WHEN I FEEL...swanlakehime
แด่ตัวฉัน..ในวันนี้
  •              ปีนี้จะย่างเข้า 23 ปีแล้ว เพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันที่เรียนด้วยกันมา ต่างก็จบกันไปแล้ว ต่างคนต่างแยกย้ายไปทำงานในที่ต่าง ๆ เว้นแต่ตัวเรานี่หละ รู้ตัวอีกทีกว่าเราจะได้จบปริญญา เพื่อนก็มีงาน เริ่มสร้างครอบครัว แต่งงานมีลูกกันหมดแล้ว เด็กซิ่วคงรู้กันดีว่าช่วงชีวิตของพวกเราล้วนแล้วแต่ต้องมีกำลังใจหนักแน่น โดยเฉพาะคนรอบข้าง หากมาซ้ำเติมเรื่องเรียนกันเมื่อไหร่ มีหวังอาการซึมเศร้าคงได้ถามหาแน่ 
                  ย้อนกลับไปตอนนั้นที่กำลังจะจบ ปวส.บัญชี ประมาณปี 60 เพื่อนๆ ต่างเตรียมตัวหาที่เรียนต่อหรือบางคนก็ตัดสินใจไม่เรียนต่อแล้ว ตัวเราในตอนนั้นเป็นเด็กอายุ 20 ที่สับสนไม่ต่างจากเด็ก ม.6 ที่กำลังจะสอบเข้ามหาลัย ไม่รู้ตัวว่าจะเรียนต่อดีหรือไม่ เพราะตั้งแต่จำได้แม่ก็เลือกให้เรียนบัญชีมาตั้งแต่ ปวช. รวมๆแล้วนี่เราเรียนบัญชีมาตั้ง  5 ปีเลยหรอเนี่ย ด้วยความที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร บวกกับรู้ตัวแค่ว่าใจเรามันไม่ไหวกับบัญชีแล้ว ก็เลยลองยื่นสาขาอื่นที่คิดว่าตัวเองน่าจะเรียนได้ไป 
     
                   'สาขา การจัดการและการเป็นผู้ประกอบการ' เป็นสาขาแรกที่สอบติดโดยการสัมภาษณ์ ด้วยความที่ตัวเองเคยคิดว่าอยากเปิดร้านอาหาร เลยคิดว่าสาขานี้น่าจะตอบโจทย์เรามากที่สุด แต่!!! ไม่ทันที่เราจะได้เข้าเรียน ช่วงนั้นที่บ้านมีแต่เรื่องวุ่น ๆ แม่ไม่สบาย พี่ชายบวชยังไม่ศึกพร้อมกับมีหลานที่ต้องดูแลอีก เราเลยคิดว่าจะหยุดสัก 1 ปี ให้สถานการณ์ที่บ้านมันโอเคกว่านี้ ให้ทุกอย่างมันโอเคกว่านี้ค่อยเรียนต่อก็ได้ เลยได้หยุดพักไปเต็ม ๆ 1 ปี 

                   ด้วยความที่หยุดเต็ม ๆ ไป 1 ปีนั้น ทำให้เรารู้จักกับภาษาญี่ปุ่น ผ่านการดูอนิเมะและซีรีย์ญี่ปุ่น หากพูดในฐานะคนที่ไม่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมาก่อน ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่น่ารักมาก ช่วงที่หยุด 1 ปีนั้น ทำให้เรากลายเป็นคนติดการ์ตูนและซีรีย์ไปโดยปริยาย และเริ่มเสพติดการอ่านBLOG ท่องเที่ยวญี่ปุ่น เลยคิดว่าจะศึกษาภาษาญี่ปุ่นอย่างจริงใจ และด้วยเหตุนี้แหละนำพาไปสู่การเข้าสู่สนามสอบเข้ามหาลัยอีกครั้งหนึ่ง

                   เนื่องจากเราเป็นเด็กสายอาชีพเราจึงต้องตามข่าวสมัครสอบเองทั้งหมดทั้ง O-net GAT/PAT 7 วิชาสามัญ สอบมันทุกอย่างที่คิดว่าใช้ได้ ตอนนั้นเราสมัครสอบO-net ไว้นานแล้วตั้งแต่สมัย ปวช. ถ้าจำไม่ผิดโอเน็ตยังไม่มีการปรับลด ตอนนั้นยังเป็นแบบ 8 วิชา เมื่อสอบเสร็จแล้วก็ถึงเวลายื่นคะแนน ผลปรากฏว่าเราสอบติด คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาภาษาญี่ปุ่น  ทันทีที่รู้ว่ากำลังจะได้เรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างที่หวังแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เราสอบติดแล้วรู้สึกดีใจมาก ไม่เคยคิดว่าการสอบติดครั้งนี้เราจะรู้สึกแฮปปี้ขนาดนี้ 

                   ปี 1เทอมแรก เป็นเทอมแห่งการปูพื้นฐานภาษาทั้งหมด ความตื่นเต้น ดีใจที่ได้เรียนในสิ่งที่ชอบมากองรวมกันอยู่ที่เทอมนี้ทั้งหมด อีกทั้งเราก็อยู่หอในด้วย เลยมีเวลาอ่านหนังสือและได้อยู่กับตัวเองมากพอ ทำให้เกรดปีแรกดีมากจนน่าตกใจ เราเลยคิดว่านี่แหละคือสิ่งที่เราตามหา 

