CHINESE BL REVIEWSarriettybb
รีวิว (小蘑菇) Little Mushroom
  • 小蘑菇 Little Mushroom
    ผู้แต่ง : 一十四洲 (อีสือซื่อโจว)
    สถานะ : 84 ตอน + 5 ตอนพิเศษ (จบแล้ว)
    ยังไม่มี LC ในประเทศไทย

    นิยาย Little Mushroom ยังไม่มี LC ไทย
    ความยาว 84+5 ตอน (จบแล้ว)

    ในปี 2020 สนามแม่เหล็กโลกอ่อนกำลังลงจนอันตรธานหาย...

    ส่งผลให้มวลมนุษยชาติเกือบสูญสลายเพราะรังสีคอสมิก หลายร้อยปีต่อมา บรรดาสิ่งมีชีวิตต่างค่อยๆ เริ่มกลายพันธุ์ พวกมันกลืนกินกันและกันขณะที่มนุษย์ดิ้นรนปกป้องตัวเองอย่างยากลำบากอยู่ภายในฐานทัพที่สร้างขึ้นเอง

    ณ หุบเหวลึกอันเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์อันตราย ยังมีเห็ดน้อยซึ่งถูกหล่อเลี้ยงด้วยเลือดเนื้อของมนุษย์ผู้ตาย ไม่เพียงแต่เขาจะได้รับลักษณะภายนอกของเจ้าของร่างเดิมมาเท่านั้น แต่เขายังรับเอาชื่อที่เหมือนกันมาอีกด้วย...อันเจ๋อ

    อันเจ๋อตัดสินใจออกเดินทางไปยังฐานทัพของพวกมนุษย์เพื่อค้นหาสปอร์ของตัวเองซึ่งเคยถูกคนพรากไป แต่ที่นั่น เขาจำต้องพบกับความเสี่ยงที่จะโดนจับได้และถูกฆ่าตาย จากการพยายามอำพรางความเป็นอมนุษย์ของตนภายใต้สายตาของผู้พิพากษา ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบและกำจัดสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์เช่นเขา...

    และในบรรดาผู้พิพากษาทั้งหมด พันเอก ลู่เฟิง ก็คือคนที่มีประสาทสัมผัสเฉียบแหลมและเลือดเย็นกว่าใคร ทันทีที่เขาตัดสินว่ามนุษย์คนใดติดเชื้อหรือกำลังจะกลายพันธุ์ เขาจะสังหารเขาหรือเธอทิ้งตรงนั้นโดยไม่มีความลังเล

    แต่เห็ดน้อยอันเจ๋อกลับหนีรอดจากสายตาของผู้พิพากษาลู่เฟิงมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ และด้วยเหตุนั้น เรื่องราวระหว่างมนุษย์กับเหล่าสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์จึงได้เริ่มต้นขึ้น

    ♡ ♡ ♡

    อันเจ๋อเป็นเห็ดซึ่งมีภารกิจที่สำคัญที่สุดชั่วชีวิตคือการเลี้ยงดูสปอร์ของตัวเอง

    แต่วันหนึ่ง สปอร์ของเขาหายไป

    เขาเที่ยวเสาะหารอบโลกอยู่เป็นเวลานาน ก่อนจะเห็นสปอร์ที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตาในข่าวจนได้

    อันเจ๋อเคาะประตูห้องของพันเอกแห่งกองทัพมนุษย์อย่างสิ้นหวัง “สวัสดีครับท่าน ผลการวิจัยของพวกคุณคืบหน้าไปได้ด้วยดีไหม? ผมสามารถรับลูกของผมกลับไปหลังมันเสร็จได้ไหมครับ?”

    พันเอกมองมาอย่างเย็นชา “ลูกของนาย?”
    “ผมให้กำเนิดมัน QAQ”
    พันเอกกล่าว “ฉันเป็นคนเลี้ยงมัน”
    “ท่านครับ มันเป็นของผมจริงๆ นะ QAQ”
    “งั้นคลอดมันออกมาอีกครั้งให้ฉันดู”
    Little Mushroom หรือที่น่าจะรู้จักกันดีในชื่อเห็ดน้อย กิตติศัพท์ด้านความดังของมันคงไม่ต้องพูดถึงค่ะ การันตีด้วยคะแนนนิยม TOP20 ของจิ้นเจียงตลอดกาล รวมถึงยังเป็น BL เรื่องแรกและเรื่องเดียวที่เคยได้รับรางวัลจากสมาคมวรรณกรรมไซไฟจีน (Silver Award of 2021 Chinese Science Fiction Nebula Awards) อีกด้วย

    Little Mushroom ฉบับจีนตัวย่อ
    ความยาว 2 เล่ม (จบ)

    เกริ่นมาเวอร์ขนาดนี้ หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่ามันขนาดนั้นเลยเหรอออ (เพราะแต่ก่อนเราก็คิดแบบเดียวกัน) แต่หลังจากอ่านจบก็คือรู้สึกว่า เออ มันขนาดนั้นเลยแหละค่ะ! 55555555

    Little Mushroom เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเห็ดน้อยที่ออกเดินทางตามหาสปอร์ของตัวเองในยุควันสิ้นโลก เขาก้าวเข้าสู่สังคมมนุษย์อย่างไม่มีทางเลือกก่อนที่จะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย ท่ามกลางโลกที่กำลังล่มสลายและวันสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษยชาติที่ใกล้เข้ามา...อย่างเช่นความสวยงามของความเป็นมนุษย์ไปจนถึงการมีความรัก


    Disclaimer
    1. รีวิวเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของเราเท่านั้น อาจมีความอวยและไบแอสประกอบอยู่บ้าง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านค่ะ
    2. รีวิวมีการสปอย แต่จะไม่พูดถึงปมสำคัญ
    3. TW/CW: gore, violence, death, sexual assault (non graphic)
    4. เรื่องย่อและบทพูดในบทความนี้เป็นเราแปลเองทั้งหมด อาจมีจุดผิดพลาดที่เกิดจากความทรงจำบ้าง ขอความกรุณาไม่นำไปใช้อ้างอิง และถ้ามีจุดไหนพลาดไปขออภัยไว้ ณ ที่นี้ค่ะ

    โอเคค่ะ งั้นก็มาเริ่มกันเร้ยยยยย


    เรื่องเปิดมาเป็นฉากที่นายเอก อันเจ๋อ ตื่นขึ้นมาในถ้ำพร้อมกับร่างกายแบบมนุษย์...มันจะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลยถ้าไม่ติดว่าเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา อันเจ๋อยังเป็นเพียงแค่เห็ดดอกหนึ่ง!

    เขามองไล่ตั้งแต่แขนไปจนถึงข้อต่อที่แปลกประหลาดของตัวเอง มองโครงกระดูกของใครบางคนบนพื้นซึ่งตอนนี้มันถูกปกคลุมด้วยดอกเห็ดงอกเงยบานสะพรั่งราวกับดอกไม้ แล้วจึงนึกถึงต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดขึ้นมาได้...

    เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า เจ้าของโครงกระดูกร่างนี้ยังเป็นมนุษย์ตัวเป็นๆ ที่ยืนอยู่กลางถ้ำของอันเจ๋อแล้วพูดกับเขาว่า “หมายเลขของฉันคือ 3261170514 ส่วนนี่ก็บัตรประจำตัว พวกเราไม่สามารถกลับไปฐานทัพมนุษย์ได้ถ้าไม่มีสิ่งนี้”

    อันเจ๋อในตอนนั้นมองสิ่งมีชีวิตตรงหน้าที่ดูเหมือนกำลังบาดเจ็บสาหัสแล้วถามซื่อๆ “ผมช่วยพาคุณกลับไปได้ไหม?”

    มนุษย์ยิ้มออกมาก่อนจะหอบหายใจ “ฉันไม่สามารถกลับไปได้แล้วล่ะ...เจ้าเห็ดน้อย”

    “...เธอเกือบจะแตกฉานภาษามนุษย์อยู่แล้วเชียวนะ แต่ว่าก็ไม่แน่หรอก เมื่อเธอกินฉันเข้าไปทั้งตัวหลังจากฉันตาย เธออาจจะได้รับอะไรมากกว่านี้อีกก็ได้...”

    นี่คือยุควันสิ้นโลกที่ยีนสามารถถ่ายทอดจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปสู่อีกสิ่งมีชีวิตผ่านทางเลือดเนื้อโดยการกลืนกิน มนุษย์ที่ถูกสิ่งมีชีวิตอื่นทำร้ายหากไม่สาหัสจนตายก็จะติดเชื้อจนกลายพันธุ์ แต่คนคนนั้นกลับพูดถึงเรื่องความเป็นความตายออกมาได้อย่างสบายๆ ในตอนที่เส้นใยของอันเจ๋อถักทอลงบนบาดแผลของเขา...แต่ทั้งที่จุดประสงค์คือการพยายามช่วยไม่ให้คนเสียเลือดจนตาย ส่วนหนึ่งของร่างกายอันเจ๋อกลับดูดกลืนเลือดสดๆ ของอีกฝ่ายตามสัญชาตญาณ

    จากนั้นเศษเสี้ยวความรู้และความทรงจำที่กระจัดกระจายของมนุษย์ตรงหน้าก็ค่อยๆ ผ่านเข้ามาในห้วงความคิดของอันเจ๋อ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาสามารถ ‘พูด’ ได้ รวมถึงมีอวัยวะแปลกๆ อย่างแขนขางอกออกมา และในที่สุดเมื่ออีกฝ่ายตายลงจากบาดแผลสาหัสไร้ทางรักษา เห็ดน้อยอันเจ๋อก็สามารถเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

    อันเจ๋อเหม่อมองโครงกระดูกบนพื้นอยู่นาน

    คำสั่งเสียของคนคนนี้ที่ว่า “อย่าไปที่ฐานทัพมนุษย์ ไม่อย่างนั้นเธอจะตาย”  หรือ “มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่สามารถเข้าสู่ฐานทัพได้ เธอหนีรอดจากสายตาของผู้พิพากษาไปไม่ได้หรอก” ยังดังก้องอยู่ภายในใจ แต่สุดท้ายอันเจ๋อที่เพิ่งมีร่างใหม่ก็ยังคงตัดสินใจหันหลังจากไปช้าๆ

    เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็จำเป็นต้องไปที่นั่น...ไปค้นหาในที่แห่งนั้นเผื่อว่ามันจะมีสิ่งที่เขากำลังตามหา...

    สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา สิ่งที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเขา—สปอร์ของเขา เมล็ดพันธุ์ของเขา อันเจ๋อไม่รู้ว่าควรอธิบายมันอย่างไร เขารู้แค่ว่าเห็ดทุกดอกจะมีสปอร์เป็นของตัวเอง และการเลี้ยงดูสปอร์จนมันแตกหน่อเป็นต้นใหม่ก็คือภารกิจที่สำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเขาเหล่าเห็ดทั้งหลาย...

    แต่อันเจ๋อกลับทำมันหาย หรือพูดให้ชัดเจนกว่านั้น มันถูกใครบางคน ‘แอบ’ ขโมยไป

    QAQ

    โศกอนาถกรรมที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตของอันเจ๋อเกิดขึ้นในคืนหนึ่งที่ท้องฟ้ามืดสนิทและลมพัดกรรโชกหนัก เขากำลังทอดน่องไปรอบๆ ทุ่งรกร้างที่ตัวเองรักขณะที่ได้ยินเสียงขาดๆ หายๆ ของใครบางคนพูดถึงการเก็บเมล็ดพันธุ์กลับไปเป็นตัวอย่างศึกษา แล้วหลังจากนั้น สปอร์ของเขาก็ถูกมนุษย์ใจร้ายคนนั้น ‘คว้าน’ ออกมา

    อันเจ๋อเคร่งเครียดกับเรื่องนี้อยู่นานเพราะไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร จนถึงวันนี้ที่เขาบังเอิญเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ได้ อันเจ๋อจึงค้นพบทางออกในที่สุด...เขาจะต้องใช้ฐานะของคนคนนี้แฝงตัวเข้าไปยังฐานทัพมนุษย์เพื่อตามเอาสปอร์ของตัวเองกลับคืนมา!

    แต่ในตอนนั้นเห็ดน้อยอันเจ๋อยังไม่รู้ว่าการออกเดินทางครั้งนี้ของเขาจะเปลี่ยนชีวิตของตัวเขารวมถึงผู้คนมากมายไปตลอดกาล

    เห็ดน้อยกำลังค่อยๆ ‘สร้าง’ ร่างมนุษย์ของตัวเอง

    วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าหลังจากที่อันเจ๋อออกเดินทาง ในที่สุดเขาก็ค้นพบว่าการไปสู่ฐานทัพมนุษย์นั้นมันยากลำบากกว่าที่เขาเคยคิด...

    ทั้งที่ก่อนจะจากมา เขาก็อุตส่าห์กางแผนที่ของพวกมนุษย์พร้อมกับศึกษาดูแล้ว...แต่ใครจะรู้ว่าระยะทางแค่นิ้วเดียวในแผนที่นั่นมันจะต้องใช้เวลาเดินผ่านนานขนาดนี้!

