เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
The lord of the watch : อภินิหารนาฬิกาเสี่ยงตายHacker Dewdie
ตอนที่ 3 : โฟโต้กับผู้ที่ถูกเลือก (ตอนอวสาน)

  •     จบทริปกับการเดินทางตั้งแคมป์กันในป่า  ตลอดทริปการตั้งแคมป์ครั้งนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ความสนุกสนาน และความบ้า  พวกเรารู้สึกว่าเวลาภายในสองวันกับหนึ่งคืนมันผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน 


         แม้ว่าทุกคนต่างสนุกสนานกับทริปแห่งนี้ แต่ผมยังมีเรื่องติดค้างอยู่ในหัวไม่เคยหาย 


         เพื่อนคนหนึ่งในทริปเล่าว่า ตั้งแต่ผมเดินออกไปฉิ่งฉ่อง ผมหายไปเป็นเวลานานมาก จนเพื่อนสงสัยและต้องตามหากันทั่วป่า แต่แล้วก็พบผมนอนหลับในเต้นท์ โดยไม่มีใครสังเกตเห็นว่าผมเดินไปในนอนในเต้นท์ตั้งแต่เมื่อไหร่


    ......................


          "ตะเอง มองดูอะไรเหรอ"


          "ชายคนนั้นที่อยู่หน้าบ้านของเรานะ เห็นเขาอยู่หน้าบ้าน และจ้องมองเข้ามาที่บ้านตั้งนานแล้ว"


          "ไหนๆ" แฟนผมแหวกผ้าม่านและมองดูจากภายนอก "ไม่เห็นมีเลย  ชายที่ว่าอยู่ไหนล่ะ"


          "ก็นั่นไง ชายแปลกๆ ที่เป็นตาลุงแก่ๆ คนนั้นนะ"


         "เพ้อเจ้อ ขึ้นไปนอนเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นไปทำงานไม่ทัน"
         ผมสาบานได้ว่ามันเป็นความจริง ชายแก่ยืนสีหน้าแลท่าทางประหลาดยืนหน้าประตูรั้วทางเข้าบ้านของผมเป็นเวลาหลายนาทีแล้ว และหลังจากนั้นไม่นานชายแก่คนนั้นก็หายไป 


         ......................


         "เห้ย" ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากเตียงนอน


         "นั่นนะ นั่น" ผมชี้ไปบนเพดาน ผมเจอเงามืดที่มีลักษณะคล้ายกับมนุษย์จ้องมองผมตรงที่เพดาน


         "อะไร"  แฟนผมเปิดไฟบนหัวเตียง "ก็มันเป็นแค่เพดานเท่านั้นเองนี่นา"


         "ไม่จริง ไม่จริง ผมเห็นกับตา เงานั้นมันกำลังมองผม"


         "ก็เค้าไม่เห็นอะไรเลย"


         "แต่..."


         "เงียบเถอะนา....เธอละเมอคิดมากไปเอง เค้าออกไปนอนอีกห้องละกันนะ ไม่อยากจะนอนข้างๆ อีกแล้ว น่ารำคาญ"


         แฟนผมลุกขึ้นจากที่นอนแล้วปิดประตูดังลั่น ผมรู้สึกอื้ออึงเหมือนคนหูหนวกตาบอด ผมไม่รู้ว่าจะปฏิบัติตัวอย่าง ผมไม่อยากเก็บไว้ในใจ ผมอยากจะบอกกับแฟนสิ่งที่ผมพบเห็นจริงๆ แต่ก็ไม่เข้าใจในผม ผมหยิบหมอนของแฟนขึ้นมากอดไว้ และเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา ผมเห็นคนที่อยู่ปลายเตียงอีกแล้ว เป็นผู้ชายกับผู้หญิง เขายืนนิ่งและแสยะยิ้มให้กับผม ผมเอาแขวนปิดตาของตัวเองแล้วร้องไห้สะอื้นๆ  


         เช้าวันรุ่งขึ้น  ผมแทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืน เพราะมันมีวิญญาณมากมายยืนและวิ่งเล่นอยู่ที่ปลายเตียงของผม ราวกับว่านี่คือสวนสนุกของมัน



         "ไปกินข้าวด้วยกันไหม"


