การวิจารณ์เป็นมิตรกับคนทั่วไปอ่าน-คิด-เขียน
หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์ใคร? ...บทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง A bug’s life

  • ผู้เขียนเชื่อว่าในช่วงชีวิตของหลาย ๆ คน ต้องมีช่วงเวลาที่รู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในมิติต่าง ๆ

    ต้องพิสูจน์ตัวเองกับครอบครัวว่าเราเป็นลูกที่ดีได้

    ต้องพิสูจน์ตัวเองกับสังคมว่าเราเป็นคนดีได้

    ต้องพิสูจน์ตัวเองกับตัวเองว่าเราเป็นคนที่มีค่า

    คำถามคือ “ทำไมเราต้องพิสูจน์ตัวเองด้วย” 


    ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง a bug’s life ตัวบั๊ก หัวใจไม่บั๊ก เป็นภาพยนตร์ของค่ายดิสนีย์พิกซาร์ เข้าฉายในปี พ.ศ. 2541 ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่อาณาจักรมด โดยมี ฟลิค เจ้ามดงานนอกคอกเป็นตัวเอก ในทุก ๆ ปี  อาณาจักรมดต้องหาเมล็ดพืชเพื่อเตรียมไว้ให้กับฝูงตั๊กแตนที่มีหัวหน้าฝูงจอมโหดอย่าง ฮ็อปเปอร์ แต่ในปีนี้เจ้าฟลิคดันทำเรื่องยุ่ง ทำให้ต้องเสียเมล็ดพืชที่พวกมดหามาอย่างยากลำบากตลอดหลายเดือนไป  พวกมดจึงถูกฮ็อปเปอร์ข่มขู่ให้เตรียมหาเมล็ดพืชให้พวกตั๊กแตนอีกครั้งก่อนฤดูฝนจะมาถึง  แอตต้า เจ้าหญิงแห่งอาณาจักรมดจึงส่งฟลิคออกไปตามหาแมลงตัวอื่นที่จะมาช่วยเหลือพวกมด ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว การส่งฟลิคออกไปนอกอาณาจักรเป็นเพียงข้ออ้างที่จะให้ฟลิคไม่มายุ่งกับการทำงานของชาวมดตัวอื่น  แต่สุดท้าย ฟลิคก็กลับมาพร้อมกับ คณะละครสัตว์ ที่เข้าใจผิดคิดว่าถูกจ้างมาแสดงที่อาณาจักรมด สุดท้ายแล้ว ด้วยความช่วยเหลือของคณะละครสัตว์ เหล่ามดก็สามารถหลุดพ้นจากการกดขี่ของเหล่าตั๊กแตนได้ในที่สุด



                                cr.ภาพ https://www.listchallenges.com/a-bugs-life-characters



    หนทางพิสูจน์ม้า


    ฟลิค ที่ถือว่าเป็นมดงานนอกคอกตัวหนึ่ง ขณะที่มดงานตัวอื่น ๆ ทำงานกันอย่างแข็งขันเพื่อเก็บเมล็ดพืชไว้เป็นอาหารให้ตั๊กแตน ฟลิคกลับประดิษฐ์เครื่องมือ ด้วยหวังว่าจะช่วยให้งานของพวกมดเสร็จเร็วขึ้น แต่สุดท้าย เครื่องมือเก็บเมล็ดพืชของฟลิคกลับสร้างเรื่อง ทำลายแท่นวางเมล็ดพืชจนทำให้เมล็ดพืชทั้งหมดหล่นลงคูน้ำ ซ้ำร้าย เมื่อพวกตั๊กแตนมาถึง เมื่อไม่เห็นกองเมล็ดพืชเตรียมรอไว้ จึงบุกเข้ามาถึงรังของพวกมด  ฮ็อปเปอร์เข้ามาข่มขู่นางพญามด และเจ้าหญิงแอตต้า แล้วยังจับเจ้าหญิงมดน้อย ดอต ขึ้นมาขู่ ไม่มีมดตัวไหนกล้าหือกับฮอปเปอร์ แต่กลับเป็นฟลิคที่ออกหน้าปกป้องเจ้าหญิงดอต ฮ็อปเปอร์จึงสั่งให้เพิ่มจำนวนเมล็ดพืชที่พวกมดต้องหาให้มากขึ้น ในตอนนี้ ดูเหมือนฟลิคจะเป็นตัวปัญหาของอาณาจักร แต่ฟลิคก็ออกตามหาแมลงอื่นที่จะมาช่วยพวกมดจากตั๊กแตน ฟลิคกล้าที่จะออกจากเกาะ เพราะหวังว่าตัวเองจะทำประโยชน์ให้กับอาณาจักรมดได้บ้าง หลังจากนั้น ถึงแม้จะรู้ความจริงภายหลังว่า เหล่าแมลงที่ตัวเองพามานั้นไม่ใช่แมลงนักสู้แบบที่ตัวเองเข้าใจ แต่เป็นคณะแมลงละครสัตว์ แต่ฟลิคก็พยายามหาทางแก้ไข ถึงแม้จะผิดพลาดและถูกไล่ออกจากอาณาจักร แต่ฟลิคก็ยังกลับมานำพวกมดสู้กับพวกตั๊กแตนจนสำเร็จ และสุดท้ายก็เป็นที่ยอมรับของสังคมมด เห็นได้จากตอนท้ายของเรื่องที่เหล่ามดนำเครื่องมือเก็บเมล็ดพืชของฟลิคมาใช้ในการทำงานและเฉลิมฉลอง


