เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
กินฝอยทอง นั่งมองเรือSirada Pichayapaiboon
ตามล่าหากระเบื้อง
  • ถ้าพูดถึง โปรตุเกสแล้วใครๆก็จะนึกถึงแต่เมืองหลวง "ลิสบอน" ขึ้นมาก่อน แต่จริงๆแล้วยังมีอีกเมืองหนึ่งที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน แต่แค่เรายังไม่ค่อยคุ้นเคยกันซักเท่าไหร่ ซึ่งเราก็อดไม่ได้ที่จะต้องพูดถึง "ปอร์โต้" คล้ายๆกับว่าถ้าจะเปรียบ ลิสบอน เป็นกรุงเทพฯแล้ว ปอร์โต้ ก็จะเทียบได้กับ เชียงใหม่ นั่นเอง

    Porto หรือ O Porto แบบคนโปรตุเกสเรียก หรือ แม้กระทั่งว่า ปอร์โต้ แบบที่คนไทยเรียกกัน เปรียบได้ว่าเป็นหัวเมืองทางภาคเหนือของประเทศโปรตุเกส เป็นศูนย์กลางหลายๆอย่างในภูมิภาคทางเหนือ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องของ ไวน์ และเป็นแหล่งผลิตไวน์ชั้นยอดของประเทศโปรตุเกสเลยทีเดียว

    เมื่อซัก 2 เดือนที่แล้ว เราได้ทำความรู้จักกับ ปอร์โต้ เป็นที่แรกในโปรตุเกส ถึงจะมีโอกาสได้ "พูดคุย" กัน แค่เพียงไม่นาน แต่จริงๆแล้ว ปอร์โต้ก็ทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดีอยู่เหมือนกัน เป็นเมืองแรกที่ทำให้เราได้มีโอกาสสัมผัสความเป็น "โปรตุเกส" และเหมือนเป็นเมืองแรกที่โผล่มาทักทายให้เรารู้จักโปรตุเกสก่อนที่เราจะเดินทางต่อไปยังเมืองที่เราจะไปอยู่ และทำความรู้จักไปอีกกว่า 4 เดือน 

    มองเผินๆแล้ว ปอร์โต้ ก็คล้ายเมืองในยุโรปเมืองอื่นๆ แต่จริงๆแล้วแอบซ่อนความพิเศษอยู่ในรายละเอียด
    ปลีกย่อย เล็กๆน้อยๆที่ทำให้เราต้องหยุดสังเกต และนั่นยิ่งทำให้ปอร์โต้เป็นเมืองที่ชวนให้น่าค้นหาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

     ช่วงที่เราเดินสำรวจปอร์โต้นั้น โชคไม่ค่อยเข้าข้างเราและเพื่อนซักเท่าไหร่ เนื่องจากว่าสภาพอากาศดูจะครึ้มฟ้าครึ้มฝนอยู่ตลอดเวลา เลยทำให้ปอร์โต้ดูจะไม่สดใสเท่าที่ควร แต่ว่าก็ไม่อาจทำให้ปอร์โต้ดูน่าค้นหาน้อยลง กลับทำให้ดูมีเสน่ห์แบบขรึมๆไปอีก
    และด้วยความที่ตัวเมืองตั้งอยู่บนเนินเขา ทำให้ต้องเดินขึ้นลงภูเขากันเป็นว่าเล่นเลยทีเดียว ดังนั้นถ้าใครจะมา เราขอเตือนให้ใส่รองเท้าที่ดี และมันจะพาให้การท่องเที่ยวของคุณดีไปด้วย!


    จะว่าไปนั้น จากการสำรวจปอร์โต้ในวันฝนพรำนั้น ทำให้เราต้องคอยเดินก้มหน้ามองพื้นที่อาจจะมีแอ่งน้ำอยู่ทุกที่ แต่นั่น ทำให้เราได้ก้มมองพื้นและสังเกตว่า เอ พื้นที่นี่เป็นหินก้อนเล็กๆเรียงๆกันไปหมดเลย แฮะ แถมมีการสลับสีขาวดำ เป็นลายๆด้วยล่ะ! และเมื่อเราเงยหน้าขึ้นมา เราก็พบกับความพิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือ ที่นี่ทุกอาคาร ทั้งอาคารเล็กอาคารใหญ่ จะใช้กระเบื้องเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งอาคาร ยิ่งอาคารที่เป็นสถานที่ราชการหรือ โบสถ์ ยิ่งจะมีการตกแต่งได้อย่างสวยงามไม่แพ้เมืองอื่นๆในยุโรปเลยทีเดียว

