เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Psychopastry Club คลับของคนชอบเสพเรื่องจิตหลอนสยองขวัญpsychopastryclb
Midnight Horror ตอน แม่ครับผมกลับมาแล้ว
  • การกลับมาของคนไกล นำมาซึ่งการเปิดประตูสู่ความสะพรึง และเส้นขวางระหว่างศรัทธากับงมงาย
    ที่เฉียบบางกำลังนำหายนะมาสู่พวกเขา.
    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


             

                   แม่ครับ..ผมกลับมาแล้ว


    เช้ามืดที่สถานีขนส่ง เมธ ลงรถทัวร์ในสภาพเมื้อยล้า เป็นเวลากว่า 9 ชั่วโมง ที่เขาอยู่บนรถโดยสารตั้งแต่ช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา ระยะทางร่วม 500 กว่ากิโลจากกรุงเทพฯ กลับมายังบ้านเกิด ทำเอาเขาอ่อนเพลียไม่ใช่เล่น 


    สัมภาระของเขา มีเพียงเป้ใบย่อม เมธขึ้นรถสองแถวที่จอดรอแถวนั้น เพื่อต่อไปยังหมู่บ้านของเขา มีเพื่อนร่วมทางนั้งท้ายสองแถวด้วยกันอีกสามสี่คน รถติดเครื่องรออยู่เพียงไม่นาน ก็แล่นออกจากสถานีขนส่ง ปลายทางของเมธคือบ้าน ที่ซึ่งพ่อกับแม่ของเขารออยู่ 

    ตั้งแต่ตัดสินใจไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ กระทั่งเรียนจบจนเข้าทำงาน นี่คือครั้งแรกในรอบเกือบเจ็ดปี ที่เขาจะได้พบ ได้พูดคุยกับครอบครัวของเขาอีกครั้งหนึ่ง เขาสับสน ว่าระหว่างจดหมายเหล่านั้นหลงทาง หรือเพราะความยากลำบากของการเดินหน้าต่อกันแน่ ที่ทำให้ช่องว่างของพวกเขา ถ่างกว้างมากเท่านี้  


             รถสองแถวใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงเศษ ก็ถึงทางเข้าหมู่บ้าน  แต่เขายังต้องเดินเท้าเข้าไปต่อ จากปากทางถึงบ้าน ระยะทางอีกเกือบกิโล เมธดูนาฬิกาที่ข้อมือ แปดโมงกว่าแล้ว เวลานี้พ่อกับแม่ของเขา คงกำลังเตรียมตัวเข้านา เมธเร่งฝีเท้า ไม่อยากคลาดกับพ่อและแม่ 


             บ้านไม้ที่อยู่อาศัยกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ ตั้งตระหง่านเบื้องหน้าเขา ประตูหน้าต่างปิดสนิท มอเตอร์ไซค์สองคันจอดนิ่งอยู่ใต้ถุน เปลที่ผูกอยู่เคลื่อนไหวตามแรงลมอ่อนๆ  หมอนสองใบนอนนิ่งอยู่บนแคร่ สิ่งของทุกอย่างตรงหน้าเขาดูเงียบเชียบ ไร้ชีวิตชีวา ราวกับไม่มีคนใช้งาน ไม่มีใครอยู่อาศัยที่นี่ 


    เมธวางเป้ลงบนแคร่ เขาชเง้อเรียกหาพ่อและแม่ ขึ้นไปเขย่าประตูบ้าน เดินวนดูรอบชาน ร้องตะโกนเรียกอยู่นาน แต่ไม่มีใครตอบรับ เมธแปลกใจ เพราะประตู ยังถูกล็อคจากด้านใน แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวในบ้านเลย 

    เมธเดินลัดเลาะ สำรวจรอบบริเวณบ้าน เห็นทุ่งนาเขียวชุ่มอยู่ด้านหลังไกลๆ   ชาวบ้านกำลังง่วนเก็บเกี่ยว  เมธมองเหม่ออยู่พักใหญ่ รู้ตัวอีกที ก็ปาเข้าไปสิบโมงกว่า  เมื่อไม่มีอะไรให้ทำ เขาจึงทิ้งตัวแผ่หลาลงบนแคร่ที่ใต้ถุน และด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางตั้งแต่เมื่อคืน เขานอนพักหลับเอาแรง 


