เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
แม่กำปองในความทรงจำ ฟ้า นภา

เรื่องราวของเหล่านักท่องเที่ยวในนามนิสิต กับการเดินทางจากสะดืออีสานสู่หมู่บ้านแม่กำปอง แม่กำปอง ณ ตีนเขาลูกหนึ่ง ผู้นำทัวร์จอดรถให้ลูกทัวร์แวะซื้อของใช้จำเป็นเตรียมตัวเดินทางก่อนขึ้นเขา เพราะคาดว่าหากขึ้นไปบนเขาลูกนี้แล้วจะหาซื้อของใช้ต่าง ๆ ลำบาก ลูกทัวร์ทุกคนตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้ยิน ทุกคนกรูเข้าร้านสะดวกซื้อ เพื่อหวังกักตุนของกิน ของใช้ต่าง ๆ ก่อนจะขึ้นไปบนเขาลูกนี้ ข้าวของต่าง ๆ ถูกกวาดเรียบไม่ว่าจะเป็นสบู่ แชมพู ขนม ไป จนถึงน้ำซ่า ๆ หลากสี หลังแวะซื้อของเสร็จทุกคนพร้อมเดินทางไปสู่จุดหมายของวันนั้น ทุกคนต่างตื่นเต้นชนิดที่ว่าไม่อยากเผลอหลับกันเลย ก็นี่มันเป็นการออกเดินทางรอบสุดท้ายก่อนจะถึงจุดหมายแล้วนี่นา ใครเขาจะหลับลงกันนะ ลูกทัวร์หลายคนมองออกนอกหน้าต่าง เพื่อหวังชมวิวข้างทางระหว่างขึ้นเขา หลายคนหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป หลายคนเริ่มเช็คคลื่นโทรศัพท์มือถือของตนว่าสามารถใช้ได้ไหม ขับขึ้นไปเรื่อย ๆ เส้นทางเริ่มชันขึ้น ชันขึ้นและชันขึ้น ทางคดเคี้ยวเบี่ยงซ้ายเบียดขวาอย่างคาดการไม่ได้ แทบจะมองไม่เห้นเลยว่าทางข้างหน้าจะมีรถสวนมารึเปล่า ลูกทัวร์ทั้งหลายจากที่ตื่นเต้น ตอนนี้กลับกลายเป็นมึนเมาไปกับเส้นทาง บางคนเริ่มควักหายาแก้เมา บางคนปิดตาลงหวังอาการเมารถนี้จะหายไป ช่างเป็นภาพที่หน้าขันเสียจริง นี่สินะรสชาติของการขึ้นเขา เดินทางได้ซักพักไม่นานมากนักก็เริ่มเห็นบ้านเรือนหน้าตาเก่าแก่ ทรงคล้ายกับบ้านล้านนาในสมัยเก่า บ้านไม้ชั้นเดียวสลับกับสองชั้น รายล้อมไปด้วยต้นไม้สูงชัน พร้อมกับเริ่มเห็นผู้คนซึ่งคาดว่าจะเป็นชาวบ้านในพื้นที่ เดินสวนกันไปมาตามหน้าบ้าน ทุกคนในรถเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับเรื่องราวนอกหน้าต่างมากขึ้น หลังจากมึนเมากับการขึ้นเขามาสักพัก จะถึงแล้วหรอเนี่ย “แม่กำปอง” ที่เฝ้าฝัน โฮมสเตย์สุดฮิตที่รอคอยมานาน เพื่อหวังจะมารับเอาบรรยากาศที่ผ่อนคลายตามที่ผู้คนบอกเล่าไว้ ประหนึ่งมาเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองกรุง จากเพลงภูมิแพ้กรุงเทพเลยแหละ ระหว่างทางที่ขึ้นมาเริ่มมีฝนตกปรอย ๆ มาเรื่อย ๆ ตามทาง เมื่อใกล้ถึงสถานที่จอดรถ ฝนก็เริ่มตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทางขึ้นก็ยิ่งสูงชันตามไป และแล้วก็มาถึงจุดจอดรถภายในวัดแห่งหนึ่งในหมู่บ้าน