    การเดินทางในเมืองนั้น ค่อนข้างง่ายสำหรับเรา เนื่องจากว่าในเมืองปอร์โต้นั้น มีระบบขนส่งสาธารณะ ที่ดีพอควร แต่สำหรับภารกิจ "ตามหากระเบื้อง" และ การดื่มด่ำกับเสน่ห์ของเมืองนั้น เราขอแนะนำให้ เดินจะดีกว่าเพราะในเขตเมืองเก่า สถานที่ต่างๆก็ไม่ได้อยู่ห่างจากกันมากซักเท่าไหร่ และถ้าหากเมื่อยจริงๆ ก็สามารถนั่ง"รถราง" ที่ช่วยส่งบรรยากาศของเมืองให้ขลังดีเหมือนกัน และก็ดูเหมือนว่าจะเป็นสัญลักษณ์ของเมืองใหญ่ๆในโปรตุเกสไปแล้วด้วย

    ระหว่างการ "ตามหากระเบื้อง" เราก็ไม่พลาดที่จะ แอบแวะเข้าไปในร้านเบเกอรี่ตามทางที่ตั้งอยู่เป็นช่วงๆตามถนน เพราะด้วยความทรงจำอันเลือนลางของเรานั้น ได้บอกเราว่า ขนมไ่ทยนั้นจริงๆแล้ว มีต้นกำเนิดมาจากที่โปรตุเกส! 

    ขนมที่นี่ส่วนใหญ่จะทำมาจากไข่ และที่หาได้ทั่วไปเลยคือ ขนมทาร์ตไข่ ใช่แล้ว! มันคือ ทาร์ตไข่แบบเดียวกันกับที่ มาเก๊า หน้าตาแบบเดียวกับทาร์ตไข่ในบ้านเรา แต่ที่นี่ชื่อของมันคือ Pastel de Natal หรือ "พาชเทล เดอ นาตาล" ราคาเพียง 1 ยูโร เท่านั้น

    เราไม่รีรอที่จะลองสั่งขนมมาลองชิม แต่เราเลือกที่จะลองสั่งอย่างอื่นมาลองชิมดู โดยเลือกจากหน้าตาเป็นหลัก เราเลือกขนมที่ดูเหมือนจะคล้ายทองหยิบ มีสีคล้ายกันเลยทีเดียว ทันที่ที่เราได้ลองชิมดู 
    ปรากฎว่ารสชาติค่อนข้างคล้ายกันเลยทีเดียว เพียงแต่ว่าเนื้อของขนมชิ้นนี้จะออกไปทางคัสตาร์ดมาก
    กว่า และ ด้านล่างของขนมเป็นเนื้อมะพร้าว ออกหวานๆ ซึ่งเพียงแค่นี้ก็ทำให้เราคิดถึงขนมไทยได้จริงๆและที่สำคัญขนมชิ้นเล็กๆชิ้นนี้ทำให้เราคิดถึงบ้าน! 






    สถานที่ที่เหมาะสำหรับการไปดูกระเบื้องนั้น สำหรับเราแล้ว แค่เดินไปตามถนนในปอร์โต้นั้น ก็สามารถเจอได้ทุกหัวมุมถนน มีหลายที่มากๆ แต่สถานที่ที่เหมาะสำหรับการชื่นชมความงามของกระเบื้องจริงๆนั้น ส่วนใหญ่จากหนังสือนำเที่ยวและทัวร์ไกด์เอง จะแนะนำที่ Estação do São Bento หรือ สถานีรถไฟ เซา เบนโต นั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นแลนด์มาร์กของที่นี่เลยทีเดียว และเป็นสถานีรถไฟที่ใกล้เขตเมืองเก่าที่สุดด้วย ซึ่งกระเบื้องจะตกแต่งอยู่แค่ภายในสถานีรถไฟเท่านั้น แต่ถ้าหากว่า อยากจะหาที่ถ่ายรูปสวยๆ คนไม่พลุกพล่านมากนัก สำหรับเราแล้ว เราชอบที่ผนังของโบสถ์ Igreja dos Carmelitas มากกว่า เพราะที่ผนังอันนี้ทำให้เราได้ยืนพินิจ พิจารณา ได้นานกว่าโดยปราศจากเสียงนักท่องเที่ยวอื่นๆรบกวนให้รำคาญใจ โบสถ์แห่งนี้อยู่ไม่ห่างจาก Majestic Café คาเฟ่ที่เป็นตำนานของปอร์โต้เลยทีเดียว เป็นแหล่งรวม "คนหัวกะทิ" ที่คนปอร์โต้จะมานั่งปรึกษาหารือเรื่องการเมืองกัน แต่สำหรับเรา เราว่าตอนนี้มันคลาคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวเกินไป จนเราว่ามันกลายเป็น "แหล่งท่องเที่ยว" มากกว่าที่จะเป็นคาเฟ่ 


    สถานที่ที่เป็นหนึ่งในสถานทีที่เราอยากไปอีกที่ก่อนที่เราจะมาโปรตุเกส ก็คือ La Vida Portugueasa เป็น select store ที่ถ้าแปลเป็นไทยก็คงประมาณว่า "ชีวิตแบบโปรตุเกส" ขายทุกอย่างที่ขึ้นชื่อเกี่ยวกับโปรตุเกส ไม่ว่าจะเป็นสบู่ สมุด ผลิตภัณฑ์ไม้คอร์ก หรือแม้กระทั่งน้ำมันมะกอกและปลาซาร์ดีนกระป๋อง ! ตัวร้านดีไซน์สวย ปรับปรุงมาจากตึกโบราณ ให้ความรู้สึกขลังกลายๆ เราเดินดูและสำรวจที่นี่อยู่สักพักซึ่งทำให้เราได้ไอเดียเกี่ยวกับประเทศนี้ขึ้นมาอีกเยอะเลยทีเดียว 