    แดดคล้อยต่ำ แต่ใต้ถุนบ้าน ก็ไม่อาจยับยั่งไอแดด ลมร้อนปะทะร่างเมธ จนเงื่อผุดซึมแถวท้ายทอย เมธหลับนิ่งด้วยความอ่อนแรงอยู่บนแคร่ สักพักก็มีมือกร้านเข้าจับที่ต้นแขนของเขา ทำเอาเมธสดุ้งลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ ปรากฏว่า มือกร้านเส้นเลือดนูนปูดนั่น คือพ่อของเขาเอง  ใบหน้าอิดโรย ยืนส่งยิ้มเย็นมาให้เขา  ด้วยความดีใจผสมกับความคิดถึง เมธแทบจะกระโดดเข้ากอดพ่อในทันที 

    เมื่อเมธขึ้นบนบ้าน เขาพบว่าทั่วบริเวณด้านบนมีเทียนสั้นกุดตั้งอยู่ตามจุด ตามมุมต่างๆ ของบ้าน ภายในบ้าน ยังส่งกลิ่นเหม็นบูด เหม็นอับ  หน้าต่างทุกจุดของบ้านถูกตีตะปูปิดตาย

    แล้วเสียงคล้ายอะไรหนักๆ ก็ตกลงพื้น จนเขารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ดังมาจากทางห้องนอนของพ่อกับแม่  ยิ่งทำให้เขาสงสัย ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ 

    เมธเอ่ยปากถามพ่อออกไป พ่อของเขาตอบเพียงว่า เป็นเสียงของแม่ที่ไม่สบายอยู่ในห้อง และนี่เป็นอีกสาเหตุนึง ที่ไม่ได้เปิดบ้านรับเขาตั้งแต่เช้า เพราะแม่ ไม่ชอบให้แสงแดดสาดเข้าบ้าน  


    พ่อของเขาเล่าว่า แม่ของเมธ ต้องการนอนแทบจะตลอดเวลา และจะมีแรงลุกอีกที ก็ต่อเมื่อฟ้ามืดแล้วเท่านั้น เมธที่ได้ฟังพ่อเล่าเช่นนั้น ก็แข็งขันอาสาจะพาแม่ไปหาหมอ พวกเขาเถียงกันเรื่องนี้พักใหญ่ แต่ท่าทีแข็งกร้าวของพ่อ ก็ทำให้เมธต้องถอย  พ่อไม่ต้องการให้เมธเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ 


              ตกดึกคืนนั้นฝนตกหนัก ลมพัดแรงอยู่ด้านนอก ภายในบ้าน พ่อต้องใช้กะละมังมารองน้ำฝน ที่รั่วลงมาตามจุดต่างๆ ของหลังคาบ้านไว้ เมธที่ตอนนี้ อยู่ในห้องติดกันกับห้องนอนแม่  เขาแอบมองแม่ผ่านช่องโหว่ระหว่างแผ่นไม้ แต่เพราะบ้านทั้งหลัง มีเพียงความสว่างจากตะเกียงและแท่งเทียน ทำให้เขามองอะไรแทบไม่เห็น  เมธทำได้แค่คาดเดาจากการแนบหูฟัง ว่าแม่ของเขากำลังทำอะไรอยู่ภายในห้องนั้นกันแน่ 

     สิ่งที่เขาได้ยิน ผสมกับเสียงฝนตกฟ้าร้องฟ้าผ่า คือเสียงเสียงลมหายใจหอบแรง เสียงเหมือนคนอ้วกตลอดเวลา  ปะปนไปกับเสียงขูดขีดพื้นบ้าง ผนังบ้าง  พื้นบ้านสั้นสะเทือนอยู่แทบจะตลอดคืน  เมธไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ เขาเต็มไปด้วยความสงสัย เคลือบแคลงใจ


     เมธจึงออกจากห้อง เขาหมายมั่นจะค้นความจริงให้ได้  แต่เขาก็ต้องชะงัก เพราะประตูห้องนอนของแม่ ถูกคล้องกุญแจจากด้านนอก มันถูกแม่กุญแจล็อคไว้ทั้งมุมบนและมุมล่างของบานประตู  ขณะที่เมธกำลังเงอะงะ คลำหาเครื่องมือมางัดแม่กุญแจนั่นออกในความมืด  พลันแสงสว่างก็สาดวาบเข้ามาทันที  

