My StoriesJirattipat Tengamnuay
เมื่อฉันว่าง ตกงาน นั่งรถไฟเรื่อยเปื่อย-คิดหนักไปอยุธยา
  • 20 ธันวาคม 2562: บันทึกระบายความรู้สึกส่วนตัวเรื่อยเปื่อยไม่มีสาระ...ว่างตกงานมา 2 เดือนแล้ว..และตกงานต่อไป...ทริปแห่งการเดินเดินและเสี่ยงเซียมซี

    ว่างไม่มีไรทำ....ตอนแรกว่าจะไม่พิมพ์เพราะก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจและมันไม่ได้มีอะไรเลยในทริปนี้...อีกอย่างก็พิมพ์เกี่ยวกับการนั่งรถไฟไปอยุธยามา 2 ครั้งแล้ว...เห็นโพสต์หรือแม้แต่คนคุยกันก็เห็นมีคนเยอะแยะแห่ไปปั่นจักรยานที่อยุธยา...ความจริงครั้งนี้คือครั้งที่ 4 ในรอบ 2 เดือน...แต่ว่าครั้งที่ 3 ที่ไปวันที่ 8 ธันวาคม 2562....พอเอารูปลงฮาร์ดดิสตัวนอก...ก็เหมือนลงได้แต่พอมาเปิดดูอีกทีเปิดโฟลเดอร์ไม่ได้...และรูปก็ลบจากมือถือไปแล้ว...ทำไรไม่ได้...รูปหายเกลี้ยง...และครั้งที่ 3 นี่คือเสียเงิน 10 บาทเข้าวัดมหาธาตุ, วัดราชบูรณะและวัดพระศรีสรรเพชญ์ด้วย...ก็รวม 30 บาท...รูปหายหมดแบบอุตส่าห์เสียเงินเข้าไป..และคงไม่มีอารมณ์อยากเข้าไปดูอีกรอบเร็วๆ นี้...แต่ใครจะสนว่าเราจะทำอะไรไม่ทำอะไร จะไปตายที่ไหน...บางทีเราก็คิดมากไปมั้ย...แต่คงว่างไม่มีไรทำและตกงานนี่แหละ...ทำไรไม่ได้


    เช้าวันที่ 20 ธันวาคม 2562...ตอนแรกว่าจะไปวัดแถวสนามหลวง..แต่พอดี 113 มาก็เลยขึ้น...สุดท้ายก็ไปอยุธยาแล้วกัน...แบบจะ 10 โมงแล้วไปไหว้พระรอบสนามหลวงอาจจะเก็บได้ไม่หมด...คือทำบุญเยอะมาก...แต่ถามว่าพรที่ขอได้มั้ย...ก็ไม่ได้อ่ะนะ...แม้ไปบนเอาไว้หลายที่ก็ตาม...มีคิดจะไปคำชะโนด...แบบไปยืนในสถานีรถไฟแล้ว...รถไฟจะออกตอน 20.45 น. ก็เลยคิดๆ มีโยนเหรียญถามด้วย...แบบออกหัวคือไปแล้วดี...กับออกก้อยคือไม่ต้องไป...โยน 3 ครั้ง...ออกหัวทั้ง 3 ครั้ง...แต่ที่ลังเลเพราะค่ารถไฟแม้ถูกกว่ารถโดยสารอื่นๆ แต่ก็ไป - กลับประมาณ 410 บาท ไม่รวมรถจากสถานีรถไฟไปแถวหน้าปากทางคำชะโนดและต้องต่อรถเข้าไปอีก...คืออ่านตามที่เขารีวิวมา...แต่ถามว่าครั้งที่แล้วไปขอแล้วได้อะไรมั้ย....คือถ้าตอบตรงๆ...ที่ขอจริงๆ คือไม่ได้...แต่ก็หางานใหม่ได้ ก่อนออกจากที่เก่าและมีงานเข้ามา...ซึ่งช่วยให้เรามีรายได้เพิ่ม...คือปีที่แล้ว...เราไปปากีสถานแบบไม่ได้แตะเงินเดือนเลย...เงินที่ไปได้มาจากงานฟรีแลนซ์และงานพาร์ททามนี่แหละ...และพอย้อนคิดคือ...ไม่รู้บ้าบออะไรหรือเหนื่อยเกินไป..หลังออกจาก    งานพาร์ททามไม่นานก็เสียงานประจำไป...คือมีโอกาสเข้ามาอยู่...แต่โง่เองที่มองไม่ออกหรือไม่ลองคว้าเอาไว้...คือเสียงานนี้ไปก็อาจมีโอกาสหางานอื่นๆ ทำไปได้บ้าง...แต่ถึงบอกแบบนี้ก็ใช่ว่าจะได้...แต่อย่างน้อยให้ได้ลองดู...ถึงไม่ได้ก็ไม่ค้างคาใจว่าพลาดเอง...แต่สรุปเกี่ยวกับคำชะโนด...ตอนที่เรามีงานทำปีที่แล้ว...เราจำไม่ได้...แต่พอออกมาถึงนึกขึ้นได้ว่าเราอ่ะไปบนเอาไว้....ถ้าได้งานจะมาขอบคุณ...แต่ก็ไม่ได้ไป...เพราะไปคิดได้ตอนตกงาน...แต่คนเราก็จังหวะและโอกาสนั่นแหละ....พอพิมพ์มาถึงตอนนี้...เรามีความคิดอยากจะเขียนเรื่องงานเรามาตั้งแต่ต้นปีแล้ว...คือเคยไปสัมภาษณ์งานหรือมีคนที่ทำงานที่เดียวกันพูดถามแบบทำมาเกิน 10 ที่...พอตกงานก็มาคิดแบบอยากรู้มากก็จะพิมพ์เอาไว้แบบไล่ๆ ไปเลยมาทำที่ไหน (แบบแค่อักษรต้น)....นานแค่ไหนแต่ล่ะที่...เราทำเป็นอย่างไร...ดีหรือไม่ดี....เราไม่ดีอย่างไร...เราทำแบบนี้มีเหตุผลอะไร...ที่ออกเองหรือโดนให้ออกเพราะอะไร....บอกตรงๆ คือมันไม่ดีกับตัวเรามากๆ...ก็เลยไม่ได้เขียน....แค่คิดว่าก่อนเราตายจะเขียนแค่นั้น...แม้แต่ตอนนี้ตกงาน...คือไม่ใช่เรื่องดีหรือทำให้ชีวิตเราบวกเลย...แต่ก็ว่าง...ความจริงเคยเริ่มๆ...แบบแค่ที่แรก...บอกตรงๆ ทำร้ายใจเรามากในการนึกถึงอดีต....แต่ชีวิตคนเรามีช่วงที่ทุกข์และสุข...และมีคนมากมายอยู่ในนั้น...คืออ่านบทความเรื่องคนอื่นนะ...ที่มาบอกเล่าชีวิตตัวเองแต่สุดท้ายก็คือประสบความสำเร็จ...แต่เราจะเล่าเรื่องความล้มเหลวของเราแทน...จนตอนนี้ชีวิตไม่เหลืออะไร...ไม่ว่าจะงาน...เงิน...หรือเรื่องความสัมพันธ์ ไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง

    ออกเดินทางตอน 9 โมงกว่า..มาถึงสถานีรถไฟประมาณ 10.55 น. คือรถติด...ตอนแรกคิดว่าจะมาถึงเร็วกว่านี้แบบมีเวลาทานข้าวหรือซื้อน้ำ...แต่ไม่มี...รถไฟออกตอน 11.20 น. ดังนั้นหลังซื้อตั๋วรถไฟก็มีเวลาแค่เข้าห้องน้ำแล้วรีบไปหาที่นั่ง....เพราะเป้าหมายเดิมคือ...ติดหน้าต่าง


    เดินเข้ามาในสถานีรถไฟ...คนก็เยอะพอประมาณ...แต่เห็นมีกลุ่มเด็กน่าจะมหาลัยพร้อมกระเป๋าเดินทางนั่งๆ กันอยู่หลายคนหน้าสถานี....ไม่รู้ไปไหนกัน...แต่กังวลว่าจะไปที่เดียวกับเรามั้ย...เพราะเยอะขนาดนี้...ที่นั่งคงไม่พอ...แต่ก็ไม่รู้อาจจะไปที่อื่นกันก็ได้



    ตั๋วรถไฟราคาเดิมคือ 15 บาท...ซึ่งถือว่าถูก...อย่างรถเมล์แอร์จากบ้านมาสถานีรถไฟนี่ 21 บาท...แต่ถ้าถามราคาเริ่มต้นนี่น่าจะ 13 บาทนะ..หรือพวกรถเมล์น้ำเงิน...เริ่มต้น 15 บาท


    ไปเข้าห้องน้ำออกมาจะเข้าประตูกลาง...เจอกลุ่มเด็กน่าจะมหาลัยเดินออกมากลุ่มใหญ่...ก็คิดคือออกค่ายกันแบบนี้?...กลุ่มใหญ่หน้าประตูก็กลุ่มนึง...นี่ก็เจออีกกลุ่มนึง...จะบอกว่ารับน้องก็ไม่แน่ใจ...แต่เด็กเยอะมากวันนี้...แต่ไม่ไปขบวนเดียวกันก็โอเค...เพราะอยากนั่ง...