    เคราะห์ยังดีที่ระหว่างทาง อันเจ๋อได้เจอเข้ากับทหารรับจ้างที่ออกมาปฏิบัติภารกิจ พวกนั้นปรึกษากันอย่างเคร่งเครียดว่าควรจะพาอันเจ๋อกลับฐานทัพไปด้วยดีไหม แต่สุดท้ายก็ยอมให้เขาร่วมทางไปเพราะเหตุผลที่ว่า “พวกเราไม่ใช่ผู้พิพากษา เราดูไม่ออกหรอกว่าเขาเป็นมนุษย์ 100% หรือเปล่า”

    ...อันเจ๋อชะงัก “ผู้พิพากษา...?” ภายในระยะเวลาสั้นๆ นี่เหมือนจะเป็นครั้งที่สามแล้วที่เขาได้ยินคำคำนี้

    ทหารรับจ้างประหลาดใจจนร้องเสียงดัง “นายไม่รู้จักผู้พิพากษา? นี่นายไปอยู่ที่ไหนมาเนี่ย!”

    อีกฝ่ายดูเหมือนกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดขณะค่อยๆ อธิบายให้อันเจ๋อฟัง “...ฐานทัพของพวกเราอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบที่เรียกว่าการพิพากษา มันก่อให้เกิดองค์กรกลาโหมระดับสูงที่เรียกว่าศาลตามมา และสมาชิกทุกคนในนั้นก็จะถูกเรียกว่าผู้พิพากษา” เขาพูดช้าๆ “พวกเขามักจะผลัดเวรกันยืนเฝ้าหน้าประตูฐานทัพ และเพราะมีสิทธิ์ขาดในการสังหาร...การฆ่าคนของพวกเขาจึงไม่นับว่าผิดกฎหมาย”

    “พวกเขาสามารถตัดสินว่าทุกคนที่เข้ามาในฐานยังเป็นมนุษย์อยู่หรือติดเชื้อไปแล้วได้เหรอ?” อันเจ๋อถาม

    “อืม เพราะนอกจากคนที่ติดเชื้อแล้วมีอาการ มันก็ยังมีพวกที่ไม่แสดงอาการอยู่ด้วยน่ะ...สาเหตุอาจเกิดจากแค่เพราะการกลายพันธุ์ยังไม่เริ่มต้นขึ้น หรือไม่ก็เพราะระดับของการกลายพันธุ์นั้นสูงเกินไปจนพวกมันดูไม่ต่างไปจากมนุษย์ธรรมดา แบบที่คนในฐานเรียกกันว่าสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์

    อันเจ๋อเบิกตากว้าง

    นั่นหมายความว่าตัวเขาเองก็คือ ‘สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์’ ที่ว่านี่ด้วยสิ...

    ทหารรับจ้างที่ไม่รู้อะไรยังคงพูดต่อไป “แล้วก็เพราะประชากรในฐานอยู่กันอย่างหนาแน่นมาก การมีสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์หลุดรอดเข้ามาข้างในจะทำให้เกิดการสังหารหมู่รวมถึงการแพร่เชื้อเป็นวงกว้าง ศาลจึงมีหน้าที่ตัดสินว่าคนที่ผ่านประตูมายังเป็นมนุษย์ธรรมดาหรือมีเชื้อสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ เราเรียกกระบวนการนั้นว่าการพิพากษา”

    อันเจ๋อหัวใจเต้นแรง เขาพยายามบังคับตัวเองให้ผ่อนคลายในขณะที่ตั้งคำถาม “...แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพวกเขาค้นพบสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์?”

    “นายคิดว่าไงล่ะ?” อีกฝ่ายเลิกคิ้ว “ก็ยิงมันทิ้งตรงนั้นเลยไง”

    “พวกเขายอมฆ่าคนตายโดยผิดพลาดดีกว่าปล่อยให้ปลาซักตัวหลุดรอดแหไป ไม่มีสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ตนไหนสามารถเข้าไปในฐานทัพได้โดยที่ไม่ถูกค้นพบหรอก”

    ซ้ายนายเอก อันเจ๋อ (เห็ด!)
    ขวาพระเอก ลู่เฟิง (ผู้พิพากษา QAQ)

    ข้อมูลที่ได้รับรู้มาใหม่ทำให้ ‘สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์’ อันเจ๋อต้องเคร่งเครียดอย่างหนัก โดยเฉพาะในตอนที่วันรุ่งขึ้นพวกเขาก็จะเดินทางไปถึงฐานทัพมรณะนั่นแล้ว...

    อ้นเจ๋อรู้ดีว่าถ้าตัวเขาตัดใจหนีกลับเข้าป่าไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ เขาก็จะสามารถรอดชีวิตไปได้โดยที่ไม่ต้องเผชิญการพิพากษาหรือความเสี่ยงที่จะถูกยิงทิ้งต่อหน้า...เสียแต่ว่าสำหรับบรรดาเห็ดทั้งหลาย สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าชีวิตก็คือสปอร์ของพวกเขา

    ...ดังนั้นอันเจ๋อจึงจำเป็นต้องเดินต่อไปข้างหน้า

    ต้องเดินต่อไปข้างหน้าแม้ว่าจะมีความเสี่ยงที่จะถูกฆ่าตาย เดินต่อไปข้างหน้าจนมาถึงประตูทางเข้าฐานทัพพร้อมกับทหารรับจ้างมากมาย เดินต่อไปข้างหน้าแล้วหยุดอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนในเครื่องแบบสีดำที่มีปืนคนละหลายกระบอกอยู่ในอ้อมแขน ยังไม่นับรวมปืนใหญ่ข้างหลังนั่นที่สามารถจินตนาการได้เลยว่ามันจะระเบิดร่างของสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่บังอาจบุกรุกเข้ามาด้วยวิธีไหน

    แล้วหลังจากนั้น...อันเจ๋อก็ได้รู้ความหมายที่แท้จริงของการพิพากษา

    เสียงปืนดังก้อง ผู้คนล้มตาย ไม่มีใครเอ่ยปากคัดค้านหรือแม้แต่จะสนใจราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดา หรือนี่ก็คือ ‘สิทธิ์ขาดในการสังหาร’ ที่เขาเคยได้ฟังมาเกี่ยวกับผู้พิพากษา...สิทธิ์ขาดในการสังหารที่ทำให้การฆ่าคนของพวกเขาไม่ผิดกฎหมาย

    อันเจ๋อเคลื่อนสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะสบเข้ากับดวงตาสีเขียวเย็นชาของใครบางคนที่เป็นประกายกล้าภายใต้หมวกเครื่องแบบ

    คนคนนั้นยืนอยู่ในจุดอับสายตาที่ยากจะสังเกตเห็น แต่ในขณะเพื่อนร่วมอาชีพของเขากำลังตรวจตราคนมาใหม่ด้วยท่าทางเคร่งเครียดจริงจัง สิ่งที่เขาทำกลับเป็นการยืนพิงผนังพร้อมกับเช็ดกระบอกปืนอย่างไม่รีบร้อนด้วยใบหน้าก้มต่ำลง...