    พ่อของเขาเปิดประตูบ้านพรวดพลาดเข้ามา เสื้อกล้ามสีขาว กางเกงขาก๋วย ผ้าข้าวม้าคาดเอวชุ่มโชกไปด้วยน้ำฝน ผมเพ้าปรกหน้าปรกตา มีดพร้าวาวสะท้อนแสงวับอยู่ในมือข้างหนึ่ง  ส่วนอีกมือ ถืออะไรบางสิ่งที่ขยับไหวอยู่ เดินดุ่มๆ ตรงเข้าหาเมธ  พ่อของเมธบอกให้เขาถอยห่างจากห้องนอนของแม่ และพยายาม อยู่ให้ห่างจากแม่ไว้จะดีที่สุดสำหรับทุกคน  

    ในแสงสลัว สลับแสงแวบไหวที่สาดผ่านประตูบ้านเข้ามา ใบหน้าทมึงถึง กับดวงตากระด้างแข็งของพ่อ ทำเอาเมธนึกผวาอยู่ในใจ เขาไม่อาจปฏิเสธคำสั่งนั่นได้ คืนนั้น เมธเดินตัวลีบล่าถอยกลับเข้าห้องของตัวเองไป แต่ไม่วายคอยเฝ้าเงี่ยหูฟัง เสียงขูดขีดพื้นไม้ ขูดผนัง ยังคงดังสลับกับเสียงฝนพร่ำเป็นระยะๆ คืนนั้น เมธขุ้ดคู้ที่มุมในสุดของห้อง เขาไม่อาจวางใจหลับลงได้สนิท 

     


             เช้าถัดมา เสียงเคาะประตูปลุกเมธออกจากภวังค์ ที่ด้านนอกยังเป็นเวลาเช้าตรู่ นกเคลื่อนฝูงบินโฉบเหนือทุ่งนา เขากับพ่อ นั่งกันเงียบๆ ที่ชานบ้านด้านหลัง สภาพของเมธ พอๆ กับของพ่อ พวกเขาเพลียจากการอดนอน ส่วนพ่อ โทรมลงกว่าเมื่อวานเล็กน้อย หนวดเคราเฟิ้มไม่ได้รับการดูแล ที่หัวไหล่ บริเวณเดียวกับวงแขนของเสื้อกล้าม มีรอยแผลเกิดขึ้นใหม่  

    เขาทำลายความเงียบ ด้วยการชวนพ่อให้พาแม่ไปหาหมอ แต่พ่อยังยืนยันคำเดิม แม่ของเมธต้องการการพักผ่อน ปล่อยให้เธอได้นอนพักเต็มที่ อีกไม่นาน เธอจะหายดีเอง

    เมื่อได้ฟัง เมธถึงกับหัวเสีย เขาผุดลุกเข้าบ้าน ไปคว้าเอามีดพร้ามาฟันประตูห้องนอนของแม่ เมธกับพ่อ ยื้อแย่งมีดยาวกันพักใหญ่ เขาเป็นฝ่ายชนะ พ่อฟุบลง จากแรงเหวี่ยงของเมธ เขาใช้มีดฟันลงไปที่ประตู จนไม้แตกออกเป็นช่องกว้างขนาดเท่าใบหน้า 

    เมธยื่นหน้าเข้าไปมอง สอดส่องภายในหาร่างแม่ของเขา แล้วจู่ๆ ก็มีแรงดึงมหาศาล จับผม ทึ่งหัว ลากเมธเข้าไปผ่านช่องแคบๆ นั่น ส่วนหัวถึงลำคอของเขาผลุบผ่านไปได้ แต่ร่างของเขา ค้างอยู่ระหว่างช่องแคบๆ นั่น เศษไม้ขีดข่วนใบหน้า ตำหัวไห่ลเมธจนเลือดออกซิป เขาดึงตัวเองกลับไม่ได้ และดันตัวเองผ่านช่องแคบนี่ไม่ไหวเช่นกัน   

