Look a Breathenimon
#216 The World In The Little World (โลกใบใหญ่ในโลกใบเล็ก)


  • โลกที่ดูเหมือนใหญ่

    โลกได้เล็กลงตามถนัด

    ชีวิตก็ดูเหมือนติดขัด

    ใจเร่งรัดกายให้เดินไป

    ดูรีบร้อนมากในชีวิต

    เต็มด้วยจิตเฝ้าถวิลหาได้

    ชอบพาทุกคนท่องอดีตไป

    ลืมว่าได้ควรอยู่กับปัจจุบัน”



         นับแต่อ่านเรื่องแรกของคัจฉกุลไป ก็เลยตัดสินใจไปซื้อเล่มอื่นถัดไปมาอ่านต่อ เพราะรู้สึกว่า สนุกสนานและเรื่องราวนี้ก็จะคล้ายๆกับถูกจริตเราอยู่มาก เพราะเป็นคำพูดที่ไม่ได้ตัดสินว่าถูกหรือผิด แต่ให้เราได้คิดต่อ ซึ่งเราก็ชอบ เพราะไม่ต่างจากจิมมี่ เลี่ยว ที่ให้เราอ่านและคิดต่อในจินตนาการที่ต่อยอดได้



         เเละเล่มนี้ไม่ได้ทำให้เราผิดหวัง เพราะแฝงไปด้วยข้อคิด สนุกสนาน น่าติดตาม ถึงการดำเนินชีวิตของคนเรา ผ่านเด็กผู้หญิง เด็กผู้ชาย ตัวสัตว์ประหลาดทั้งหลายในเรื่อง ให้เราเรียนรู้อย่างดี



         เราเข้าใจว่า นักเขียนเปรียบสัตว์ประหลาดในเรื่องนี้ให้เป็นดั่งอารมณ์ ดั่งสิ่งกระทบที่มากระทบใจเรา ไม่ว่ากระทบผ่านอดีตทำให้เรานึกถึงเรื่องอดีต กระทบผ่านปัจจุบัน ทำให้เรานึกถึงปัจจุบัน และกระทบถึงอนาคตก็ทำให้เรานึกถึงเรื่องในอนาคต ซึ่งส่วนใหญ่เราก็มักจมอยู่กับอดีตและติดอยู่กับอนาคตในอารมณ์ความคิดของเรา


          ชีวิตของคนเรามีความแตกต่างกัน แต่ละคนควรยอมรับในความแตกต่างของผู้อื่นเหมือนกับเราควรยอมรับความแตกต่างของเราในข้อนี้เช่นเดียวกัน เราไม่ควรดูถูกความแตกต่างนั้น



         เมื่อไหร่ที่เราโตขึ้น เรามีความรับผิดชอบมากขึ้น ตัวของเราควรเล็กลงเพื่อจะได้รับฟังคนรอบข้างมากขึ้น เพื่อให้งานมันเดินต่อไปได้อย่างสะดวก อย่างเช่น ตอนทำงานอยู่ที่บริษัทหนึ่ง นายเคยบอกว่า


    “เราไม่ได้เป็นคนขายประกัน 

    เราไม่ต้องไปสนใจว่าลูกค้าจะซื้อประกันไหม

    เพราะถ้าประกันมันดีจริง 

    มันสามารถขายตัวของมันเองได้

    เราควรรับผิดชอบในส่วนของเรา

    ที่ทำให้ลูกค้าประทับใจดีกว่า”



         ตัวอย่างที่นำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อจะบอกกล่าวต่อไปว่า เราควรเรียนรู้ว่าเราทำหน้าที่อะไร ควรรับผิดชอบอะไร และควรตั้งใจแค่ไหนในการทำงานนั้นออกมาให้ดีที่สุด เราอย่าไปออกทะเลกับเรื่องไม่มีสาระเลย และยังช่วยเป็นการเตือนใจเราเสมอว่า จะพูดอะไร จะทำอะไรก็ให้คิดก่อน เพราะไม่งั้นทั้งการกระทำและคำพูดที่ทำออกไป มันบีบรัดเราทั้งทางตรงและทางอ้อมไว้แล้วในที่สุด