    เดินมาที่ชานชาลาที่ 7 ตอนแรกคิดว่ารถไฟมาแล้วจะรีบไปหาที่นั่ง...แต่ปรากฏยังไม่มาทั้งที่ตอนนั้น 11.02 น. แล้วก็เลยเดินไปรอแถวกลางๆ จะได้รีบขึ้นไปนั่ง...เพราะดูคร่าวๆ คนในสถานีก็เยอะอยู่แม้ไม่รู้ไปขบวนไหนกันบ้าง...แต่ถ้าถามคนต่างชาติ...ถ้าฮิตๆ ก็น่าจะไปอยุธยาหรือเชียงใหม่


    รถไฟเข้าสถานีตอนประมาณ 11.04 น. ก็มองรถไฟแล่นเข้ามาเรื่อยๆ...และมองดูนกด้วย...เพราะบางตัวก็ยืนบนรางรถไฟ....ก็มองว่าจะโดนรถไฟทับหรือบินหนี....ในใจอยากให้บินหนีมากกว่า...รถไฟแล่นเข้ามา...เสียงก็มี....ยังไปยืนอยู่บนรางรถไฟอีก...แต่สุดท้ายก็บินหนีไปได้หมด


    ตอนรถไฟจอดจะขึ้นรถไฟ...เราเพิ่งเห็นขบวนแบบนี้ขบวนแรกที่บางประตูจะมีแบบแท่นยื่นออกมาจากประตูรถไฟและป้ายบอกว่าเปิดเฉพาะชานชาลาสูง...ดังนั้นก็ต้องรีบวิ่งไปหาประตูที่จะเปิด...ซึ่งคนเยอะจริงๆ แหละ...ตอนไปถึงก็มีคนรอขึ้นรถไฟ...คุณป้าคนนึงก็กดปุ่มเปิดประตู...เราก็รีบตามขึ้นไป...กลัวไม่ได้ที่นั่งติดหน้าต่าง...มีคนขึ้นก่อนเราก็จับจองที่นั่ง...บางคนก็ลังเล...แต่สุดท้ายเราก็ได้ที่นั่งติดหน้าต่างด้านที่เราต้องการนั่ง


    มาสถานีรถไฟแล้วหลายรอบ..ทุกอย่างก็จุดเดิมแต่มากี่ครั้งก็มีความน่าสนใจแตกต่างกันออกไป...เหมือนอะไรเหมือนเดิมแต่ก็มีอะไรหลายอย่างแตกต่างจากเดิม...มันก็สร้างความน่าสนใจให้เราทุกที


    ตอนแรกขึ้นมานั่งก็ลังเลจะนั่งด้านไหนเพราะถ้าหันไปตามที่รถไฟจะวิ่งไปข้างหน้า...ต้องไปนั่งอีกฝั่ง..ก็กำลังจะลุกก็มีคุณป้าคนหนึ่งจะมานั่ง...เราเลยนั่งที่เก่า....คนก็ขึ้นเยอะ...ที่นั่งก็เต็มเร็ว...ก็ดีที่เรารีบมาหาที่นั่งก่อน


    11.20 น. รถไฟก็ออกจากสถานีหัวลำโพง


    คุณป้าฝั่งตรงข้ามที่เขยิบไปนั่งด้านติดทางเดินก็บอกให้เราไปนั่งติดหน้าต่างฝั่งเขาเพราะแดดร้อนตรงที่เรานั่ง...เราก็เลยย้ายไป...แต่เพราะยังไม่มีคนก็เลยเอากระเป๋าไว้ที่เดิม



    นายตรวจก็มาเดินตรวจตั๋วไปเรื่อยๆ ตอนนั้น 11.25 น.


    นึกถึงความฝันเมื่อสัปดาห์ก่อนและยังจำได้...เพราะวันนี้ก็มีเรื่องให้นึกถึง...เคยมีความฝันแบบอยากท่องเที่ยว..ประเทศที่อยากไปคือ เอธิโอเปียและนาบิเมีย....คือเอธิโอเปีย..อ่านรีวิวคือไปคนเดียวได้...ก็อยากไปคนเดียว...แบบติดต่อจองทัวร์ที่นู้น...แล้วเขาจะมารับที่สนามบิน...แต่เขาก็บอกนะว่า...ต้องไปยืมโทรศัพท์คนอื่นโทรหา...ก็ลุ้นโทรติดไม่ติด...แล้วไปยืนรอ....ส่วนนามิเบีย....คือเห็นจากรูปสวยมาก...คือตอนนั้นยังมีงานทำ....และตัวเองขับรถไม่เป็น...อยากไปเรียนขับรถเพื่อขับเที่ยวเองในนามิเบีย นอกจากนี้ก็มองโกเลียและอยากนั่งรถไฟทรานไซบีเรียด้วย....แต่ตอนนี้ฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง....เพราะตกงานมานานมาก....ไม่รู้จะหางานได้อีกเมื่อใด...คือตัวเองทำลายความฝันตัวเองแหละจริงๆ...แต่คิดย้อนไปแล้วทำไรไม่ได้....ก็เลยบอกอิจฉาคนที่ทำงานด้านนี้แบบได้ไปเที่ยวและหาเงินได้...แต่ก็คือชีวิตที่เขามีโอกาสแบบนั้นแหละ...แต่ไม่ได้ตามดูเขาอะไร....เพราะเราอยากไปแบบเราไปเองของเรา...ไม่ใช่ไปดูที่คนอื่นเขาไป...แล้วเราไม่มีวันได้ไปแบบนั้น....แต่งานก็คงหายากแหละ...เราก็ไม่อยากประสาทกินกับความคิดและความเข้าใจของคนในสังคมคือไม่น่าจะรอด....เจ็บปวดใจ

    รถไฟแล่นเข้าสถานีสามเสนและบางซื่อ....คนก็ขึ้นรถไฟเยอะเหมือนกัน....คนก็เดินทางกันไปมาตลอด...ดีที่เราไปขึ้นต้นสายคือยังไงก็ได้นั่ง...ไม่ต้องลุ้นจะมีที่นั่งมั้ย...และใน 2 สถานีนี้...เราก็ได้ต้อนรับคนนั่งคนที่ 3 ของที่นั่งเรา....(ที่หันหน้าหากันและอยู่ฝั่งเดียวกัน)


    นั่งว่างๆ ก็มองข้างทางไปเรื่อยๆ และถ่ายภาพ...เส้นทางเดิมๆ หลายๆ อย่างก็เหมือนเดิมแต่มันก็มักเจอสิ่งที่น่าสนใจอยู่บ้างอยู่ดี


    สถานีบางเขนตอน 11.56 น.


    ความจริงเราได้ต้อนรับคนนั่งคนที่ 4 ที่มานั่งตรงข้ามเราเป็นฝรั่งผู้หญิงอายุไม่เกิน 30 ปี...ร่าเริงสดใสอ่ะนะ...แต่เราเครียดประสาทกินกับชีวิต...ก็เห็นเขายิ้มๆ ให้คนที่นั่งๆ..รวมถึงเรา...แต่เราไม่มอง...มองออกไปนอกหน้าต่างตามปกติ....สุดท้ายพอที่นั่งตรงข้ามเพื่อนเขาว่างก็เลยย้ายไปนั่งตรงนั้น...มนุษยสัมพันธ์เราไม่ดีอ่ะแหละ....แต่เราเครียดมาก....

    ตอนมาครั้งที่แล้ว...ก็เครียดเรื่องงาน...ว่าจะกระโดดออกจากหน้าต่างรถไฟดีมั้ย...และเหวี่ยงหน่อยๆตอนแรกไม่ไร...แบบเฉยๆ...แต่พอนั่งๆ ไปคุณป้าคนหนึ่งที่มากับเรา...ตอนแรกนั่งเยื้องเรา...แล้วมานั่งข้างเรา...แต่หลานเขานั่งตรงข้ามเรา...แต่ก็มีสลับแบบคุณป้ามานั่งตรงข้ามเรา....แล้วอยู่ๆ บอกหนาวดึงหน้าต่างขึ้น....เราก็เหลือบมองไม่พอใจ...แต่เหมือนเขาไม่รู้ตัวหรือไม่สน...พอผ่านไปสัก 2 สถานีเราเลยดันกระจกหน้าต่างลงเหมือนเดิม....เราอึดอัด...เหมือนนิสัยไม่ดี....แต่เราถือว่าเรามานั่งก่อนมั้ง...ไม่พอใจจงย้ายไป.......คือใครก็ทำตามใจตัวเองแหละ...เขาก็บอกหนาวแล้วปิดหน้าต่างไม่ถามเรา....แต่เราอึดอัดและแค่ลมแรงเพราะรถไฟวิ่ง...ข้างนอกแดดเปรี้ยงมากๆ...สุดท้ายเขาก็ย้ายที่มานั่งข้างเราดั่งเดิมแล้วก็ลงสถานีบางปะอิน

    ระหว่างทางก็มีผู้หญิงอีกคนมานั่ง...ตอนแรกเราวางกระเป๋าไว้ฝั่งตรงข้าม...เขาก็ถามมีใครนั่งมั้ย...เราก็เลยเอากระเป๋าออกให้ แต่เขาก็บอกให้ผู้หญิงที่นั่งติดทางเดินขยับเข้าไปแบบเขาของเยอะ...แล้วเขาก็ลงที่ไหนสักแห่ง...ผู้หญิงฝั่งตรงข้ามเราก็เขยิบออกไปนั่งติดทางเดินเหมือนเดิมแล้วหลับ...ผู้หญิงที่นั่งข้างเรามาตั้งแต่หัวลำโพงก็วางเท้า...เพราะเขาบอกว่าปวดขา...เราก็อย่างไรก็ได้


    ตอนรถไฟเข้าสู่สถานีอยุธยา..เราเห็นยอดเจดีย์หนึ่งโผล่มา...สนใจแต่ไม่รู้ว่าของวัดอะไรหรือมีชืื่อเรียกว่าอะไร...แต่อยู่ฝั่งตรงข้ามของสถานีรถไฟอยุธยาออกไปไกลพอสมควร


    13.03 น. ถึงสถานีรถไฟอยุธยา....คนลงที่สถานีนี้เยอะมาก...และคนรอขึ้นก็เยอะหมือนกัน



    13.06 น. รถไฟออกจากสถานีรถไฟอยุธยา


    เข้ามาในสถานี...มองตรงจุดประชาสัมพันธ์...ก็มีนักท่องเที่ยวมาสอบถามและขอแผนที่เยอะพอสมควร


    ปกติพอมาถึงจะเดินมาชาร์จแบตก่อน...แต่ครั้งที่แล้วและครั้งนี้....หิวข้าวมากเลยเดินไป 7/11 ก่อน...แต่ตอนออกจาก 7/11 ก็เจอรถไฟเข้าสถานี...แบบมาขบวนติดๆ กัน....ก็เดินกลับไปที่สถานีแบบอยากรู้จะทันมั้ย...


    พอเดินมาถึงสถานี...รถไฟก็ออกพอดี...แบบจอดอยู่แค่แป๊ปเดียว


    พอขบวนนี้วิ่งออกไป...เราก็เห็นอีกขบวนหนึ่งที่น่าจะวิ่งกลับกรุงเทพฯ จอดรอรับผู้โดยสารอยู่


    ระหว่างชาร์จแบตมือถือ...เราก็นั่งทานมักกะโรนีไก่รอไปด้วย...ตอนนั้น 13.16 น.