มีชื่อว่า “วัดคันธาพฤกษา” วัดกลางหมู่บ้านแม่กำปอง ความพิเศษคือมีโบสถ์อยู่กลางแม่น้ำ ซึ่งเป็นแม่น้ำที่มาจากน้ำตกของหมู่บ้าน First Impression หลังจากถึงแม่กำปองคือ “ห้ะ ถึงแล้วหรอ ไหนที่พักกัน ทำไมมาจอดวัด” เป็นความรู้สึกตื่นเต้นปนสงสัย เพราะนี่คือครั้งแรกที่ได้ลองมาพักโฮมสเตย์กลางหุบเขาแบบนี้ หลังลงจากรถพร้อมกับการเริ่มขนสัมภาระอย่างยากเย็น เนื่องจากฝนที่กระหน่ำตกลงเสมือนมาต้อนรับกันอย่างชุ่มฉ่ำนั้น ก็ต้องรอผู้นำทัวร์แบ่งบ้านพัก ซึ่งมีคุณตา คุณยาย และน้า ๆ หลายท่านมายืนรอนำทางไปบ้านพักแต่ละหลัง ทุกคนดูใจดี ยิ้มแย้ม พร้อมต้อนรับเราทุกคน ถือว่าเป็นความทรงจำแรกที่ดีมาก ๆ เลย หลังจากแบ่งบ้านกันเสร็จสับแล้วทุกคนก็ได้แยกย้านกันไปตามบ้านที่ได้ อยู่ บ้านของเราอยู่ใกล้บริเวณจุดรวมพลที่จอดรถมากที่สุด เดินไปเพียงแค่100 เมตรก็ถึง แต่เพื่อนๆของเราหลาย คนต้องเดินขึ้นไปอีกไกล และต้องเดินผ่านทางสุดชันพร้อมกับกระเป๋าเดินทางสุดหนักของแต่ละคน ในใจของเราได้แต่แอบคิดว่า “โชคดีแล้วสินะที่ได้บ้านหลังนี้” บ้านพักของเราชื่อว่า “บ้านคำแก้ว”เจ้าของบ้านพักเราเป็นผู้หญิงวัย 30 กลางๆ ชื่อ “พี่นก” ความรู้สึกแรกสำหรับ พี่นกคือ “ดูใจดีจัง ยิ้มตลอดเวลาเลย” คงเพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องดูแลต้อนรับแขกที่มาพักแน่ๆเลยยิ้มเก่งขนาดนี้ ชั้นล่างของบ้านพักเราเป็นร้านขายของชำ มีของกิน ของใช้มากมายไปจนถึงชุดตักบาตรเช้า เผื่อแขกคนไหนสนใจ จะตักรบาตร โดยมีพี่นกเป็นเจ้าของร้าน คอยดูแลทั้งร้านค้าและบ้านพัก หลังจากเข้าบ้านพักกันครบทุกหลัง เก็บกระเป๋าสุดตุงที่ขนมาจากสารคามเสร็จ หลายๆคนก็เริ่มออกมาเดินสำรวจ พื้นที่บ้านแม่กำปอง บางกลุ่มเดินลงไปดูร้านค้าที่ขายของด้านล่าง บางกลุ่มเดินไปดูวัดที่เขาว่ามีโบสถ์กลางน้ำ บาง กลุ่มเดินไปหาเพื่อนที่บ้านพักหลังอื่น หวังไปสำรวจห้องพักว่าเป็นเช่นห้องเราหรือไม่ ตามกำหนดการของทัวร์18:00 น. คือเวลาที่จะรับประทานอาหารเย็น เรานั่งเล่นชมบรรยากาศที่ระเบียงบ้านพัก ไปพลางๆรอเวลาอาหารมาเสิร์ฟ ขณะนั้นเห็นจะเป็นเวลาประมาณ 17:45 น.ได้เราเริ่มหิวและบ่นกับเพื่อนว่า “สงสัยจะได้ลงไปหาอะไรกินก่อนแน่เลย เขาจะทำอาหารเสร็จตอนไหนนะ” บ้านพักแต่ละหลังจะทำอาหารเย็นมา เสิร์ฟให้แขกที่มาพักทุกหลัง ขณะนั่งรอก็เริ่มได้กลิ่นหอมของอาหารโชยมา เราทายกับเพื่อนว่าต้องเป็นน้ำพริกอ่อง แน่เลย กลิ่นมะเขือเทศชัดมาก ยิ่งได้กลิ่นก็ยิ่งหิว “กระเพาะอาหารจะกำเริบไหมนะเรา” ฉันได้แต่นึกและบ่นกับ เพื่อนไปมา จนได้ยินเสียงผู้หญิงเล็กพูดขึ้นว่า “อาหารเสร็จแล้วค่ะ” มองไปที่นาฬิกา ขณะนั้นเป็นเวลา 18:00 น. เราหันไปมองเพื่อนด้วยตาที่เบิกโต “เฮ้ยยย ตรงเวลาไปไหม” เราตะลึงในความตรงเวลาอยู่สักพักแล้วก็ลุกขึ้นมาดู ว่าพี่นกทำอะไรมาให้กินบ้าง อาหารมื้อแรกที่แม่กำปองคือ น้ำพริกอ่อง ผัดฟักแฟง แคปหมู และแอ็บหมู (แอ็บ คือ การนำวัตถุดิบที่ต้องการมา คลุกเคล้ากับเครื่องเทศ ห่อด้วยใบตองแล้วนำไปย่างกับเตาถ่าน) อาหารหน้าตาธรรมดาแต่รสชาติแสนพิเศษ เพราะเป็นอาหารเหนือที่ลงมือทำโดยคนเหนือ กินข้าวบนภูเขาเหนือสิ่งใดจะหยุดกันความรู้สึกพิเศษนี้ได้ยิ่งได้กิน ไปพร้อมกับวิวริมระเบียงบ้านที่มีเสียงน้ำตกที่ไหลผ่านตลอดเวลา ได้ใช้เวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวไปกับคนที่ แชร์บ้านในคืนนี้ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่หาสิ่งที่จะเปรียบเทียบได้สำหรับอาหารมื้อนี้ เวลาล่วงเลยมาถึงช่วงดึกดื่น ท้องฟ้าค่อนข้างปิดเพราะมีเมฆฝน ทำให้มองเห็นดาวได้ไม่มากนัก แต่อากาศเย็น กำลังดีเหมาะแก่การนั่งสังสรรค์เป็นที่สุด เราเลือกเดินขึ้นไปหาเพื่อนที่พักอยู่ด้านบนเหนือบ้านเรา เพื่อหวังไปนั่ง เม้าท์มอยพูดคุย บ้านพักของเพื่อนค่อนข้างอยู่บนที่สูง วิวบ้านมองเห็นร้านระเบียงวิว ร้านกาแฟสุดฮิตของแม่ กำปอง และมองเห็นบ้านพักหลังอื่นๆสลับสูงต่ำเรียงรายกันไป แสงไฟของบ้านแต่ละหลังมีสีส้ม และแสงที่มองเห็น ค่อนข้างสลัวเพราะเหมือนมีหมอกมาบดบัง แต่เห็นใช่เป็นสิ่งไม่ดี ภาพตรงหน้าเป็นภาพที่มองแล้วสบายตาสุดๆ นี่ สินะสถานที่ที่ใช้คำว่ามาพักผ่อนได้จริงๆ เพียงแค่ปล่อยใจไปกับสิ่งตรงหน้าก็สามารถหยุดเวลาได้แล้ว ความเหนื่อย ล้าจากการเดินทางค่อยๆลดลง สายลมเย็นๆพัดมากระทบหน้า แทบจะไม่อยากให้ช่วงเวลานี้หายไปไหนเลย เรานั่ง พูดคุยสารพัดเรื่องราวกับเพื่อนจนเวลาล่วงเลยไปถึงเที่ยงคืน ถึงเวลาต้องกลับไปนอนพักแล้วสินะ เดินลงเขากลับ บ้านพัก แล้วหลับตาลงเตรียมตัวตื่นขึ้นมาออกเดินทางในเช้าวันใหม่ “ซ่า ซ่า …” ลืมตาขึ้นมาพบกับความมืดมิด แต่หูกลับได้ยินเสียงดังคล้ายฝน “ฝนตกหรอเนี่ยเช้านี้” ได้แต่คิดแล้วก็ สงสัย เลยฝืนกายหยาบที่พึ่งตื่นลุกไปเปิดผ้าม่านดู ปรากฎว่า “ไม่มีฝนนี่นา” ใช้เวลาประมวลผลอยู่สักพักเลยนึกขึ้นได้ว่า น้ำตกอยู่ใกล้ๆบ้านพักนี่เอง ที่มาของเสียงฝนแต่ไม่ใช่ฝน บ้านพักที่อยู่ติดลำธารจะได้ยินเสียงคล้ายฝน แบบนี้ทุกบ้าน ความรู้สึกประหนึ่งว่ามีฝนตกตลอดทั้งวันเลย อากาศเช้านี้ดีจนไม่อยากลุกขึ้นตื่น