ว่ากันว่ามนุษย์เราดำรงชีวิตได้ด้วยจิตวิญญาณ ทุกสิ่งที่กอปรเป็นพฤติกรรม แม้ถูกชักจูงเหนือศูนย์ควบคุมอย่างฮอร์โมนแปรผกผันก็คือตัวตนของเรา นับหรือ เคย์เดนเอ่ยสวน ระหว่างอักษรเลือนรางเหนือสุญญากาศอันเปลือยเปล่าทะลวงโสตประสาท ผ่านน้ำเสียงเนือยเฉื่อยเรี่ยวเรื่อยที่ชะงักกลางหว่างบทสนทนา หลังเพียรกล่อมเล่าให้พ้น ๆ ราตรีกาลอีกหน ค่ำนี้ ก็เป็นอีกคืนที่โซเฟียทำหน้าที่เป็นแม่บุญธรรมของพวกเขาได้ดีอย่างเคย เธอซ่อนเรียวนิ้วไว้ใต้กระดาษเย็บเล่มปกแข็ง แทนการจำลำดับเลขหรือความเรียงสองย่อหน้า เพื่อเงยหน้าออกจากอักษรสีเข้ม และกลับมาให้ความสำคัญแก่เด็กทั้งสองดังเดิม หลังจับใจความตามสัญชาตญาณได้ว่า การโต้วาทีเช่นนี้ดูจะกินเวลาอยู่พอตัว ทำไมจะไม่ล่ะ แล้วแกคืออะไร เดย์ตันโต้กลับ ใบหน้าพ่วงกระกรำแดดแผกต่างไปจากเคย์เดนที่มีพวงแก้มเรื่ออ่อนสุขภาพดี เด็กชายในชุดผ้าแพรสีกรมท่าปลั่งรอยปริกว้าง ระบายลักยิ้มไร้จุดพร้อยให้สังเกต แย้มระรื่นต่างจากชุดนอนเนื้อผ้าเดียวกันของอีกฝ่าย ซึ่งเป็นสีเทาเรียบสุภาพ ผู้ริเริ่มหัวข้อวิวาทเริ่มบิดรอยหยักบนกลีบสีอ่อนเพี้ยนไปจากเส้นขนาบแนวราบ เพราะอารมณ์กรุ่นเฉลียวใจบาง ๆ
เดิมที พวกเขา คือแฝดที่มาจากไข่คนละใบ ส่วนครอบครัวที่แท้จริงสำหรับเด็กทั้งสอง เฉกเช่นพ่อและแม่ของเขาทั้งคู่ อาศัยร่วมเพียงนามไว้ขานเรียกยามตื่น และยามร่ำลาก่อนจมสู่ห้วงแห่งฝัน ถูกดำรงชีพเพียงทรงจำ
ทว่า วิธี นั้นจีรังยั่งยืน แม้ทำนองเดียวกันดูคลับคล้ายไร้แววอาวรณ์อย่างเลือดเย็น
เดย์ตันจดจ้องดวงกลมโตประกายน้ำตาลอ่อน ทอตอบพี่เลี้ยงสาวในความเข้าใจ หากแต่เธอปราศจากเลือดเนื้อเชื้อไข สนิทเพียงน้อยนิดก็หาใช่ ผิวเผินรวมสัญญะของชุดสุขอนามัยแพทย์ที่ศัลแพทย์กำชับให้เธอสวมต่อหน้าเด็กแฝดเพียงนั้นเอง ศักดิ์นี้ เหลือเพียงร่างหญิงกลางคนไร้คู่หมาย ซึ่งดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเขาราวมารดาคนหนึ่ง อย่างที่ใครสักคนจะรับใช้ลูกของคนมีฐานะไว้ จนกว่าตัวจะแหลกสลายสิ้น และยิ่งผสมโรงโดยไร้ข้อติเตียน ประกอบฐานเงินเดือนเกินประมาณค่ากับเวลานอกใช้สอยเคล้าหยาดเหงื่อ พาลให้เธออุทิศเพียรแก่ตระกูลทดลองที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนโลกอินเทอร์เน็ต โซเฟียรู้เพียงแต่ เธอจำต้องรับงานนี้ทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างไม่กระดากปากว่า ตัวตนนี้ มีไว้สำหรับสร้างตัวที่ไม่มีอันจะกินได้ด้วยเม็ดเงินก้อนโตจากตระกูลอื่น ที่ชาติไหน ๆ ของชีวิตก็คงจะหาไม่ได้อีก ประการแรก เพราะเป็นผลพวงจากประกันฝ่ายรัฐเป็นทุนเกื้อหลัง มันจึงพอทนระหกระเหินให้ผ่านเดือนต่อเดือนอย่างไม่ยากเย็นนัก ถัดมา ประการที่สอง เธอจะต้องคอยตรวจดูความเรียบร้อยภายในบ้านหลังเที่ยงคืน ไม่ให้คลาดสายตา แม้แต่นาทีเดียว