    ตอนมาก็คิดเพราะครั้งที่แล้วก็มารถไฟขบวนนี้...ทำให้ไปวัดที่อยากไปไม่ทัน...เพราะเสียเวลาชาร์จแบตเป็นชั่วโมง...วันนี้ก็เลยคิดว่าถึงแค่บ่าย 2 โมงพอ...เพราะหลายวัดปิดตอน 5 โมงเย็นอย่างวัดมงคลบพิตรและวัดธรรมิกราช....สุดท้ายพอชาร์จแบตได้แค่ 58% ประมาณเกือบบ่าย 2 โมงก็ตัดสินใจออกเดินทางเพราะต้องทำเวลาด้วย...แต่ก่อนออกจากสถานีรถไฟ...ก็ไปห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนเป็นกางเกงขายาวเพราะเข้าวัดที่นี่ต้องกางเกงขายาว....แล้วเราก็เดินไปหยิบกระดาษที่มีแผนที่จากจุดประชาสัมพันธ์เพื่อเอาไว้บังแดดและพัดแก้ร้อน...คือไม่ต้องใช้แผนที่เหมือน 3 ครั้งแรกแล้ว...เอาแค่เดินๆ เอาตามที่อยากไปแค่นั้นพอ...ส่วนจักรยานไม่ปั่นเพราะไม่อยากเสีย 50 บาทและไม่อยากปั่นออกถนนใหญ่



    เดินเข้าซอยไปท่าเรือข้ามฟากที่เดิม...วันนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติก็มาเยอะเหมือนทุกครั้ง


    ก่อนนั่งเรือข้ามฟาก...เราก็ต้องเดินไปไหว้ศาลเล็กๆ ที่ท่าเรือก่อน...ซึ่งไม่เคยจำชื่อศาลได้สักครั้ง...ก็ไปไหว้ขอพรและเสี่ยงเซียมซี...ความจริงมาครั้งที่แล้วหาคำทำนายไม่เจอตอนแรก...แบบกวาดตามองรอบๆ ศาลแล้วแต่ไม่เจอ...แล้วอยู่ๆ ตาก็ไปจ้องที่รูปปั้นของอาม่า (ถ้าตามชื่อศาล)...พอมองไปรอบๆ ศาลอีกทีก็เจอแผ่นคำทำนายอยู่ริมฝั่งขวามือ...ซึ่งตอนแรกไม่เห็นได้ไงไม่รู้...ถ้าครั้งที่แล้ว....เสี่ยง 2 ครั้งแรกได้คำทำนายไม่ดี...แล้วในความคิดคือ...ลองเรียกชื่อศาลนี้ให้ถูกสิ....เราเลยเปิดมือถือดูรูปที่เราถ่ายภาพมา...เราถ่ายป้ายชื่อศาลด้วย...พอเสี่ยงครั้งที่ 3 ก็ได้คำทำนายดีประมาณนึง...แต่พอมารอบนี้เสี่ยงเซียมซีกี่รอบก็ไม่ดีเลย....หรือท่านจะรู้ว่าเราไม่ทำบุญ


    ครั้งแรกได้เลข 8 


    ครั้งที่ 2 ได้เลข 12


    ครั้งที่ 3 ได้เลข 14


    ได้แต่คำทำนายไม่ดี...ก็เลยทำเหมือนที่คิดว่า...ลองเรียกชื่อศาลให้ถูกสิ....คือคิดมาตั้งแต่คำทำนายไม่ดีใบแรกๆ แล้วเลยเดินออกไปนอกศาลแล้วหาป้ายชื่อศาล


    พอกลับมาเสี่ยงเซียมซีก็ยังได้คำทำนายไม่ดี...ครั้งนี้ได้เลข 13 


    ความจริงเราเหมือนชื่อศาลมีอะไรมากกว่านี้...แบบเหมือนมันไม่ครบแต่มันจำไม่ได้...ตอนแรกแค่จะมาไหว้แล้วไป...แต่พอมาเสี่ยงเซียมซีก็เหมือนอยู่นานไปหน่อยเพราะอยากรีบทำเวลา....ก็เลยยืนเสี่ยงเซียมซีตรงหน้าแท่นเลย...แล้วมองรูปปั้นอากงอาม่าว่าขอคำทำนายดีดี...ก็ได้เลข 2...ก็ไม่ได้ดีไรมากแต่ก็ถือว่าโอเคระดับนึงเพราะอย่างไรต้องรีบไปแล้ว...ก็หยุดไว้แค่นี้...เพราะอยู่ที่ศาลนี้เพื่อเสี่ยงเซียมซีมา 10 นาทีแล้ว


    จ่าย 5 บาทแล้วมารอเรือข้ามฟาก


    14.09 น. เราก็นั่งเรือข้ามฟากเข้าไปเกาะใน


    ข้ามฟากมาก็มีจักรยานให้เช่า...แต่มีคนเคยบอกว่าต้องคืนก่อน 6 โมงเย็น...อันนี้ไม่แน่ใจ...แต่ไม่อยากเสียเงินเช่าและไม่อยากปั่นเลียบถนนใหญ่


    เดินไปตามทางที่เคยเดิน...แดดร้อนมาก...ใช้เวลาเดิน 20 นาทีก็มาถึงวัดมหาธาตุตอน 14.33 น.



    บริเวณหน้าวัดมหาธาตุก็มีที่จอดจักรยานอยู่แต่ตอนที่ไป...จักรยานน้อย...แต่ด้านในนักท่องเที่ยวเยอะ


    ครั้งที่แล้วมาก็เสีย 10 บาทเข้าไปด้านใน....ไปถ่ายภาพโดยเฉพาะเศียรพระในต้นไม้....แต่ครั้งนี้ไม่อยากเข้า..อยากไปวัดมงคลบพิตรที่ครั้งที่แล้วไปคือโบสถ์จะปิดแล้วแม้ผ่าน 5 โมงเย็นไปนิดเดียว...ก่อนมาก็คิดจะเดินไปทางไหนดีเพราะวัดธรรมิกราชก็ปิด 5 โมงเย็น...ก็มี 2 ทางคือเดินออกไปด้านหลังวัดมหาธาตุซึ่งจะถึงวัดมงคลบพิตรก่อน...แต่ถ้าเดินผ่านหน้าวัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะ...แล้วเดินไปอีกเรื่อยๆ ก็จะเจอวัดธรรมิกราชก่อน...แต่ก็ตัดสินใจเดินไปทางด้านหลังวัดมหาธาตุ...เพราะอยากไปไหว้วัดมงคลบพิตรก่อน...ครั้งที่แล้วเดินผ่านวัดราชบูรณะ...ทำให้ไปไหว้วัดธรรมิกราชทันก่อนที่จะปิด....


    เดินผ่านวัดเล็กๆ ที่เคยเดินผ่านตอนมาอยุธยาครั้งแรกเมื่อเดือนก่อน


    เดินข้ามสะพายเล็กๆ ไปตามทาง...เจดีย์สูงๆ ลิบๆ คือวัดพระราม...


    ก่อนข้ามสะพานเล็ก...ฝั่งขวามือก็คือวัดหลังคาดำ...ส่วนลิบๆ น่าจะเป็นวัดหลังคาขาว


    เดินลงสะพานเล็กๆ ก็เจอวัดสังขปัต


    เดินไปเรื่อยๆ ก็เจอสิ่งก่อสร้างเล็กๆ ที่มีการออกแบบตกแต่งที่สวยงามที่เคยเห็นลิบๆ ตอนมาครั้งก่อนๆ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน...เพราะตอนมาครั้งแรกที่เดินผ่านตรงนี้...เราเดินออกไปอีกเส้นทางที่ถัดออกไป...


    ตอนเดินมาตรงนี้จะเห็นยอดเจดีย์ 3 ยอดเรียงต่อกันไกลๆ...ก็คิดว่าอาจจะเป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์


    พระที่นั่งเย็น


    เดินตรงไปก็เจอวัดพระรามอยู่ด้านหน้า...ถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะออกสู่ถนนใหญ่



    ฝั่งตรงข้ามของวัดพระราม...ริมถนนใหญ่ก็มีซากวัดโบราณอีกแห่ง


    เดินถึงถนนใหญ่ก็เลี้ยวไปทางขวา...ก็จะผ่านยอดเจดีย์วัดพระรามอีกมุมหนึ่ง


    เดินไปเรื่อยๆ มีฝรั่งปั่นจักรยานผ่านมาบ้าง....การเดินทางครั้งนี้ก็คิดถึงเรื่องงานไปตลอดทางแบบเดินไปคิดไป....หลายๆ อย่างแต่คิดว่าคงหางานไม่ได้อีกและอายุเยอะมากตอนนี้ 30 กว่าแล้วอีกไม่กี่ปีก็ 40 ก็ไม่รู้ไปทำไรดีเหมือนกัน..และปีนี้เป็นช่วงที่ดูเหมือนแย่ๆ แต่ก็ผ่านมาได้แบบลุ่มๆ ดอนๆ และพลาดโอกาสในชีวิตที่ผ่านมาแบบชั่ววูบนึงไปหลายอย่างและโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเองที่โง่เองหรือไม่คิดในแง่ดี...คิดแต่ในแง่ลบแต่สรุปตกงานแหละ....และคงหางานไม่ได้อีก...เคยอยากตายหลายครั้งแต่ว่าก่อนตายก็ใช้เงินเก็บให้หมดก่อนอย่าให้มันตกไปเป็นของคนอื่นโดยเฉพาะคนที่เราเกลียดอย่างแม่...คงมีคนบอกเราอกตัญญู...แต่คนเราจะเกลียดหรือไม่ชอบใครมากๆ...คนนั้นคงทำให้เราเจ็บปวด...หรือรู้สึกแย่มากจริงๆ....แต่มีคำเขาว่า...ดูช้างให้ดูหาง...ดูนางให้ดูแม่....เราก็นิสัยเลวร้ายมากเช่นกัน...แต่เราก็ยอมรับไม่เคยบอกว่าตัวเองดี

    เดินคิดเรื่องงานไป...ส่วนใหญ่ย้อนคิดถึงที่ทำงานเก่าๆ...ทั้งที่ไม่น่าออกมาเลยกับที่ที่เกลียด...เขาบอกว่าถ้าเจอที่ดีดีแล้วให้เกาะไว้แน่นๆ แต่เราก็โง่เอง...ออกไปเจอที่ที่แย่กว่า...แต่เราก็ไม่ดีเองแหละ...ที่นั้นก็คงเจอคนดีกว่าเรามากมาย...ตอนนี้ก็ไม่หวังอะไรแหละ...อยู่คนเดียวเงียบๆ ตลอด...คิดถึงงานหรือเรื่องที่ผ่านมาในปีนี้ด้วย....แย่เนอะที่เราไม่รู้อนาคต...ที่ถ้ารู้เราอาจทำอะไรได้ดีกว่านี้ก็ได้...แม้นึกถึงแต่มันก็ผ่านไปแล้ว...คนเราย้อนไปแก้ไขไรไม่ได้

    เดินมาจนถึง 4 แยกซึ่งเดินแป๊ปเดียว...ก็ข้ามถนนมาเจอเจดีย์เล็กๆ ซึ่งถ้าเดินตรงไปจะเจอวังช้าง ส่วนฝั่งตรงข้ามคือศาลหลักเมือง


