เรื่องสั้นนอวอรอรอตอพอลอ
บทสนทนากับปิศาจสุรา (2)
  • ปีนี้ ผมออกเดินทางสายไปหน่อย กว่าจะมาถึงเมืองท่องเที่ยวริมทะเลแห่งนี้ก็มีผู้คนพลุกพล่าน ลุงที่ขี่รถมอเตอร์ไซค์พ่วงขายปลาหมึกปิ้งทำงานมือเป็นระวิงอยู่ตรงหน้า 

    แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาอะไร ผมจำได้ว่าเมื่อ 365 วันที่แล้ว เราสองคนเดินไปแทบจะสุดหาด ตรงนั่นหาดไม่สวยแต่เงียบเหมาะกับการนั่งคุยกัน 

    ผมเดินเลี่ยงพื้นที่ครอบครัวหรรษา ไปที่จุดนั้น มันยังเงียบเหมือนเดิม วัชพืชสีเขียวขึ้นมาเยอะกว่าปีที่แล้ว กรอบหน้าต่างเก่าที่ถูกทิ้งจากบังกะโลอายุเกินสามสิบปีใกล้ๆ ยังคงอยู่ที่เดิม 

    ความทรงจำของผมแม่นยำเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเหตุการ์ณที่เกิดขึ้นเมื่อวันนี้ของปีก่อน 

    แทบทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่มีแค่เธอคนนั้นที่เคยนั่งยิ้มอยู่บนรากไม้นั้น 

    ผมทรุดตัวลงนั่ง มองทะเลสีฟ้าอมเขียวนั้นอยู่พักใหญ่ เบียร์กระป๋องที่สี่ของวันถูกเปิดขึ้น ความเย็นเริ่มหมดไป กว่าจะถึงขวดสุดท้ายคงได้จิบเบียร์อุ่นๆ 

    ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบเห็นใครคนหนึ่งกำลังว่ายน้ำตรงมาทางที่ผมนั่งอยู่ ปกติก็คงไม่คิดอะไร นี่มันชายหาดสาธารณะ 

    ยกเว้นแต่ว่าผมรู้สึกคุ้นๆ กับร่างนั้นอย่างประหลาด 

    ความรู้สึกคุ้นชินได้รับการยืนยัน เมื่อเขาเข้ามาใกล้หาดพอจนเดินย่ำทรายพรวดๆ ตรงดิ่งมาทางผม 

    มันคือไอ้นะ เพื่อนเก่าแก่ที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยเล่าเรื่องของมันไปครั้งหนึ่งแล้วในอีกบล็อกหนึ่่ง ถ้าคุณขี้เกียจไปขุดมาอ่าน เอาเป็นว่ามันคือความตาย มันเคยสอนให้ผมเรียกมันว่าคุณมรณะ แต่ยังไงก็ไม่ชินปาก ผมเลยเรียกมันสั้นๆ ว่่าไอ้นะ ซึ่งมันก็ไม่มีปัญหาอะไร 

    วันนี้แม่งมาในคราบนักว่ายน้ำ ใส่ชุดว่ายน้ำแบบเต็มตัวสีดำกุ๊นขอบสีแดง 

    "ไอ้เหี้ย มึงแอบเอาชุดว่ายน้ำกูมาใส่รึ?" ผมถามมัน 

    มันยักไหล่นิดๆ ไม่ตอบอะไร แต่ยื่นมือมาทำท่าจะขอเบียร์ผมกิน 

    "เชี่ย ไปเปิดกระป๋องใหม่เลยไป" ผมชี้ไปที่รากต้นสนที่ผมวางเบียร์ไว้ 

    ไอ้นะหยิบเบียร์กระป๋องใหม่มาเปิดแล้วดื่มเอาพรวดๆ ทำท่าราวกับคนหลงทางในทะเลทรายแล้วเจอน้ำยังไงยังงั้น ไม่ถึงนาทีดี มันก็โยนกระป๋องเปล่าทิ้งแล้วหยิบขวดใหม่มาเปิด 

    "อ่าห์" 

    "สัตว์ ไม่ใช่โฆษณาน้ำอัดลม" 

    มันยักไหล่อีกครั้ง เหลือบตาไปมาระหว่างทะเลกับตัวผม "มึงมาที่นี่ทำไม ไอ้น้อต" 

    "เครียด กูก็เลยอยากมาเที่ยว" 

    "ตอแหล มึงหลอกกูไม่ได้หรอก" 

    "ถ้ารู้ทุกเรื่องแล้วมึงจะถามทำเชี่ยไรวะ?" 

    "กูอยากให้มึงพูด มันเป็นการชวนคุย" 

    "เอางั้นก็ได้ ไอ้สัตว์ ไอ้ลูกไม่มีพ่อ ไอ้แก่พันปี" 

    ไอ้นะหัวเราะหึๆ "ข้อสุดท้ายผิด กูแก่กว่านั้นอีก" 

    "แปลว่ามึงเป็นสัตว์อะไรสักอย่างจริงสิ?" 