โซเฟียกวาดตามองรอบบริเวณโถงนั่งเล่นโอ่อ่า นอกกรอบประตูสีเชอร์รีเนื้อดีถูกเปิดทิ้งไว้กึ่งหนึ่ง พอให้แสงจากห้องครัวสะท้อนผ่านโคมระย้าเหนือฝ้าเพดาน ค่อย ๆ ตกกระทบเข้ามาถึงปลายเตียง บรรยากาศชื้นเปียกและเงียบเชียบ สิ่งนี้ต่างหาก เป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับอาชีพสุ่มเสี่ยงตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอย่างเธอ เราทุกคน สามารถทำทุกอย่างได้โดยไร้เหตุผล เพื่อต้องรักษาอะไรต่อมิอะไรจากเสี้ยวลึก เพราะคิดว่าทรงคุณค่าหนักหนา หนังสือผ่านม่านแห่งดวงตาตรวจตำราเท็จจริงนี่ก็สมทบชั้นไม้อย่างแนบเนียน ชั้นหนังสือประจำบ้านทั้งหลาย มีไว้สำหรับตระกูลลอว์เรนซ์ หาใช่สาวรับใช้ชายขอบแผ่นดินยุโรปอย่างเธอแต่หนแรก เรือนผมหยักศก ดวงตาสีอ่อน ผิวแดง รูปร่างสูงโปร่ง แม้ไม่ต้องทนรับความรู้สึกเป็นอื่นเหมือนอย่างบรรพบุรุษในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ด้วยกลุ่มลัทธิเหยียดเชื้อชาติทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยเรื่องกะโหลกศีรษะผิดกระบวน กระนั้น เธอก็รับรู้ได้ว่าร่างกายสั่นเทิ้มนี้กำลังแปลกแยก และพลั้งทำสิ่งประหลาด เสียต้องกระวนกระวายริ้วไหวสั่นอันฉุกละหุก กลบแววลอบพิรุธให้ปรกติสุข สบย้ำดวงพราวฉงนสองคู่ ที่กำลังรอสัญญาณให้พวกเขาเตรียมเข้านอนด้วยการอธิษฐานต่อพระบิดาเป็นลำดับสุดท้าย
เรือนภายในวิลิศมาหราเกินจริง ทั่วทุกจังหวะย่างก้าวปราศจากเครื่องเรือน ห้อมล้อมด้วยภาชนะที่มีผนังสองชั้นรองรับ ถังสองถังจะเชื่อมติดกันด้วยคลอไฟเบอร์กลาส ระหว่างกระบวนการผลิตไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิ -197 องศา เฉกเช่นโหลปลาจำลองขนาดใหญ่ ซึ่งดูจะต้องฝืดเคืองพื้นที่สองในสามของบ้าน เคหะสถานอันต้องไม่ใช่สถานที่กักขังสัตว์หายใจด้วยเหงือกอีกเหมือนอย่างเคย ก็จริงอยู่ที่มันเคยเป็น และคงจะเป็นเช่นนั้น หากบรรพบุรุษของตระกูลยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีใครเชื่อว่าก้อนสมองเหล่านั้นจะกลับมาฟื้นคืนชีพ แต่เมื่อเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงเห็นตระกูล ลอว์เรนซ์ ประสบความสำเร็จ เรื่องการเก็บร่างผู้สูญเสียไว้อย่างถาวร พวกเขาจึงหลั่งไหลกันไปที่ทำเนียบขาว ขอยื่นคำร้องต่อศาลชั้นสูงเพื่อขอแช่แข็งร่างกายของพวกเขา