    อันเจ๋อคงจะไม่ได้สนใจคนคนนี้เลยถ้าเครื่องแบบของเขาไม่ได้ประดับด้วยพู่ห้อยสีเงินที่ดูประณีตกว่าคนอื่นอยู่สักหน่อย...แล้วในตอนที่อันเจ๋อได้รู้ว่าที่แท้คนตรงหน้าก็คือพันเอกลู่เฟิง ผู้นำของเหล่าผู้พิพากษา ก็เป็นตอนที่อีกฝ่ายค่อยๆ เบนปลายกระบอกปืนมาทางเขาแล้ว

    หัวใจของอันเจ๋อเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรงในวินาทีที่เขารู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะตาย

    ...หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า

    ลู่เฟิงค่อยๆ ก้าวเข้ามาหาอันเจ๋อช้าๆ ก่อนจะออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบไม่ต่างจากแววตา

    “นายตามฉันมานี่”
    ก็เป็นการพบกันครั้งแรกของพระเอกกับนายเอกค่ะ ... 5555555 สุดปังมั้ยล่ะ เจอปุ๊บก็เอาปืนจ่อหัวกันปั๊บ สมกับเป็นพันเอกที่ดุที่สุดในสามโลกแปดบ้าน ชั้นจะคอยดูว่าแกจะร้ายกับน้องเห็ดของชั้นไปได้อีกนานแค่ไหน! (*ตะโกนด้วยฟิลเตอร์มัมหมี*)

    แต่ถึงจะเปิดตัวมาแบบน่ากลัวสุดอะไรสุด จุดประสงค์ของพันเอกในครั้งนี้ก็ไม่ใช่การพาน้องไปฆ่าไปแกงอะไรหรอกค่ะ เขาแค่จะพาอันเจ๋อไปเข้ารับการตรวจสอบยีน (เป็นขั้นตอนหลังจากที่ผู้พิพากษาสังเกตลักษณะภายนอกแล้วไม่ค่อยแน่ใจว่าใช่สิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์หรือเปล่า)...แล้วเพราะข้อจำกัดของการตรวจนี้คือมันตรวจได้แค่ว่า dna เป้าหมายมีเบสเป็นพืชหรือสัตว์ แต่น้องเป็นเห็ดอะ เห็ดมันอยู่ใน kingdom ฟังไจ (555555) สุดท้ายก็เลยรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์

    ...ถึงลู่เฟิงจะยังไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ “ครั้งแรกที่ฉันเห็นนาย สัญชาตญาณของฉันมันบอกว่านายไม่ใช่มนุษย์”

    ถ้ายังอยู่กับคนคนนี้ต่อไปอันเจ๋อคงได้เป็นโรคหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันเข้าซักวัน...สามวินาทีเต็มๆ กว่าที่เขาจะเค้นออกมาได้ว่า “แล้ว...ครั้งที่สองล่ะครับ?”

    อีกฝ่ายไม่ได้ตอบคำถามนั้น “นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันลงทะเบียนขอรับการตรวจสอบยีน” พันเอกพูดเสียงเย็นขณะที่ยื่นใบรายงานผลที่แสดงค่า ‘ปกติ’ ของเขามาให้ “ทางที่ดี...นายเป็นมนุษย์จะดีกว่า”

    อันเจ๋อน้ำตาตกใน เขากลัวผู้ชายคนนี้เหลือเกิน เมื่อครู่ระหว่างการตรวจเขาก็นั่งหันหลังให้อีกฝ่ายตลอด (ความคิดน้อง : ตาของคนคนนี้เย็นชาเกินไป เห็ดแบบพวกเรากลัวอากาศหนาว = หันหลังใส่) เขามองลู่เฟิงหันหลังเดินจากไป แล้วแอบคาดหวังในใจว่าตัวเองคงจะไม่ได้เจออีกฝ่ายอีก


    แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันช่างไม่เป็นไปตามแผนเอาซะเลย...

    ชีวิตประจำวันในฐานทัพมนุษย์ของอันเจ๋อไม่ได้ราบเรียบอย่างที่คิดหรือยากลำบากเป็นพิเศษก็จริง แต่นอกจากเขาจะชอบบังเอิญเจอพันเอกตามสถานที่ต่างๆ อยู่บ่อยๆ แล้ว (ส่วนใหญ่มักจะจบลงด้วยการที่เขารีบหันหลังหนีและโดนอีกฝ่ายแกล้ง) การสืบหาสปอร์ที่หายไปของอันเจ๋อยังได้ผลลัพธ์ออกมาว่าที่แท้คนที่ ‘ขโมย’ มันไปก็คือลู่เฟิงนี่เอง!

    ทั้งกระสุนที่พบใน ‘ที่เกิดเหตุ’ ที่เขาเพิ่งได้รู้ว่ามันเป็นสมบัติเฉพาะสำหรับพวกผู้พิพากษา ทั้งการแอบดูบันทึกคู่มือประจำตัวของลู่เฟิงที่เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ‘วันที่ 14 เดือน 2 ระหว่างการเดินทางกลับจากทุ่งรกร้าง : เก็บตัวอย่างฟังไจผิดปกติได้ (สปอร์)’

    !!!!!!!!!?????

    แล้วยังมีอีกหน้าในบันทึกที่เขียนขึ้นในวันที่อีกฝ่ายเจอกับเขาครั้งแรกว่า...

    ‘วันที่ 11 เดือน 5 : พบบุคคลต้องสงสัย หมายเลขประจำตัว 3261170514 (ระดับความอันตรายต่ำมาก)’

    อันเจ๋อ “......”

    นี่มันหมายความว่าอะไร QAQ

    ลู่เฟิง...ฆาตกรใจโฉดลู่เฟิงที่คว้านเอาสปอร์ของเห็ด ‘ระดับความอันตรายต่ำมาก’ อย่างเขาไป...อันเจ๋อกวาดสายตาตามบันทึกเพื่อจะหาว่าตอนนี้สปอร์ของเขาถูกลู่เฟิงเอาไปไว้ที่ไหน เขาต้องเร่งมือตามหามันกลับมาก่อนจะรีบหนีไป จากนั้นเขากับพันเอกเลือดเย็นคนนี้ก็จะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก...

    ...ว่าแต่พันเอกคนนั้น...เลือดเย็นจริงๆ น่ะเหรอ?

    อันเจ๋อครุ่นคิด...มีครั้งหนึ่งหน้าประตูเมืองในวันที่สัตว์กลายพันธุ์บุกรุกเข้าฐานทัพและเขาหนีรอดมาได้ ผู้พิพากษาใต้อาญัติของลู่เฟิงเคยถามเขาว่า “คุณรู้จักพันเอกได้ยังไง?”