    เมธในตอนนี้ ค้างเติ่งระหว่างด้านนอกกับด้านใน เขาทำได้เพียงใช้แขนกับขายันส่วนของลำตัวไว้ที่ด้านนอก ขณะที่ส่วนหัวที่ทะลุเข้าไปภายในห้องนอนของแม่นั้น สายตาเขากลิ้งมองไปมา ภายในห้องระเกะระกะด้วยสิ่งของ ตู้เสื้อผ้าถูกรื้อกระจุยกระจาย เหม็นสาป เหม็นเปรี้ยวของบูดของเสีย ปฎิกลูส่งกลิ่นเน่าเหม็นออกมา  เขาเห็นอุจระ ถูกป้ายอยู่ทั่วพื้นผนังของห้อง  

    เมธบิดคอ สายตาสอดสายเห็นแม่ของเขา ยื่นนิ่ง แผ่นหลังติดผนังฝั่งตรงข้ามประตูห้อง  ไร้เสื้อผ้าอาภรณ์ปกปิดร่างกาย ส้นเท้าชิด ปลายนิ้วเท้าหงิกงอจิกลงพื้น ขณะที่แขนขยับขึ้นลง นิ้วมือขูดขีดผนัง สักพักร่างเธอก็ทิ้งตัวลงคว่ำ ปลายเท้าหันทางทิศเดิม ผมยาวแผ่สยายคลุมแผ่นหลัง 

    เมธตกใจร้องลั้่น ดวงตาเขาเบิกโพลง ไม่คิดไม่ฝัน ว่าจะเห็นแม่ตัวเองในสภาพเช่นนี้ ร่างของแม่ซูบผอม จนเห็นกระดูกก้นกบชัด นิ้วมือพองแดง เลือดแห้งติดปลายเล็บดำ 

    แล้วแม่ของเมธ ก็ค่อยๆ ยันตัวเอง คลานเข่าตรงมาหาเมธ เธอพยายามดึงหัวของเขา ดึงจนเศษไม้ที่หักคาอยู่รอบๆ บานประตู ปักลึกเข้าไปในหัวไหล่ของเมธ เมธร้องลั่นโอดโอยอย่างเจ็บปวด เสื้อยืดสีขาวขุ่นของเขา ซึมเลือดจนแดงฉาน สักพัก เมธได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านนอก แล้วประตูก็ถูกเปิดออก พ่อของเขาฟื้นสตินำกุญแจมาไขประตูให้ แต่ทันทีที่ประตูเปิดออก แม่ก็โถมร่างตัวเองใส่พ่อของเขาทันที เมธฝืนความเจ็บปวด เขาดันตัวเองออกจากช่องโหว่ มายื้อร่างของแม่ออกจากตัวพ่อ เมธสอดแขนรั้งร่างของแม่จากด้านหลัง แล้วเขาก็ถูกกัดขวับเข้าที่ท่อนแขน จนเขาต้องสบัดตัวหนี พ่อที่ตะเกียกตะกาย ถอยร่นออกไปทางประตูหน้าบ้าน มือควานคว้าบางสิ่งได้ จึงเหวี่ยงกลับเข้าไปในห้องนอนของแม่  แม่รีบกระโจนตามสิ่งนั้นในทันที เมธมองตามไป สิ่งที่เขาเห็น คือแม่ของเขา กำลังนั่งยอง แทะซากของหนูนา มีจิ้งจกอีกจำนวนหนึ่ง ที่กองกระเด็นกระดอนอยู่บนพื้น

              หลังจากสองพ่อลูก ช่วยกันซ่อมปิดช่องโหว่บนบานประตู ในที่สุด พ่อของเมธ ก็ยอมปริปากระหว่างทำแผลให้เขา พ่อเล่าให้ฟัง ว่ามันเริ่มตั้งแต่ที่เมธไปเรียน ไม่มีสักวัน ที่แม่จะไม่ถามถึงเขา 