หลังสูญสิ้นเป็นอื่นจากสูญเสีย ไม่หรอก เรากำลังล่วงสู่วัฒนธรรมที่ปฏิบัติให้หมู่มนุษย์รู้จักแยกสองคำนั้นออกจากความหมายแห่งนิรันดร พเนจรออกจากความเป็นเรา ขมวดทั้ง อาสัญ หรือ ปานนาศ ให้เป็นอนันต์ ไม่มีน้ำตาของใครคร่ำครวญ โหยถวิล เวทนาจะเป็นจะตาย เมื่อโลกดำเนินมาอยู่ในจุดที่เครื่องพิมพ์สามมิติใช้การได้อย่างดีกับการโคลนอวัยวะใหม่เอี่ยม คราวแรก ไม่มีใครสนใจเรื่องนวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ แต่เมื่อได้รับการสนับสนุนจากทุกพื้นภาค ไม่ว่าจะทางรัฐหรือเอกชน สิ่งการันตีจากประชาชนผู้ใช้จริง ก็ทำให้ทั่วโลกหันมาสนใจการประสบความสำเร็จของสิ่งพัฒนาเหนือกลไกควบคุมของมนุษย์ ว่าด้วยประเด็นถกเถียงถึงภาวะสิ้นลมหายใจ โดยเมื่อปลอกลอกทะลวงเค้นความจริงเท่าที่จะอนุมาน ภายหลังพิจารณาถี่ถ้วนแล้ว จึงยืนกรานร่วมกันว่าควรนับจุดจบจากสมอง หากสมองตาย ร่างกายก็จะตาย
แต่จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราจะรักษาด้วยวิธีไครโอนิกส์ เสียงของฝั่งสยบยอมตามครรลองและไม่เห็นพ้อง แตกออกเป็นสองฝั่งชายขอบตามคาด แต่เพราะสิ่งเหล่านี้กำลังนำพามนุษยชาติไปสู่จุดแห่งการล่มสลายของอาณาจักร เข้าสู่ยุคนิรันดร์กาล กาลวิภพอันใกล้ลุล่วงเป้าหมายของอนาตมันขึ้นไปทุกที เพราะการสวมรวมทุกความสูญสิ้น และมีอยู่ของแหล่งที่มาทางความคิดของกลไกสมองสมทบจิตวิญญาณ เริ่มเหนี่ยวยึดเป็นจุดมุ่งหมายเดียวกัน กล่าวคือ คนทุกคน คือ ความเป็นไปได้ในความต่าง เสียงระงมเพรียกเช่นเดิมจึงค่อย ๆ ลดเบาลง
วิวัฒนาการทางการแพทย์ล้ำหน้าพอจะปลุกเซลล์ที่ตายไปแล้วให้กลับมาสมานสร้างรวมขึ้นใหม่ แม้ก่อนหน้านี้ห้าปีมันยังอยู่ในเซลล์สัตว์ทดลอง และไม่คุ้มพอจะบอกลาจุดจบของชีวิต ดังนั้น การทำงานของเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างโครโอนิกส์จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่คู่ควร จากความรู้และเทคโนโลยีที่มีในปัจจุบัน สามารถหลอมรวมข้อมูลสำคัญของบุคคลอันเป็นที่รักโดยไม่มุ่งหวังลิมิตได้ จะเริ่มฉายผ่านโลกทัศน์แห่งจิตสำนึกให้คนในตระกูลเดียวกันเท่านั้นเป็นอันรู้กัน รักตัวกลัวตาย ไฉนจึงไม่ขยาดกลัวเรื่องต้องขยายไขความวิปลาสให้เลื่องลือนัก เธอทวงติงลำพัง