    ตอนแรกคิดว่าจะไปศาลหลักเมืองดีมั้ย...ไปขอพรใช่จะได้...แต่ว่าไหนๆ เดินผ่านมาแล้วก็เลยข้ามถนนไปไหว้แล้วกัน


    ข้างๆ ศาลหลักเมืองก็จะมีซากสิ่งก่อสร้างโบราณเล็กๆ ซึ่งไม่ทราบว่าสมัยก่อนสร้างเป็นอะไรเหมือนกันเพราะเหลือแค่ส่วนฐานเท่านั้น


    จ่ายไป 10 บาทสำหรับธูป 9 ดอกเพราะไม่มีเงิน...คนเราต้องนึกถึงและรู้สึกแย่กับอดีตแค่ไหน...หลายปีที่มองย้อนกลับไป...แล้วมาคิดทำไมเราทำแบบนั้นทำไมเราทำอย่างนี้...ทำไมเราพลาดจุดนี้ไป...แต่คนเราย้อนเวลาไม่ได้....แม้บอกกับตัวเองว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีก...แต่ก็ยังทำแบบซ้ำๆ อยู่ดี....แต่ตอนนี้เราแย่จริงๆ...ปีที่แล้วที่ตกงาน...เราไปเรียนเพ้นท์เล็บที่ศูนย์ฝึกอาชีพแบบหาไรทำ...แต่ตอนนี้ไม่อยากจะทำอะไรทั้งนั้น...เหมือนชีวิตไม่มีความหวังแล้วไม่อยากเดินไปไหนต่อ...แบบหยุดแค่นี้และก็ตาย?...แต่คนเราก็ไม่รู้ทำไงและทำไรเหมือนกัน...เงียบเหมือนตายไปแล้ว....นึกถึงเส้นกราฟหัวใจที่ยึกยัก...มีการเคลื่อนไหวว่ายังมีชีวิต...แต่ของเราราบเรียบ....ชอบดูไพ่แล้วนึกถึง 4 ดาบ...เครียดๆ ก็หยิบไพ่ยิปซีมานั่งเปิดเรื่องงาน...เรื่องนั้นเรื่องนี้...เจอ 10 ดาบแต่ไม่หยิบ...แบบแง้มๆ ซึ่งไม่ดีหรอกจริงๆ...แต่สุดท้ายใจก็อยากจะหยิบ....10 ดาบคือไพ่นี้แรง...10 ดาบ...The Tower และ The Death...คือถ้าถามเรื่องความสัมพันธ์ก็เจอ The Death บ่อยๆ ตอนนี้....ไม่อยากคิดแง่ร้ายแต่มาคิดอีกที...เราก็ตายซากอยู่ตรงนี้แหละ...คนเราจะโง่ได้อีกครั้ง....เราโง่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบอะไรของเรา...แบบว่างๆ ตกงาน...ก็ชอบมานั่งคิดเรื่องเก่าๆ เพราะอนาคนก็ไม่มีไรให้คิด...แบบทำลายอนาคตตัวเองแท้ๆ...ทุกอย่างที่ต้องการ....ไม่เหลือไรเลยตอนนี้....แบบนั่งบ่นไปก็ไม่ช่วยไร...แต่เพราะมันทำไรไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ...ปีหน้า...อ่านข่าว....เห็นเศรษฐกิจจะแย่กว่านี้...ก็เตรียมซื้อโลงลงไปนอนได้เลย...เครียด...ชีวิตไม่เหลืออะไรเลยเพราะตัวเองไม่ว่าเรื่องไหนทั้งนั้น

    ไหว้ศาลหลักเมืองเสร็จก็ข้ามถนนมาเพื่อเดินไปวัดมงคลบพิตร...ระหว่างทางก็ผ่านทางเข้าคุ้มขุนแผน


    เดินผ่านไป...เพื่อไปเข้าวัดมงคลบพิตรตรงทางเข้าอีกแห่ง...ระหว่างเดินก็เจอช้างพานักท่องเที่ยวเดินเล่น...และยอดเจดีย์สูงๆ ลิบๆ นี่น่าจะอยู่ในบริเวณวัดพระราม


    เราเคยเดินผ่านวัดพระรามมา 3 ด้านทั้งตรงทางออกบึงพระราม, ตรงทางออกของวัดมงคลบพิตรที่ยอดเจดีย์อยู่ทางขวามือและด้านที่ติดถนนใหญ่ที่เราเดินผ่านไปศาลหลักเมืองเมื่อกี้...แต่ไม่เคยผ่านตรงนี้...เพราะครั้งที่แล้วพอเดินเข้าคุ้มขุนแผนก็เดินไปวัดมงคลบพิตรเลย....พอวันนี้เลยได้เห็นทางเข้า..ก็มีนักท่องเที่ยวเข้าชมหลายคน...แต่ไม่รู้เดินถึงอีกด้าน...ฝั่งทางออกแถวบึงพระรามมั้ย...เพราะตอนนั้นไปยืนดูแบบหาทางเข้าไม่เจอ...ก็ไม่เห็นนักท่องเที่ยวเดินจนคิดว่าปิด


    15.13 น. ก็เดินมาถึงทางเข้าวัดมงคลบพิตร 


    ฝั่งขวาของวัดมงคลบพิตรก็คือวัดพระศรีสรรเพชญ์


    เดินเข้าไปไหว้หลวงพ่อมงคลบพิตร....ขอพร...คือมาครั้งที่แล้วมาขอก็ไม่ได้แหละ...แต่ก็อยากมาทำบุญขอพรอยู่ดี


    เสี่ยงเซียมซีขอพรเรื่องงานและเรื่องอื่นๆ ที่ทุกข์ใจ...ครั้งแรกได้เลข 17...ที่วัดนี้ไม่มีตู้หรือป้ายแปะคำทำนายให้ไปยืนอ่านฟรี....อยากได้ใบคำนายต้องบอกคนเฝ้าและจ่ายเงินทำบุญ...แต่ตอนเราไปเอาคำทำนายไม่มีคนเฝ้าอยู่...ซึ่งดีเพราะถ้าไม่ดีเราไม่เอากลับและไปเสี่ยงเซียมซีใหม่...


    คำทำนายใบนี้...ถ้าอ่านดีดีก็มีทั้งดีและไม่ดี...และมีคำเตือน แต่เราก็อยากเสี่ยงใหม่เพื่ออยากได้คำทำนายดีดี


    ตอนไปเสี่ยงเซียมซีใหม่ก็มีนักท่องเที่ยวและไกด์ยืนอยู่...ไกด์ก็เล่าเกี่ยวกับเซียมซีแล้วให้นักท่องเที่ยวลองเสี่ยง...ผู้หญิงฝรั่งคนหนึ่งก็ได้เบอร์ 17 เหมือนเราเมื่อกี้...ส่วนเราได้เลข 13


    ความจริงคำทำนายดีนะ...แต่เหมือนเรายังไม่พอใจอะไรสักอย่างเลยอยากลองเสี่ยงเซียมซีใหม่อีกรอบก็เลยไปขอพรและลองเสี่ยงเซียมซีใหม่


    ครั้งนี้ได้เลข 5 พอไปดูคำทำนายก็มีคนมานั่งเฝ้าแล้ว...ซึ่งจะหยิบได้ต้องบอกคนเฝ้า...และต้องจ่ายเงินทำบุญ..แต่เราขอดูคำทำนายก่อน...อ่านแล้วดีก็เลยหยอดตู้ไป 5 บาท


    ชีวิตเหมือนยังไม่มีความพอใจหรือโรคจิตเลยไปลองเสี่ยงเซียมซีอีกรอบได้เลข 25 พอมาเอาคำทำนายเจอป้าคนเก่าที่เคยเจอรอบก่อน...ก็บอกเขา...แต่เขาให้ไปบอกหน้าตู้และหยอดเงิน...เราก็บอกเลขให้เขาหยิบมา...คือจ่ายแน่นอน...แต่ขอดูคำทำนายก่อน...ถ้าไม่ดีก็ขอคืนแค่นั้น...เขาก็หยิบมาให้...และบอกให้เราหยอดเงินด้วย


    คำทำนายไม่ดี...เราเลยขอคืน...ป้าเขาก็บอกให้วางไว้ในตะกร้าเล็กๆ ที่คนอื่นเขาวางคำทำนายไม่ดี...ก็คือเดี๋ยวเอาไปใส่ตู้ใหม่แหละ...เราก็ไม่ย้อนไปด้านหน้าแล้ว...ตรงข้ามตู้คำทำนายมีกระบอกเซียมซีอยู่แต่เป็นตรงด้านข้างองค์พระ...เราเลยไปขอพร..และลองเสี่ยงอีกรอบ....รอบนี้โชคดีคือได้เลข 1...ที่เคยไปไม่ว่าศาลหรือวัดไหนๆ...เลข 1 คือดี...ดังนั้นเราเลยไปขอคำทำนายและหยอดตู้ไป 5 บาท....ป้าที่เฝ้าตู้ก็มอง....คือเราอยากบอกเมื่อกี้หยอดไป 5 บาทแล้วนี่หยอดอีก 5 บาทรวม 10 บาทก็คงพอแล้วมั้ง


    เราก็ขอบคุณพระสำหรับการเสี่ยงได้เลข 1...ถ้าคำทำนายดีเราก็เลยออกไปจ่ายเงินทำบุญสำหรับธูปเทียนและดอกบัวเพื่อขอพรขอบคุณ


    เดินออกมาจากวัด....ฝั่งซ้ายมือคือวัดพระศรีสรรเพชญ์...ครั้งที่แล้วเข้าไปเสียค่าเข้า 10 บาทแต่รูปตอนนี้หายไปหมดแล้วเพราะฮาร์ดดิส...ตอนนั้น 15.59 น. คือตอนแรกลังเลจะเข้าไปดีมั้ย...แต่วัดธรรมิกราชปิดตอน 5 โมงเย็น...เราเลยเดินไปที่วัดธรรมิกราช



    อากาศร้อนและหิวน้ำ แต่ 7/11 แถวนี้ไม่มีเจอรถขายน้ำข้างหน้าเลยเดินไปถามก็ไม่ว่าขวดหรือกระป๋อง 20 บาทหมด...ก็เข้าใจว่าเอากำไรแต่ทำไมรู้สึกแพงก็ไม่รู้เลยไม่ได้ซื้อดื่ม....เดินต่อไป


    เดินผ่านวัดพระราม



    เดินมาถึงทางแยก...ฝั่งขวามือ...ถ้าเดินไปตามทาง...จะผ่านเข้าบริเวณบึงพระรามและพื้นที่รอบๆ วัดมหาธาตุ...ส่วนทางซ้ายมือจะตรงไปที่วัดธรรมิกราช