เตียงนอน ผ้าห่ม และหมอนของบ้านพักพี่นกดูดเราให้พร้อมจะหลับไปอีกครั้งตลอดเวลา ความสามารถพิเศษของชุดเครื่องนอนที่ บ้านคำแก้วนี่มันอะไรกัน ไม่อยากให้แขกไปเดินเที่ยวเล่นหรือไง แต่สุดท้ายก็ต้องลุกขึ้นจากเตียงนอนแสนสบายนี้ เพื่อไปใช้ชีวิตต่อ กลางบ้านของเรามีชุดชงกาแฟอยู่เลยขอให้ให้คุ้มหน่อยแล้วกัน แต่จะว่าไปแล้วกาแฟร้อนๆ ขนมปังนุ่มๆ บวกกับ บรรดาเมฆหมอกที่ออกมาทักทายกัน ช่างเป็นเช้าที่เพอร์เฟคสุดๆ ได้แต่คิดในใจซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “นี่สินะ การ พักผ่อน” ชมวิวช่วงเช้าได้ซักหน่อยก็มองเห็นพระเดินมาจากไกลๆ เราเลยลงมาข้างล่างบ้านเพื่อจะนิมนต์ใส่บาตรพระท่านซัก หน่อย เรารีบสุดๆจึงขอหยิบชุดตักบาตรในร้านค้าของพี่นกมาแบบยังไม่ได้จ่ายเงิน กลัวจะไม่ทันพระท่านเอา สุดท้ายก็ได้ใส่บาตรสมใจอยาก แต่ดันลืมจ่ายเงินค่าชุดตักบาตรพี่นกจนได้สุดท้ายอาจารย์บั๊มผู้ใจดี เจ้าของทัวร์นี้ ก็ได้จ่ายให้ก่อน เป็นเหตุการณ์ที่น่าขำเสียจริง ไม่รู้จะได้บุญหรือบาปกันแน่ ข้าวเช้าในวันนี้ก็อร่อยไม่แพ้กับเมื่อคืน มื้อนี้มีไส้อั่ว แกงวุ้นเส้น แคปหมู และน้ำพริกข่าสุดเด็ด ทุกคนในบ้าน ประทับใจน้ำพริกข่านี้มาก แม้จะรสชาติจะออกเผ็ดแต่กินแล้วช่วยตื่นได้ดีจริงๆ เช้านี้หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ เราตั้งใจจะเดินถ่ายรูปเก็บบรรยากาศให้ทั่ว เพราะเมื่อวานไม่ค่อยได้เดินสำรวจ พื้นที่มากนัก เราเริ่มจากการเดินไปชมลำธารข้างบ้าน กระแสน้ำไหลเร็วตามสิ่งที่ควรจะเป็น เสียงน้ำกระทบกับโขด หินคล้ายกับกำลังเปิดเพลงผ่อนคลายสมองในยูทูป ขัดแต่นี่คือเสียงจริงๆจากธรรมชาติ เราเดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ตามทางก็มีดอกไม้นานาพันธุ์ขึ้นสลับกันไป แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นคือ ดอกไม้สีแดงเหลือง นามว่า “ดอกกำปอง” ดอกไม้ประจำถิ่นและเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านแม่กำปอง ดอกไม้สีสันสวยงามมีเอกลักษณ์ใครเห็นก็อดใจที่จะถ่าย เก็บไว้ไม่ได้เราและเพื่อนชวนกันขึ้นไปที่ร้านระเบียงวิว เพื่อหวังไปดูวิวสุดฮิตที่ทุกคนที่มาแม่กำปองต้องมาเฉยชม ทางเดินขึ้นไปค่อนข้างลาดชั้น ใครที่ไม่อยากเหนื่อยก็สามารถนั่งรถแดงขึ้นไปได้ค่าบริการ 20 บาท แต่เราอยาก เดินเก็บบรรยากาศเลยเลือกที่จะเดิน ระหว่างทางก็จะเจอโฮมสเตย์บ้านพักหลังอื่นๆ มีความสวยงามและน่าอยู่ แตกต่างกันออกไป เราเดินถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆก็พบว่า