เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
เรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับสุขภาพ ความงาม การดูแลตัวเองpairwara.kit
การศัลยกรรมแก้จมูก คืออะไร ? มีเรื่องอะไรที่ควรรู้ก่อนแก้ครั้งที่สอง?
  • ศัลยกรรมแก้จมูก

    การเสริมจมูกครั้งแรกอาจไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่หวังไว้เสมอไป บางคนพบปัญหารูปทรงไม่เข้ากับใบหน้า ขณะที่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อความมั่นใจและความปลอดภัย จึงทำให้ “การแก้จมูก” กลายเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับที่ผู้ต้องการปรับแก้ให้จมูกกลับมาสวยงามและเหมาะสมมากขึ้น


    บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักว่าการแก้จมูก คืออะไร มีสัญญาณเตือนแบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์ รวมถึงวิธีการเตรียมตัวและดูแลหลังผ่าตัด เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากที่สุด 

    ศัลยกรรมแก้จมูก คืออะไร ?

    การทำศัลยกรรมแก้จมูก คือ การผ่าตัดแก้ไขโครงสร้างจมูกที่เคยผ่านการศัลยกรรมมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการถอดซิลิโคนเดิม ปรับฐาน แก้เอียง แก้เบี้ยว เสริมกระดูกอ่อนเพิ่มเติม หรือปรับทรงใหม่ให้เหมาะสมกับใบหน้ามากขึ้น


    ในบางกรณีอาจต้องพักจมูกก่อนแก้ เพื่อให้เนื้อเยื่อฟื้นตัว ลดการอักเสบ และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน การวางแผนผ่าตัดจึงต้องพิจารณาทั้งสภาพผิวหนัง ความหนาบางของเนื้อจมูก และสาเหตุของปัญหาเดิมร่วมด้วย

    สัญญาณเตือนแบบไหนที่ควรแก้จมูก ?

    หากหลังเสริมจมูกแล้วพบอาการผิดปกติบางอย่าง อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าควรเข้าพบแพทย์เพื่อประเมิน และพิจารณาการแก้จมูก โดยสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม มีดังนี้

    • ซิลิโคนลอย : สันจมูกดูไม่แนบกับผิว คลำแล้วขยับได้ หรือเห็นขอบชัด โดยเฉพาะเวลาสัมผัสแรง ๆ อาจเกิดจากการวางซิลิโคนไม่พอดีกับโครงสร้างเดิม

    • ปลายจมูกใส : ผิวบริเวณปลายจมูกบางลงจนเห็นความเงา หรือเห็นสีของซิลิโคนชัด เป็นสัญญาณเสี่ยงจมูกทะลุ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว

    • ซิลิโคนทะลุ : มีแผลเปิด เห็นวัสดุโผล่ออกมา หรือมีน้ำเหลืองไหล ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องถอดซิลิโคนและรักษาทันที

    • ซิลิโคนเบี้ยว : จมูกเอียง ไม่อยู่กึ่งกลางใบหน้า อาจเกิดจากฐานจมูกเดิมเอียง หรือซิลิโคนเคลื่อนตัวหลังผ่าตัด

    • ลูบปลายจมูกแล้วเสียว : รู้สึกเสียว เจ็บ หรือบางผิดปกติเมื่อสัมผัส อาจบ่งบอกว่าผิวบางลงและแรงดันจากซิลิโคนมากเกินไป

    • จมูกงุ้มลงกว่าเดิม : ปลายจมูกตกหรือเชิดน้อยลงเรื่อย ๆ อาจเกิดจากโครงสร้างที่ไม่แข็งแรง หรือกระดูกอ่อนรองปลายไม่เพียงพอ

    • มีสิวหัวช้างปลายจมูก : ก้อนอักเสบขนาดใหญ่ เจ็บ บวมแดง อาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อหรือการอักเสบรอบวัสดุเสริม

    • จมูกมีรอยบุ๋ม : ผิวไม่เรียบ มีรอยยุบหรือเป็นคลื่น อาจเกิดจากพังผืดรัด หรือซิลิโคนไม่เรียบสนิท

    การแก้จมูก ยากกว่าการเสริมครั้งแรกจริงไหม ?