         "อย่ายุ่งนา...."    ผมหันกลับไปตะคอกที่มาของเสียงนั้น แต่นั่นเป็นเพื่อนที่ทำงานผมเอง หลังจากผมพูดจบเขาตกตะลึงเป็นอย่างมาก ผมเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดีจึงขอโทษพวกเขา และเดินหนีออกจากกลุ่ม


         ในระหว่างที่ผมนั่งรับประทานอาหารมื้อเที่ยง  เด็กแปลกประหลาดโผล่ขึ้นมาจากข้างหน้าผม  เด็กคนนั้นสวมเสื้อขาวขาดยับยู่ยี่ เนื้อตัวมอมแมม ผมไม่สนใจเด็กคนนี้ ก็แค่วิญญาณอื่นๆ ทั่วไปที่พยายามจะหลอกผม เพราะบาดแผลบนใบหน้าที่มันฟ้องว่า แต่เขาไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดของมัน   


           

  •     "ที่รัก เค้ากลับมาแล้วนะคะ"     


         ผมเปิดประตูบ้าน โผล่หน้าออกไป ผมเจอใบหน้าที่แปลกประหลาด ดวงตาสีขาวตาดำ เขี้ยวแหลมคมยื่นยาวออกมาจากปาก จมูกเป็นเรียวเล็ก และผิวพรรณใบหน้าที่หมองคล้ำ ทำให้ผมตกใจมาก


         ผมง้างหมัดต่อยที่ใบหน้าของมัน มันทรุดตัวลงบนพื้น ผมกระโดดทับมัน ง้างหมัดและจะต่อยอีกครั้ง วิญญาณพวกนี้มันยั่วให้ผมรู้สึกโมโหมาก แต่พอรู้สึกตัวอีกที แฟนผมนอนอยู่บนพื้น เธอมีเลือดกำเดาไหลออกจากจมูก ตาบวมแดง น้ำตาเธอค่อยๆ ไหลออกมา ชักหน้าหลบหน้าผม  หลังจากนั้นเธอผลักอกและถีบจนผมถลำตัวกระแทกกับฝาผนังของบ้าน เธอหยิบกระเป๋าสะพายข้าง วิ่งหนีออกจากบ้านผมอย่างรวดเร็ว
          

          ผมวิ่งตามเธอ แต่ก็เธอขึ้นรถแท๊กซี่หายไปแล้ว


         กริ้ง....กริ๊ง!!!!


         "ฮัลโหล แม่เหรอครับ คือแม่ครับผมจะขอ..คืน.. ตรู๊ดดด ตรู๊ดดด"
         

          นั่นคือวิธีสุดท้ายที่ผมสามารถติดต่อขอคืนดีกับเธอ แต่ก็ไม่มีทางอีกต่อไปแล้ว ผมโกรธตัวเองในสิ่งที่ทำลงไป ผมไม่ควรต่อยเธอ ผมไม่ใช่คนปากหมาป่าเถื่อนหรือใช้ความรุนแรงกับสตรี  แต่สิ่งที่ผมควรทำคือ ผมควรตั้งสติและคิดให้มากกว่านี้ ผมขาดความยับยั้งชั่งใจ สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมในตอนนี้ ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่มันพยายามป่วนประสาทผม ทำให้ผมคลุ้มคลั่ง ทำให้กลายเป็นบ้า จนลืมว่าใครเป็นใคร 


         ผมเอื้อมมือไปหยิบกล่องที่ซ่อนใต้เตียงนอน เปิดออกมา ภายในกล่องมีบัญชีธนาคารกับกล่องเล็กๆ สีแดง  เมื่อพลิกสมุดบัญชีไปที่ข้อความบรรทัดสุดท้าย จำนวนเงินยังคงเหลืออีกประมาณครึ่งของครึ่งทางเท่านั้น ผมสัญญากับตัวเองไว้ว่าจะเก็บหอมรอมริบ และจะใช้เงินตรงนี้สร้างฐานะร่วมกันกับเธอในอนาคต ผมปิดสมุดบัญชีธนาคารและวางในกล่อง ผมเปิดกล่องเล็กๆ สีแดง ข้างในกล่องนั้นมีแหวนและมีรูปหน้าของเธอ ผมกะจะใช้แหวนวงนี้ขอเธอแต่งงาน


         แต่ทุกอย่างมันพัง........
         มันพังเพราะมือผมลั่นไปเอง..........