    เดินไปทางซ้ายมือประมาณ 4 นาทีก็เห็นวัดธรรมิกราช



    เดินเข้าไปจะเห็นสิ่งก่อสร้างแบบโบราณอยู่ด้านหน้า


    เดินเข้าไปไหว้หลวงพ่อขาวในโบสถ์


    ในโบสถ์มีภาพวาดตกแต่งรอบโบสถ์และมีรูปเคียรพระซึ่งเป็นจุดเด่นของวัดนี้


    เดินออกมาด้านนอกจะมีสิ่งก่อสร้างแบบโบราณ 2 หลัง...ซึ่งน่าจะเป็นเจดีย์และวิหารเก่า


    เดินขึ้นไปบนสิ่งก่อสร้างเก่าที่อาจเป็นวิหารเก่าจะมีองค์พระอยู่ด้านหน้า


    เดินเข้าไปในวิหารเก่าจะเจอองค์พระพุทธรูปอีกองค์ด้านใน....ความจริงเห็นแบบนี้อยากย้อนเวลาไปดูว่าสมัยก่อน...ตอนที่ยังสมบูรณ์จะมีความสวยงามอย่างไร




    รอบๆ วัดธรรมิกราชก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ไหว้อยู่รอบๆ


    เดินเข้าไปไหว้พระนอนในโบสถ์ซึ่งอยู่ในโบสถ์เล็กๆ ไม่ไกลจากประตูทางออกอีกด้าน


    ออกมาด้านนอกก็จะเจอเศียรพระซึ่งเป็นจุดเด่นของวัดนี้ด้วยลักษณะของโครงหน้าที่ดูเป็นเอกลักษณ์


    เดินออกมาจากวัดตอนประมาณ 16.30 น. ก็มองหาร้านขายน้ำ ตอนแรกเดินไปทางฝั่งขวามือเหมือนไม่น่ามี...ในความคิดบอกให้ไปอีกทางน่าจะมี....เพราะเหมือนเคยเห็น...ครั้งที่แล้วก็เดินออกทางประตูนี้เหมือนกันแม้ไม่ได้สังเกตมากว่ามีร้านขายน้ำหรือเปล่าเพราะรีบไปวัดมงคลบพิตร...ตอนนั้นจะห้าโมงเย็นแล้ว....ซึ่งการออกทางนี้คือเดินอ้อมไกลมากๆ...จากแค่จะเดินประมาณไม่เกิน 6 - 7 นาที สุดท้ายพอไปถึงโบสถ์ก็ใกล้ปิด...คือประตูด้านหนึ่งปิดไปแล้ว


    เดินมาเจอร้านที่มีน้ำขายอยู่...ถามราคาก็ 15 บาท...ร้านพวกนี้เหมือนขายตามราคา....ถ้าเจอแบบพวกรถขายของ...ขายตามสถานีรถไฟหรือบนรถไฟจะแพงกว่านี้....เดินเหนื่อยมากก็เลยขอเขานั่งพัก


    ตอนนั่งอยู่ก็เจอพวกเด็กเหมือนมาถ่ายอะไรกัน...มีคนถือกล้องและคนปั่นจักรยานตามอีก 3 คน...ตอนแรกว่าจะเดินทางต่อ...แต่พอเห็นเลยนั่งอยู่ในร้านนั่นแหละ...มองไปไกลๆ...เหมือนหยุดรอหรือคุยไรกัน....แต่เด็กที่ถือกล้องก็ถืออยู่....เราเลยรอให้พวกเขาไปไกลๆ ก่อนแล้วเราค่อยไป...เหมือนเราชอบถ่ายภาพทั่วไป...หรือถ่ายติดคนนั้นคนนี้นะ....แต่เราไม่ชอบให้ใครถ่ายภาพหรือคลิปติดเราแม้เราแค่แบบส่วนประกอบไกลๆ...แบบเผอิญไปอยู่ตรงนั้น...ก็นั่งรอดูว่าเมื่อไหร่เด็กพวกนี้จะไป


    เดินผ่านไม่ไกลจากร้านที่นั่งพักก็เจอซากกำแพงเก่าๆ...อะไรคือความชิล...ไม่รู้...ไม่เหมือนกรุงเทพฯ มั้ง...ยังมีพื้นที่...แบบเย็นๆ เขามาวิ่งรอบๆ กัน แบบตรงนี้ไม่เห็น...แต่ตรงทางระหว่างวัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะ...ก็เห็นมีคนมาวิ่งอยู่...ก็ชิลดี....ความจริงแถวนี้ก็น่าจะวิ่งวนได้เพราะรถก็ติดตามแยก...แต่รถไม่ได้เยอะ...ถ้าไม่กลัวหมาวิ่งไล่อ่ะนะ...เพราะบางตัวก็เห่าๆ แล้วเหมือนจะเดินเข้ามาหา...และเราวิ่งไม่ได้...วิ่งแล้วมันจะยิ่งไล่ตาม...ถ้าโดนกัดขึ้นมา...ไปฉีดยาแก้พิษสุนัขบ้าคือหลายพัน


    เดินผ่านซากสิ่งก่อสร้างเก่าๆ ดูตามแผนที่ก็ไม่แน่ใจใช่ราชวังโบราณมั้ย...ดูแผนที่ถ้าดูแล้วรู้เรื่องคือเก่ง...แต่ออกไปดูสถานที่จริงถึงจะเข้าใจว่าอะไรอยู่ตรงไหน



    เดินมาถึงวัดหน้าพระเมรุ...ครั้งที่แล้วสนใจ...แต่แวะไม่ได้เพราะห้าโมงเย็นแล้ว...เราจะรีบไปวัดมงคลบพิตรตอนนั้น...วันนี้ไหนๆ ยังพอมีเวลาเลยจะเดินไปเข้าไปไหว้พระ...ตอนนั้น 16.42 น. แล้ว


    เดินข้ามสะพานไป...ฝั่งตรงข้ามสะพานจะมีป้ายบอกทางเยอะมาก


    เดินข้ามสะพาน มองไปในคลองจะเห็นเรือหางยาววิ่งผ่าน



    เดินเข้าไปไหว้พระในโบสถ์ใหญ่วัดหน้าพระเมรุ...ตอนเข้าไปก็มีทั้งไกด์และคนต่างชาติยืนถ่ายภาพกันอยู่...ก็เดินเข้าไปถ่ายภาพ...รอให้คนต่างชาติออกจากตรงที่สวดมนตร์ไปก่อน...จึงเข้าไปไหว้ขอพรบ้าง


    ตรงกำแพงใกล้ประตูทางออกก็มีแผนผังสืบเชื้อสายของกษัตริย์อยุธยา


    ตอนที่เราไหว้ก็ประมาณ 16.50 น. คือโบสถ์คงใกล้จะปิดเพราะมีคุณลุงมาเดินปิดไฟ...เหมือนโบสถ์ตามวัดที่นี่จะปิดตอน 5 โมงเย็น


    ตอนเดินออกมาจากโบสถ์...ตอนแรกว่าจะเดินออกจากวัดเลย...แต่พอออกจากโบสถ์มาจะเห็นเหมือนมีโบสถ์เล็กๆ ด้านหลัง...มีคนเดินเข้าไป...ก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปดูบ้าง...เพราะคนเข้าไปหลายคนก็น่าจะมีอะไรน่าสนใจ


    มีป้ายสีแดงด้านหน้าบอกว่าที่นี่คือวิหารน้อย


    เดินเข้าไปแถวหน้าประตูโบสถ์...มีคนต่างชาติอยู่เยอะมาก...เราเลยยืนถ่ายภาพพระหน้าโบสถ์...เลยเห็นมีสิ่งก่อสร้างโบราณอยู่ด้านหลังโบสถ์ใหญ่ที่เราเข้าไปไหว้พระเมื่อกี้


    ข้างในโบสถ์..คนต่างชาติก็เยอะ...โบสถ์เนื้อที่ไม่เยอะด้วย...แต่ก็เข้าไปไหว้ขอพร...ตอนแรกที่เข้ามาในวัด...ก็เห็นโบสถ์นี้แต่ไม่คิดเข้ามาไหว้....เพราะต้องเดินไปที่อื่นต่อ...แต่ถ้าไม่เข้ามาคงเสียดายแย่เพราะพระพุทธรูปในโบสถ์นี้สวยและเข้ากับบรรยากาศในโบสถ์


    นักท่องเที่ยวต่างชาติบางคนก็เข้าไปให้พระรดน้ำมนต์...เราไหว้พระขอพรเสร็จก็เข้าไปขอพระรดน้ำมนต์เหมือนกัน...แล้วทำบุญไป 5 บาทก็ไม่รู้น้อยไปมั้ยแต่ไม่มีเงิน


    ไหว้พระขอพรเสร็จก็รอเสี่ยงเซียมซีจากคนต่างชาติ....ซึ่งรอนานมาก...เพราะเขาเหมือนเสี่ยงเซียมซีไม่ได้...แต่ก็ต้องรอต่อไป....มีเสี่ยงเซียมซีหล่น...หรือจับไม้เซียมซีตอนเสี่ยง...หรือเสี่ยงไม่หล่น...แต่ก็ต้องรอเขา


    รอต่อไปเรื่อยๆ จนเขาเสี่ยงเซียมซีได้ก็มีคู่สามีภรรยาคนไทยมาต่อ...เราก็ได้แค่มองและรอต่อไป...ตอนแรกผู้หญิงต่างชาติเอาไม้ที่เสี่ยงได้ไปหาคำทำนายด้วย...ผู้ชายคนไทยก็ไปขอคืน...แล้วเสี่ยงเซียมซีทั้งสามีภรรยา....ก็ทำไรไม่ได้ก็ต้องรอให้เขาเสี่ยงเซียมซีเสร็จก่อน

    พอตอนเราเสี่ยงเซียมซี...ฝรั่งผู้ชายก็เหมือนมารอต่อ...คือกดดันมาก...และพอมาเสี่ยงเซียมซีเองถึงรู้ว่าที่นี่ไม้เซียมซีกับกระบอกเซียมซีไม่พอดีกัน...กระบอกควรยาวกว่านี้....ไม่งั้นไม้เซียมซีควรสั้นกว่านี้...เพราะพอเสี่ยง...เหมือนไม้เซียมซีจะหล่นทั้งหมด....ทำให้เสี่ยงเซียมซียากขึ้นเพราะตอนเขย่าก็ต้องไม่ให้ไม้หล่นกระจายด้วย...และกดดันจากผู้ชายฝรั่งที่มาต่อ...เพราะเหมือนกดดันให้เราเขย่าให้ได้เร็วขึ้น...สุดท้ายได้เลข 14 ซึ่งพอดูคำทำนายคือไม่ดีเท่าไหร่


    มาลองเสี่ยงเซียมซีอีกรอบได้เลข 21 พอไปดูคำทำนายก็ไม่ดี


    ลองเสี่ยงเซียมซีใหม่อีกรอบได้เลข 27 ก็ถือว่าดี....แต่ตอนเสี่ยงก็อธิษฐานด้วยว่าขอดีดีและโบสถ์ใกล้ปิดแล้วด้วย...เราควรต้องออกจากโบสถ์แล้ว...ตอนเราไหว้พระพุทธรูปลาในโบสถ์...พระก็มาเก็บกระบอกเซียมซี พอเราออกจากโบสถ์...พระก็ปิดไฟ...แต่พอเห็นเราถ่ายภาพอยู่ก็เลยเปิดไฟใหม่อีกรอบ...เราเลยลาและลงบันไดออกจากโบสถ์


    เดินออกมายืนหน้าวัด...เจอป้ายวัดศรีโพธิ์...เห็นมีอะไรเยอะ....แต่คงปิดแล้ว...ตอนนั้น 17.17 น.


