เรื่องสั้นนอวอรอรอตอพอลอ
The Selenophile

  • รถไฟฟ้าคันนั้นวิ่งอยู่บนเส้นทางสายสุขุมวิท มุ่งหน้ายังสถานีปลายทางหมอชิต


    ผู้คนที่ยัดเยียดกันมาค่อยๆ เคลื่อนไหลเข้าออกเป็นกระแสธารมนุษย์ เมื่อถึงจุดหนึ่งผู้โดยสารที่ยังไม่ถึงจุดหมายต่างรู้สึกถึงพื้นที่ว่างที่ขยายตัวออกรอบกายเนื่องด้วยใครต่อใครทั้งหนุ่มสาวแก่เด็กกระเทยทอมเกย์ดี้ค่อยๆ ระบายลงตามสถานีต่างๆ

    ฉันมองเห็นเธอแล้ว เธอพบว่ามีที่ว่างอยู่ริมประตูฝั่งซ้าย จึงรีบย้ายตัวไปจับจองพื้นที่อย่างรวดเร็วราวบรรพชนผู้บุกเบิกผืนแผ่นดินของเมริกา กระเป๋าเดินทางอันใหญ่โตและคำสั่งสอนที่เข้มงวดของพ่อผู้มักขี้เกรงใจจนอดส่วนแบ่งมรดกมหาศาลของปู่ ทำให้เธอไม่สบายตัวที่ต้องยืนขวางใครอยู่กลางขบวน สันดานผู้ดีตกยากนี้อาจเป็นสิ่งที่เธอภาคภูมิใจจนจดจำไปบอกลูกหลานเหลนโหลนภายหน้า แต่เหตุผลหนึ่งที่อาจสำคัญยิ่งกว่านั้นแต่ไร้สาระเกินจะบอกใครก็ปรากฏขึ้นทันทีที่เธอได้ยืนเอนหลังพิงขอบประตูที่ปิดสนิท พร้อมป้ายบอกว่าอย่ายืนพิงประตู วินาทีที่กระดูกสันหลังอันยาวเหยียดของเธอสัมผัสผนังพลาสติกหนานั้นเอง เธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ก้มหน้าลงตรวจสอบเผื่อจะมีใครมาแสดงปฏิกิริยาใดๆ กับข้อความติงต๊องที่ได้พล่ามไว้ก่อนพาตัวขึ้นรถไฟขี้นมา อืมม ก็มีอยู่บ้าง สามสี่สิบไลค์ แต่เธอยังไม่พอใจสินะ เพราะเขาคนนั้นที่เธอเฝ้าถวิลหาอยู่เงียบๆ มามากกว่าสามสิบสัปดาห์ก็ยังคงเงียบงันต่อความคิกขุคิเรอิไร้สาระของเธออยู่ต่อไป

    เธอเลื่อนจอหาแล้วหาอีกราวกับโทรศัพท์เป็นสิ่งวิเศษศักดิ์สิทธิ โทรศัพท์นะจ๊ะ ไม่ใช่ต้นไม้ ถึงเธอจะถูๆไถๆ ก็ใช่ว่าสิ่งที่อยากเห็นจะยอมโผล่ออกมา สายตาเธอมืดบอดต่อข้อความอะไรต่อมิอะไรมากมายที่เธอเลื่อนผ่าน มันเยอะพอจะแบ่งให้นักศึกษาปริญญาโททั้งจังหวัดกอทอมอไปศึกษาทำวิทยานิพนธ์เฉิ่มๆ ได้คนละเล่มสองเล่ม เธอเคยพูดไว้มิใช่หรือว่า ถ้าเราพิเคราะห์นานพอ ความไร้แก่นสารก็อาจถูกกลั่นกรองสังเคราะห์ขึ้นมาตีแผ่รากเหง้าอะไรบางอย่างได้ อุ๊ย ฉันเผลอออกนอกเรื่องอีกแล้ว พูดเรื่องการศึกษาแล้วอดไม่ได้ ขอโทษนะ