  •      "หนุ่ม หนุ่ม....เดินมาหายายหน่อยซิ"


          ผมหันไปหาที่มาของเสียง พบกับบุคคลคนหนึ่ง นั่งบนเก้าอี้ฝั่งหนึ่งของโต๊ะ สวมฮู้ดคลุมหัวสีดำ บนโต๊ะมีไพ่ 1 สำรับ มีรูปปั้นที่อยู่ในอิริยาบถยืน มือหนึ่งข้างซ้ายยกขึ้นเสมออก ตั้งฝ่ามือยื่นออกไปข้างหน้าเป็นกิริยาห้าม และมีพวงมาลัยคล้องที่ฐาน แสงไฟที่ส่องสว่างจากตะเกียงไฟฟ้าทำให้ผมสามารถเห็นใบหน้าของคนๆ นี้ได้บ้าง เธอคือยายแก่คนหนึ่ง ที่มีผมสีขาว ใบหน้าเหี่ยวย่น และผิวหมองคล้ำ


           "......" 


           "เชิญนั่งก่อนซิ"  ผมนั่งลงบนเก้าอี้ที่วางเอาไว้หน้าโต๊ะ


           "ยายมีอะไรเหรอ"


           "คนที่เดินตามหลังเธอคือใคร เธอมีพันธะผูกพันอะไรกับคนที่เดินตามเธอมานั้นเหรอ" ผมตกใจและหน้าตาเริ่มซีดกับสิ่งที่ยายแก่คนนี้พูด 


           "ไม่เห็นมีใครเลยครับยาย"


           "เธอไม่ได้มีส่วนร่วมกับการทำแท้งใช่ไหม"


           "ผมไม่เคยทำแท้งค์นะครับยาย ยายพูดเรื่องอะไรอยู่เนี่ย


           "ยายไม่ได้พูด แต่เจ้านี้พูด"  ยายก้มตัวลงด้านข้างโต๊ะและหยิบถุงดำใบใหญ่ขึ่้นมา เธอควานหาของบางอย่างในถุงดำ หลังจากนั้นไม่นาน เธอหยิบหมวกทรงสูงยอดแหลมออกมา หมวกนั้นมีรอยยับย่นเป็นรูปตา มีรอยแยกที่ฉีกออกเหมือนปาก  


            "วางบนหัวเขา" หมวกใบนั้นพูด ยายแก่ก็ทำตาม


            "อืม อืม....ในตัวของเจ้าเต็มไปด้วยอำนาจ ปริศนา ความลี้ลับ งั้นข้าจะส่งเจ้าไปสตรีที่ลินล่ะกัน
    เอ๊ะไม่ใช่ นั้นมันอาชีพเก่าของข้า ตอนนี้ข้าเกษียณแล้ว ยังชินกับคำพูดเดิมๆ .............งั้น อืม อืม"


             "#@$#$@$@#" ผมรู้สึกประหลาดที่ใบหูของผม เหมือนมีลมเบาๆ สะกิดที่ใบหูผม


              "เอ๊ะ นั่นมันเสียงอะไรนะ ข้าได้ยินไม่ชัดเลย เอ๊ะ จะบอกยังไง อะไรเหรอ เอาแน่นะ" หมวกยอดแหลมบ่นพึมพำ "มีบางสิ่งบางอย่างบอกกับเจ้าว่า มันต้องการชีวิตของเจ้า"


           "ผมเหรอ...เพื่ออะไร"


           "กะเทย เนยแข็ง บำ เหรอ อืม...อนาถ ...บาตรพระ อืม" เจ้าหมวกใบนั้นบ่นอีกครั้้ง  "อ่อรู้แล้ว มันต้องการบอกว่า เจ้าคือเครื่องสังเวยของมัน เพื่อทำให้มันมีอำนาจ"


           "แล้วทำไมต้องเป็็นผม"


           "อา อา ..นา.....ลิเก ลิโป้....อ่อ นาฬิกา" ผมมองที่นาฬิกาของตัวเอง ผมเริ่มขวัญผวา


           "มะ มะ มีวิธีแก้ยังไงบ้าง"


           "เอาล่ะหมดเวลาแล้วล่ะหนุ่มน้อย ลุกออกจากเก้าอี้ได้แล้วนะ" ยายแก่หยิบหมวกทรงสูงบนหัวของผม


           "ทำไมล่ะยาย ผมยังถามคำถามสิ่งที่ผมสงสัยยังไม่หมดเลย"