    แสงยามเย็นตอนห้าโมงเย็น


    เดินมาไม่ไกลก็เจอเศษอะไรพวกนี้บนถนนก็ไม่แน่ใจเกิดอุบัติเหตุรถชนกันรึเปล่า...มีรอยขีดบนถนนด้วย


    เราก็ไม่กล้าเดินเหยียบในรอยเส้นขาว....ก็เดินอ้อมๆ เอา....ส่วนฝั่งตรงข้ามเราสนใจแท่นอิฐนี้ตั้งแต่ครั้งที่แล้ว...โดดเด่นอยู่ริมถนน....เสียดาย....ที่ตอนนี้เหลือแค่ซากปรักหักพัง....แม้พื้นที่ใหญ่มาก....อยากรู้แต่ก่อนเป็นอย่างไร....คงสวย...


    เดินต่อมาตามทางเรื่อยๆ ก็เจอวิหารและเจดีย์สีขาว


    เดินมาถึงตอนนี้อยากถ่ายภาพฐานตรงนี้แต่ไม่อยากข้ามถนนไป...ยืนรอให้รถว่าง...ก็นานแต่ไม่ว่างเพราะข้างหน้าเป็นไฟแดง...คือรถติดนาน...รถก็สะสมไปเรื่อยๆ...พอรถไป...กว่าจะเคลียร์รถที่สะสมออกหมด...พอไฟแดงอีกที...รถล็อตใหม่ก็มาจอดติด



    สุดท้ายก็ต้องเดินข้ามถนนไป...อยากรู้ถ้าตอนยังสมบูรณ์จะมีลักษณะอย่างไรและเคยเป็นส่วนไหนของพื้นที่มาก่อน


    เดินไปตามทาง...รถไม่เยอะ....แต่ที่ติดคือติดไปแดงนี่แหละ...ก็ไม่รู้ว่าเส้นนี้ตรงไปจะไปออกที่ไหน...รถถึงติด...อาจเป็นช่วงเลิกเรียน - เลิกงานด้วยก็ได้


    เดินเลียบโบราณสถานก็ถ่ายภาพด้านในไปเรื่อยๆ ตามทางที่เดินไป


    ยอดเจดีย์ 3 ยอดไกลๆ น่าจะเป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์


    เดินไปตามทางเรื่อยๆ ก็เจอหมาตัวหนึ่งโผล่ออกมา...ก็ไม่ได้สนใจมากตอนแรกแค่ถ่ายภาพไว้แบบหมาโผล่จากพุ่มไม้...แต่เดินมาใกล้ๆ จะสังเกตมันทำหน้าตาน่าสงสาร...ก็เลยจะเดินเข้าไปใกล้ๆ


    แต่พอมันเห็นเราเข้าไปใกล้...มันก็วิ่งหลบเข้าไปด้านใน....ไม่รู้นะ...ว่าหมาเหมือนกับคนมั้ย....คนเราเกิดมาเป็นผ้าขาว...แต่ประสบการณ์ชีวิตจะย้อมให้มีร่องรอยและคราบต่างๆ แตกต่างกัน...ถ้าคนเราเจอไรดีๆ มาก็จะดี...แต่ถ้าเจอเรื่องแย่ๆ มาก็จะเป็นอีกอย่าง...ประสบการณ์ชีวิตมันแตกต่างกัน...อย่างหมาตัวนี้เห็นเราแล้วทำหน้าตาแบบกลัวๆ....แล้ววิ่งหลบ...เราก็ได้แค่ยืนมองแค่นั้น


    เดินต่อมาเรื่อยๆ จะเห็นโบราณสถานอยู่อีกฝั่งตรงข้าม....แต่ไม่แน่ใจว่าวัดอะไร...และข้ามไปดูไม่ได้เพราะมีคูเล็กๆ คั้นไว้


    เดินไปเรื่อยๆ ตามถนน


    ประมาณ 17.44 น. ก็มาพ้นสุดเขตกำแพงของพระราชวังโบราณ...คือไม่แน่ใจจริงๆ ว่าใช่มั้ยเพราะไม่มีป้ายบอกแค่ดูในแผนที่...มันอาจจะใช่ก็ได้เพราะอยู่บริเวณวัดธรรมิกราชและวัดพระศรีสรรเพชญ์


    วัดพระศรีสรรเพชญ์และวัดมงคลบพิตร


    17.47 น. เดินใกล้ถึงทางเข้าวัดมงคลบพิตร....ก็เจอประตูตรงนี้...ซึ่งเขามีป้ายติดว่าเฉพาะเจ้าหน้าที่....แต่ก็เห็นคนเดินเข้าไปแบบชิลๆ....ก็ไม่แน่ใจว่าลูกหลานเจ้าหน้าที่มั้ย....เพราะรถทะเบียนกทม. ตอนที่เรามาครั้งที่แล้วรีบหาทางเข้าวัดมงคลบพิตร....เจอประตูนี้แต่เข้าไม่ได้...ก็ต้องเดินต่อไปเพื่อหาทางเข้า.....แต่มาคนนี้คือเดินชิลๆ เข้าไป...แต่เขาคงเป็นลูกหลานเจ้าหน้าที่แหละ


    เดินผ่านมาอีกประตูก็เฉพาะเจ้าหน้าที่


    สุดท้ายก็เดินมาถึงทางเข้า...ซึ่งเป็นลานจอดรถ...อยากเข้าวัดมงคลบพิตรก็ต้องเดินต่อไปเพราะมีรั้วกั้นไว้....เดินไปจนถึงประตูซึ่งก็ต้องใช้เวลาเดินๆ ต่อไป


    หลังคาวัดลิบๆ และรั้วที่กั้นเอาไว้


    เดินไปไม่ไกลจากทางเข้าก็เจอหมาไล่เห่า...ก็พยายามเดินหนี...แต่มันก็ยังเห่าไล่เดินตาม...จะวิ่งก็ไม่ได้เพราะถ้าวิ่ง...มันอาจจะวิ่งไล่ตาม...แต่เดินหนียังไง...มันก็ยังเห่าและทำท่าจะเดินมาหา...แบบไม่ปล่อยเราไป...และตรงนั้นไม่มีคนเลยสักคน...เพราะว่าวัดปิดแล้ว...ปิดตั้งแต่ 5 โมงเย็น...และอีกไกลกว่าจะถึงประตูรั้วที่เข้าไปในวัดได้...ทำไรไม่ได้เหมือนกลัวและเก็บกด....ไม่มีคนช่วยแบบให้เราเรียกว่าช่วยหน่อยๆ....และโดนกัดก็คือมีแค่เราตรงนั้นและต้องไปฉีดยาแก้พิษสุนับบ้าอีกหลายพัน...คือตกงานไม่มีเงินอ่ะค่ะ...ก็เลยร้อง "โอ้ย"....แบบเสียงดัง...แบบอารมณ์เสีย...แบบจะตามอะไรนักหนาวะ...ไม่ใช่ร้องแบบเจ็บปวดอะไร....ตอนแรกคิดว่าไม่ได้ผล....แต่เสียงดังๆ ที่ร้องตะโกนออกไป...เผื่อมีใครได้ยินและโผล่มา...แต่ไม่มีคนโผล่....แต่หมาอ่ะเดินห่างออกไป...เราเลยรีบเดินไปที่ประตูรั้วและหวังว่ามันคงไม่ตามมาอีก....แม้มันจะมองไม่เลิก....เจ้ากรรมนายเวรจริงๆ 


    เดินต่อไปจนกว่าจะถึงรั้วประตูทางเข้า...ซึ่งตอนมองแรกๆ ที่เห็นคือมันปิด?....ปิดคือซวย...มองข้างๆ เหมือนมีทางเดินเล็กๆ แต่ไม่รู้มันเดินไปออกตรงไหนและเดินได้มั้ย...และถ้าประตูปิด...เราต้องเดินย้อนไปทางหมาบ้าตัวเมื่อกี้...และเดินอ้อมหาทางออกจากตรงนี้ไปท่าเรืออีก....ถ้าอ้อมคงไกลมาก


    15.53 น. ก็มายืนอยู่หน้าประตูรั้วซึ่งมันไม่ได้ปิดก็โชคดีไป...ไม่งั้นต้องเดินย้อนกลับไปเจอหมาบ้าและอ้อมไปหาทางออกไปท่าเรืออีก


    แต่ตอนที่เดินเข้าไป...ดันมีหมาอีกตัวเดินผ่าน...ก็เลยได้แค่ยืนอยู่แค่หน้าประตูแบบร้อนใจ....เพราะรถไฟออก 18.47 น. และต้องใช้เวลาเดินอีก 20 นาทีจากหน้าวัดมหาธาตุ....ซึ่งตอนนี้ 18.54 น. เรายังอยู่อยู่ตรงนี้....และจากตรงนี้ไปหน้าวัดมหาธาตุก็ต้องใช้เวลาเดินอีก


    ยืนรออยู่แป๊ปนึง...มันดันนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน....เจ้ากรรมนายเวรอีกตัว...คือกลัวโดนมันกัด...แต่ให้รอคงไม่ได้ก็เลยเดินเข้าไปในเขตวัดและเดินผ่านมันไปและหวังว่ามันคงไม่ตาม...หันไปมอง...มันก็ไม่ตามก็ดีไป...เพราะเราวิ่งไม่ได้....จะได้รีบเดินไปไม่ต้องเสียเวลาหนีหมา....กลัวตกรถไฟ


    วัดพระศรีสรรเพชญ์โดดเด่นด้วยเจดีย์ 3 องค์


    17.56 น. กับทางเดินที่ทอดยาวออกไป...ทำเวลาอย่างเดียวเพราะต้องรีบเดินไปให้ถึงหน้าวัดมหาธาตุเพื่อเดินต่ออีก 20 นาทีไปท่าเรือข้ามฟาก


    พระปรางค์ของวัดพระราม...แรกๆ เรียกเจดีย์ๆ แต่มานึกตอนที่พิมพ์น่าจะเรียกว่าพระปรางค์มั้งนะ


    ระหว่างทางเดินก็เจอหมาจรจัดอีกตัว...ปกติเดินผ่านกี่ครั้ง...มากี่รอบก็แค่เดินผ่านไป...แต่ตั้งแต่เจอหมาบ้าที่เห่าไล่ไม่เลิก...จะเดินเข้าหาไม่เลิก...ก็เลยกลายเป็นกลัวหมาจรจัดทุกตัวที่เดินผ่าน...แบบขอให้ต่างคนต่างไป...ต่างคนต่างเดินพอ


    เดินมาจนถึง 3 แยกก็เจอหมาจรจัด....2 ตัว....ก็กลัว....เพราะฝังใจกับหมาบ้าที่ไล่เห่าเมื่อกี้....แต่มันก็นั่งมองเฉยๆ....ก็ดีแล้ว...ต่างคนต่างอยู่ไม่ต้องมาเห่ามาไล่...