    โดยทั่วไปแล้ว การแก้จมูกยากกว่าการเสริมจมูกครั้งแรก “จริง” เพราะจมูกเคยผ่านการผ่าตัดมาแล้ว ทำให้มีพังผืดเนื้อเยื่อแข็งตัว หรือผิวหนังบางลง การผ่าตัดจึงต้องใช้ความละเอียดมากขึ้น แพทย์ต้องถอดซิลิโคนเดิม เลาะพังผืด และประเมินโครงสร้างภายในก่อนวางซิลิโคนหรือวัสดุใหม่

    การเตรียมตัวก่อนศัลยกรรมแก้จมูก 

    การแก้จมูกเป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนกว่าครั้งแรก จึงควรเตรียมตัวให้พร้อมทั้งด้านร่างกายและข้อมูลเดิม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด โดยควรเตรียมตัวก่อนเข้ารับการศัลยกรรมแก้จมูก ดังนี้

    • ปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านการแก้จมูกโดยเฉพาะ เพื่อประเมินสภาพจมูก ปัญหาที่เกิดขึ้น และวางแผนการผ่าตัดอย่างเหมาะสม 

    • แจ้งประวัติการผ่าตัดครั้งก่อนอย่างละเอียด เช่น ใช้วัสดุอะอไร เทคนิคแบบไหน และมีภาวะแทรกซ้อนหรือไม่ 

    • งดยาและอาหารเสริมบางชนิด ที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ตามคำแนะนำของแพทย์

    • งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงแผลหายช้าและการติดเชื้อ 

    • พักผ่อนให้เพียงพอ และดูแลสุขภาพให้แข็งแรงก่อนวันผ่าตัด

    • เตรียมเวลาสำหรับการพักฟื้น หลีกเลี่ยงกิจกรรมหนักหรือการกระแทกบริเวณจมูกหลังผ่าตัด


    การเตรียมตัวที่รอบคอบจะช่วยให้การแก้จมูกเป็นไปอย่างปลอดภัย และลดโอกาสเกิดปัญหาซ้ำในอนาคต 

    วิธีการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดแก้จมูกครั้งที่สอง

    หลังการผ่าตัดแก้จมูกครั้งที่สอง เนื้อเยื่อจะบอบบางกว่าปกติ เพราะเคยผ่านการผ่าตัดมาแล้ว การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจึงสำคัญมาก เพื่อลดบวม ลดความเสี่ยงติดเชื้อ และช่วยให้ทรงจมูกเข้าที่สวยงาม โดยควรปฏิบัติดังนี้

    • ประคบเย็นในช่วง 48 ชั่วโมงแรก ครั้งละประมาณ 15-20 นาที เพื่อลดอาการบวม ช้ำ และลดการอักเสบ โดยหลีกเลี่ยงการกดทับบริเวณสันหรือปลายจมูกโดยตรง 

    • นอนยกศีรษะสูงกว่าระดับหัวใจ หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงหรือนอนคว่ำอย่างน้อย 3-4 สัปดาห์ เพื่อลดแรงกดทับที่อาจทำให้จมูกเอียงหรือเคลื่อน 

    • งดจับ บีบ แคะ หรือขยับจมูกแรง ๆ รวมถึงหลีกเลี่ยงการสวมแว่นที่มีน้ำหนักกดทับสันจมูกในช่วงแรก เพื่อป้องกันซิลิโคนหรือโครงสร้างที่แก้ไขมาเคลื่อนตัว

    • รับประทานยาให้ครบตามแพทย์สั่ง ทั้งยาฆ่าเชื้อ ยาลดบวม และยาแก้ปวด พร้อมทำความสะอาดแผลตามคำแนะนำอย่างถูกวิธี เพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อ

    • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เช่น ออกกำลังกายหนัก ยกของหนัก ก้มศีรษะนาน ๆ หรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระแทก อย่างน้อย 4 สัปดาห์

    •  งดอาหารหมักดอง อาหารรสจัด แอลกอฮอล์ และบุหรี่ เพราะอาจกระตุ้นการอักเสบ ทำให้แผลหายช้า และเพิ่มความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน

    • สังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด เช่น บวมแดงมากผิดปกติ ปวดรุนแรง มีน้ำเหลืองหรือหนองไหล หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ทันที 

    การดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดในช่วง 1-3 เดือนแรก จะช่วยให้จมูกเข้าที่ดีขึ้น ลดโอกาสเกิดปัญหาซ้ำ และช่วยให้ผลลัพธ์หลังแก้จมูกมีความปลอดภัยมากที่สุด 

    สรุปเรื่องการแก้จมูก 

    จะเห็นได้ว่า การแก้จมูกเป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนมากกว่าการเสริมจมูกครั้งแรก เพราะต้องแก้ไขโครงสร้างเดิมและปัญหาที่เคยเกิดขึ้น จึงควรเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์ และประเมินได้อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ หากมีสัญญาณผิดปกติ เช่น เอียง เบี้ยว ปลายบาง หรืออักเสบ ควรรีบพบแพทย์ และดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาปลอดภัยและลดโอกาสต้องแก้ซ้ำอีกในอนาคต


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in