    ในตอนนั้นอันเจ๋อนึกย้อนกลับไป “ที่หน้าประตูฐานทัพ...” เขาข้ามการเจอกันครั้งแรกที่แท้จริงที่เกี่ยวข้องกับสปอร์ของตัวเองไป “เขาสงสัยว่าผมไม่ใช่มนุษย์เลยพาผมไปเข้ารับการตรวจสอบยีน แล้วผมก็ผ่านมาได้”

    “แล้วต่อมา เขายังเคยมาจับกุมผม”

    “...แล้วในตอนที่ผมรู้สึกกลัวความหนาวในสำนักงานประจำเมืองอยู่หน่อยๆ เขาก็ให้ผมยืมใช้ห้องของเขาคืนหนึ่ง” อันเจ๋อยกนิ้วนับ “แล้วผมกับเพื่อนก็ติดอยู่ในห้องพักระหว่างการโจมตีของพวกสัตว์กลายพันธุ์ ผมไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรเลยโทรหาเขา แล้วเขาก็ช่วยให้ผมได้มาอยู่ที่นี่...”

    แต่อันที่จริงมันยังมีหลายอย่างที่อันเจ๋อไม่ได้บอกอีกฝ่ายไป...

    อย่างเช่นในตอนนั้นที่เขาติดอยู่ในห้องระหว่างที่ฐานทัพถูกพวกสัตว์กลายพันธุ์โจมตีใส่ จริงๆ แล้วอันเจ๋อไม่ได้ตั้งความหวังขณะที่ต่อสายหาพันเอกที่กำลังยุ่งอยู่ แต่สิ่งเดียวที่ลู่เฟิงพูดกับเขากลับเป็นคำว่า “รอ” ก่อนจะรีบเดินทางมาหา

    เขาไม่ได้บอกอีกฝ่ายว่าคนคนนี้ยกห้องนอนให้เขาง่ายขนาดไหนในตอนที่เขาบอกว่าหนาว ไม่ได้บอกว่าคนคนนี้แบกเขาขึ้นขี่หลังโดยไม่พูดอะไรในตอนที่เขาวิ่งหนีอันตรายไม่ทัน รวมถึงรอยยิ้มบางๆ ในดวงตาสีเขียวที่มักจะดูเย็นชาอยู่เสมอคู่นั้น...

    อันเจ๋อนับมันทั้งหมดจนครบก่อนจะเริ่มสงสัย “ปกติพันเอกเขาชอบช่วยเหลือคนอื่นอยู่บ่อยๆ หรือเปล่า?”

    เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ลู่เฟิงก็เป็นคนดีเอามากๆ เลยไม่ใช่เหรอ?

    แต่อันเจ๋อก็รู้ว่ามีผู้คนเกลียดชังลู่เฟิงมากมายรวมถึงประท้วงการดำรงอยู่ของผู้พิพากษา พวกเขาเหล่านั้นบ้างก็ว่า ‘พวกเราอาสาที่จะจ่ายค่าตรวจสอบยีนเอง!’ ‘ผู้พิพากษาคือผู้ก่อบาปกรรมของมวลมนุษยชาติ!’ หรือไม่ก็ ‘ล้มเลิกกระบวนการศาล คืนความยุติธรรมให้แก่ผู้บริสุทธิ์!’

    มันอาจเกิดขึ้นเพราะลู่เฟิงสังหารคนมากกว่าผู้พิพากษาทั่วไปและไม่เคยให้คำอธิบายกับญาติหรือคนที่เกี่ยวข้องกับผู้ตาย...อีกทั้งกระบวนการตรวจสอบยีนก็ยังสิ้นเปลืองเวลารวมถึงทรัพยากรมากเกินไป ทำให้วิธีที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดที่ถูกนำมาใช้ก็ยังคงเป็นการพิพากษา

    อันเจ๋อเห็นผู้คนมากมายล้มตายจากปากกระบอกปืนของลู่เฟิงพร้อมกับคำสาปแช่ง ส่วนคนที่ยังเหลืออยู่ก็สะสมความคั่งแค้นเอาไว้เพื่อรอวันที่ผู้พิพากษาที่พวกเขาคิดว่าเลือดเย็นคนนี้ล้มลง


    เห็ดน้อยได้เห็นสิ่งต่างๆ มากมายเกิดขึ้นในโลกมนุษย์

    เขาเห็นสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์นอกกำแพงค่อยๆ แข็งแกร่ง เห็นฐานทัพของพวกมนุษย์ค่อยๆ ล่มสลาย เห็นผู้คนมากมายค่อยๆ ลุกขึ้นมาต่อต้านการกระทำของผู้พิพากษารวมถึงตัวของลู่เฟิงเอง

    แล้วตัวของอันเจ๋อคิดยังไง?

    คำตอบก็คือเขาไม่รู้...ที่ไม่รู้ก็เพราะเขาไม่ได้คิดอะไร

    หลายคนมักบอกว่าอันเจ๋อชอบทำเหมือนกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเอง และตัวเขาก็เป็นเพียงแค่ผู้สังเกตการณ์คนหนึ่งที่บังเอิญผ่านมาเท่านั้น...เขาแค่ ‘เห็น’ มันเกิดขึ้น ไม่ได้เผชิญหน้ากับมัน

    ...ซึ่งตัวของอันเจ๋อเองก็คิดไม่ต่างกัน

    เพราะนี่คือโลกของพวกมนุษย์ โลกของสิ่งมีชีวิตแสนซับซ้อนที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขา อันเจ๋อเป็นแค่เห็ดน้อยในหุบเหวลึกที่บังเอิญได้ออกมาสู่โลกกว้างใหญ่ เขาเคยตั้งใจเอาไว้ว่าหลังจากที่เขาเอาสปอร์ของตัวเองคืนมาได้ เขาจะกลับไป ณ ที่ที่ตัวเองเคยอยู่อาศัย เอนตัวลงนอนข้างๆ โครงกระดูกของมนุษย์ที่ทำให้เขาได้มีร่างนี้ และใช้ชีวิตที่เหลือในฐานะเห็ดดอกหนึ่งไปจนตาย

    แต่ถ้าอย่างนั้น ทำไมเขาถึงได้รู้สึกว่าแผ่นหลังของคนคนนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ประท้วงช่างดูโดดเดี่ยวจนน่าสงสาร...ช่างโดดเดี่ยวจนน่าเศร้าจนอันเจ๋ออดไม่ได้ที่จะต้องไล่ตาม...

    มันอาจเป็นเพราะจู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ว่าถ้าเขาจากไปตอนนี้ ชั่วชีวิตของเขาก็คงไม่มีอะไรต้องข้องเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้อีก...แต่อันเจ๋อไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

    เพราะอะไร มันเป็นเพราะอะไรกันนะ?

    แผ่นหลังอันโดดเดี่ยวของลู่เฟิงตอนปะทะกับกลุ่มผู้ประท้วง

    มนุษย์ยังจะฝืนชะตาลิขิตแล้วต่อกรกับธรรมชาติไปได้อีกนานเท่าไหร่?

