Look a Breathenimon
#234 The Picture of Dorian Grey


  • “ภาพนั้นคือตัวตนของเขา

    แล้วตัวเค้านั้นล่ะคือภาพไหน

    เขาคือตัวตนที่จริงใจ

    หรือทาสในความคิดนั้นกัน

    เขาทำตามคำแนะนำนั้น

    คนสอนสั่งให้ทำตามใจฉัน

    กว่าจะรู้ตัวว่าผิดก็สายพลัน

    สุดท้ายนั้นชีวิตก็ลาจากไป”


         หนังสือเล่มนี้ซื้อมาโดยบังเอิญ ครั้งแรกไม่ได้รู้จักนักเขียนท่านนี้ แต่คนขายในร้านหนังสือให้คำแนะนำมาว่า ให้ลองอ่านหนังสือของเขา เราอ่านแล้ว สนุกหลายเรื่อง ส่วนคนขายบอกว่า มีเล่มหนึ่งที่เป็นผลงานดีเด่นของเขาเลยคือเรื่องนี้



         เราเห็นคนขายกระตือรือร้นมาก เราเลยตัดสินใจซื้อก็ได้ และเขาไปค้นในระบบไม่มี กลายเป็นว่า เขาบอกเดี๋ยวเขาไปสั่งมาให้ ดังนั้น ด้วยความเกรงใจ เราเลยตัดสินใจซื้อเล่มนี้ และไม่ผิดหวังจริงๆอย่างที่คนขายให้คำแนะนำจากการซื้อเล่มนี้มาอ่าน



         เรื่องราวในเล่มนี้เป็นเรื่องราวที่เหนือธรรมชาติอีกเรื่องหนึ่งที่มีความย้อนแย้งในตัวของมันเอง และมันทำให้เราผู้ซึ่งอ่านต้องคิดตามและเข้าใจในความย้อนแย้งนั้น ความย้อนแย้งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน นั้นก็คือ ความสับสนในสิ่งที่เรากำลังคิดจะกระทำหรือกระทำอยู่เป็นต้น ซึ่งมีสองสิ่งที่เห็นได้ชัดของความย้อนแย้งในเรื่องนี้มากที่สุด คือ



    “คนปากอย่าง ใจอย่างและการกระทำอย่าง 

    กับบางคนที่ไม่ว่าปากและใจจะกระทำตรงกัน และ

    “การหลงในรูปของตัวเองจากคำพูดของคนอื่น 

    จนกระทั่งวาระสุดท้ายที่รู้สึกตัว”



         ดอเรียน เกรย์เกิดในตระกูลชนชั้นสูง เป็นคนรูปงาม ถูกเลี้ยงมาอย่างดี เป็นคนมีทุกอย่างเพียบพร้อม แบบใครเห็นก็อิจฉาอยากที่จะเป็นเขา และด้วยความเขาถูกเลี้ยงมาอย่างดี จึงไม่รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของคนและไม่รู้ว่าคำพูดในคำแนะนำของคนๆหนึ่งจะนำภัยมาสู่ตัวเขา



         วันหนึ่งเขาเดินทางมาเป็นแบบให้กับบาซิลที่จะวาดรูปภาพของเขา โดยที่รูปภาพนี้ล่ะ คือฉนวนเรื่องราวเหนือธรรมชาติทั้งหมด บาซิลเป็นจิตรกรที่หมกมุ่นในรักร่วมเพศมาก ก็คือชอบทำตัวเป็นคนมีศีลธรรม แต่กลับกลายว่า ไม่ใช่ และหลงรักเกรย์อย่างมากเช่นกัน



         ในวันนั้นเองที่เกรย์เจอกับลอร์ดเฮนรี วอตตัน และชายผู้นี้เองที่นำพาเรื่องราวเลวร้ายทั้งหมดมาสู่ตัวเกรย์ เขาเป็นคนที่ทำตัวเหมือนผ่านโลกมาชำนาญ ทำตัวเหมือนกับผ่านการทำความชั่วทุกอย่างมาในทุกรูปแบบ เขาสามารถพูดว่าชั่วกลายเป็นดีได้ โดยที่เขาเป็นผู้ชักนำเกรย์ไปในทางนั้นเอง และตัวเกรย์ผู้อ่อนต่อโลกก็ยินยอมไปด้วย



         วอตตันเป็นคนปากอย่าง ใจอย่าง คือ ปากบอกว่า สิ่งแบบนี้ดี การมั่วโลกีย์ดี การจัดปาร์ตี้หลุดโลกดี การมั่วทั้งหญิงทั้งชายล่ะดี การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยล่ะดี แต่ถ้าเราอ่านลึกๆจะพบว่า ตัวเขากลับไม่เคยได้กระทำในแบบนั้น