           "นี่คือหมวกฟ้าผ่านะ ผู้ที่นั่งเก้าอี้จะต้องตั้งคำถามเพื่อถามหมวกใบนี้ภายในเวลา 1 นาที ถ้าหมดเวลาเกมก็จบ และหนูจะไม่สิทธิ์ถามคำถามหมวกใบนี้"


           "แต่ยาย ผมยังไม่เข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ขอใช้โอกาสนั่นอีกครั้งได้หรือเปล่ายาย"


           "หมดแบตแล้วละ" ยายคนนั้นตอบกลับมาและเขย่าหมวกขึ้นๆ ลงๆ เอามือปิดเปิดสวิตซ์ไฟที่อยู่ข้างหลังหมวก "ยายต้องเอาไปชาร์ตแบตเตอร์รี่ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมง มันถึงจะเต็มและกลับมาทำงานต่อได้นะ"


           

  •         วันนี้เป็นวันที่หก ที่แฟนหนีจากผม ผมไม่สามารถติดต่อกับแฟนได้เลย ไม่รู้ข่าวคราวของแฟน  ไม่รู้เลยว่าตอนนี้แฟนอยู่ที่ไหน ไม่รู้เลยว่าเธอกำลังทำอะไร ผมก็จนปัญญา ผมเองก็วอนขอโอกาสอีกครั้งหนึ่ง แค่ครั้งเดียวก็ได้ ผมจะขอคืนดีกับแฟนของผม 


            ตัดภาพมาที่บนโต๊ะกับข้าวของผมเอง อาหารบนจานเป็นข้าวไข่เจียวธรรมดาที่เรียบง่ายสุดๆ  ผมไม่สัมผัสความหลากหลายบนโต๊ะอาหารหลายวันแล้ว ความทรงจำของผมย้อนกลับมาอีกครั้ง ภาพที่เธอจัดแจงของกินทุกอย่างบนโต๊ะ ภาพที่เธอหยิบลูกชิ้นก๋วยเตี๋ยวจากถ้วยของเธอใส่ในถ้วยของผม ภาพที่เธอบอกว่านี่คือของโปรดที่ผมชอบ เธอทำสุดฝีมือ ภาพเหล่านั้นติดตาเสมอ  

            
              เช้าของวันรุ่งขึ้น ผมเดินทางไปทำงานด้วยความอ่อนเพลีย เหมือนคนหมดเรี่ยวหมดแรง วิญญาณที่ปลายเตียงยังคงรบกวนผมตลอดทั้งคืน บางตนยื่นนิ่งๆ บางตนยืนพูดกับอีกร่างหนึ่ง บางตนก็ชอบเล่นกิจกรรมแปลกประหลาดกับอวัยวะตนเอง บางตนก็กระทำกิจกรรมซ้ำไปซ้ำมา บางตนก็นั่งร้องไห้  มันเป็นเวรกรรมอะไรที่ทำให้ผมต้องเจอกับเรื่องประหลาดอย่างนี้


              ในขณะที่ผมยืนอยู่ในรถไฟฟ้าใต้ดิน ผมล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูข่าวสารบ้านเมือง เมื่อเปิดหน้าจอ ผมได้รับอีเมล์ปริศนาที่ส่งโดยไม่มีชื่อผู้ที่ส่งมา เมื่อผมเปิดอีเมล์นั้น เป็นข้อความเขียนว่า


             "ในเวลาของเที่ยงคืนของวันนี้ หากเจ้าได้เสียงหมาป่าร้องเป็นจำนวนสามครั้ง  นั่นคือเสียงแห่งความตายจะมาเยือนเจ้า ประตูนรกจะเปิด สัตว์อเวจีจะมากระชากวิญญาณ"


             ผมอ่านจบ มือไม้สั่นและควบคุมไม่ได้ โทรศัพท์มือถือร่วงหล่นบนพื้น พร้อมกับความแข็งทื่อตามร่างกาย คนในขบวนรถไฟมองมาผม  ผมค่อยๆ ก้มตัว ควานหาโทรศัพท์ที่หล่นบนพื้น 


             แต่แล้วมีคนหนึ่ง หยิบโทรศัพท์และยื่นให้ผม
             "เอ๊ะ...ทำไมโทรศัพท์ของคุณ ตั้งรูปพื้นหลังเป็นรูปฉันเหรอคะ"

     
             ผมมองหน้าคนที่ยื่นโทรศัพท์ให้ผม
             คนที่ยื่นโทรศัพท์ให้ผม คือแฟนของผมเอง


                                                                           ...........................