    มี 3 แยกคือแยกที่ไปวัดมงคลบพิตร...ที่เราเดินจากมา....แยกไปวัดธรรมิกราช...และแยกที่ผ่านวัดพระราม....ซึ่งเราเดินไปแยกวัดพระรามซึ่งจะเดินต่อไปที่ทางเข้าแถวบึงพระราม....ตรงนั้นจะเข้าเขตวัดมหาธาตุ....เดินตรงไปก็จะเจอทางออกสู่ถนนใหญ่


    ระหว่างเดินก็เจอหมาจรจัดอีก 2 ตัว....ตัวที่นั่งก็ไม่มีไรแต่ตัวที่เดินลอดรั้วมา...คืออย่ามาตามแล้วกัน...


    เดินมาถึงทางเข้าบึงพระรามก็เดินตรงเข้าไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงทางออกถนนใหญ่แถววัดมหาธาตุ ตอนนั้น 18.02 น. คือต้องทำเวลามากๆ เพราะจากหน้าวัดมหาธาตุที่เป็นถนนใหญ่ต้องเดินอีก 20 นาทีไปให้ถึงท่าเรือข้ามฟาก...


    พระที่นั่งเย็นแถวทางเข้า


    เดินตรงต่อไปตามทาง


    เจอหมาจรจัดอีกตัว...ตอนแรกมันนอนกลิ้งใบไม้อยู่ฝั่งซ้ายมือเรา....แต่พอรถมา...มันก็เดิน...และเดินไปทางเดียวกับเรา....ตอนแรกมันเดินฝั่งซ้าย....เราเดินฝั่งขวา....พอมันมาเดินฝั่งขวา....เราก็เลยเปลี่ยนไปเดินฝั่งซ้ายแล้วมองมันเดิน...แบบจะเดินไปทางเดียวกันอีกนานมั้ย...คือกลัวมันนั่นแหละ...เพราะไอ้หมาบ้าที่ไล่เห่าเมื่อกี้ตัวเดียว....ปกติเจอๆ ก็เดินไปด้วยกันได้...แต่สุดท้ายมันก็หยุดริมบึง....เราก็เดินต่อไปเรื่อยๆ....รีบไปที่ถนนใหญ่


    เดินๆ ไปข้ามสะพานเล็กๆ ที่มีอยู่มากมายในบริเวณนี้



    ระหว่างทางเดินก็มีโบราณสถานแบบวัดเก่าตั้งอยู่รอบๆ 


    เดินต่อไปทางออกถนนใหญ่อยู่ด้านหน้าลิบๆ 


    18.11 น. ก็มาถึงตลาดและทางที่จะเดินต่อไปยังท่าเรือ...ตอนนั้น 18.11 น. ต้องเดินไปอีก 20 นาที...ข้ามเรือข้ามฟากและเดินไปสถานีรถไฟ....ก็คงทันแบบฉิวเฉียดแหละมั้ง



    เดินผ่านร้านสเต๊ก 49 บาท...ครั้งที่แล้วก็เดินผ่านคือลืม....ไม่งั้นคงเผื่อเวลาแวะทาน


    รถขายเบอร์เกอร์นี่เห็นตั้งแต่ตอนเดินไปวัดโบราณกลางแดดเปรี้ยงตอนมาครั้งที่แล้ว...ก็ส่องราคาอยู่...เดินผ่านอีกรอบก็ยังสนใจ...แต่ไม่มีเวลาทานต้องรีบเดินต่อไป ตอนนั้น 18.21 น.


    สุดท้ายก็มาถึงหน้าปากซอยตอน 18.24 น. ซึ่งต้องเดินเลี้ยวซ้ายไปท่าเรือซึ่งอยู่ไม่ไกล


    ผ่านหน้าร้านนี้ทีไรก็ถ่ายภาพ...เพราะตกแต่งสวยแต่ต้องถ่ายภาพตอนกลางคืนเพราะว่าแสงสวย...กลางวันเดินผ่านคือเฉยๆ


    18.26 น. ก็เดินมาถึงท่าเรือข้ามฟาก



    รอจน 18.28 น. เรือถึงได้ออกจากท่า...ก็เหลือเวลาประมาณ 20 นาที รถไฟถึงจะออกจากสถานีรถไฟ


    มาถึงสถานีรถไฟก็เดินไปเปลี่ยนกางเกงเป็นขาสั้นก่อน...ร้อนมาทั้งวัน....อึดอัดแล้วมาซื้อตั๋วรถไฟตอน 18.35 น.


    เดินมาแถวหน้าชานชาลาก็มีคนเล่นกีต้าร์อยู่เป็นคนต่างชาติ....ตอนมาครั้งที่แล้วก็มีแต่เป็นคนไทย


    สถานีรถไฟอยุธยา


    มายืนรอที่ชานชาลาที่ 3 และ COKE 1 ขวด....ราคา 18 บาทจากหน้าขวด 15 บาท แต่ไปซื้อ 7/11 ไม่ทัน


    คนรอที่ชานชาลาที่ 1 เยอะเพราะรถไฟกำลังจะเข้าชานชาลา


    รถไฟเข้าชานชาลาที่ 1 เหมือนจะไปลพบุรีตอน 18.43 น.


    ประมาณ 18.45 น. รถไฟก็ออกจากชานชาลา...ตอนรถไฟออกเราไม่ได้สังเกตอะไร....ก็เห็นมีบางคนยืนตรงประตูรถไฟที่ไม่มีประตูปิด



    ตอนยืนรออยู่บนชานชาลา....ตอนรถไฟกำลังจะเข้าชานชาลา...นายสถานีฝั่งตรงข้ามก็เดินประกาศว่ารถไฟกำลังเข้าชานชาลาให้ยืนหลังเส้น...คู่รักวัยทีนที่ยืนข้างเรา..ผู้หญิงหัวเราะและพูดแบบ...นายสถานีพูดจริงจัง...นายสถานีที่ยืนข้างเราก็พูดลอยๆ ว่า...ควรจริงจังหรือไรสักอย่างแต่เราหันไปมองคู่รักวัยทีนเหมือนเขาไม่ได้สนใจนายสถานี...ยืนกอดกันอยู่...เราเลยหันไปมองนายสถานี..แบบพูดไรไปแล้วเขาไม่สนใจฟัง...เราเลยพยักหน้ารับแทนเงียบๆ...เพราะคิดว่าการพูดคนเดียวไม่มีคนตอบสนองอาจคงรู้สึกไม่ดีแต่ความจริงเขาก็แค่พูดลอยๆ แหละ...แต่มาสนใจที่เขาบอก..ที่ว่าไม่นานมานี้....มีคนตกจากรถไฟกระโหลกเปิด...ในใจคือ...เขาโดดจากหน้าต่างรถไฟเหรอ?...ถึงได้ตกลงไปได้..เพราะปกติก่อนรถไฟออก    จากสถานี ประตูจะปิด...และอีกอย่างที่บอกว่า...เกิดไม่นานมานี้...ตัวเองอ่านข่าวออนไลน์ทุกวัน...ไม่เคยเจอข่าวที่ว่ามีคนตกจากรถไฟแล้วกระโหลกเปิด...ก็เลยถามนายสถานี...ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแค่ไหน....นายสถานีก็บอกไม่นานมานี้ที่ "สถานีเชียงรากน้อย"คนที่ยืนรออีกด้านของนายสถานีก็พูด...แบบรีบขึ้นรถไปเลยตกลงมา...นายสถานีก็พูดว่า...รถไฟก็ไม่ได้อะไรหรือไรสักอย่าง....แต่ในใจเราคิด...มีคนตาย..รถไฟก็เดือดร้อนมั้ย....คือพวกคนที่ตกลงไปตายเองหรือกระโดดให้รถไฟทับรวมถึงคนที่นอนขวางที่รางรถไฟ....รถไฟขบวนนึงมีผู้โดยสารเป็นร้อย...ส่วนใหญ่เขาก็ไปถึงจุดหมายโดยสวัสดิภาพ แต่พลาดก็คือตายเลย...ครั้งก่อนๆ...เราก็มีแบบอยากถ่ายภาพก็ยื่นมือถือออกนอกรถไฟ...ซึ่งมีคำเตือนแปะว่าระวังสะพานเพราะถ้านั่งในรถไฟ..เราจะไม่เห็นว่าข้างหน้ามีอะไร...หลายๆ ที...ผ่านราวสะพานแบบเร็วๆ...ในใจคือคิด...ถ้าสมมติเรายื่นมือออกไปตอนนั้นพอดี...นอกจากมือถือจะหาย...มือเราก็อาจจะหาย....อีกเรื่องที่ตอนแรกสงสัยเพราะก่อนรถไฟออก..ประตูจะปิด...หรือพอเข้าสถานี..ประตูถึงจะเปิด ทำไมตกลงไปตายได้..พอมาดูรูป..รถไฟที่เข้าสถานีก่อนขบวนเรามา...เห็นมีคนยืนตรงประตูทางออกรถไฟที่ไม่มีประตูกั้น...ก็อาจเป็นแบบนี้ก็ได้...อยากรับลม..อยากชิลๆ...ก็ต้องระวังตัวเอง....แต่เรื่องนี้....เราลองเสิร์จหาข่าวทีหลังก็เจอ...แบบหัวข้อข่าวเราคงเห็นผ่านตาแต่คงไม่ได้เข้าไปอ่าน...ก็เป็นผู้หญิง....ตอนแรกที่ฟังจากนายสถานีคิดว่าผู้ชาย...แต่คืนนั้นเรานึกถึงเรื่องนี้...และคิดคือถ้าเราคิดถึงอะไรในใจแบบนี้เยอะ...สิ่งที่เราคิดจะมาหา....เดินเข้าห้องนอน....ที่ปิดไฟมีแค่ไฟดวงเล็กๆ จนด้านบนห้อง....เราเหมือนเห็นเงาดำผู้หญิงมีอายุนั่งตรงโซฟานอนของเรา (แบบคิดไปเอง)...และพอเรานอน...ก็เห็นเหนือตู้เสื้อผ้าเรามีมือขาวๆ ยื่นออกมาแว๊บนึง...แต่ในความรู้สึกคือยื่นมาจากใต้ท้องรถไฟ....และในความรู้สึกเราตอนนั้นคือผู้หญิง....แต่เราก็ปัดทิ้งเพราะคิดว่าคงคิดไปเองและตาฝาดแบบคิดถึงเรื่องนี้มากไป...และก็คิดว่าผู้ชายแหละ...เพราะยังไปคิดตอนนั้นว่ายืนแถวริมประตูรถไฟที่ไม่มีประตูปิดเลยตกลงไปตอนรถไฟวิ่ง...แต่พอมาอ่านข่าวก็คือผู้หญิงแบบรีบลงจากรถไฟตอนรถไฟจะออกจากสถานีเลยตกลงไปใต้ท้องรถไฟ...ก็ขอแสดงความเสียใจต่อเขาด้วยค่ะ