    ในตอนที่สนามแม่เหล็กโลกอันตรธานหาย พวกเขาสร้างสนามแม่เหล็กเทียมไว้ ณ สองซีกโลก ก่อกำเนิดแสงออโรร่าที่เป็นสัญญาณว่ามนุษย์ยังไม่สิ้นความหวังในการรอดชีวิต แต่จะทำอย่างไรถ้าสุดท้าย...สนามแม่เหล็กเทียมก็มาสูญสลายไปอีก?

    แสงออโรร่าที่หายไปบอกให้รู้ถึงหายนะที่แท้จริงที่กำลังจะมาเยือน อาหารและน้ำถูกจำกัด การติดต่อสื่อสารล้มเหลว หรือแม้แต่แสงอาทิตย์ที่เต็มไปด้วยรังสีคอสมิกสำหรับมนุษย์ในตอนนี้แล้วก็ยังเป็นอันตราย...

    บรรดาผู้นำฐานทัพประชุมกันก่อนจะลงความเห็นว่าปัญหาเกิดจากสนามแม่เหล็กเทียมอีกขั้วในซีกโลกอีกฝั่งถูกทำลาย และถ้ายังไม่อยากตาย พวกเขาก็จำเป็นต้องส่งคนไปช่วยอีกฝ่ายซ่อมแซมมันกลับมา

    ...อันเจ๋อรู้ว่าลู่เฟิงต้องออกเดินทางไกล

    ต้องออกเดินทางไกลเพราะเป็นคนเดียวที่เสนอตัวไป ต้องออกเดินทางไกลเพื่อเผชิญอันตรายสาหัสโดยที่ยังไม่ทันได้บอกลา ต้องออกเดินทางไปในทันทีหลังจากมองมาที่เขาอยู่นานแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า “บางทีฉันอาจจะไม่ได้กลับมาอีก...นายดูแลตัวเองให้ดี”

    อันเจ๋อรับคำเสียงแผ่ว...เขามองแผ่นหลังของลู่เฟิงที่ค่อยๆ ไกลออกไปแล้วไม่อาจคิดให้กระจ่าง เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนคนนี้ถึงต้องก้าวไปยืนข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา และไม่เข้าใจยิ่งกว่าว่าทำไมคนคนนี้ถึงพร้อมจะสละชีวิตของตัวเองได้โดยไร้ซึ่งความลังเล

    ไฟฟ้าที่หายไปส่งผลให้ความแข็งแกร่งและการป้องกันของฐานทัพอ่อนกำลังลงชั่วคราว...นี่เป็นโอกาสอันดีที่สุดสำหรับอันเจ๋อที่จะแอบเข้าไปในตึกวิจัยเพื่อเอาสปอร์ของตัวเองกลับคืนมารวมถึงหลบหนีไป แต่วินาทีที่เขาทำสำเร็จจนได้...ทำไมเขาถึงลังเลที่จะหันหลังใส่โลกมนุษย์อันแสนสับสนวุ่นวายนี้

    อาจเพราะเขารู้ว่าเมื่อแสงออโรร่าปรากฏขึ้นบนฟากฟ้า พันเอกจะกลับมา

    อันเจ๋อรู้ดีว่าถ้าตัวเองยังอยู่ในฐานทัพต่อไป เขาจะมีความเสี่ยงที่จะถูกจับได้และโดนฆ่าตายสูงมากๆ...แต่ก็ไม่เป็นไร

    เขาขออยู่ต่อแค่อีกสักนิด...แค่อีกสักนิดให้มีโอกาสได้เห็นคนคนนั้นกลับมาอย่างปลอดภัยเท่านั้นก็พอ
    เห็ดน้อยเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยประเด็นหนักๆ แบบที่ไม่สมกับชื่อเรื่องเลยค่ะ *ร้องไห้*

    ตั้งแต่การพยายามดิ้นรนอย่างหนักที่จะรอดชีวิตรวมถึงดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปของมนุษย์ที่เกือบจะเป็นความเห็นแก่ตัว ไปจนถึงประเด็นอื่นๆ อีกมากมายที่เราไม่ได้พูดถึงเพราะจะเป็นการสปอย...แล้วก็ยังมีการพิพากษา ซึ่งเป็นหนึ่งประเด็นใหญ่ที่ถูกขยี้ซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่ต้นจนจบ

    เรื่องตั้งคำถามกับการดำรงอยู่ของผู้พิพากษารวมถึงการกระทำของพระเอกอยู่ตลอดเวลา คือมันจะเขียนให้เราเห็นสลับไปมาว่าในมุมหนึ่ง ในยุควันสิ้นโลกที่มนุษย์เหลือกันอยู่แค่นั้น มันก็จำเป็นต้องมีผู้พิพากษาเพื่อป้องกันไม่ให้ทุกคนติดเชื้อไปกันหมด ถึงจะยิงพลาดไปบ้างก็ถือว่าเป็นการสละส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ไรงี้...กับอีกมุมที่ผู้คนไม่พอใจกันเพราะคิดว่าการกระทำที่สามารถยิงใครก็ได้ที่ ‘แค่’ สงสัยว่าติดเชื้อนั้นมันไร้มนุษยธรรมเกินพอดี

    แต่มนุษยธรรมในสถานการณ์แบบนั้นมันยังจำเป็นอยู่มั้ย? แล้วการสังหารผู้บริสุทธิ์บางคนด้วยความผิดพลาดเพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องจริงๆ หรือเปล่า?

    เราก็จะค่อยๆ ได้รับรู้คำตอบของคำถามทั้งหมดไปพร้อมๆ กับอันเจ๋อในช่วงเวลาหลังจากนั้น ในตอนที่เรื่องเริ่มพาเราไปมองทุกอย่างผ่านเลนส์ตาของพระเอกบ้าง...

    .

    ลู่เฟิงถูกขนานนามว่าเลือดเย็น ซากศพของคนที่เขาเคยสังหารกองสูงกว่าเพื่อนร่วมอาชีพทุกคนที่ผ่านมารวมกัน...

