เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
เป็นพ่องงง ได้อะไรมากกว่าที่คิดพรี่หนอม
00 : วันดี?
  • ผมยืนมอง "สิ่งมีชีวิต" ในตู้สี่เหลี่ยมใส

    ผิวของมันเป็นสีแดง มีป้ายแปะไว้ว่าน้ำหนัก 3.35 กิโลกรัม

    สิ่งมีชีวิตที่หลายคนเรียกว่า "น้อง"
    แต่ผมเรียกมันว่า "ลูก"

    ---

    “ไม่เคยคิดเลยว่าพี่จะมีวันนี้ว่ะ” เป็นคำพูดชวนขำของน้องสาวคนหนึ่ง แต่กลับชวนให้ผมขำไม่ออกเหมือนกัน เมื่อถึงวันที่ตัวเองต้องกลายเป็นพ่อคน คือ พ่อจริงๆ ไม่ใช่พ่อง หรือ พ่อมึงตามที่เพื่อนๆเรียกกัน (เอ้า นี่มึงกำลังจะอธิบายอะไรกันแน่วะ?)


    สารภาพตามตรงว่า... ผมไม่เคยเป็นพ่อมาก่อนน่ะสิ แล้วคนเป็นพ่อนี่มันต้องทำตัวยังไง ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกไหม หรือว่าจริงๆก็เป็นๆไปเถอะ อย่าไปคิดอะไรมากเลย มึงเตรียมตัวโดนล้อชื่อตอนลูกมึงโตไว้ก็พอ

    ---

    สิ่งมีชีวิต - ลูก - ร้องตะโกนเสียงดังลั่นตู้ สองมือของเขายกขึ้นสูงราวจะไขว่คว้าอากาศ ขาทั้งสองข้างถีบสอดประสานราวกับกำลังอยู่ในคอนเสริต์บอดี้แสลมซะทีเดียว

    "สงสัยว่าเค้าจะเป็นชาวร็อกนะครับ" ผมพูดพร้อมส่งยิ้มให้กับพยาบาลประจำเนอสเซอรี่ เธอหัวเราะนิดๆ ก่อนที่จะบอกว่า "ถ้าคุณพ่อดูน้องเสร็จแล้ว เดี๋ยวไปรอคุณแม่ที่ห้องได้เลยนะคะ"

    ผมมองไปที่สิ่งมีชีวิตนั้นอีกครั้ง ... ก่อนที่จะนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา

    ---

    “เรามีลูกกันดีไหม?” คำถามสั้นๆที่ผมหยิบยกมาเป็นประเด็นพูดคุยกันในช่วงนี้ และ “เธอ” ก็เป็นคนเดียวในชีวิตที่ผมคิดจะถาม (ลองไปถามคนอื่นสิดูสิ ชีวิตมึงจบแน่ - เธอไ่ม่ได้กล่าว)

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของเรื่องนี้ เรื่องที่เป็นบทสนทนาระหว่างเรามาสักระยะ ผ่านเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่เราใช้ชีวิตด้วยกัน - เธออยู่พัทยา ส่วนผมอยู่กรุงเทพ - เราเรียกความรักนี้ว่า ความรักแบบไปๆกลับๆ 

    3 ปีที่แล้ว... เราทั้งคู่แต่งงานกันด้วยคำถามของคนรอบข้างที่ว่า “แต่งงานกันแล้วจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้ยังไง” แต่มันก็แค่นั้นแหละ เอาเข้าจริงไม่มีใครสนใจว่าคุณจะใช้ชีวิตอยู่กับคนที่คุณรักได้ยังไง วิธีไหน เพราะสุดท้ายพวกเขาก็สนใจจุดจบของความสัมพันธ์มากกว่าอยู่ดี

    สำหรับหลายคนที่ยังคงสงสัยอยู่ตลอดว่า เราจะอยู่กันอย่างไร ผมอยากบอกว่า กูอยู่กันได้ละกัน มึงไปทำชีวิตของมึงให้ดีและมีสุขก่อนไหมครับ? แต่ก็ได้แค่อยากบอก แหม่... ใครจะกล้าพูดออกไปตรงๆละครับ

    ไม่เอาสิ กลับมาก่อนนนนน เรากำลังคุยกันเรื่องมีลูกไม่ใช่เหรอ ผมถามเธออีกครั้ง เธอยิ้มแล้วบอกผมว่า “ถ้าเรามีเหมือนคนปกติได้ เราก็อยากมี จะได้ไว้ดูแลเธอตอนแก่ไง”

    ---

    แฟนผม - เมียนั่นแหละ เธอเป็นไวรัสตับอักเสบบีครับ เชื้อโรคร้ายที่ว่านี้ไม่มีทางรักษาหาย เธอต้องกินยาดูแลตัวเองไปตลอดชีวิต และจำนวนเชื้อที่มีมากในระดับนึง ทำให้เราต้องตัดสินใจกันว่าจะมี "ลูก" หรือไม่มีดี?

    เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าจะไม่มี “ลูก” เนื่องจากสาเหตุที่ว่านี้ แต่ด้วยคำพูดที่เธอบอกนั่นแหละครับ “จะได้มีคนดูแลเธอตอนแก่” แต่จรืงๆแล้วเธอหมายความว่า “ถ้าหากเธอไม่มีชีวิตอยู่ ผมจะได้มีใครสักคนคอยดูแล”

    เหตุผลที่ฟังดูเหมือนจะเรียบง่าย... มักจะเป็นเหตุผลที่ทรงพลังที่สุด

    ---

    ตอนแรกผมเข้าใจไปเองว่า การมีลูกนั้นมันแสนจะเป็นเรื่องง่าย แค่ Featuring ให้ถูกวัน และนับวันตกไข่ หรือ ไข่ตก อย่างสม่ำเสมอ เพียงแค่นี้ลูกน้อยก็ถือกำเนิดมาได้โดยง่าย ถ้าหากความเป็นชายในตัวคุณแข็งแกร่งพอ!!


    หลังจากนั้น 4 เดือนผมถึงพบความจริงว่า “ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถมีลูกได้ง่ายๆ” เพราะปัจจัยต่างๆอีกมากมายที่ตามมา เครื่องวัดวันตกไข่ก็มีความคลาดเคลื่อน ประจำเดือนมาไม่ปกติ อสุจิเราอาจจะมีปัญหา ไปจนถึงความเครียดที่ตามมาอีกมากมาย อายุในวัย 30 ต้นๆของเราอาจจะช้าเกินไปเสียด้วยซ้ำ ถ้าหากคิดอยากจะมีลูก


    “ออกทริป เปลี่ยนบรรยากาศ เชื่อพี่” มิตรสหายผู้ช่ำชองในการมีลูกท่านหนึ่งแนะนำไว้ ผมกับแฟนตัดสินใจไปออกทริปที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น โดยหวังจะเปลี่ยนบรรยากาศให้การมีลูกนั้นง่ายขึ้น


    ภาพตัดมาที่โรงแรมในฟุกุโอกะ
    มีผัวเมียชาวไทยคู่หนึ่งนอนสลบหันหลังให้กันเพราะเดินเหนื่อยมาทั้งวัน /จบ


    สรุปคือ ไม่มีของฝากจากฟูกุโอกะ ไม่มีน้องฟูจิ น้องออนเซ็น น้องเป๊บปุ น้องยุฟูอิง ไม่มีทั้งนั้น จนสุดท้ายเราเริ่มพยายามกันอย่างจริงจังมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น

    เอ่อ... นี่กูกำลังจะมีลูกหรือจะสอบ GATPAT


    ---

    “ถ้าไม่มาก็ไม่ต้องมาแล้วนะ พ่อเหนื่อยเหลือเกิน ไม่สงสารพ่อบ้างเหรอครับ ลูกเอ้ยยยย” ผมลูบท้องเมียไปพลางบ่นพลาง หลังจากที่ความพยายามอีกครั้งได้สิ้นสุดลง


    ผมเพิ่งรู้ว่าวันนั้นแหละครับ คือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่...
    “ดีใจด้วยนะคะ คุณแม่มีน้องแล้วค่ะ”

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in