        กระทั่งได้รับจดหมายจากเมธ ว่าจะอยู่ทำงานต่อ ไม่กลับมาช่วยทำไร่นา แม่ก็เริ่มทรุดอย่างเห็นได้ชัด แม่ของเมธ ตั้งความหวังไว้ที่ลูกชายเพียงคนเดียวมาก  จึงทำให้เธอรับไม่ได้ เธอพยายามให้พ่อช่วยเขียนจดหมายส่งไปหาเมธ และจะคอยเฝ้าบุรุษไปรษณีแทบทุกวัน แต่เธอไม่เคยได้รับจดหมายจากเมธ เพราะพ่อไม่เคยส่งมันไปเลยสักฉบับ 

      เวลานั้น พ่อของเขาคิดว่า มันเป็นธรรมดาของลูกผู้ชาย ที่อยากจะมีที่ทางเป็นของตัวเอง  พ่อของเขายอมรับว่าแรกๆ ก็มีน้อยใจอยู่บ้าง แต่เพราะรู้ว่าลูกนั้นโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และจะมีชีวิตเป็นของตัวเอง พ่อรู้ว่า เมื่อให้ชีวิตที่ดีกว่ากับลูกไม่ได้ ก็ไม่อาจเหนี่ยวรั้งให้ต้องพังไปด้วยกัน  

                 กระทั่งเมื่อเกือบอาทิตย์ก่อน ที่เมธส่งข่าวว่าจะกลับบ้าน แม่ดีใจ รีบเข้าไปรื้อทำความสะอาดห้องหับ จึงได้รู้ความจริง ว่าพ่อไม่เคยส่งจดหมายพวกนั้นไปหาเมธเลยสักฉบับ แม่จึงโกรธพ่อมาก พอดีกับที่วันนั้น เป็นวันเข้าไปเก็บของจากป่าขายพอดี ซึ่งโดยปกติแล้ว พ่อกับแม่มักจะไปด้วยกันเสมอ แต่วันนั้นแม่โกรธพ่อมาก จึงไปเพียงลำพัง

    หลังจากเข้าป่าวันนั้น แม่ก็เริ่มมีอาการแปลกไป แม่เริ่มบึ้งตึง ตาขวาง แต่เพราะคิดว่า แม่ยังโกรธอยู่ พ่อของเมธจึงไม่ได้เซ้าซี้มากนัก  แต่อาการก็ยิ่งแปลกขึ้น คอกระตุก ตาแข็ง แต่บางทีก็กลับเพ้อ นิ้วมือนิ้วเท้าหงิกเกร็งเป็นบางขณะ แต่แล้ววันดีคืนดี แม่ก็ลุกมาแก้ผ้า เดินตัวเปล่าทั่วบ้าน น้ำท่าไม่ยอมอาบ ข้าวปลาไม่ยอมกิน ทำท่าหวาดกลัวเมื่อโดนแสงแดด 

    วันๆ เอาแต่นอน หรือไม่ ก็ซุกตัวอยู่ที่มุมมืดๆ ในบ้าน คอยไล่จับจิ้งจก จับแมลง จับหนูที่พ่อดักไว้มากินสดๆ 

    หลายวันเข้า ก็เริ่มแปลกเข้าไปอีก เริ่มพูดจาไม่เป็นภาษาคน ส่งเสียงแปลกๆ  ตกกลางค่ำกลางคืน แม่จะออกมาเดินเพ่นพ่าน ตัวสั่นเทา แม่ขูดขีดผนังจนเซี่ยนดำตำมือเต็มไปหมด พ่อคิดได้อย่างเดียว ว่าแม่ถูกผีป่า ที่สถิตย์อยู่ตามป่าเขา ลำเนาไพรสิงเข้าแน่ๆ  

    ผีป่าพวกนั้น มันคอยจ้องจะช่วงชิงร่างที่จิตอ่อนแอ เพื่อสูบกิน และเข้าแทนที่ดวงจิตที่อ่อนแอในท้ายที่สุด พ่อบอกว่า หากขับไล่ผีป่าไม่สำเร็จภายใน 7 วัน มันจะยึดร่างของแม่ไปตลอดกาล 

    เมธเองก็เคยได้ยินตำนานผีป่า จากปู่ของเขามาก่อนเช่นกัน  เมื่อตอนยังเด็ก ปู่มักจะคอยห้ามเขา ไม่ให้เข้าไปเล่นในป่าตามลำพังเด็ดขาด หากจะเข้าไป ต้องมีผู้ใหญ่ไปด้วยทุกครั้งเท่านั้น  