    ตัวละครที่ต้องพิสูจน์ตัวเองนั้นไม่ได้มีแค่ฟลิค  คณะแมลงละครสัตว์ก็เป็นอีกหนึ่งเหล่าตัวละครที่ไม่ได้เป็นที่ยอมรับตั้งแต่ต้น ในตอนต้นเรื่อง การแสดงของคณะแมลงละครสัตว์นั้นแทบไม่มีผู้ชม เมื่อเกิดการแสดงผิดพลาด เหล่านักแสดงก็ถูกไล่ออกกันทั้งหมด แต่พวกเขาก็ได้มาเจอฟลิคที่กำลังตามหาแมลงนักสู้เพื่อไปสู้กับพวกตั๊กแตน ด้วยความเข้าใจผิดเหล่าคณะละครสัตว์จึงตกลง แต่เมื่อรู้ความจริงจากการแสดงต้อนรับของพวกมด คณะละครสัตว์ก็รีบหนีออกจากอาณาจักร ฟลิคจึงรีบไปห้ามไว้จนเกิดเหตุการณ์ชุลมุน แต่วิกฤตนี้กับกลายเป็นโอกาสให้คณะละครสัตว์พิสูจน์ให้เหล่ามดเห็นว่าพวกตนสามารถต่อสู้กับพวกตั๊กแตนได้ แต่โอกาสนั้นก็ถูกทำลายลงเมื่อเจ้าเห็บหัวหน้าคณะละครสัตว์โผล่มา  เมื่อพวกมดได้รู้ความจริง ก็ไล่ให้คณะแมลงละครสัตว์ รวมถึงฟลิคออกไปจากอาณาจักร แต่สุดท้ายคณะแมลงละครสัตว์นั้นก็ได้กลับมาช่วยพวกมดสู้กับฮ็อปเปอร์และฝูงตั๊กแตนอีกครั้ง โดยใช้ความสามารถด้านละครสัตว์ของตนเองหลอกล่อพวกตั๊กแตน จนสามารถไล่พวกตั๊กแตนออกไปจากอาณาจักรได้สำเร็จ เหล่าคณะแมลงละครสัตว์จึงได้รับการยอมรับในความสามาถจากพวกมดเอง หรือแม้กระทั่งเจ้าเห็บหัวหน้าคณะละครสัตว์ที่ไล่พวกเขาออกในตอนแรก