เหมือนจะหลงทาง… จึงตัดสินใจถามพี่ๆเจ้าของบ้านพัก แถวนั้น ทุกคนพร้อมบอกทาง ยิ้มแย้ม พูดจาไพเราะต่อนักท่องเที่ยวทุกคน นี่คืออีกสิ่งหนึ่งที่เราประทับใจแม่กำปอ งมาก หลังจากทราบทางขึ้นไปแล้วก็ออกเดินต่อ เดินขึ้นไปซักหน่อยก็จะเจอโรงคั่วเมล็ดกาแฟ เป็นโรงคั่วของ “พ่อ หลวง” พ่อหลวงคือคนดูแลหมู่บ้านแม่กำปอง ถือว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้าน ใครที่สนใจศึกษาการคั่วกาแฟก็ สามารถมาหาพ่อหลวงได้ หลังจากเดินผ่านโรงคั่วของพ่อหลวงมานิดหน่อยก็ถึงระเบียงวิว ร้านกาแฟที่ตั้งใจมาชิมกาแฟและมาชมวิวแล้ว เม นูที่เราเลือกดื่มในครั้งนี้คือ อเมริกาโน่พีช กาแฟของเขาไม่ได้รสเข้มมากนัก ผสมกับไซรัปพีชก็ถือว่ารสชาติสดชื่น ใช้ได้เลย ราคาก็ไม่แพงมากนักทั้งที่เป็นร้านยอดฮิต แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่ากาแฟคือวิวหลักล้านที่ใฝ่ฝัน ได้ขึ้นมา ชมวิวนี้ถือว่าถึงแม่กำปองจริงๆแล้วสินะ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือ บ้านไม้ทรงล้านนาค่อยๆไล่ระดับจากสูงลงไปต่ำ ต้นไม้สูงใหญ่สลับกันไป ป่าเขาที่รายล้อมหมู่บ้านไว้และท้องฟ้าที่เปิดจนแสงแดดสาดส่องลงมาได้เต็มที่ ช่างเป็นวิว ที่ไม่เสียแรงกับการเดินขึ้นมาเลยจริงๆ พร้อมเช็คอิน “ถึงแล้ว แม่กำปอง :) ” ขาลงเราเลือกใช้บริการรถแดง เนื่องจากฝืนสังคารเริ่มไม่ไหว แม้ตัวจะอายุเพียง 20 แต่หัวเข่าดันไปถึง 50 แล้ว เรา ได้นั่งหน้าข้างขนขับเพราะด้านหลังเต็มแล้ว จึงได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่คนขับรถ ขออนุญาติใช้คำเรียกคู่สนทนาว่า “พี่คนขับ” น่าเสียดายจริงๆที่ไม่ได้ถามชื่อพี่เขาไว้เพราะด้วยความอยากรู้ซื่อๆของเรา เราถามพี่เขาว่า “พี่เป็นคน ที่นี่เลยไหมคะ” “ใช่ครับ” พี่คนขับตอบ “แสดงว่าพี่คงคุ้นชินทางมากๆเลยสินะคะ คงต้องขับรถบนทางลาดชัน แบบนี้มาตั้งแต่เด็ก” เราถามเสริม “ใช่ครับ ชินเส้นทาง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เกิดอุบัติเหตุนะครับ” พี่คนขับพูดพลางลาก เบรคแล้วค่อยๆขับลงเนินไปอย่างฉ่ำชอง แม้ว่าจะชินทางมากแล้วแค่ไหน อุบัติเหตุก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา นั่นเอง สิ่งที่พี่คนขับอยากจะสื่อ เราแอบบอกความประทับใจที่เรามีต่อที่นี่ให้พี่คนขับคนนี้ว่า “ผู้คนที่ที่ยิ้มแย้มกัน ทุกคนเลยค่ะ น่ารักมาก” พี่คนขับยิ้มพร้อมกับพูดว่า “ทุกคนเข้าใจในสิ่งที่ทำครับ หมู่บ้านเราคือหมู่บ้านท่องเที่ยว ทุกคนพร้อมทำหน้าที่ดูแลนักท่องเที่ยว