                   ปี 1 เทอมสอง ที่บ้านเริ่มมีปัญหา น้องสาวเริ่มเข้าสู่วัยอยากเรียนรู้จำเป็นต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด แม่ไม่สบาย เลยต้องตัดสินใจออกจากหอกลับไปอยู่บ้าน เทอมนี้เกรดของตัวเองเริ่มไม่เป็นอย่างที่หวัง เพราะต้องทำงาน ช่วยงานที่บ้าน และต้องเรียนไปด้วย โชคดีที่เทอมนี้เรียนวิชาเอกแค่2ตัว ซึ่งเรียนสายภาษาแล้ว หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือคำศัพท์ใหม่ ๆ ที่จะมีมาให้เราทุกวัน ไม่ท่องไม่จำก็ทำไม่ได้ ทำให้เกรดเทอมนี้ลดฮวบลงแบบโทษใครไม่ได้เลยจริง ๆ จนกระทั่งเกรด วิชาภาษาญี่ปุ่น2ออกมา วิชาตัวต่อวายร้ายถ้าไม่ผ่านวิชานี้ เราก็จะไม่มีสิทธิลงทะเบียนเรียนวิชาเอกในเทอมถัดไป ผลออกมาว่าเราผ่านพอดีเป๊ะ จึงรอดตัวไปอีกเทอม

                   ปี 2 เทอมหนึ่ง ปีแห่งการดูแลกิจกรรมให้กับรุ่นน้อง พร้อมเป็นปีที่เรียนวิชาเอกถึง 4 ตัว เป็นวิชาที่ยากขึ้น งานแต่ละวิชาเยอะขึ้น งานที่บ้านอีก เดินทางทั้งไปกลับจากบ้านถึงมหาลัย 1 ชั่วโมงกว่า ๆ เป็นเทอมที่เหนื่อยมาก เรียนไม่ทันเพื่อน การสอบทำไม่ได้ เนื่องจากอ่านหนังสือไม่พอ ตัดสินใจลาออกประมาณช่วงก่อนสอบมิดเทอม ไม่บอกใครทั้งสิ้น เพื่อนที่มหาลัย แม่ ไม่บอกใครเลย ยกเว้นเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่คบกันมาตั้งแต่ ม.ต้น เนื่องจากร่างกายเริ่มรับไม่ไหวแล้วทั้งเรียนทั้งทำงาน สุขภาพแย่มาก เลยบอกกับตัวเอง ไม่เป็นไรเรายังเริ่มต้นใหม่ได้อีก

                   เวลาล่วงเลยมา 3 เดือนหลังจากลาออก ตัดสินใจยื่นคะแนนสอบอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้เลือกยื่นสาขาที่คิดว่าน่าจะจบได้ไม่ยากนัก สาขา การจัดการธุรกิจการค้าสมัยใหม่  ด้วยความที่ไม่รู้ว่าสาขานี้เรียนอะไรเราก็เสิร์ชดู ตำแหน่งงานว่างที่รับสาขานี้ เออว่ะ!! มันก็พอหางานได้อยู่นะมึง เลยตัดสินใจสมัครไป 

                   10 มกราคม 2563 วันประกาศผล คุณผ่านการคัดเลือก เป็นวันที่ไร้ซึ่งความดีใจใดๆ ทั้งสิ้น เป็นความรู้สึกที่เฉยชาตามสไตล์คนที่สอบมาแล้วหลายครั้ง จนมีแต่ความชินชาไปแล้ว มีแต่ความโล่งใจที่รู้ว่าตัวเองจะได้เริ่มใหม่อีกครั้ง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในวันนั้น ทำให้เรามองย้อนกลับไปวันที่ผ่านมา นี่เราเคว้งคว้างไปมาหนักขนาดนี้เลยหรอ กว่าที่เราจะมาอยู่ตรงนี้ เราผ่านอะไรมาหนักเหลือเกิน กำลังใจใดๆล้วนแล้วแต่อยู่ที่ตัวเองทั้งนั้น ไม่มีใครเลยที่ยจะสามารถช่วยเราได้นอกจากตัวเอง หวังไว้เหมือนกันว่าครั้งนี้เราคงจะผ่านมันไปได้สักที อยากจบแล้ว อยากใช้ชีวิตอย่างผู้ใหญ่ อย่างคนทำงาน อยากเอาตัวเองออกจากความเป็นเด็กในสายตาของผู้ใหญ่สักที

    ขอบคุณเพื่อน(ม) เพื่อนเก่าคนนั้น ที่ให้คำปรึกษามาตลอด คิดถึงมากที่ผ่านมาให้กำลังใจเรามาตลอด 
    ขอบคุณแม่ผู้สนับสนุนทุกอย่างในชีวิตแม้ในวันที่เราเลือกที่จะตามใจตัวเองโดยไม่สนใจใคร
    ขอบคุณเพื่อนสนิทเอกญี่ปุ่นที่เข้าใจ ช่วยเหลือ และยอมรับการตัดสินใจของเพื่อนคนนี้
    ขอบคุณ(อ)เซนเซที่เข้าใจเป็นกำลังใจให้นิสิตคนนี้มาตลอด ขอบคุุณคำอวยพรแสนมีค่า
    ขอบคุณตัวเองที่มีกำลังใจพอที่ผ่านเรื่องต่างๆมาได้ รักมึงนะเว้ย 

                
                   
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in