Ramblingthismetalducky
ประมุขเดียวดาย
  • ผู้คนรายล้อมข้ามากมาย
    ไฉนเลยข้าถูกทิ้งให้เดียวดาย

    เหลียนฮวาอู้เงียบสงบในยามราตรี หมดสิ้นเค้าเมืองท่าในยามกลางวัน
    ค่ำมืดป่านนี้ที่ผู้คนหลับใหล ปล่อยร่างกาย และดวงจิตให้เข้าสู่ห้วงนิทรา
    คงมีดวงตาเพียงคู่เดียวที่ยังคงเปิด สุกสว่างสู้กับดวงดาวบนฝากฟ้า

    ตั้งแต่ขึ้นเป็นประมุขแห่งอวิ๋นเมิ่ง จะกลางวันหรือกลางคืนล้วนมิแตกต่างสำหรับเจียงเฉิง
    ข่มตาหลับนอนกลายเป็นเรื่องยากยิ่ง
    แรกเริ่มเป็นประมุขมิหลับนอนเพราะภาระหน้าที่ช่างหนักหนา ภายหลังจึงได้รู้ว่าตนเองมิยอมเผลอไผลไปกับห้วงนิทราเพราะความกลัว
    กลัวว่าหากฝันดี ตื่นมาทุกอย่างย่อมสลายไป
    และกลัว ว่าหากหลับไป ภาพความสูญเสียจะหลั่งไหลเข้ามา ทำให้ปวดใจอีกครา
    ช่างเป็นเหตุผลที่ไร้ซึ่งเหตุผล เขารู้ดี
    ในเมื่อตื่นหรือหลับ ผู้ที่ตายก็คงมิฟื้น ส่วนผู้ที่อยู่ก็คงมิได้พบพาน
    เขาจะทำเช่นไรได้ ครั้นจะให้ก่นด่าฟ้าดินที่ทำให้ครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่งต้องตาย สาปแช่งโชคชะตากับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเขาและเว่ยอิง ก็เห็นทีจะมิใช่สิ่งที่เขาถนัดเท่าใดนัก
    ในเมื่อเป็นเส้นทางที่เลือกแล้ว ต้องมิคิดเสียใจ แม้ต้องเดินไปเพียงลำพัง

    เจียงเฉิงทรุดกายลงข้างหน้าต่าง ทอดมองออกไปนอกเรือน
    แสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญส่องกระทบผิวน้ำเผยภาพดอกบัวชูช่อ ประชันโฉมกันอยู่ในสระ
    คืนเช่นนี้ช่างเหมาะแก่การร่ำสุรา ชมจันทร์ หากแต่ก็ขาดสหายให้ร่วมแบ่งปันภาพที่งดงามเหล่านี้
    บงกชใด ก็มิงามเท่าที่อวิ๋นเมิ่ง
    เป็นเฉกเช่นนี้เสมอมา และจะเป็นเช่นนี้เสมอไป
    พอพินิศบัวในสระได้นานหน่อย ก็พาลให้เจียงเฉิงนึกถึงคำกล่าวต่อตัวเขา

    คนผู้หนึ่งเปรียบเปรยว่าเขาเหมือนดอกบัว งดงาม และแข็งแกร่ง สัญลักษณ์ของการเกิดใหม่ ดังการเติบโตของบงกชที่ก่อกำเนิดขึ้นจากโคลนตม โผล่พ้นผิวน้ำ จนชูช่อเบ่งบาน
    เจียงเฉิงเองกลับคิดมาตลอด เขาจะเป็นดอกบัวไปได้อย่างไร ในเมื่อแต่ไหนแต่ไรมา เขายังคงติดอยู่ในตม พยายามเท่าใดก็โผล่มิพ้นผิวน้ำ ขาดอากาศ ทรมานเพียงผู้เดียวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
    เห็นทีเจ๋ออู๋จวินผู้นั้นมิหูหนวก ตาบอด ก็คงสิ้นสติไปเสียแล้ว

    กล่าวถึงเจ๋ออู๋จวินผู้นั้น มิรู้เมื่อใดพวกเขาถึงกลายเป็นสหายรู้ใจไปได้
    พบเจอกันแทบนับครั้งได้ หากแต่ทุกคราที่สบตา ก็ราวกับรับรู้ความเจ็บปวดของกันและกันมาทั้งชีวิต เพียงได้เอื้อนเอ่ย ทักทาย ความเดียวดายที่กัดกินจิตใจ ก็พลันมลายหายไปทันตา
    สบายใจทุกครา เพียงได้อยู่ใกล้ อบอุ่นราวเตาไฟในเหมันตฤดู
    มีท่านเป็นประมุขสกุลหลาน กูซูคงไม่หนาวเท่าใดหรอกมั้ง

    นึกถึงเจ๋ออู๋จวินผู้นั้น ก็มิรู้ต้องเนิ่นนานเท่าใดจึงจะได้พบกันอีก
    หลังจากเหตุการณ์ที่วัดกวนอิม เขาผู้นั้นก็เก็บตัว มิใคร่พบเจอผู้ใดอีก
    บทบาทผู้นำตระกูลช่างยากนัก
    กฎเกณฑ์ความถูกต้อง กรอบแห่งคุณธรรม บังคับให้เราเข่นฆ่าพี่น้อง กล่าวโทษสหาย
    ยืนอย่างโดดเดี่ยว โดยมีหน้าที่ผู้นำกดทับอยู่บนบ่า แม้เดิมที เราก็เพียงคนผู้หนึ่งเท่านั้น
    ผู้ใดจะคาดคิด เจ๋ออู๋จวินเมตตา อารี ปานนั้น ยังต้องเดียวดายเพราะเส้นทางการเป็นประมุขเฉกเช่นเดียวกัน
    คิดได้เช่นนั้น การมีอยู่ของท่าน ก็ทำให้ข้าสบายใจขึ้นมาเล็กน้อยเหมือนกัน
    เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อย่าได้จากข้าไป
    มิเป็นไร หากท่านจะหันหลังให้ยุทธภพ มิข้องแวะกับผู้ใดอีก
    แต่อย่าได้คิดจากข้าไปโดยมิหวนกลับ ทิ้งข้าให้จมสู่ความเดียวดายอีกครา

    เจียงเฉิงแหงนหน้าให้แสงสีอำพันกระทบผิวกาย
    ปิดเปลือกตา เปล่งวาจาบางเบา
    หวังเพียงสายลมจะช่วยพัดพามันไปถึงบุคคลในห้วงคะนึง ผู้ที่อยู่ไกลแสนไกล
    "เจ๋ออู๋จวินเอ๋ย เจ๋ออู๋จวิน
    หากค่ำคืนนี้มีท่านชมจันทร์เป็นเพื่อน
    เราสองคนตอนนี้ก็มิอาจเรียกประมุขเดียวดาย"
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in