นี่ถือว่าเป็นนโยบายของหมู่บ้านครับ” พูดคุยกันได้ไม่นานก็ถึงที่จอดรถบริเวณวัดคันธาพฤกษา เราและเพื่อนลงจากรถพร้อมลาพี่คนขับ แล้วเดินกันไปต่อ ที่ร้านค้าข้างล่าง แวะชมร้านนั้นร้านนี่กันอย่างตื่นเต้น เดินไปไม่กี่ก้าวก็หยุดสลับกันถ่ายรูปอย่างสนุก เรียกได้ว่า ถ่ายเยอะจนมีรูปลงโซเชียลได้อีกเป็นเดือน หลังจากเดินถ่ายรูปแถวร้านค้าด้านล่างหมู่บ้านเสร็จก็เดินกลับบ้านพัก เพื่อเตรียมตัวเก็บของเช็คเอาท์เราเก็บของ และลงมาด้านล่างบ้านเพื่อมาลาพี่นก พี่เจ้าของบ้านพักของเรา เรายอมรับด้วยใจจริงว่าเราประทับใจพี่นกมาก ดีใจ ที่ได้มาพักบ้านของพี่นก พี่นกดูแลแขกทุกคนดีมาก ดูแลด้วยใจจริง ทุกอย่างมันส่งออกมาทางสีหน้า ท่าทาง ความ นอบน้อมที่มองจากไกลๆก็เห็น แม้จะเข้าใจได้ว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าของบ้านพักที่ต้องทำ แต่ก็ยังประทับใจอยู่ดี เรา แวะถ่ายรูปกับพี่นกเก็บไว้ที่หน้าร้านค้าของพี่นก และได้ล่ำลากันอยู่พักใหญ่กว่าจะออกมาขึ้นรถ เราบอกกับพี่นกไว้ ว่า ถ้ามาเที่ยวแม่กำปองอีกครั้งจะกลับมาหาพี่นกอีกแน่นอน และเราก็โบกมือลากันและกัน ยัง ยังไม่จบ เรื่องราวยังไม่จบ เพราะเพื่อนๆยังเช็คเอาท์ยังไม่เสร็จทุกคนน่ะสิ ขณะที่เรารอเพื่อนๆคนอื่นๆเก็บ กระเป๋าเช็คเอาท์อยู่นั้น เราก็ได้แอบแวะมาดูน้ำตกด้านล่างบริเวณโบสถ์วัดคันธาพฤกษา เรายังไม่ได้มีโอกาสทิ้งขา แช่น้ำตกเหมือนเพื่อนๆคนอื่นเลย จวนจะออกจากหมู่บ้านแล้ว เลยถือโอกาสรอเพื่อนๆนี่แหละ แอบหนีมาเล่น น้ำตกซักหน่อย น้ำตกที่นี่ใส เย็น ร่มรื่น มีต้นไม้ล้อมรอบเต็มไปหมด เหมาะกับการนั่งแช่เท้าให้สายน้ำชะโลมเอา ความเหนื่อยล้าทิ้งไปเสียจริง บรรยากาศก็ดีเหมาะแก่การนั่งเล่นคิดงานจริงๆ เผื่อใครหลายคนเกิดอารมณ์ศิลปิน สร้างผลงานชิ้นเอกได้จากที่นี่เลยนะ ใครที่มาแม่กำปองก็อย่าลืมเดินมาเล่นโซนน้ำตกกันได้นะคะ รับประกันความ เย็นสบาย นั่งเล่นได้ซักพักก็ถึงเวลาต้องโบกมือลาแม่กำปองแล้ว เพื่อนๆทุกคนเช็คเอาท์เรียบร้อย พร้อมออกจากหมู่บ้าน เรา คิดในใจว่า “มีพบก็ต้องมีจาก นี่สินะชีวิต” สถานที่แห่งนี้สร้างความสุขชั่วคราวให้เรา แม้ว่าเราจะมีความสุขจาก สถานที่แห่งนี้แค่ไหน สุดท้ายเราก็ต้องเดินจากไปสู่ที่ที่จากมา แต่ความสุขเพียงชั่วคราวจะคงอยู่ตลอดไป หาก เรื่องราว ณ ขณะนั้นมันส่งผลต่อจิตใจเรา และเราคิดว่าความสุขเพียงชั่วคราวที่แม่กำปองนี้ก็จะคงอยู่กับเราตลอด ไป เพราะแม่กำปองมีผลต่อใจเรามากจริงๆ ขอบคุณทุกๆเรื่องราวที่เกิดขึ้นนะ เราจะจดจำเธอ “แม่กำปอง”

ALL POSTS
Views