         เกรย์ผู้ซึ่งเชื่อฟังในความคิดนี้ เพราะคำพูดที่หวานหูนั้น ทำให้เขาเชื่อมั่นในวอตตันมาก เมื่อวอตตันบอกว่า เขามีรูปและทรัพย์ สองอย่างนี้ที่ดีที่สุดในชีวิตเขา เขาตัดสินใจที่จะอธิษฐานต่อรูปภาพเขาให้รูปภาพเป็นตัวแทนของการโรยรา ส่วนเขาจะหนุ่มเฟี้ยวตลอดไป



         เรื่องราวทั้งหมดจึงเริ่มต้นขึ้น โดยที่เกรย์ได้ทำตัวเหลวแหลก มั่วผู้หญิง มั่วผู้ชาย ใช้จ่ายไปเรื่อยๆ ทำตัวเลวเเค่เพียงขอให้ตัวเองมีความสุขทางกายก็พอ เขาไม่สนเพราะยังไงรูปภาพก็คือตัวแทนของเขา เขายิ่งทำผิด รูปภาพก็ยิ่งบิดเบี้ยว ยิ่งแก่ชรา 



         จนกระทั่งวันหนึ่ง บาซิลตัดสินใจมาเตือนเกรย์ แต่เกรย์ผู้หลงมัวเมาอยู่นั้น เขาเลยตัดสินใจฆ่าบาซิลทิ้งซะ และหลังจากนั้น เขายิ่งทำตัวต่ำลงไปเรื่อยๆ เขาทำตัวตามความอยากได้ อยากมี อยากเป็นของเขา หากใครทำให้เขาโกรธและไม่พอใจ เขาแสดงอารมณ์ด้านไม่ดีออกมาเต็มที่ และเขาก็ยิ่งมองก็ยิ่งหลงในรูปลักษณ์ของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ



         การกระทำของเขาทำให้ชีวิตสังคมของเขาย่ำแย่ลง ทุกคนเริ่มเบื่อหน่ายเขา คนที่ยังคบกับเขาอยู่ก็เพราะผลประโยชน์ทั้งหลายเหล่านั้น ส่วนวอตตันก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป มองดูสิ่งที่เขาสร้างมันมากับตัวของเขาด้วยความสะใจ วอตตันนั้นเป็นคนที่ไม่ชอบพวกชนชั้นสูงอยู่แล้ว ดังนั้น เขาย่อมที่จะไม่ชอบเกรย์ด้วยเช่นกัน (จากความคิดของเรา)



         ในขณะที่อ่านจะพบว่า เกรย์ไม่ได้เลวโดยสันดานเพราะพื้นฐานเป็นคนดี และเขาพยายามแก้ไขตัวเองอยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งนำพามาซึ่งความไม่สำเร็จในการแก้ไข ภาพของเขายิ่งบิดเบี้ยว เพราะเขากำลังแก้ในทางที่แย่ลง เขากำลังทำลายคนอื่นให้คนอื่นหลงในรูปที่ไม่จริงของเขา



         ในไม่ช้าเขาก็ตัดสินใจ ใช้มีดของตัวเองที่ฆ่าบาซิลแทงเข้าไปในหัวใจที่เป็นรูปภาพของเขา เพื่อที่คิดว่าจะจบทุกอย่างลง และเขาก็ตายในที่สุด ตายในขณะที่เป็นคนชราและคนใช้ก็จดจำแหวนวงนั้นได้เป็นอย่างเดียวว่าคนชราผู้นี้คือเกรย์ที่เป็นนายของเขา



    “ตนนั้นแหละเตือนตนให้พ้นผิด

    ตนไม่คิดหยุดชั่วเป็นไหนๆ

    ตนยังคิดกระทำผิดต่อไป

    ตนไม่พ้นใจในการกระทำตน

    ตนทำชั่วต่อไปไม่รู้ผิด

    ตนได้คิดว่าตนแก้ไขนั้นพ้น

    ตนตั้งใจแก้ไขโดยลืมผล

    ตนรู้นั้นคนหลงตนก็สายไป”


    “จบชีวิตของคนสังคมชั้นสูง

    ที่เป็นทาสอารมณ์และวัตถุนิยม

    ผู้ทำตัวเองให้ตกต่ำ”


    เรื่องราวในเรื่องนี้มันออกแนวปรัชญาและศาสนาที่เกี่ยวข้องกันกับศีลธรรม เพราะเนื่องจากมันมีการที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ของกายกับใจ ที่หลายสิ่งหลายอย่างของรูปภาพที่บิดเบี้ยวไป โดยกายสัมพันธ์กับใจเมื่อใจได้ทำความชั่วอย่างไม่น่าให้อภัย กายที่แสดงออกจากรูปภาพก็บิดเบี้ยวและน่าเกลียดเท่านั้น

    “ไม่มีใครจะซ่อนความผิดตัวเองได้มิดชิด 

    เพราะตัวเรานั้นเองเป็นผู้รู้

    ความบิดเบี้ยวนั้นเป็นอย่างดี”

    Look a Breathe

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in