  • เราตามหากระเบื้องมาจนถึงเวลาบ่ายแก่ๆ ฟ้าครึ้มๆและฝนที่ตกลงมาไม่ขาดสาย ทำให้อากาศเริ่มเย็นลง การเดินไปตามถนนหนทางเริ่มลำบาก เพราะความเฉอะแฉะและน้ำที่เจิ่งนอง เรากับเพื่อนเลยตกลงกันว่าไปพักกินอะไรกันและหลบฝนด้วยก่อนดีกว่า เพราะว่า คำขวัญประจำใจของเราและเพื่อนคือ กองทัพเดินด้วยท้อง! ทันทีที่เราหิว เราจะหนาวทันที ดังนั้น เราต้องทำตัวให้อบอุ่น! 

    เรามุ่งหน้าตรงไปยังถนน Rua de Miguel Bombarda ถนนเส้นนี้เป็นถนนศิลปะ เป็นย่านที่มีทั้ง Art gallery เก๋ๆ ไปจนถึงร้านเสื้อผ้าวินเทจ และ ร้านขายของวินเทจ อยู่มากมาย  อยู่ไม่ไกลจาก Universidade do Porto ดังนั้นในย่านนี้จะเห็นเด็กมหาวิทยาลัยแต่งตัวชิคๆกัน เดินไปเดินมากัน 

    เราเดินมาหยุดที่ Rota do Chá เป็นร้านที่ขายชาหลากหลายชนิดตั้งแต่ชาจีน ชาญี่ปุ่น ชาฝรั่งไปจนถึงชาอินเดีย และที่เราชอบมากก็คือ การตกแต่งของร้านนี้ที่ผสมผสาน "ของ" จากเอเชียเข้ากับโปรตุเกสได้อย่างลงตัวจริงๆ และมีเอกลักษ์มากๆ เหมือนกับว่าเรานั่งอยู่ใน "บ้าน"ของเพื่อน และที่สำคัญเค้กและอาหารที่นี่รสชาติค่อนข้างลงตัวและราคาก็สมเหตุสมผล  เรายกให้เป็นหนึ่งในคาเฟ่ที่เราชอบในโปรตุเกสเลย นอกจากนี้ที่นี่ยังมีพื้นที่ส่วนที่เป็นสวนด้วย สำหรับออกมาจิบชาช่วงที่อากาศดีๆ แต่ตอนที่เราไปฝนเล่นตกเอาซะเกือบทั้งวันทำให้เราไม่มีโอกาสได้นั่งชิลๆจิบชาในสวน 



    การ "ทำความรู้จัก" กับปอร์โต้ คงไม่สมบูรณ์แบบเท่าไหร่ ถ้าหากว่าไม่ได้ลองชิม "อาหาร"ของที่นี่ เราได้ไปลองกินอาหารโปรตุเกส ซึ่งทำให้เราได้รู้ว่า Piri Piri คือชื่อเรียกซอสพริก และไก่ย่าง Piri Piri เป็นอาหารโปรตุเกสนี่เอง! สุดท้ายแล้วเรามาจบวันของเราที่ร้าน Pedro dos Frangos หรือที่แปลว่า "ไก่ของเปโดร" ที่ร้านนี้เราได้ลองสั่งอาหารหลายอย่างมาลองกับเพื่อนๆเรา และหนึ่งในสิ่งที่ขึ้นชื่อของโปรตุเกสก็คือ ไก่ และ อาหารทะเล สิ่งที่ต้องลองสั่งคือ Bacalhau ตอนแรกเราก็สงสัยว่าคืออะไร อ๋อ! มันคือ....ปลาค้อดนั่นเอง ด้วยความที่โปรตุเกสอยู่ติดทะเลแอตแลนติก ทำให้อาหารทะเลที่นี่สด และ อร่อยมาก โดยเฉพาะหนวดปลาหมึกยักษ์ที่ไม่เหนียวเลยซักนิด แต่ที่เราติดใจคือ ซอสที่เรียบง่าย แค่น้ำมันมะกอก หอม กระเทียม เกลือ เลมอน และ พาสลีย์ เท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วความเรียบง่ายก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งนะ..

    และถึงแม้ว่าอากาศจะไม่เต็มใจซักเท่าไหร่ในช่วงที่เราได้มีโอกาส "ทำความรู้จัก" กับ Porto แต่ก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าเป็น"สิ่ง" ที่ลดความน่ารักของโปรตุเกสให้น้อยลงเลย กลับทำให้เรารู้สึกประทับใจและอยากจะค้นหาให้มากขึ้นไปอีก....สวัสดีโปรตุเกส....เราขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยละกันนะ :)



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in