             ตกตอนเย็น ผมนัดแฟนหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง เป็นร้านสุดหรูตั้งใจกลางเมือง ผมสั่งอาหารพร้อมไวน์ที่มีรสชาติดี ดื่มด่ำร่วมกับเธอ ผมสารภาพผิดทุกอย่างที่เกิดขึ้น เธอให้อภัยผม เราสองคนพูดจา คุยกันจนผมและเธอเริ่มมีอาการเมาในระดับหนึ่ง ผมจ่ายบิล แล้วหลังจากนั้นจับมือและจูงเธอขึ้นรถแท๊กซี่กลับบ้าน 


             เมื่อถึงที่บ้าน ผมแบกร่างของเธอ วางเธอนอนลงบนเตียง เธอมีสภาพกึ่งตื่นกึ่งหลับ ผมใช้มือรวบรวมผมที่บดบังใบหน้าเธอและมองหน้าเธออย่างใกล้ชิดในระยะเพียงแค่ฝ่ามือ  เธองามหยดย้อยเหมือนไข่มุก  ผิวนุ่มนิ่มเหมือนสำลี  จมูกเรียวเหมือนสันเขา ริมฝีปากแดงระเรื่อ

     
             ผมใช้นิ้วจับริมฝีปากอวบอิ่มของเธอ เผยอเห็นรอยฟันเล็กน้อย ผมค่อยๆ ก้มต้วลง เอาปากประกบกับปากเธอ ดูดริมฝีปากของเธออย่างกระหาย  มือของเธอแตะหัวผม และลูบอย่างช้าๆ  อย่างนุ่มนวล เราสองคนแลกลิ้นซึ่งกันและกัน  หลังจากนั้นไม่นาน ผมดึงหัวตัวเองขึ้นมาจากใบหน้าของเธอ มือเธอยังคล้องคอของผม ตาเล็กๆ ของเธอจ้องมองผม


             "ผมขอตัวอาบน้ำก่อนนะ ที่รัก"  เธอจูบที่ปากของผมอีกครั้ง แล้วหลังจากนั้นเธอปล่อยมือที่คล้องคอของผม



                                                         ...............................................



               คืนนี้เป็นคืนที่แฟนกลับมานอนห้องผม เราทั้งสองคนอยู่บนที่นอน มือซ้ายของผมจับมือขวาของเธอ นิ้วของเราสอดประสานซึ่งกันและกัน เธอนอนหลับไปตั้งนานแล้ว แต่ผมยังคงตื่นมองเพดานของห้อง คิดไปต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับข้อความที่ปรากฎว่าในโทรศัพท์ ผมหันไปมองแฟนที่กำลังหลับไหลอย่างมีความสุข วิญญาณที่อยู่ปลายเตียงยังคงพูดคุย นั่งเล่น และสร้างความรำคาญให้ผมเช่นเดิม


             "ดิ่ง ดิ่ง ดิ่ง กระดิ่ง ปะ ป่าว ป่าว ป่าว ฮ๊อกี้ ฮ๊อกกี้ฮ๊อก โฮ"
             ผมได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังมาจากข้างนอกห้องผม ผมปล่อยมือจากแฟน ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง แหวกผ้าม่าน มองข้างนอก เห็นดวงจันทร์ขนาดมหึมา เงาดำคล้ายหมาป่า ชูคอส่งเสียงร้องโหยหวนบนหลังคาบ้านหลังหนึ่ง และมันเห่าหอนอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาหลายครั้ง


             ผมปิดผ้าม่านลง หันกลับมา ไม่พบวิญญาณภายในห้องอีกต่อไปแล้ว อากาศภายในเริ่มเย็นตัวลง มีเพียงแค่แฟนของผมที่นอนหลับอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ผมเอื้อมมือหยิบกล่องที่เก็บไว้ข้างใต้เตียง เปิดกล่องออกมา หยิบของภายในกล่องออกมาวางบนที่นอนที่ผมเคยนอน และวางกระดาษที่มีข้อความสั้นๆ ที่เขียนว่า


    ถ้าหากพรุ่งนี้ทุกอย่างมันหายไป สิ่งเดียวที่ยังคงอยู่กับเธอ นั่นคือหัวใจของผม
    อยากให้เธอเก็บไว้
    รักนะ เด็กโง่