                                                               cr.ภาพ https://www.slashfilm.com/a-bugs-life-revisited/


    นอกจากนี้ยังมีตัวละครที่ดูเหมือนว่าไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองแล้วอย่างเช่น เจ้าหญิงแอตต้า และเจ้าหญิงดอต เพราะมีตำแหน่งที่ดูจะเป็นที่ยอมรับจากสังคมมด แต่ในทางกลับกัน การมีตำแหน่งนี่แหละ คือสิ่งที่กดดันให้พวกเธอต้องพิสูจน์ตัวเอง สำหรับเจ้าหญิงแอตต้า เจ้าหญิงมดองค์โตที่ต้องรับตำแหน่งต่อจากนางพญามด ในตอนแรกเจ้าหญิงแอตต้าต้องกังวลเกี่ยวกับการดูแลการทำงานของพวกมด เมื่อต้องเจอเจ้ามดงานอย่างฟลิคที่มาทำให้เรื่องยุ่ง เธอจึงตัดสินใจหาข้ออ้างให้ฟลิคออกจากอาณาจักร  แต่ฟลิคก็กลับมาเร็วกว่าที่คาดไว้  เจ้าหญิงแอตต้าถึงจะไม่มั่นใจ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมให้   ฟลิคและคณะแมลงละครสัตว์มาช่วยพวกมด  พวกมดจึงหยุดการหาเมล็ดพืชเพราะมั่นใจว่า แมลงนักสู้ที่ฟลิคหามาจะสามารถช่วยพวกเขาได้  แต่เมื่อเรื่องกลับตาลปัตร แมลงนักสู้กลับเป็นเพียงคณะแมลงละครสัตว์ ความผิดหวังจึงถาโถมมาที่เจ้ามดงานอย่างฟลิค และความผิดหวังที่ใหญ่กว่ากลับตกเป็นของเจ้าหญิงแอตต้าซึ่งเป็นผู้นำของอาณาจักร เนื่องจากเธอเลือกที่จะเชื่อใจฟลิค  แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องต่อสู้กับพวกตั๊กแตน เจ้าหญิงแอตต้าก็แสดงความกล้าหาญ เข้ามายืนประจันหน้ากับฮ็อปเปอร์เมื่อตอนที่ฟลิคกำลังเข้าตาจนโดยไม่เกรงกลัว ทำให้เหล่ามดทั้งอาณาจักรลุกฮือร่วมขับไล่พวกตั๊กแตนออกไปได้ เจ้าหญิงแอตต้าได้พิสูจน์ตนเองในฐานะผู้นำของพวกมดอย่างแท้จริง พร้อมรับผิดชอบความผิดพลาดของแผนการที่เกิดขึ้นโดยยืนหยัดต่อสู้กับพวกมด เธอไม่ทิ้งมดตัวใดไว้ข้างหลัง แม้กระทั่งฟลิคที่มักสร้างปัญหาให้เธอกังวลอยู่ตลอด


    ส่วนเจ้าหญิงดอตที่ในตอนแรกเป็นเจ้าหญิงมดน้อยที่ปีกยังไม่แข็งแรง ไม่เป็นที่ยอมรับจากกลุ่มเพื่อนเนื่องจากตัวเล็กและดูอ่อนแอที่สุดนั้น เมื่อเธอได้พบกับฟลิคที่คอยปลอบใจโดยให้เล่นสมมติ       (ติ๊ต่าง) ว่าก้อนหินนั้นเป็นเมล็ดพืช แล้วสอนเธอว่า “ตัวเธอก็เหมือนเมล็ดพืชที่ยังต้องใช้เวลาและปัจจัยอื่น ๆ เพื่อเติบโตเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่” เจ้าหญิงดอตเป็นมดในอาณาจักรเพียงตัวเดียวที่ยอมรับและเชื่อใจฟลิค สิ่งนี้ทำให้เจ้าหญิงดอตอาสาเป็นตัวแทนจากหมู่มดเด็ก และกล้าที่จะบินออกนอกอาณาจักรถึงแม้ปีกจะไม่แข็งแรงนัก เพื่อไปตามฟลิคกลับมาช่วยพวกมดเมื่อคราวพวกตั๊กแตนบุก ซึ่งเจ้าหญิงดอตใช้วิธีปลอบใจแบบเดียวกับที่ฟลิคเคยทำกับเธอ นอกจากนี้ เธอยังเป็นส่วนหนึ่งของพวกมดที่กล้าจะลุกขึ้นสู้กับพวกตั๊กแตนอย่างไม่เกรงกลัวเช่นกัน


                                                       cr.ภาพ disneyscreencops.com


    ตัวละครทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ต้องพิสูจน์ตัวเองในมิติต่าง ๆ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากสังคมหรือคนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่า คำถามคือ อะไรที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเอง สำหรับตัวละครในเรื่องหรือแม้กระทั่งคนในสังคมเราเองนั้น บริบทรอบข้าง บรรทัดฐาน หรือพฤติกรรมของคนในสังคมโดยรวมก็เป็นเหมือนกรอบ หรืออำนาจที่บังคับให้เราต้องพยายามเป็นที่ยอมรับในสังคม  