    "กูไม่รู้ อย่าเอาชีววิทยามาตีความกูเลย เปล่าประโยชน์" ไอ้นะเปิดเบียร์ขวดที่สามกิน แล้วหยิบบุหรี่ผมไปจุดดูด มันทำปากจู่พ่นควันออกมาสองวง ควันของมันหน้าตาแปลกๆ ดูไม่คล้ายวงโดนัทแต่พาลไปเหมือนรูปหัวใจยังไงไม่รู้ 

    หัวใจทั้งสองดวงอ้อยอิ่งอยู่แป๊บเดียวก็จางหายไปกับอากาศ 

    "กูรู้ว่ามึงคิดถึงเขา เลยทำตัวโรแมนติกมาหวนอดีต" 

    "ไม่ได้หรือไงวะ?" 

    "ได้ แต่ไม่ดี ไม่น่ารัก" 

    "ถูกของมึง ใครเขาจะมารักกู" ผมจุดบุหรี่ดูดบ้าง "ไอ้นะ ในนั้นมีเพื่อนมึงอยู่เยอะมั้ยวะ?" 

    มันหันมองตามผม "พวกกูมีอยู่ทุกที่แหละ ทะเลใหญ่โตแบบนี้ก็พอมีอยู่บ้าง" 

    "มึงว่าถึงเวลาของกูรึยัง?" 

    "มึงคิดจะเดินลงทะเลไปตาย? ส้นตีนเหอะ มึงคิดว่าเขาคนนั้นของมึงเป็นนางเงือกอยู่ในน้ำรึไง ตลก! กูไม่พามึงไปหรอก" 

    "เผื่อเพื่อนมึงคนอื่นจะพากูไปได้ไง" 

    "มีสามข้อที่มึงต้องรู้ไว้" พอพูดเรื่องงาน ไอ้นะก็ทำท่าจริงจังขึ้นมาทันที "ข้อหนึ่ง ซึ่งกูเคยบอกมึงไปหลายครั้งแล้ว ใครจะตายไม่ใช่แค่พวกกูพาไปง่ายๆ ถ้าไอ้เวลามันบอกว่ายังไม่ใช่พวกกูก็พาใครไปไม่ได้" ผมพยักหน้าหงึกๆ เรื่องนี้ฟังจนชินแล้ว 

    "ข้อสอง ทะเลไม่เคยทำให้ใครตาย" 

    "มั่วแล้วมึง เขาจมน้ำตายกันปีนึงไม่รู้กี่คน" 

    "กี่คนล่ะ?" แมร่งหันมาทำหน้ากวนตีนใส่

    "สันดาน! กูจะรู้มั้ย?" 

    "มึงต้องแยกให้ออกสิ คนที่จมน้ำตายน่ะ ก็พวกว่ายน้ำไม่เป็นหรือพวกที่ไม่รู้จักประมาณตนทั้งนั้น คิดว่าตัวเองรู้จักน้ำก็ลงไปเล่น คิดว่าตัวเองว่ายน้ำเก่งก็ว่ายมันอยู่อย่างงั้นจนตะคริวแดก สุดท้ายช่วยตัวเองไม่ได้พวกแม่งก็เลยจมน้ำตาย" 

    "อ้าว แล้วพวกเรือคว่ำจมน้ำตายล่ะ?" 

    "พวกนั้นฝีมือพวกกูเองแหละ" ไอ้นะยักคิ้วซ้ายโชว์ ก่อนทำหน้าเคร่งขรึมต่อ "มึงรู้มั้ย ความเค็มของทะเลมันยังช่วยพยุงน้ำหนักพวกมนุษย์ไว้ได้อีก แมร่งไม่ได้ตายกันง่ายๆ หรอกถ้ากูกับเวลาไม่เห็นด้วย" 

    "มึงลองถามไอ้เวลาเพื่อนมึงทีสิ ว่าถึงคราวของกูรึยัง" ผมยกมือไหว้ปะหลกๆ 

    "ไม่ได้" 

    "ทำไมวะ?" 

    "สองข้อ ข้อแรก วันนี้วันเสาร์ เวลาแมร่งหนีไปเที่ยวไหนไม่รู้ ข้อสอง กูยังไม่อยากพามึงไป" 

    "เออๆ กูล่ะเบื่อประโยคนี้ของมึงจริงๆ นี่มึงไม่ได้คอมมิชชั่นอะไรเลยเหรอที่พาคนไปโลกของมึงได้น่ะ แบบตำรวจไง ที่จับบ่อยก็ได้เยอะ" 

    ไอ้นะขมวดคิ้ว "คือ ระบบนี้ของมึงมันแหกต่วยมาก ถ้าจะใช้ปริมาณการจับเป็น KPI แม่งก็จับแหลกจับมั่วไปหมดดิ คุกพวกมึงไม่ล้นรึไงวะ?" 