    กลับไปที่หน้าจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ นั่น เธอเลื่อนไปเลื่อนมาจนความเบื่อหน่ายและความซึมเศร้าลูบไล้กายเธอเบาๆ เมื่อจิตใจเธออ่อนไหวมันก็กอดกระหวัดเกี่ยวเธอไว้อย่างอ่อนโยนและแนบแน่นอีกครั้งราวกับสาวนั่งดริ๊งค์ผู้ช่ำชอง เธอเหนื่อยหน่ายต่อข้อความของเพื่อนสามสี่ร้อยคนบนหน้าฟีด เลยกดปุ่มเล็กๆ ข้างขวาเพื่อดับหน้าจอและหันไปสนใจกับทัศนวิสัยข้างนอกหน้าต่าง

    ตอนนั้นเป็นเวลาโพล้เพล้ รถไฟวิ่งขึ้นทิศเหนือราวกับกำลังหนีผีตากผ้าอ้อมซึ่งกำลังออกมาฟ้อนรำส่งดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆ จมเส้นขอบฟ้าไปทีละน้อย คืนนี้ฉันเข้าใกล้โลกมากเป็นพิเศษจนมนุษย์อย่างเธออาจคิดว่าท้องฟ้ากลายเป็นแว่นขยายขนาดยักษ์จนฉันดูใหญ่ผิดความเป็นจริง หลายคนเรียกฉันว่าซุปเปอร์มูน 

    ตามประสา Selenophile คนหนึ่ง เธอซุกมือเข้าไปในกระเป๋าอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วสัมผัสถึงพลาสติกแบนหนานั่นและดึงขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เธอเลือกที่จะใช้มันในฐานะกล้องถ่ายรูป

    เธอหันเลนส์ขนาดน่าสมเพชนั่นมาทางฉัน โอ้ว การศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์เบื้องต้นสมัยมอต้นมิได้ช่วยเธอเลยหรือ? ในตู้รถไฟที่สว่างไสวและเคลื่อนไหวด้วยความเร็ว 60กม. ต่อชั่วโมง เลนส์ที่ต่ำศักดิ์กว่ากล้องปัญญาอ่อน มองผ่านกระจกหนาไปยังท้องฟ้าภายนอกที่เริ่มจะมืดมิด นึกถึงตำราเรียนสมัยโน้นสิ มันอาจจะกระจัดกระจายกันไปบทนี้นิดบทนี้หน่อย เธอผิดเองที่เอาข้อมูลเหล่านั้นมาผนวกกันไม่ได้ ภาพของฉันที่เธออยากก็เลยกลายเป็นภาพลางๆ ของตัวเธอเอง

    ด้วยสมบัติผู้ดีที่มีติดตัวอยู่บ้างดังอ้างไว้แล้วข้างต้น เธอสบถในใจเบาๆ ผิด ผิด ผิด รถไฟที่เคลื่อนไหวมีความผิด โทรศัพท์ราคาถูกมีความผิด บริษัทที่จ้างเธอทำงานอยู่ก็เลวที่ไม่กล้าทุ่มทุนขึ้นค่าแรงให้เธอไปซื้อกล้องใหม่ จึงมีความผิดด้วย แต่ก็ยังดีที่เธอยังควบคุมตัวเองได้ ถ้าเป็นเมื่อหลายเดือนก่อนทั้งโลกอาจได้เห็นถ้อยคำตัดพ้อของเธอผ่านเครือข่ายสังคมจอมปลอมนั่นแล้ว

    เมื่อมันอยู่ในมือ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะมองหาร่องรอยของเขาคนนั้นราวกับนักเดินทางทีาหลงอยู่ในทะเลทราย เธอมองเห็นบางข้อความจากเพื่อนคนอื่นที่เขามาตอบสนองและรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ชื่อของเขาไม่ปรากฎในข้อความใดๆ ของเธอ ทำไมนะ ข้อความที่เธอเขียนขึ้นมากมายในวันนี้ถึงไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเคย

    เธอกำลังเปรียบเทียบเขากับฉัน ที่บางคืนก็ปรากฏให้เห็นแจ่มชัด บางคืนก็มาให้พบเพียงเสี้ยวเหมือนไม่เจตนา และบางคืนกลับตั้งใจเบือนหน้าหนีไป ที่เธอไม่เคยรู้คือ ฉันเห็นเธออยู่เสมอ ความห่างไกลทำให้ฉันเห็นเธอได้กว้างขึ้น อาจจะเลือนรางบ้าง อาจจะไม่คมชัดทุกรายละเอียด แต่มันก็เพียงพอแล้ว และฉันก็ไม่อยากรับรู้อะไรมากไปกว่านี้

    ถึงสถานีสุดท้ายแล้ว เธอต้องแบกน้ำหนักที่พกติดตัวลงที่นี่ ไม่มีใครให้เธอไปต่อ เพราะมันเป็นสถานีสุดท้าย เธอรอให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ แย่งกันลงจนโล่งทาง จึงเดินอ้อยอิ่งตามออกจากตู้ไปช้าๆ

    เมื่อรถไฟเคลื่อนผ่านไป เธอหันกลับมาทางฉันราวกับคิดอะไรได้ เธอยังไม่ยอมแพ้ เธอคว้ากล้อง/โทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง ลากกระเป๋าที่ติดตัวเดินส่องหาฉันซึ่งนอกจากจะมีหลังคาของชานชาลาฝั่งตรงกันข้ามบดบังอยู่แล้ว ยังหลบอยู่หลังเมฆอีกด้วย เธอมองนาฬิกา การนัดหมายที่ผิดพลาดไม่ได้รออยู่ที่อีกฟากหนึ่งของครึ่งชั่วโมงนี้ เธอยังมุจะเอาชนะ แต่ไม่ใช่หมายให้ฉันพ่ายหรอก เพราะเธอน่ะถ่ายรูปฉันไปแล้วนับพันนับหมื่นรูป ที่เธอต้องการโค่นคือข้อจำกัดข้อห้ามและอุปสรรคที่คั่นฉันไว้ต่างหาก

    เธอเดินไปจนสุดชานชาลา มองขึ้นมาแต่ยังไม่เห็นฉันอยู่ดี ฉันรู้ว่าเธอเสียใจ เธอพ่ายแพ้และอยากร้องไห้ เพราะเธอจับภาพฉันไม่ได้ในคืนนี้ ฉันเองก็สงสารเธอ แต่จะให้ฉันทำอย่างไรได้ เธอก็เป็นเพียงมนุษย์ และฉันก็อยู่ไกลถึงเพียงนี้ อุปสรรคของเรามิใช่แค่สิ่งปลูกสร้างกระจอกๆ และเมฆฝน แต่ยังมีอวกาศและแรงโน้มถ่วง ธรรมชาติมิได้สร้างฉันมาให้เธอ ข้อนั้นมนุษย์เดินดินอย่างเธอที่เรียนวิทยาศาสตร์มาแล้วควรรู้ดี

    ฉันภาวนา หันไปมองที่อื่นบ้างสิ เธอเคยกล่าวกับเพื่อนช่างภาพที่ทำงานกับเธอ ตากล้องที่ดีแม้แต่ขยะก็ถ่ายมาสวยได้ นี่ไงล่ะ เธอต้องการภาพมิใช่หรือ ถ้าฉันไม่อยู่ที่นั่น ทำไมต้องดื้อรั้นอะไรขนาดนั้น หันไปทางขวาซิ ทางซ้ายบ้าง มีอะไรที่สวยงามอยู่รอบตัวให้เธอเก็บไว้มากมาย

    เหมือนจะได้ผล เธอหันกลับไปยังที่ที่เธอจากมา ผีตากผ้าอ้อมที่เหมือนกับกำลังเริงร่ายย้ายร่างตามจังหวะการเคลื่อนที่ของรัตติกาล

    เธอคิดอยู่ชั่วครู่และตั้งกล้องขึ้นถ่าย...


    นั่นไง รูปที่ไม่มีฉันก็สวยได้นะ


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Chayangkoon Klomthong (@fb1929812224642)
moon