    แต่เมธเชื่อคำอธิบายของพ่อไม่ลง ถึงแม้เขาเอง จะเคยกลัวถูกผีป่ายึดร่างมากๆ ในตอนเด็กก็ตาม แต่สำหรับเมธ ที่เติบโตไกลจากบ้านมาเป็นเวลาหลายขวบปี เขาไม่คิดว่า ตำนานเหล่านั้นจะเป็นเรื่องจริง 

    ขณะที่พ่อของเขาเชื่อว่า ไม่มีโรคไหนที่พ่อรู้จัก จะสามารถใช้อธิบายพฤติกรรม หรืออาการแปลกๆ ของแม่ได้ พ่อยืนยันจะรักษาแม่ตามวิถีของคนที่นี่ คือการทำพิธีขับไล่ผีป่า กลับสู่พงไพร กลับไปยังที่ๆ มันควรอยู่  

    พรุ่งนี้หมอธรรม จะเดินทางมาทำพิธีขับไล่ผีป่าให้ โดยพิธีนี้ จะทำได้ก็ต่อเมื่อครบกำหนด 7 วันพอดิบดิบพอดีเท่านั้น   ถ้าหากแม่ผ่านพ้นคืนนี้ไปได้ โอกาสที่แม่จะกลับคืนมาเป็นปกติ ก็มีความเป็นไปได้มาก  หน้าที่ของพ่อคือ ทำทุกทางให้แม่ผ่านแต่ละวันไปจนถึงวันทำพิธีให้ได้ รวมถึงคืนนี้ด้วย 

    เมธยอมให้พ่อขังแม่ไว้อีกหนึ่งคืนจนกว่าจะรุ่งเช้า และทันที่ทำพิธีเสร็จ เขาจะเป็นคนพาแมไปรักษาเอง พ่อของเขาจึงยอมตกลงตามนั้น

    คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้าย ที่แม่จะถูกขังไว้ในห้องนอน และคืนสุดท้ายนี้ ผีป่าจะมีพลังเยอะที่สุด เพื่อนำร่างคนเป็นเข้าป่าไปด้วยให้ได้ 

    พ่อของเมธเฝ้าด่านหน้าอยู่ด้านใน ส่วนเมธเป็นด่านที่สอง พ่อของเขากำชับไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามเปิดประตูปล่อยแม่ออกไปข้างนอก ก่อนเสร็จสิ้นพิธีกรรมเป็นอันขาด


    เมื่อย่ำค่ำคืบคลาน คืนนี้ท้องฟ้าโปร่ง ดวงจันทร์ส่องสว่าง ช่วยให้สายตาเขามองเห็นได้ชัดเจนขึ้นกว่าคืนก่อน นกฮูกส่งเสียงร้องเป็นระยะๆ ที่หน้าประตูบ้าน เขากอดพ่อแน่น อดคิดไม่ได้ ว่าหากพ่อต้านทานแม่ไม่อยู่ขึ้นมาจะเป็นอย่างไร แต่แววตาของพ่อ มุ่งมั่นเกินกว่าที่เขาจะเอ่ยปากทักท้วงอะไรได้อีก เมธตกลง ตีตะปูปิดประตูหน้าตามคำขอของพ่อ  เสร็จแล้วจึงถือตะเกียงเดินสำรวจรอบบ้านอีกที หน้าที่เฝ้ายามของเขายังอีกไกลกว่าจะถึงรุ่งสาง  

    เมธ เช็คดูจนแน่ใจ ว่าทุกช่องทางเข้าออกถูกปิดแน่นสนิทดี เขาเดินวนมาถึงชานด้านหลัง มุ้งกางรออยุ่แล้ว เขาแทรกตัวเข้ามุ้ง วางตะเกียงใกล้มือ นึกถึงคำพูดของพ่อเมื่อช่วงบ่าย 