      ~ โฟโต้ อลอนโซ่ เดอ ฟลันซกิ๋ง  ~


              หลังจากที่ผมจัดวางของทุกอย่างบนเตียงเรียบร้อย ผมหันไปมองรอบๆ  มีแสงสว่างวาบๆ เล็กจากมุมหนึ่งของห้อง หลังจากนั้นมันค่อยๆ ขยายขนาด สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งกระโดดออกมาจากแสงสว่างนั้น มันมีหัวกลมสีฟ้า มีหนวดเส้นยาว ปากกว้างๆ  ลำตัวอ้วนป้อมสีฟ้า มีมือและเท้าที่เป็นก้อนกลมๆ ไม่มีนิ้ว แต่สามารถจับคทา โบกไปโบกมาได้อย่างคล่องแคล่ว


             "ไอเจ้าทานุกิสีฟ้า แกมาที่ห้องฉันทำไม"


             "สวัสดี เราไม่ใช่ทานุกิ และเราก็มาจากโลกอนาคต เราคือโมเมม่อน"


             "แกมาทำไม"


             "เจ้าครอบครองสมบัติที่เป็นที่รักของเจ้านายเรา"


             "ผมครอบครองอะไร ผมไม่รู้ ผมไม่เกี่ยว"


             "อย่าเฉไฉ" เจ้าทานุกิสีฟ้าพูดดังลั่น "นาฬิกาสีทองทีี่ข้อมือของเจ้าคืออะไร"


             หลังจากเจ้าทานุกิสีฟ้าพูดจบ มัันเอาไม้ยาวๆ มีบ่วงเชือกปลายไม้คล้องหัวผมอย่างรวดเร็ว บ่วงเชือกรัดของผมจนผมแทบจนหายไม่ออก มันดึงผมเข้าไปในแสงสว่างนั้น ผมพยายามดึงต่อต้านเพื่อต่อสู้กับแรงดึง ยิ่งผมต่อต้านเท่าไหร่ บ่วงยิ่งรัดคอผมแน่นขึ้นเรื่อย จนผมทนไม่ไหว ผมยอมเดินตามโดยดี แล้วค่อยหาโอกาสหลบหนี




  •          ผมลืมตาตื่นขึ้นมา เห็นขา เห็นแขน และตัวของตัวเองอยู่ครบ ผมรู้สึกเหมือนว่าผมยังไม่ตาย มองไปรอบๆ ห้อง เป็นห้องเก่าๆ  มีรา หยากไหย่ และรอยสนิทเขรอะตามจุดต่างๆ ของห้อง ผมใช้มือดันตัวเองจากพื้น แต่พบว่า ผมถูกมัดล่ามกัับเสาต้นหนึ่งภายในห้องนี้ ผมหันไปมา  พบชายคนหนึ่งที่คุ้นเคยเป็นอย่างมาก


              "ไอ้เช นั่นมึงใช่ไหม" ผมตะโกนไอ้เชที่กำลังหลับพิงเสาต้นหนึ่งของอาคาร  ผมส่งเสียงย้ำเรียกเพื่อนดังมากจนไอ้เชตื่น


              "โฟโต้ นั่นนายจริงๆ ด้วย"


              "แล้วพวกเราอยู่ที่ไหนกันเนี่ย"


              "กูก็ไม่รู้เหมือนกัน..กูโดนมัดไว้ "


              "เอ๊ะ มีกระดาษอยู่ในกระเป๋ากางเกงของพวกเรา" 


                ผมคลี่กระดาษที่ม้วนออกมา มีข้อความปรากฎว่า หนทางเดียวที่เจ้าจะได้กลับบ้านไปหาคนที่รักของเจ้า คือ เจ้าต้องฆ่าคนที่อยู่ตรงหน้าเจ้าซะ ด้วยปืนที่แขวนที่ต้นเสากลางห้อง เจ้ามีเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าหากเจ้าไม่ทำตามภายในเวลาดังกล่าว ยาพิษจะออกฤทธิ์และซึมเข้าไปในร่างของเจ้าทันที


              หลังจากที่ผมอ่านจบ ผมมองหน้าไอเชด้วยความงง ไอ้เชแสดงกระดาษที่มันพบในกระเป๋ากางเกงของเขา ภายในกระดาษเขียนว่า "ฆ่าเพื่อนของเจ้าซะ แล้วเจ้าจะเป็นอิสระ" 


              "โอย โอย ไอ้บ้าที่ไหน ที่เป็็นคนโรคจิตจับมาขังไว้ที่นี่"