    - ฟลิคพยายามพิสูจน์ว่าสิ่งประดิษฐ์หรือตัวของเขาเองนั้นเป็นประโยชน์ต่ออาณาจักรมด เพราะการเป็นประชากรมด โดยเฉพาะมดงานนั้น การมีตัวตนหรือมีคุณค่าขึ้นมาได้ คุณต้องมีผลผลิตให้กับสังคม  


    - คณะละครสัตว์พยายามพิสูจน์ว่าทักษะการละเล่นของตัวเองนั้นแพรวพราวและเชี่ยวชาญมากพอ  เพราะนั่นคือสิ่งที่คณะละครสัตว์ที่เก่งควรจะเป็น และพวกเขาก็ได้พิสูจน์ฝีมือนั้นในการต่อสู้กับเหล่าตั๊กแตน ซึ่งการันตีว่าทักษะการละเล่นของพวกเขายังสามารถใช้ช่วยเหลือผู้อื่นได้อีกด้วย 


    - เจ้าหญิงดอต ได้พยายามพิสูจน์ว่าตัวเองนั้นไม่ได้อ่อนแอหรือบกพร่อง ถึงแม้เธอจะตัวเล็กที่สุดในกลุ่มเพื่อนมดน้อยก็ตาม ส่วน เจ้าหญิงแอตต้า ที่มีตำแหน่งนางพญาคนต่อไปเป็นเหมือนเกณฑ์ในการพิสูจน์ตัวเอง ในเรื่องมีวิกฤตและเหตุการณ์ชุลมุนมากมายที่ต้องให้เธอแก้ไข สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องพิสูจน์สำหรับเจ้าหญิงคือความเป็นผู้นำ ความกล้ารับผิด ถึงแม้จะไม่ใช่ความผิดที่เกิดจากตัวเองเพื่อปกป้องคนในปกตรองของตน เพราะนั่นคือสิ่งที่ผู้นำที่ดีควรทำ


    ตัวละครในเรื่องเป็นตัวแทนคนแต่ละประเภทซึ่งมีอุปสรรคที่ต้องพิสูจน์ฝ่าฟันต่างกันไป ไม่มีสิ่งใดการันตีได้ว่าทำสิ่งนี้แล้วจะเป็นที่ยอมรับ หรือเป็นที่ยกย่องในสังคม ต่างคนต่างก็ต้องพิสูจน์กันไปในแบบของตัวเอง จึงอาจพูดได้ว่าไม่มีใครหนีกรอบ หรืออำนาจที่คอยกำหนดเราไว้ได้พ้น



    กาลเวลาพิสูจน์ใคร?


                เราอาจกล่าวได้หรือไม่ว่า เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดต้องการการพิสูจน์ตัวเอง นั่นหมายความว่าพวกเขาอาจตระหนักรู้ถึงความต่ำต้อย (ที่ถูกกดทับ) อาจคลางแคลงใจในความสามารถหรือศักยภาพของตนเอง จึงได้พยายามพิสูจน ์ว่าตนเองนั้นคู่ควร มีคุณค่าสมกับบทบาทหรือตำแหน่งแห่งที่ซึ่งมีบรรทัดฐานเป็นไม้บรรทัดที่มอง(ไม่)เห็น

                แต่หากผู้หนึ่งผู้ใดรู้สึกว่าตนไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองแล้ว นั้นอาจหมายความว่าใครคนนั้นไม่ได้รู้สึกถึงอำนาจที่กดทับเขาเอาไว้ อาจเพราะเขามีอำนาจเหนือผู้อื่น อาจเพราะเขามีสิทธิกำหนดบรรทัดฐานได้ คำถามคือ คนแบบหลังนี้มีอยู่จริงในสังคมหรือไม่?

                หากเทียบกับในภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว คนคนนั้นคงเป็นตัละคร ฮ็อปเปอร์ หัวหน้าฝูงตั๊กแตนที่ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงพวกมด ฮ็อปเปอร์ไม่ได้มีอุปสรรคหรือสิ่งที่ต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อจะขึ้นรับหรือดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝูงตั๊กแตน ไม่ได้มีความขัดแย้ง (conflict ) อะไรในตัวเองหรือต้องประสบความยากลำบากอื่น ๆ ภายนอก เห็นได้จากที่อยู่ของพวกตั๊กแตนที่กินอยู่กันสบายดีกลางทะเลทรายโดยที่มีเมล็ดพืชอยู่เต็มคลังอาหาร พวกตั๊กแตนยังคงใช้อำนาจกดขี่ให้พวกมดหาเมล็ดพืชมาปรนเปรอพวกตน ในฉากหนึ่ง น้องชายของฮ็อปเปอร์ตั้งคำถามขึ้นหลังจากที่พวกตั๊กแตนไปข่มขู่พวกมดถึงในรังว่า ฮ็อปเปอร์ยังจะกลับไปที่อาณาจักรมดอีกทำไม ในเมื่อพวกตั๊กแตนเองก็อยู่กินอย่างสบายได้ตลอดฤดูฝนด้วยปริมาณอาหารมหาศาล ฮ็อปเปอร์ตอบพร้อมสาธิตด้วยเมล็ดพืชว่า หากโดนเมล็ดพืชหนึ่งเมล็ดกระแทกเข้าที่ตัว เราก็ไม่รู้สึกอะไร แต่หากเป็นกองเมล็ดพืช ก็จะส่งผลร้ายมากกว่า ว่าแล้วฮ็อปเปอร์ก็พังคลังเมล็ดพืชของตั๊กแตน เมล็ดพืชหลายพันเมล็ดโถมเข้าใส่พวกตั๊กแตนจนล้มกันระเนระนาด นี้เป็นการสาธิตให้เห็นว่า หากพวกมดที่มีจำนวนมากกว่าตั๊กแตนหลายสิบเท่าคิดจะลุกขั้นสู้ อาจเป็นผลเสียกับพวกตนได้ ดังนั้น จึงต้องตัดไฟแต่ต้นลม ใช้อำนาจกดพวกมดเอาไว้ไม่ให้มีโอกาสต่อสู้เพื่อตนเอง การกดขี่พวกมดโดยไม่สนใจว่าการใช้อำนาจเช่นนั้นตั้งอยู่บนความถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ แสดงให้เห็นความปรารถนาที่จะมีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในจิตใจของฮ็อปเปอร์ แต่แล้ว อำนาจของฮ็อปเปอร์ก็ถูกท้าทายและทำลายลงโดยพวกมด ความสำเร็จของพวกมดเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจจากพวกมดทุกตัวซึ่งตระหนักได้ว่าตนไม่จำเป็นต้องถูกกดขี่อีกต่อไป ความคิดนี้เองที่ถูกจุดประกายจากฟลิคผู้ไม่ทนต่อการกดขี่ของฮ็อปเปอร์ในตอนแรก และออกตามหาแมลงที่จะมาสู้กับพวกตั๊กแตน ถึงจะยากลำบากอยู่บ้าง แต่ฟลิคและตัวละครอื่น ๆ ก็ได้พิสูจน์ตัวเองว่ามีพลังมากพอที่จะเอาชนะอำนาจที่เคยเชื่อว่าอยู่เหนือกว่าพวกตน และพิสูจน์ให้ฮ็อปเปอร์เห็นว่าอำนาจของเขานั้นใช้ไม่ได้กับพวกมดอีกต่อไป

                คนประเภทเดียวกับฮ็อปเปอร์นี้มีอยู่ไม่น้อยในโลกความเป็นจริง คนที่เชื่อว่าตนมีอำนาจกดขี่ผู้อื่นได้อย่างเด็ดขาดและชอบธรรม อาจเป็นเพราะพวกเขาเชื่อว่าตนมีอำนาจ จึงคิดว่าตนไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเอง ไม่ต้องสนใจกรอบของสังคม ไม่ต้องฟังใครให้ได้ยิน แล้วใช้อำนาจนั้นทำร้ายผู้คนที่มีอำนาจน้อยกว่าในสังคม แต่หารู้ไม่ว่าทุกโครงข่ายอำนาจนั้นเชื่อมโยงกัน เหมือนที่เจ้าหญิงแอตต้าพูดย้อนใส่ฮ็อปเปอร์ว่า “You see Hopper, Nature has a certain order. The ants pick the food, the ants eat the food, and the grasshoppers leave.” หากพวกมดไม่ยอมก้มหัวให้พวกตั๊กแตนอีกต่อไป อำนาจของตั๊กแตนก็จะหมดลง การกดขี่นั้นเกิดขึ้นได้จากมีอยู่ของคนสองฝ่าย คือฝ่ายผู้ที่มีอำนาจอยู่ในมือ และฝ่ายผู้ที่สมยอมต่ออำนาจนั้น หากผู้กดขี่ไม่ยอมถูกกดขี่อีกต่อไป อำนาจนั้นก็จะใช้ไม่ได้อีกต่อไปเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว การทลายลงของอำนาจก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากเป็นเพียงแค่ฟลิค หรือเจ้าหญิงแอตต้าที่ลุกขึ้นต่อต้านอำนาจของฮ็อปเปอร์ แต่เพราะพวกมดทุกตัวเชื่อมั่นในตัวของผู้นำอย่างเจ้าหญิงแอตต้า และลุกขึ้นต่อสู้ด้วยกัน ฮ็อปเปอร์จึงพ่ายแพ้

