รีวิวเว้ย (2)Chaitawat Marc Seephongsai
เกรต้า ธุนเบิร์ก: คุณได้ยินฉันไหม By แปล จินดารัตน์ ธรรมรงวุทย์
  • รีวิวเว้ย (650) การปะทะกันที่เด่นชัดที่สุดของคนสองกลุ่มในบุคปัจจุบัน เราคงหนีไม่พ้นที่จะพูดถึงการปะทะ "ระหว่างวัย" ระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่าที่กลายมาเป็นกระแสขึ้นทั่วโลกจนเกิดคำหรือข้อความใหม่ ๆ ขึ้นมากมายที่แสดงให้เห็นถึงการปะทะกันของคนระหว่างกลุ่มอย่างคำว่า "OK boomer" ที่ได้มีการให้ความหมายของคำดังกล่าวเอาไว้ว่า 

    "OK boomer" is a catchphrase and meme used by teenagers and young adults to dismiss or mock attitudes typically associated with people born in the two decades following World War II, known as baby boomers. The phrase first drew widespread attention due to a November 2019 TikTok video in response to an older man, though the phrase was actually coined years before that. Considered by some to be ageist, the phrase has also been used commercially to sell merchandise, and there have been multiple trademark applications submitted for the phrase. (https://en.m.wikipedia.org/wiki/OK_boomer) 

    ซึ่งจะเห็นได้ว่าตัวอย่างของคำว่า "OK boomer" คือตัวอย่างของการประชดประชันและแสดงให้เห็นถึงสภาวะของการปะทะกันระหว่างคนต่างวัย หากย้อนกลับมาดูตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างมากของการปะทะกันระหว่างวัยในประเทศไทย เราจะเห็นว่าการปะทะกันระหว่างวัยในไทยนั้นมีปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยครั้งและอาจจะเกิดขึ้นนานมาแล้วหากย้อนกลับไปดูถึงการตั้งคำถามต่อกิจกรรม "รับน้อง" ในโรงดรียนหรือในมหาวิทยาลัย เราจะพบว่ามีการท้าทายและตั้งคำถามต่อความ "แก่กว่า" ที่พวกที่แก่กว่าชอบยกมาอ้างว่า "พวกตนเกิดก่อน" และ "พวกตนอาบน้ำร้อนมาก่อน" ดังนั้น "จงเชื่อพวกตนเถิดเพราะผ่านโลกมาก่อน" ซึ่งวิธีคิดในลักษณะนี้อาจจะยังคงใช้ได้ แต่ก็แค่กัลบางเรื่องเท่านั้น และในปัจจุบันหากมีคนที่ยังอ้างเหตุและผลของเรื่องการมีอายุมากกว่าเพื่อบังคับให้คนรุ่นใหม่เชื่อการกระทำดังกล่าวก็ช่างดูไร้เหตุผลสิ้นดี 

    ซึ่งการปะทะกันระหว่างวัยนี้ ยังคงปรากฎชัดและถี่ขึ้นอย่างมากในสังคมทั่วโลก กระทั่งในสังคมไทยเองการลุกขึ้นมาแสดงออกของกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ออกมาเรียกร้องทางการเมือง นี่ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการปะทะกันระหว่างวัย เพราะพวกเขาเชื่อว่า "อนาคตของพวกเขาพวกเขาควรจะได้กำหนดเอง" มิใช่ให้พวกคนแก่ ใกล้ตาย ไร้สมอง ที่กลัวความเปลี่ยนแปลง (ส.ว.) มานั่งบริหารประเทศทั้งที่ในวัยขนาดนี้ตามความเชื่อของศาสนา "พราหมณ์ฮินดู" คือวัยที่เรียกว่า "สันยัสตาศรม" หรือวัยที่ออกบวชเข้าป่าละทิ้งทางโลกเพื่อเตรียมตัวสู่การหลุดพ้น แต่อ๋อลืมไปยังไงพวกคนเฒ่าในสังคมนี้ที่ยึดกุมอำนาจ "สวรรค์" ในคติแบบพุทธคงไม่ใช่ที่พำนักสุดท้ายหากแต่เป็น "อเวจีมหานรก" ที่จะเป็นที่อยู่สุดท้ายของพวก "ไทยบูมเมอร์"
    หนังสือ : เกรต้า ธุนเบิร์ก: คุณได้ยินฉันไหม ไม่มีใครเล็กเกินจะเปลี่ยนโลก
    โดย : แปล จินดารัตน์ ธรรมรงวุทย์
    จำนวน : 370 หน้า
    ราคา : 355 บาท

    "เกรต้า ธุนเบิร์ก: คุณได้ยินฉันไหม" หนังสือที่รวบรวมเอาคำสัมภาษณ์และคำแถลงต่าง ๆ ของ "เกรต้า" ที่ได้แสดงไว้ในที่ต่าง ๆ ทั้งผ่านสื่อและในงานประชุมระดับชาติและนานาชาติ ที่มุ่งเน้นในการพูดถึงประเด็นในเรื่องของ "โลกร้อน" และการ "ช่วงชิงชีวิตและความฝัน" ของคนรุ่นใหม่ที่ถูกช่วงชิงไปโดยเหล่าคนแก่และผู้สูงวัยที่ทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายหรือผลักดันนโยบายในเรื่องของโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ที่หากยังไม่มีใครลงมือทำอะไรสักอย่างในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าโลกของเราจะเดินทางเข้าสู่สภาวะที่มิอาจหวนกลับในเรื่องของสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลก 

    นอกจากนั้น "เกรต้า ธุนเบิร์ก: คุณได้ยินฉันไหม" ยังมีส่วนของเรื่องราวและบันทึกเกี่ยวกับชีวิตของเกรต้าในฐานะเด็กคนหนึ่ง เด็กที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ โดยในส่วนหลังของหนังสือ "เกรต้า ธุนเบิร์ก: คุณได้ยินฉันไหม" คือการบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเกรต้าและครอบครัว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความปกติธรรมดาของเด็กคนหนึ่งที่ต้องลุกขึ้นมาปกป้อง "อนาคต" ของคนรุ่นตนเองด้วยมือของตนเอง 

    อาจจะเรียกได้ว่า "เกรต้า ธุนเบิร์ก: คุณได้ยินฉันไหม" ได้แสดงให้เห็นถึงมิติของการปะทะกันระหว่างวัยที่ชัดเจน บนประเด็นในเรื่องของการ "ช่วงชิงอนาคตและความฝัน" ของเด็กคนหนึ่ง โดยกลุ่มคนแก่ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และไม่ได้คิดเผื่ออนาคตว่าพวกเขาจะ "ส่งมอบโลกแบบไหนกันให้ลูกหลาน" เพราะพวกคนแก่อาจจะไม่ได้คิดหรือมองโลกให้ยาวไปกว่า "วันตายของพวกตน" แต่เพราะแบบนั้นพวกคนแก่ระดับบนที่ใกล้ตายที่กุมอำราจกำหนดนโยบาย "จึงไม่มีสิทธิที่จะส่งมอบโลกในแบบที่ตัวเองไม่มีวันจะได้เห็น ให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป" #OkBoomer

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in