              "ใจเย็นๆ เพื่อน ใจเย็น เราต้องออกไปจากที่นี่พร้อมๆ กััน...เราต้องหาทางออกให้ได้"


              "กล่องนั้น เปิดกล่องนั้น" 
              ผมมองเห็นกล่องไม้ที่วางข้างไอ้เช ไอ้เชเปิดกล่องออกมาก็พบ

              
                "เลื่อยเหรอ..."  ผมพูดขึ้นลั่น "ใช่แล้ว ต้องเลื่อยโซ่ให้ขาด"


               "มัันตัดไม่ขาดนะ"


              "ลองใหม่"


               "มันยังไม่ขาด"

               
               "....."       


               "ข้ารู้แล้ว มีวิธีทางเดียวนั้น คือต้องเลื่อยขาตัวเอง"


               "เอ้ย จะบ้าเหรอ"

              
                "ข้าไม่ได้บ้า แต่ข้าต้องทำ"
                

                 "อ๊าาาาาาาาาาาาากกกกกกกกกกกกกกกกก"


                  "เป็นอะไรไปหรือเปล่า ไอ้เช"


                 "ข้าเลื่อยขาผิดข้าง"


                 หลังจากนั้นไอ้เชพยายามเลื่อยขาอีกข้างหนึ่งเขา คราวนี้ไอ้เชไม่มีขาอีกต่อไปแล้ว ไอ้เชใช้มือดันร่าง และลากร่างของตัวเองไปตามพื้น


                 "เอาล่ะ...นายต้องไปหาวิธีที่จะ..."
                 พูดไม่ทันขาดคำ ไอ้เชลากร่างของตัวเองถึงเสาที่อยู่กลางห้อง ไอ้เชเพยายามปีนขึ้นเสา คว้าปืนอย่างไว หลังจากนั้นไอ้เชก็ร่วงลงมา มันเอามือจับปืนอีกครั้งและเล็งปืนมาทางผม


                 "โชคดีนะ เพื่อนรัก คำว่ามิตรภาพจบกัันแค่นี้"


                 ในขณะไอ้เชกำลังเหนี่ยวไก เสียงปัง!!! ดังขึ้นมา ทำให้ไอ้เชก็นอนล้มลงกับพื้น พร้อมกับมีเสียงก้าวเท้าของคนคนหนึ่งเดินเข้ามาภายในห้อง เธอเป็นผู้หญิงที่มีสีหน้าที่โกรธเกรี้ยว คิ้วขมวด ตาเขียว ริมฝีปากแดงฉาน และผอมแห้ง 


                 "จบเกมแล้วละ หนุ่มน้อย ช่างน่าสนุกเสียจริง" ผู้หญิงคนนี้กล่าวขึ้นมาและปรบมือคนเดียว หลังจากนั้นเธอใช้ขาของเธอดันร่างไอ้เชที่นอนคว่ำบนพื้น พลิกร่างให้กลับมานอนหงาย


                 "เธอคิดว่าความรักคืออะไรกันละ หนุ่มน้อย" ผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ผม และเธอลูบคางของผม "เธอคิดว่าความรักที่ให้กัับคนอื่นกับความรักที่ให้กับตัวเอง เรื่องไหนสำคัญกว่ากัน"


                 "แกทำอะไรไอ้เช บอกมา"


                 "เพื่อนของเธอคนนี้....เขาไปสู่สุคติตามที่เขาได้รับแล้ว ส่วนเธอ.." ผู้หญิงคนนี้กลับหลังหัน เดินหันหลังให้ผม "ร่างของเธอที่อยู่บนโลก ตอนนี้เสียชีวิตแล้ว หลังจากนี้เธอต้องอยู่ที่นี่ต่อไป เพื่อรอผู้ครอบครองนาฬิกาสีทองคนใหม่ แล้วหลังจากนั้นฉันจะพาเขามาเล่นเกมร่วมกับเธออีกครั้ง"


                 หลังจากพูดจบ...
                 ผู้หญิงคนนั้นเดินหายลับไปในความมืด พร้อมกับหััวเราะตลอดทาง 



    จบ



































  • "ยามที่ฉันมองนาฬิกาสีทองที่ข้อมือของฉัน
    มันยิ่งทำให้ฉันคิดถึงเขาทุกวัน
    ตั้งแต่วันที่เขาตายไป 
    รักนะ ที่รัก"




























เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in