                ถึงแม้ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้จะเป็นภาพยนตร์สำหรับเด็กและครอบครัวที่เข้าฉายยี่สิบกว่าปีก่อน เหมือนกับภาพยนตร์ของดิสนีย์พิกซาร์หลาย ๆ เรื่อง แต่เรื่องการใช้อำนาจและการพิสูจน์ตัวเองก็ยังเป็นประเด็นที่เป็นปัจจุบันในสังคมของเรา การที่เราต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้เป็นที่ยอมรับหรือรู้สึกมีคุณค่านั้น เป็นเพราะเราอยู่ภายใต้อำนาจที่มองไม่เห็น แม้กระทั่งคนที่เชื่อว่าตนอยู่เหนืออำนาจที่มองไม่เห็นนั้น สุดท้ายแล้วก็จะถูกบริบทและกระแสสังคมบีบบังคับให้ประพฤติตัวให้ถูกต้องชอบธรรมอยู่ดี ทุกสิ่งยึดโยงกันหมด ไม่มีอำนาจใดอยู่ได้โดยไม่เป็นไปตามทำนองคลองธรรม แล้วทำไมเราต้องพิสูจน์ตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ทั้งๆ ที่เรามีสิทธิเสรีภาพในการเป็นตัวเองแบบที่เราอยากเป็นตราบเท่าที่ตั้งอยู่บนหลักการและเหตุผลโดยชอบ การสร้างตัวละครคู่ปรปักษ์ เหล่าตั๊กแจนกับฝูงมดในภาพยนตร์เรื่อง a bug’s life ตัวบั๊ก หัวใจไม่บั๊ก  ชวนให้เราคิดว่า สิทธิและเสรีภาพในการใช้ชีวิตของเหล่ามดจะเกิดมีไม่ได้ ตราบเท่าที่พวกมดไม่ได้พิสูจน์ว่าตนเองว่ามีพลังมากพอที่จะต่อกรกับฝูงตั๊กแตน.




         "...การกดขี่นั้นเกิดขึ้นได้จากมีอยู่ของคนสองฝ่าย คือฝ่ายผู้ที่มีอำนาจอยู่ในมือ และฝ่ายผู้ที่สมยอมต่ออำนาจนั้น หากผู้กดขี่ไม่ยอมถูกกดขี่อีกต่อไป อำนาจนั้นก็จะใช้ไม่ได้อีกต่อไปเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว การทลายลงของอำนาจก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากเป็นเพียงแค่ฟลิค หรือเจ้าหญิงแอตต้าที่ลุกขึ้นต่อต้านอำนาจของฮ็อปเปอร์ แต่เพราะพวกมดทุกตัวเชื่อมั่นในตัวของผู้นำอย่างเจ้าหญิงแอตต้า และลุกขึ้นต่อสู้ด้วยกัน ฮ็อปเปอร์จึงพ่ายแพ้..."



    © สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. 2558


    ผู้เขียน: ณฐา คำพิบูลย์ นิสิตเอกภาษาสเปน  โทภาษาอังกฤษ 

    คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


    บทวิจารณ์นี้เป็นผลงานจากรายวิชา “วรรณกรรมวิจารณ์” ปีการศึกษา 2563 เผยแพร่เพื่อประโยชน์ทางวิชาการเท่านั้น  ไม่อนุญาตให้ทำซ้ำหรือดัดแปลง



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in