    รถไฟมาเลท...จาก 18.48 น. ที่รถไฟควรจะออกจากสถานี...กลายเป็น 18.49 น. มองไปฝั่งตรงข้ามที่มีจอภาพแสดงเวลารถไฟเข้าสถานี...ถ้าตรงเวลาก็แจ้งว่าตรงเวลา....ถ้าเลทก็บอกว่าเลทกี่นาทีแต่มองจากตรงนี้ไม่เห็น...จะให้ข้ามไปดูก็คงข้ามกลับมาไม่ทัน...เพราะไม่รู้ว่ารถไฟจะเข้ามาที่ชานชาลากี่โมง

     
    18.54 น. รถไฟก็วิ่งมาลิบๆ เข้าสู่สถานีอยุธยา



    ถ้ารอบนี้ซวย...ปกติพอรถไฟเข้าสถานี...เราจะได้ไปยืนหน้าประตูรถไฟ...ครั้งที่แล้วคือคนกดปุ่มเปิดประตูรถไฟและขึ้นเป็นคนแรกเลยได้นั่งเพราะวันนั้นวันอาทิตย์...คนเยอะมาก....แต่ครั้งที่ไม่ใช่...หันไปทางซ้ายมือ...คนวิ่งไปกรูเยอะ....เราเลยวิ่งไปทางขวา...เจอประตูแต่เป็นแบบเปิดเฉพาะชานชาลาสูงๆ มีที่ยื่นออกมาจากประตู...คนที่วิ่งมาพร้อมกับเราก็บอก....ซวยแล้ว...แต่เราก็วิ่งต่อไป..จนเจอประตูที่มีคนต่างชาติขึ้น...เราก็พยายามไปแทรกๆ ขึ้น...มี 2 ทางขึ้นแบบมีที่กั้นกลาง...ผู้หญิงฝรั่งคนนึงก็ยืนแบบขึ้นต่อไม่ได้....เราเลยไปแทรกอีกด้าน....แบบคิดในใจ....ทำเวลาดิ้นรนหาที่นั่งหน่อยดิ...ขวางอยู่ได้....สุดท้ายก็ขึ้นมาได้แบบจะได้ที่นั่งมั้ย...ปรากฏว่าได้...มีผู้หญิงไทยคนนึงเรียกคนรู้จักเหมือนให้ไปนั่งด้วยตอนเราขึ้นมาพอดี...เราหันไปเจอที่นั่งติดหน้าต่างว่างเลยไปขอนั่ง...ก็เลยได้นั่งติดหน้าต่าง


    คนก็เยอะสำหรับรอบกลับนี้...ดีที่เราได้นั่ง


    18.56 น. รถไฟก็ออกจากสถานีอยุธยา...เลทเกือบ 10 นาที...เราก็โบกมือบ๊ายบายตอนผ่านแยก 2 แยกของอยุธยา....แบบลาก่อนอยุธยา...คงมีโอกาสมาอีกถ้าไม่ตายไปซะก่อน

    19.09 น. ถึงสถานีบางปะอิน


    19.44 น. ถึงสถานีรังสิต (มั้ง)


    รถไฟแบบปรับอากาศวิ่งผ่าน....ที่เราสนใจคือด้านในแบบจะมีส่วนทำอาหารหรือนั่งทานมั้ย...ครั้งก่อนๆ ถ่ายภาพไม่ทัน


    เหมือนว่าถ่ายภาพทันอยู่ตรงส่วนที่เราอยากได้ภาพ


    รถไฟขบวนนี้...ปลายทางคือเชียงใหม่


    ถ่ายภาพตอนรถไฟวิ่งสวนกันไปจนสุดขบวน



    ผ่านอีกสถานีในกรุงเทพฯ 


    น่าจะวัดเสมียนนารีในความทรงจำ


    รถไฟปรับอากาศอีกขบวน ไม่แน่ใจว่าไปหนองคายรึเปล่า


    ผ่านอีก 1 สถานีที่อยู่ในกรุงเทพฯ


    สถานีรถไฟสามเสน


    ภาพเราบนหน้าต่างรถไฟอีกขบวน


    เหมือนเป็นสถานีรถไฟแต่ไม่แน่ใจว่าใช่มั้ย...แต่แสงสวยดีตอนกลางคืน


    ภาพเราบนหน้าต่างรถไฟอีกขบวนที่แล่นสวนกัน


    รถไฟหลายๆ ขบวน


    รถไฟแล่นเข้าสถานีหัวลำโพง





    บางจุดก็มีลูกโป่งและธง...ก็ไม่รู้ติดมานานรึยังหรือแค่เทศกาลตอนนี้



    รถไฟอีกขบวนที่สถานีหังลำโพง


    จอดเทียบชานชาลาตอน 20.41 น.


    เดินผ่านประตูที่เปิดเฉพาะชานชาลาสูง...เป็นอะไรที่วัดดวงมากไม่ว่าตอนขึ้นหรือตอนลง...ยิ่งคนเยอะๆเพราะถ้าประตูแบบนี้มาใกล้ที่เรายืนรอ...หมายความว่าต้องวิ่งไปแย่งขึ้นกับคนอื่นตรงประตูที่เปิด


    จบไปอีก 1 ทริปสั้นๆ ที่ไม่ได้มีอะไรหรือเรื่องสำคัญ....แค่ว่างไม่มีไรทำเลยเอามาพิมพ์ฆ่าเวลา



    ค่าตั๋วถูกแบบรถธรรมดาไป - กลับ 30 บาท....มีโอกาสก็คงไปใหม่....นั่งรถไฟเรื่อยๆ คิดอะไรเรื่อยเปื่อยรถไฟมีจุดหมาย....แต่ชีวิตเราไม่มีจุดหมาย

    นึกถึงเพลงนี้เวลานึกถึงเรื่องงาน...แม้ดูดราม่าแต่ก็ชีวิตอยู่ดี...คนเราไม่ว่าเจ็บปวดแค่ไหนในใจก็ต้องกัดฟันยืนอยู่ต่อไป...คนเราชอบไปคิดคนนั้นคนนี้จะเข้าใจเราอย่างไร...มองเราดราม่ามั้ย...หรือจะกดเราให้ต่ำลง...แต่สุดท้ายชีวิตคนเราก็ต้องตายไปเองอยู่ดี...ถือเป็นกงกรรมกงเกวียนโยงกันเอาไว้

    "ร่างกายมันเป็นหินที่ไม่สะท้านสะเทือนเหมือนไม่แคร์ 
    แต่ใจโดนทำลายเป็นผุยเป็นผงเป็นทรายไร้ชิ้นดี 
    กัดฟันฝืนยืนทั้งที่ยืนไม่ไหวใกล้ล้มแล้วเต็มที 
    ต้องฝืนเท่าที่แรงจะมี น้ำตาเรามันตกใน"

    บางทีการตัดสินใจพลาดก็ทำร้ายเราไปทั้งชีวิตแบบไม่มีทางให้ออกจริงๆ....และต้องอยู่ในสังคมบ้าๆ ที่ทำเราให้บ้ากว่าเดิม....นึกถึงหลายๆ เรื่องในอดีตที่ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้....และนึกถึงหลายๆ เรื่องในอดีต...ที่ต่อให้ย้อนกลับไป....เราก็ทำแบบนั้นอยู่ดี....เราอาจตายจากไปไม่ว่าช้าหรือเร็ว...แต่อะไรที่เราเกลียดตอนนั้น...ทำแบบนั้น...ต่อให้เราชีวิตพินาศล่มจมหรือตายไปตอนนี้...คำว่าเกลียดก็คือเกลียดอยู่ดี...แม้ความเกลียดของเราไม่ได้สำคัญอะไรสำหรับใครหรือใครเขาจะต้องแคร์...เรื่องบางอย่าง...คนอื่นแค่คนนอก....และรู้เท่าที่รู้...แต่เขาก็ไม่ใช่เรา....เจอแบบเรา....แต่เพราะมันไม่ใช่เรื่องของเขา...อยากรับรู้และเข้าใจอย่างไรก็ได้....อยากทำร้ายใครก็ได้....แต่อะไรที่เราเกลียดและทำแบบนั้น...เราก็ยังเกลียดและถ้าย้อนไปก็จะทำแบบนั้น....แม้ตอนนี้ชีวิตเราจะไม่เหลือไรเลยก็ตาม....ปกติเราไม่ได้อะไรกับใคร....ถ้าดีแล้วเราดันทำไม่ดี..เราก็มาย้อนคิดและรู้สึกแย่...เสียใจ....แต่คนที่ไม่ดีกับเรา...ทั้งที่เราไม่ได้ทำไรให้...ก็คือเกลียด...หรือคนที่เราเกลียดเพราะทำเราเกลียด...เราก็เกลียด....แต่ก็แล้วไงใครแคร์ เราเกลียดใครก็เกลียดไป...เขาก็อยู่ของเขาไม่ต้องสนใจว่าเราจะเกลียดหรือไม่เกลียดเขาอยู่ดี...

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in