    เมธหวนนึกถึงอดีต ปีนั้นฝนแล้ง ไม่ว่าจะทำพิธีบูชาผีปู่ตาสักกี่หน พืชผลก็ไม่เป็นไปตามความคาดหวังอยู่ดี หลายๆ ครอบครัว ตัดสินใจปล่อยผืนนาให้หลุดลอย แต่เขารู้ดีว่า พ่อรักที่นานี้มากแค่ไหน มันเป็นหนึ่งในมรดกตกทอดเพียงไม่กี่อย่างจากปู่ พ่อถึงกับน้ำตาซึม เมื่อรู้ว่าเงินจมหายไปกับตาในผืนนาปีนั้น 

    และเขา ไม่อยากเห็นนาของพ่อแม่ หลุดมือเพราะต้องมาส่งเขาเรียน เมธจึงเสนอตัว เขาจะไปทำงานและส่งตัวเองเรียนต่อที่กรุงเทพฯ การทำนาเป็นลมหายใจของพ่อกับแม่ แต่มันไม่ใช่สำหรับเมธ  

    วันนั้นเมธตัดสินใจ หอบข้าวของเท่าที่จำเป็น พ่อยัดเงินจำนวนหนึ่งซุกใส่มือเขา แล้วไม่พูดอะไรกันอีก แม่ไม่ยอมรับการตัดสินใจของเมธ ลูกชายเพียงคนเดียวของบ้าน จะหนีไปใช้ชีวิต โดยละทิ้งพ่อกับแม่แก่ๆ ไว้เบื้องหลัง ช่างอกตัญญู แต่เมธรู้ดี ว่าแม่ไม่ได้คิดอย่างที่ลมปากพูด เพราะข้าวเหนียวกับหมูเค็ม ถูกห่อเตรียมไว้ให้เขาเป็นอย่างดี

    เวลานั้น เมธคิดว่ามันเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับทุกคน ถ้าผืนนายังเป็นของเรา ก็ยังมีโอกาส ที่จะกลับมาลืมตาอ้าปาก ถึงแม้จะน้อยนิด 

    นับจากวันนั้น นอกจากจดหมายโต้ตอบกับพ่อเพียงไม่กี่ฉบับ เมธก็แทบไม่รู้ข่าวคราวความเป็นไปของที่บ้านเลย กระทั่งเขาเพิ่งหาโอกาส กลับมาบ้านได้เมื่อวาน 


    ความผิดหวังต่อตัวเองและครอบครัวปะดังปะเด ต่อสู้กันภายในห้วงความคิดของเมธ หากวันนั้นเขาไม่เลือกจากบ้านไป ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และเขาจะเป็นอย่างไร หรือหากพ่อพาแม่ไปรักษาอย่างจริงจัง พวกเขาอาจได้ล้อมวงกินข้าว บอกเล่าเรื่องราวด้วยความคิดถึงกันก็เป็นได้ 

    เมธกระสับกระส่าย มือก่ายหน้าผาก พลิกตัวไปมา เขาอดเป็นห่วงพ่อ และอดโทษตัวเองไม่ได้ 


    สิ้นเสียงถอดหายใจของตัวเอง แผ่นไม้สะเทือนมาถึงบริเวณที่เขากางมุ้งนอนอยู่ เมธผวาเด้งตัวลุกออกจากมุ้งทันที แต่เขาไม่ผลีผลาม เมธย่องแผ่วจากหลังบ้าน คอยเอียงหน้าใช้หูแนบไปตามผนังจากด้านหลัง จุดหมายเขาคือบานหน้าต่างที่ตำแหน่งของห้องนอนแม่ 

    เสียงตึงตังกระแทกเข้ากับแผ่นไม้ เมธได้ยินเสียงพ่อร้องโหยหวน สัญชาตณาญของเขาบอกว่า มันเป็นเสียงของการต่อสู้แน่นอน เมธวิ่งไปทางประตูหน้า พยายามงัดตะปูออกจากประตูหวังจะเข้าไปช่วยพ่อของเขา 

    มีดพร้าในมือฟันฉับเข้าที่บานประตู ภายในบ้านยังส่งเสียงครึกโครมตึงตัง เขาเดาว่า พ่อน่าจะเจออะไรที่ไม่ต่างจากเขาเมื่อเช้าเป็นแน่  พละกำลังของแม่ มีมากเกินคนป่วยในโรคทั่วๆ ไป เมธเริ่มลังเลใจ ว่าเรื่องที่พ่อพูดจะเป็นความจริง พฤติกรรมประหลาดๆ ของแม่ กับสิ่งที่เขาเจอ มันทำให้เมธไขว้เขว  เขาเร่งมือทุ่มฟันประตูบ้านจนสุดแรง 