    ทั้งตำแหน่งผู้พิพากษาที่ไม่ว่าใครก็นั่งได้ไม่กี่ปีก่อนจะกลายเป็นบ้านั้น ลู่เฟิงยืนหยัดรักษามันมาถึงเจ็ดปี

    ผู้คนหากไม่กลัวเขาจนไม่กล้าเข้าใกล้ก็เกลียดเขาจนอยากเห็นเขาตาย ลู่เฟิงคิดว่าตัวเองชินกับมันเสียแล้ว...นกระทั่งเขาได้พบกับอันเจ๋อ

    อันเจ๋อที่ถึงแม้สัญชาตญาณจะบอกกับเขาว่าเป็นสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์แต่ก็ดูออกจะทึ่มเกินไป อันเจ๋อที่เห็นเขาเมื่อไหร่ก็มักจะหันหลังวิ่งหนีใส่โดยที่ไม่รู้เลยว่ามันตลกขนาดไหน อันเจ๋อที่ชอบมองมายังเขาด้วยสายตาหลากหลาย แต่ไม่ว่าจะหวาดกลัวหรือเศร้าสร้อยเสียใจ...ก็ช่างแตกต่างกับคนอื่นเพราะมันไร้ซึ่งความเกลียดชัง

    อันเจ๋ออาจจะสงสัยว่าทำไมเขาถึงรีบไปช่วยอีกฝ่ายทันทีที่ได้รับการติดต่อในวันนั้น...เขาชอบช่วยเหลือคนอื่นอยู่บ่อยๆ หรือเปล่า? คือสิ่งที่อีกฝ่ายเคยสงสัย

    แต่ไม่...ไม่ใช่...ใครจะรู้ว่าที่จริงมันตรงข้ามกัน...นั่นเป็นเพราะว่านอกจากอันเจ๋อแล้วมันไม่เคยมีใครขอความช่วยเหลือจากเขามาก่อนเลยต่างหาก

    ทั้งที่จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาคือการช่วยเหลือทุกๆ คน แต่สุดท้ายทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้...


    ผนังกำแพงห้องของลู่เฟิงมีประโยคที่เขาเขียนเตือนตัวเองไว้ ผลประโยชน์ของมวลมนุษย์ชาติอยู่เหนือสิ่งอื่นใด’

    ผลการทดสอบจำแนกสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ของเขาคือ 100% เพราะนอกจากการใช้ลักษณะของเนื้อหนัง รูปร่าง สีหน้า รวมถึงการเคลื่ิอนไหวของเป้าหมายในการวิเคราะห์เหมือนผู้พิพากษาทั่วไป เขายังมีสัญชาตญาณพิเศษที่ไม่สามารถอธิบายได้ตามหลักวิทยาศาสตร์และยินดีจะใช้มันเพื่อผลประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ...แต่น่าเสียดายที่ผู้คนส่วนมากมักจะคิดว่ามันช่างเป็นเรื่องเหลวไหลและยิ่งต่อต้านเขา

    การเสียสละและเจตนาดีนำเขาสู่การเป็นผู้พิพากษาก่อนจะแลกมาด้วยความเกลียดชังของผู้คนมากมาย...นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ลู่เฟิงไม่เคยบอกเหตุผลใครหลังการพิพากษา ทั้งที่เขารู้ว่าตัวเองไม่เคยยิงผู้บริสุทธิ์ด้วยความผิดพลาดอย่างที่พวกเขาเข้าใจ

    ‘ข้าพเจ้าจะต่อสู้เพื่อมวลมนุษยชาติ และจะตัดสินทุกคนอย่างยุติธรรม’ ลู่เฟิงเคยสาบาน...

    แต่ตัวของเขาเองกลับหลงทางเพราะไม่มีใครสามารถตัดสินเขาได้เลย

    จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดอาจเกิดขึ้นในวันนั้นที่เขาไปยังหุบเหวลึกแล้วเก็บสปอร์ของเห็ดแปลกประหลาดดอกหนึ่งมาได้...สปอร์นี้ดูเหมือนว่าจะมีสิ่งที่เป็นทางออกของปัญหาของมนุษยชาติ มันชอบเขามากและคอยเข้ามาคลอเคลียเขาตลอดเวลา โดยมักจะมีสายตาของใครบางคนมองตามด้วยความไม่พอใจ

    ...ถึงตอนนั้นเขาจะยังไม่รู้ว่าเพราะอะไรอันเจ๋อถึงได้มีท่าทีอย่างนั้น แต่มันก็ดูทึ่มเป็นบ้า...ทึ่มในแบบที่ถ้าเป็นสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ก็คงเป็นได้แค่พวกระดับต่ำเท่านั้น

    แต่ลู่เฟิงก็ค้นพบความสบายใจที่ไม่เคยรู้สึกเมื่อได้อยู่ใกล้คนคนนี้ คนที่ในแววตาไม่เคยปรากฏความเคียดแค้นหรือชิงชัง...รวมถึงความรู้สึกบางอย่างที่ยังไม่ชัดเจนนี้นั้น...ลู่เฟิงควรจะนิยามมันว่าอะไร?


    เมื่อสนามแม่เหล็กเทียมสูญสลาย อุดมการณ์และคำปฏิญาณของลู่เฟิงส่งให้เขาออกเดินทางไกล

    แต่ไม่นานเท่าไหร่เขาก็ได้กลับมา...พร้อมกับการค้นพบความจริงที่ว่าความหวั่นไหวครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตของเขามันเป็นไปไม่ได้

    มนุษย์กับสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ ยังไม่เท่าผู้พิพากษาที่มีหน้าที่ฆ่ากับตัวอย่างการวิจัย...อันเจ๋อที่ขโมยสปอร์ของตัวเองสำเร็จถูกตั้งข้อหาเป็นสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์อันตรายและถูกจับทรมานจนต้องหลบหนีไป แต่ในตอนที่ความหวังริบหรี่และโลกกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ฐานทัพอารยธรรมสุดท้ายของมนุษย์เริ่มพังทลาย เศษเสี้ยวความหวังที่จะรอดชีวิตค่อยๆ สูญสลาย พวกเขาไม่อาจพูดถึงสิ่งอื่นใด

    ...และยิ่งไม่ต้องพูดถึงความรัก

    ลู่เฟิงถือปืนออกตามหาอันเจ๋อ

    ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างได้กลับไปฉายซ้ำในฉากเดียวกับที่พวกเขาพบกันครั้งแรกในวันนั้น อันเจ๋อกับลู่เฟิงเผชิญหน้าแบบที่กระบอกปืนของฝ่ายหนึ่งถูกยกขึ้นก่อนที่จะขยับเข้าใกล้กัน...แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ลู่เฟิงค่อยๆ ลดปืนของตัวเองลง

    “พวกเขาแค้นฉัน โกรธเคืองฉัน แต่ทำไมนายถึงอภัยให้ฉันได้ตลอดเลย” เสียงของเขาสั่นขณะถามคำถามที่ตลอดมารู้สึกสงสัย

    หรือความจริงเขาอาจจะเหงาและโดดเดี่ยวมาตลอดโดยที่เขาไม่เคยรู้สึกตัวก็ได้...

    ...อันเจ๋ออยากอธิบายให้อีกฝ่ายฟังหากแต่เขาไม่สามารถทำได้ เขาไม่ได้มีไอคิวสูงเหมือนพวกมนุษย์รวมถึงยังไม่ค่อยเข้าใจภาษาที่พวกเขาพูดคุยกันเท่าไหร่... “เพราะผมรู้จักคุณ” เขาพูดออกมาในตอนสุดท้าย

    เพราะผมรู้ว่าคุณเป็นคนดี...

