุกเม็ดตรงนั้นติดสอยกับเท้าของผมตอนที่ก้าวขึ้นฝั่ง
    ผมเหยียบย่ำพื้นทรายและหยุดลงด้วยการนั่งข้างๆ เขา

    “มาใหม่เหรอ”
    อย่างน้อยก็สำหรับที่ชายหาดนี่
    ผิวของเขาไร้ร่องรอยการถูกชโลมด้วยแสงแดด 
    “ไม่เชิง...” เขาลุกขึ้นนั่ง “ถ้าให้ถกต้องมากขึ้นต้องเรียกว่ากลับมาใหม่น่ะ”


    และเรื่องราวของเราก็เริ่มต้นขึ้นง่ายๆ เช่นนั้นเอง






    I.


    “วันนี้ได้เรื่องอะไรมาเหรอ”
    “นี่น่ะ” เขายื่นกล่องซีดีเก่าๆ มาตรงหน้า ผมรับมันมาและเดินไปที่เครื่องเล่นแผ่นซีดี
    “ร้านนั้นเขาขายทุกอย่างเลยจริงๆ เนอะ” เขาว่าพรางทิ้งตัวลงบนโซฟา พาดขาทั้งสองไว้บนโต๊ะเล็ก

    แน่ล่ะ ในเมืองเล็กๆ แบบนี้จะให้มีร้านค้ามากมายได้ยังไงกัน

    Eternal Sunshine of The Spotless Mind 

    เรานั่งดูหนังเรื่องที่เขาเลือกมาตอนขากลับจากที่ทำงานกันอย่างเงียบๆ 

    เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมา
    บ้างเราก็วางเท้าทับกันบนพื้นพรม 
    บ้างเขาก็พักเท้าไว้บนตักของผมแล้วตัวเองเหยียดตัวนอนตามความยาวโซฟา 
    บ้างเราก็ใช้ขาเกี่ยวกันตอนที่พาดมันไว้กับโต๊ะด้านเล็กด้านหน้า
    ในตอนที่หนังกำลังดำเนินไปถึงจุดจบ ผมจับมือเขา
    เขาประสานนิ้วกับผม
    ผมยกมันขึ้นมาแล้วกดจูบที่ฝ่ามือขาวของเขาซ้ำๆ จนเขาดึงดันจะเอามือออก
    ผมหัวเราะ
    และเขาใช้หน้าผากเขกไหล่ผม
    แล้วเราก็หัวเราะ

    สุดท้ายเขาจึงใช้ริมฝีปากตัวเองกดจูบลงมาหนักๆ 
    ไม่กี่วินาทีก่อนจะผละออกไป

    และทำอย่างนั้นซ้ำๆ จนผมรั้งท้ายทอยคุณเอาไว้แล้วถอดเสื้อออก

    จากนั้นจุดอย่างจึงเริ่มต้นขึ้นและสิ้นสุดที่โซฟาตัวยาวหน้าทีวีโดยที่ไม่มีใครรู้ตอนจบของหนังเรื่องนั้น 






    II.


    อากาศร้อนอบอ้าวของช่วงเข้าฤดูฝนทรมานยิ่งกว่าฤดูร้อน
    ผมเดินออกมาจากห้องนอนโดยสวมเพียงกางเกงตัวหนึ่ง
    นั่งลงหน้าโทรทัศน์ที่หน้าจอมืดสนิท
    ตอนนี้แขนทั้งสองของผมเริ่มเห็นเป็นรอยไหม้จากแสงแดดแล้ว
    แต่ลำตัวยังคงขาวซีดจนน่าเกลียด
    แต่ถึงอย่างนั้นใครบางคนก็ชอบมัน
    หรืออย่างน้อยเขาก็ชอบที่จะประทับรอยบนนั้น

    ผมยกยิ้มที่มุมปากเมื่อคนในความคิดออกมาจากห้องน้ำ
    เขาเดินเข้าไปในครัวทั้งที่ยังพันผ้าเช็ดตัวที่ท่อนล่างทั้งอย่างนั้น
    ผมหยิบบุหรี่หนึ่งมวนออกจากซองที่วางไว้บนโต๊ะ
    จงใจคาบมันไว้ที่ปากตอนที่เขาเดินออกมาพร้อมขนมปังสี่แผ่นและแยมผลไม้หนึ่งกระปุก

    “เฮ้ บอกแล้วไงว่าอย่าสูบในห้องน่ะ”
    เขาตำหนิ หน้านิ่ว และชี้ไปท่ีระเบียง

    ผมคีบบุหรี่มวนนั้นออกและวางไว้บนโต๊ะ
    หัวเราะร่าที่กวนประสาทเขาได้สำเร็จ

    “นี่หรือมื้อกลางวันของเราวันนี้”
    “มื้อเช้าต่างหาก”
    “ตอนบ่ายสองเนี่ยนะ”
     “มื้อแรกของวันนับว่าเป็นมื้อเช้าทั้งนั้นแหละ”

    ใครว่าอยู่ใกล้ทะเลแล้วจะได้ทานอาหารทะเลบ่อยๆ กัน

    พวกเราขี้เกียจเกินกว่าจะออกไปซื้อด้วยซ้ำ
    ผมรับขนมปังที่เขาทาแยมให้เอาไว้
    เป็นขนมปังที่ไม่ได้ปิ้ง เพราะผมหิวและเขารีบ
    ผมขยับตัวนิดหน่อยตอนที่เขานั่งลงข้างๆ

    “วันนี้ทำอะไรกันดี”
    “นั่นสิ ช่วงนี้พายุเข้าซะด้วย”

    นั่นหมายความว่าเราออกไปเล่นน้ำที่หาดไม่ได้

    “นอนแข่งกันมะ”
    “ฮ่าๆ เอาสิ แต่ฉันขออ่านหนังสือให้นายฟังด้วยนะ”
    “ได้”

    เราคุยกันเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งในจานเหลือเพียงเศษขนมปัง
    จากนั้นถึงย้ายตัวเองมาที่ห้องนอน

    “จะว่าไปยังเก็บห้องไม่เสร็จเลยนี่นะ”

    ผมนึกขึ้นได้เมื่อเห็นกล่องลังกระดาษขนาดใหญ่สองสามกล่องในห้องนอน

    “ช่างมันเถอะน่า ดึกๆ ค่อยจัดก็แล้วกัน”

    เขาตบเตียงปุๆ เร่งให้ผมไปนอนตรงนั้น

    “แหม ชวนขึ้นเตียงแบบน้ีก็เขินหน่อยๆ เหมือนกันนะ”

    หน้าต่างถูกเปิดไว้ 
    กลิ่นเกลือทะเลลอยเข้า
    แสงแดดเล็ดลอดก้อนเมฆ
    หนังสือหนึ่งเล่ม
    ผมและเขาบนเตียงนอนของเรา

    จบ.
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in