    "ก็ล้นอยู่ ว่าแต่ KPI คืออะไรวะ?" 

    "นี่มึงจบอะไรมาไม่รู้จัก ดักดานมาแต่หนไหน KPI จะกล่าวไปคือ Key Performance Indicator นักบริหารเขาใช้ตรวจสอบว่าลูกน้องทำงานได้ตามเป้ามั้ย" 

    "อ่อ งั้นมึงลองเสนอซิ ว่าต้องใช้อะไรวัดผลงานถ้าไม่ใช่การจับ" 

    "ถ้าพูดถึงผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ก็ต้องเอาความสงบมาวัด พื้นที่ไหนใครรับผิดชอบมีความสงบสุขไม่ทะเลาะกันก็ได้เลื่อนขั้นขึ้นเงินเดือนไป ที่ไหนมีใครฆ่ากันตายก็ตัดเงินเดือนไล่ออกไป" 


    "น่าสนใจ ฉลาดนะมึง สมแล้วที่อยู่มานาน" 


    ไอ้นะหยิบเบียร์ขวดสุดท้ายขึ้นมาเปิด "ห่าเอ้ย! ไม่รู้จักซื้อน้ำแข็งมาด้วย" 


    "กูไม่รู้ว้ามึงจะมาแถวนี้ด้วยนี่" 


    "ทำหน้าซื่อนะมึง นี่กูตามมึงมาแต่เช้าแล้ว เห็นเมื่อคืนนอนไม่หลับแล้วยังตื่นเช้ามาขับรถทางไกล กูก็เลยต้องตามมาด้วย" 


    "กูก็ขับมาถึงนี่ได้น่า ไม่ต้องเป็นห่วง" 


    มันทำหน้าหยามๆ ก่อนจะตอบ "ใครห่วงมึง กูแค่กลัวใครจะได้ทีมาแย่งมึงไปแล้วตบคอมมิชชั่นกูอ่ะดิ กูอุตส่าห์ลงทุนมารอมึงตั้งนาน เสียเปล่าแบบนี้ยอมไม่ได้โว้ย" 

    "ตกลงมีคอมมิชชั่นจริงดิ" ผมหัวเราะ 

    "เอาเป็นว่า มึงไม่ต้องพยายามอะไร พวกในน้ำนั่นกำลังปาร์ตี้กันอยู่ ไม่มีใครมาสนใจมึงหรอก แล้วถ้ามึงตายไป หนึ่ง เขาคนนั้นของมึงก็ไม่สนใจ สอง ถ้าเขาพอมีใจให้มึง มันก็จะยิ่งทำให้เขารู้สึกไม่ดีไปชั่วชีวิต ถ้ามึงรักเขามากพอก็อย่าเอาบาปนี้ไปให้เขา" 

    "อือ กูจะนั่งคิดถึงเขาอยู่ตรงนี้แหละ" 

    ไอ้นะมองผมด้วยสีหน้าเอือมๆ แกมสมเพช ยกขวดเบียร์ตั้งฉากกับพื้นจ่อกับปากแล้วเขย่าๆ จนเกลี้ยงไม่เหลืออะไรอีกแล้วก็โยนกระป๋องนั้นทิ้ง "หมดซะละ กูไปต่อที่ปาร์ตี้ข้างล่างนั้นละนะ" 

    "เดี๋ยวๆ" ผมคว้าข้อมือมันไว้ "เมื่อหลายย่อหน้าก่อน มึงบอกอะไรมีสามข้อ บอกมาให้หมดก่อน" 

    "ข้อสามเหรอ เดี๋ยวนะ อ่อ กูจะบอกมึงว่า คิดจะรักก็รักให้เป็น ความรักแม่งก็เหมือนทะเลน่ะ มันทั้งเย็นสบาย ไปเล่นก็สนุก แต่มึงต้องรู้จักมันก่อนและต้องรู้จักตัวเองด้วย มันอยู่ของมันดีๆ พอมึงอกหักเศร้าเสียใจก็เสือกไปโทษมัน ความรักไม่ได้ผิดหรอก เขาคนนั้นก็ไม่ผิด มีแต่มึงนั่นแหละที่ไม่เจียม" 

    พูดจบมันก็หันหลังให้ผมแล้วออกเดิน แต่แค่สามก้าวก็หันมา "คราวหน้าก็ซื้อน้ำแข็งมาด้วยนะมึง" 

    ผมพยักหน้าโบกมือไล่ ไอ้นะเดินตัวปลิวร้องเพลงดังลั่นหาด 

    "หัวหิน เป็นถิ่นมีหอย ไม่ใช่หอยเรา ไม่ต้องแลมอง..."







เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in