    ลู่เฟิงดูเหมือนกำลังจะแตกสลายลงในตอนนั้น “นายไม่ได้เป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ นายจะรู้จักฉันได้ยังไง?”

    อันเจ๋อเองก็ไม่รู้...

    แต่ความรู้สึกปลอดภัยในตอนที่เขาอยู่ใกล้ลู่เฟิงเป็นของจริง ความเห็นใจสงสารที่เขามีให้ลู่เฟิงเป็นของจริง ความใจสลายตอนที่ลู่เฟิงเอาปืนจ่อเขาก็เป็นของจริง นั่นเป็นครั้งแรกที่อันเจ๋อร้องไห้...ดังนั้นความรู้สึกนั้นที่เขายังไม่เข้าใจ...ที่มีให้ลู่เฟิงก็คงเป็นของจริงเช่นเดียวกัน

    มนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่แสนซับซ้อนแตกต่างจากเห็ดอย่างเขามากมายนัก อันเจ๋อมองทุกสิ่งทุกอย่างด้วยสายตาของคนนอกมาโดยตลอด เขารู้สึกว่าตัวเองยังไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์เท่าไหร่เลย...จนกระทั่งในวินาทีนั้น

    วินาทีที่ลู่เฟิงจูบเขา
    Little Mushroom หรือเห็ดน้อยเป็นเรื่องที่เราสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าเนื้อหา...หนักมากค่ะ 5555555

    จะว่ายังไงดีล่ะ คือมันก็สไตล์นิยายวิทยาศาสตร์รางวัลนั่นแหละ แฝงด้วยประเด็นหลายอย่างให้เราได้กลับมาขบคิด รวมถึงสิ่งที่พูดถึงในเรื่องก็จะถูกอ้างอิงด้วยหลักการและทฤษฎีต่างๆ มากมาย (ที่ค่อนข้างเข้าใจง่ายเพราะนักเขียนใช้ตัวดำเนินเรื่องเป็นเห็ดไม่รู้ประสา ดังนั้นสิ่งที่น้องพูดหรือคนอื่นพูดกับน้องเลยจะถูกย่อยให้ง่ายขึ้นโดยอัตโนมัติ 1 ระดับ ซึ่งเป็นส่วนที่เจ๋งมากกกในเรื่องนี้)

    แล้วก็เป็นนิยายวันสิ้นโลกที่เขียนออกมาได้...หดหู่สิ้นหวังเป็นอันดับต้นๆ ที่เราเคยอ่านมาเลยค่ะ U__U

    คือมันเป็นวันสิ้นโลกในแบบที่ไม่มีภารกิจอะไรที่เมื่อทำสำเร็จแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีความหวัง มนุษย์เหลือกันอยู่กระจุกนึงแต่พวกสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ทั่วโลกแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ อะไรแบบนั้น มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความตายที่ค่อยๆ ใกล้เข้ามา หนักหนาสาหัสชนิดที่ว่าตอนอ่านห้าบทสุดท้ายยังคิดอยู่ในใจว่านี่จะจบแล้วเหร้อ ทำไมมันดูไม่มีทางจะจบดีได้เลยเนี่ยยย 5555555

    แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เราขอยืนยันอีกเสียงว่ามันจบดีแฮปปี้เอนด์ ถึงระหว่างทาง (ยันบทสุดท้าย) มันจะค่อนข้างลากเลือดไป (ไม่) หน่อย ก็ตาม orz

    ♡ ♡ ♡

    ส่วนที่เบรคความจริงจังสมองแตกได้ก็คือความสัมพันธ์ของพระนายในเรื่องค่ะ มันตลกปนน่าร้ากกกกแบบที่เราอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มตลอดเวลา คือเคมีของคู่นี้มันเป็นประมาณพระเอกสุดเย็นชา x นายเอกที่กลัวอยู่ตลอดว่าอยู่ๆ เขาจะหยิบปืนขึ้นมายิงตัวเองทิ้ง 55555555555

    แล้วเมื่อคนคนหนึ่งที่ทั้งเหงาและโดดเดี่ยวมาตลอดจากการโดนผู้คนที่เขาต้องการปกป้องเกลียดชัง ได้มาเจอกับเห็ดน้อยที่ไม่รู้ประสาในโลกมนุษย์ ก็ทำให้ในหลายๆ ครั้ง การกระทำที่ใกล้เคียงคำว่าอ่อนโยนของอันเจ๋อได้เข้าไปสร้างความหวั่นไหวในใจลู่เฟิงโดยที่น้องไม่รู้ตัว...จนมันพัฒนากลายเป็นความรักในท้ายที่สุดนั่นแหละ


    Little Mushroom เป็นเรื่องที่พล็อตใหญ่สเกลอลังแต่เขียนออกมาอยู่ในนิยายความยาวประมาณสองเล่มจบได้อย่างกำลังพอดี เห็ดน้อยได้เรียนรู้ถึงความสวยงามของความเป็นมนุษย์ไปจนถึงการมีความรักจากโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ ซึ่งมันจะนำไปสู่การตัดสินใจบางอย่างของเขาที่จะเปลี่ยนชีวิตของผู้คนมากมายในบทสรุปของการต่อสู้ครั้งสุดท้าย...


    มีใครบางคนเคยพูดไว้ว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์

    แต่ก็มีใครคนนั้นที่โกรธแค้นแล้วบอกว่าอารยธรรมของมนุษย์มันก็ช่างไร้ค่าพอๆ กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของพวกเขานั่นแหละ

    มนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นมีอะไรต่างกัน? พวกเขาทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นมาจากผืนดิน และจะตายลงสู่ผืนดินเช่นเดียวกัน

    ส่วนท้องฟ้า...ก็มีแต่จะค่อยๆ ตกลงมาเท่านั้น

    นี่จะเป็นจุดจบของมวลมนุษยชาติ หรือจะเป็นแค่การเริ่มต้นใหม่...

    Little Mushroom เคยมีข่าวว่าติด LC ไทยไปซักพักใหญ่ๆ แล้วค่ะ คาดว่าอีกไม่นานก็คงออกเล่มมาให้ได้อ่านกัน *พนมมือ* ส่วนใครอดใจรอแปลไทยไม่ไหว จะบอกว่าตอนนี้น้องเห็ดกำลังมีฉบับภาษาอังกฤษเปิดพรีออเดอร์อยู่เลย (เราอ่าน synopsis แล้วชอบการแปลมากๆ) ถ้าสนใจรับน้องไปเลี้ยงก็สามารถกดพรีได้ที่ จิ้ม


    Hope to see you soon &
    Hope you won’t lose your spore (?) naka 🍄

    contact me
    twitter : @arriettybb
    e-mail : [email protected]


    อ่านรีวิวเรื่องอื่นๆ จากเราเพิ่มเติม จิ้ม
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in