          เรื่องราวดำเนินไปถึงการพูดถึงการชื่นชมในตัวบุคคล ว่า วันหนึ่ง เราอาจจะผิดหวังในตัวบุคคลที่เราชื่นชมได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างและทุกคนล้วนมีการเปลี่ยนแปลงไม่เที่ยงแท้หรือแน่นอน 



           และต่อด้วยการกระทบกัน หากเมื่อไหร่ที่เขากระทบมาแล้วเรากระทบกลับ ก็จะเจ็บด้วยกันทั้งคู่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราเป็นฝ่ายหยุดมัน หยุดกระทบกัน ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ต้องเจ็บ เพราะไร้ซึ่งสิ่งกระตุ้น ผลออกมาก็คือมลายไป เเละเราเคยพบ คนบางคนบอกว่า 


    "ไม่โกรธเลย แต่บอกว่า อย่าให้พลาดนะ 

    จะเหยียบให้จมดินเลย

    ทำให้เราไม่เข้าใจว่า นี่ไง 

    ยังไม่รู้ใจตัวเองเลยว่า ทั้งโกรธและแค้นอยู่

    ทุกคนลองคิดดูว่า ถ้าไม่โกรธจริง 

    ก็ควรต้องหยุดกระทบกันและควรเลิกคิดแบบนี้"



         หลังจากนั้นต่อ ก็จะมีพูดถึงการเเข่งขันกับตัวเอง หลายต่อหลายครั้ง ที่เราชอบแข่งกับคนอื่น มันทั้งเหนื่อยเพราะผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะอยู่ร่ำไป ไม่มีใครพ่ายแพ้หรือชนะจริงในสงครามชีวิตนี้สักคน ดั่งคำสอนพ่อที่เคยกล่าวไว้ว่า


    “เพียงแค่แข่งขันกับตัวเอง 

    เราจะพบทางออกมากมายในชีวิต

    หากแข่งขันกับคนอื่น 

    เราจะพบกับทางออกแค่สองทางคือแพ้กับชนะ

    แล้วเราจะเอาทางออกสองทางนั้นไป

    ต่อยอดในชีวิตกับอะไร

    เพราะสุดท้ายนั้น 

    เหลือเพียงแค่ซากปรักหักพังในชีวิตเท่านั้น”



         และจบท้ายด้วยการเรียนรู้ในอดีตเพื่อปรับปรุงตัว แต่การอยู่กับปัจจุบันนั้นคือการปรับปรุงใจ ให้เรารู้เท่าทันเรื่องราวทั้งหมดของตัวเอง รู้เท่าทันอารมณ์ รับฟังตัวเรา ก็จะพบอะไรหลายอย่าง และยังช่วยในการเลิกเปรียบเทียบคนอื่นกับตัวเองสักที ดุจคำพูดครูที่กล่าวว่า


    “เปรียบเทียบคนอื่นไปทำไม มันไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นมา

    เปรียบเทียบตนเองในแต่ละช่วงเวลาดีกว่า

    เราจะปรับปรุงตนเองของเราจนดีที่สุดเอง”



    เมื่อเรารู้จักตัวเอง รับฟังตัวเอง เรียนรู้และศึกษาตัวเองอย่างยุติธรรม คือไม่มีอคติกับตัวเอง ว่าเราดีอย่างเดียว แต่เราเรียนรู้ชั่วเพื่อปรับปรุงและเรียนรู้ดีเพื่อทำให้มันดีขึ้นมากกว่าเดิม ทุกอย่างในชีวิตเราย่อมเจริญแน่นอน



    “การที่เรารู้จักตัวเอง เราเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น 

    เพราะทั้งเขาและเราก็มีกายและใจเหมือนกัน”

    Look a Breathe

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in