    แต่แล้วเมธก็ได้ยินเสียงผนังถูกกระแทกอย่างแรง เขาหยุดมือทันที ใจเมธเต้นระรัวภาวนาไม่อยากให้เป็นอย่างที่คิด แล้วไม่นาน เสียงฝีเท้าที่ดังตึงตังอยู่ในบ้าน ก็เร่งจังหวะ คราวนี้ เป็นบานหน้าต่างหลังบ้านแน่นอน เขารีบวิ่งไปดูก็พบว่า หน้าต่างห้องนอนแม่ เปิดค้างอย่างอ้าซ่า อุจระ และเลือดแดง เปรอะเป็นทางจากด้านในถึงชานด้านนอก แล้วหายไปที่สุดขอบของชานบ้าน

     เขาตะลึงค้างอยู่พักใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ ยื่นตะเกียงไปส่องหาความเคลื่อนไหว แต่ภายในห้องนอนนั้น กลับเงียบเชียบ มืออีกข้าง ที่กำมีดพร้าสั่นเทาด้วยความกลัว น้ำลายหนืดเหนียวติดค้างกลางลำคอ เสื้อยืดที่สวมใส่ชุ่มเงื่อจนชื้นเปียก เมธหายใจถี่ รวบรวมความกล้า ปีนเข้าห้องทางช่องที่อ้าออกนั่น

    สภาพภายใน ข้าวของกระจุยกระจาย เละเทะกว่าที่เขาเห็นก่อนหน้า เมธกวาดตามองอย่างรีบๆ ตอนนี้เขาเป็นห่วงสวัสดิภาพของพ่อ เมธมองตามแสงไปยังตะเกียงที่ล้มอยู่ ปลายแขนของพ่อทอดยาวอยู่ตรงนั้น เขาไม่รอช้าถลาไปหาทันที แต่ปรากฏว่า ตรงนั้นเป็นเพียงแขนข้างขวาของพ่อเท่านั้น เมธถึงกับทรุดลง เขาหยิบแขนข้างเดียวที่ยังโชกเลือดของพ่อขึ้นมากอดอย่างคุ้มคลั่ง นั่งกองอยู่ตรงนั้น 

          จนรุ่งสาง แสงอาทิตย์สาดเข้าจากหน้าต่างด้านหลัง นกประสานเสียงร้องรับเช้าวันใหม่ เขาได้ยินเสียงใครร้องตะโกนเรียกอยู่ข้างล่าง เมธถือแขนของพ่อ ปีนออกหน้าต่างวนกลับมายังบันไดทางขึ้นบ้าน เขาปริปากบอกชายแก่ที่ยืนชะเง้ออยู่ตีนบันไดว่า เขามาช้าเกินไป…..เขามาช้าไปหลายปีเลยด้วยซ้ำ… 

                                                                       / (จบ.)



    FunFact./ ไอเดียหลักของเรื่องมาจากประโยคที่เคยได้ยินคนพูดกันในทำนองขำขันว่า ขายนาส่งควายเรียน โดยมีข่าวของคู่แม่ลูกคู่นึงที่ช็อคจนต้องหามเข้าโรงพยาบาลเพราะกินว่านจั๊กจั่นเป็นท้องเรื่อง เราเองไม่เคยได้ยินเรื่องว่านจั๊กจั่นมาก่อนแต่คิดว่ามันน่าจะเชื่อมโยงกับประโยคนั้นและความเชื่อเรื่องภูตผีที่มีทั้งให้คุณให้โทษได้ดี 

      ยังไงร่วมคอมเม้นท์ พูดคุย ติชม และกดติดตาม เพื่อเป็นกำลังใจให้กันนะฮะ ขอบคุณทุกการอ่านและทุกแรงสนับสนุนฮะ / **รับฟัง Midnight Horror ตอน แม่ครับ..ผมกลับมาแล้ว    เวอร์ชันบรรยายได้ใน ยูทูป ** 


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in