โซเฟียยืนมองก้อนสมองส่งสัญญาณพล่านปุดกลางสุญญากาศ ราวภาพตรงหน้าคือกรอบหน้าของนายจ้าง ท่านผู้หญิงคนเดิม ท่านผู้ชายคนดี ความเปลือยเปล่าอันเป็นนิรันดร์ ส่งสายตาเรียบเฉยกดย้ำแทรกผ่านรอยหยักเหล่านั้น ไม่แดดิ้น ไม่ฉวัดเฉวียน หรือแกว่งไกวปกป้องตัวเหมือนเคย ราวหาจุดสิ้นไม่พบ เช่นตามตำรากล่าว ตามอย่างที่มันควรจะอยู่ในหัวของเราทุกคน ทั้งเยือกเย็นและสุขุม ในทางกลับกัน ขยุกขุยนี้กลับคล้ายเพียงก้อนละออง ที่ขืนหากตะปบเข้า คงร่วนฟูพลันสลายเหือดไป แม้ความตายจะพรากวิญญาณหาย ทว่า เซลล์สมองก็ยังสามารถฟื้นฟูใหม่ได้หลังจากหยุดทำงานร่วม 8 ชั่วโมง ไม่เว้นกระทั่งขาดเลือด 1 ชั่วโมง ด้วยการกระตุ้นหัวใจและปอดให้ทำงานต่อ ขณะเส้นแห่งชัยชนะวิ่งเยือนรับเข็มวินาทีริก่อบรรจบกาลสุดท้าย เพื่อรักษาออกซิเจนในสมอง การพยายามจะกระตุ้นสองสิ่งก่อนร่างจะแหลกสลาย จึงสำคัญพอ ๆ กับสัญญาพิลึก ๆ ที่ใครจะยอมแลก
เพียงแต่ครอบครัวนี้กลับเลือกมัน เหตุจากไม่อยากทอดทิ้งลูกชายทั้งสองไว้ในโลกของสัตว์กินเนื้อ โซเฟียเข้าใจถูกทีเดียว เพราะเมื่อตะวันหยาดแสงร่วงกราวปะพื้นพรมผืนยาว ซึ่งเยื้องทิศลอดผ่านบานหน้าต่างฝั่งขวาเข้ามา โลกอันเต็มไปด้วยสิ่งโลดโผนเพื่อความสนุกใบนี้ ก็จะเป็นแหล่งกบดานของสัตว์กินพืช และหากแสงสว่างโคจรออกจากวิถีความเป็นเรา สีของดวงตา ยามหลีกเร้นตัวตนของความเป็นหมู่เหล่าจากข้างนอก ก็จะสุมกองด้วยสัตว์กินเนื้อ มันสามารถจำแนกตามสภาพจิตใจ ณ ขณะนั้น จากปราชญ์สู่เสี้ยนหนาม จากปรปักษ์สู่มิตรสหาย จากพลเมืองสู่ทรชน ณ ห้วงแห่งเข็มวินาทีเปลี่ยนแปลง และชายขอบแสงอาทิตย์ล่วงมาเยือน หัวของบรรพชนก็จะเปลี่ยนเป็นอะไร ๆ แบบนั้น ตามอย่างที่เด็กทั้งสองจะมองเห็น แต่เพราะโซเฟียต่างออกไป เธอไม่ใช่อะไร ๆ ตามอย่างตำราพร่ำ ในสายตาของเคย์เดนและเดย์ตัน
เธอรู้ได้ เพราะอากาศหนาวสะท้านหนหนึ่ง ซึ่งเป็นคืนแรกขณะเดินสำรวจบ้านหลังใหม่ สำหรับเธอ เดย์ตันมีจุดระยิบระยับประดับใบหน้าให้ใคร่มอง เสมือนวิถีปราดเปรียวระหว่างช่องว่างของผืนผ้า ยามสะบัดข้อมือเพื่อกระเซ็นฝีแปรงศิลปะ ราวนักวาดบรรจงพรมกระให้คงอยู่อย่างละเมียดละไม ใต้ดวงตา พวงแก้ม ปลายจมูก เคล้าดวงกลมโตสุกใส ขณะเด็กชายบุ้ยใบ้ปลายคางเอ่ยขึ้นบ้าง ระหว่างทอดน่องตามผู้ใหญ่
“เราจะปลอดภัย โลก ในบ้านหลังนี้ ท่านเป็นคนดูแล” เดย์ตันชี้นิ้ว กล่าวยังแหล่งปลีกเลี่ยงของเซลล์สมองก้อนแน่น ในนั้น, ดูเป็นรูปเป็นร่าง เผยทรงหยักสมบูรณ์ ไร้การแต่งเติม หล่อเลี้ยงพลังงานด้วยของเหลวไม่ว่างเว้น ปลูกต้อน ฟูมฟักอย่างดี ใหญ่ราวสองคืบกำปั้นเป็นของผู้เป็นแม่ เคียงสลับกับผู้เป็นพ่อ ขนาดเกือบเท่า ๆ กัน ในคราวลองไล่ถ้วน ขณะจรดสายตาใคร่ถวิล ไม่ว่าจะทั้งฝ่ายคนใน หรือชนนอก กลับไม่มีใครปริปากเอื้อนตอบต่อกัน เพื่อจะพบว่าท่านยังมีชีวิตอย่างสุขสบาย หลังโพล่งถ้อยวลีสดุดีเหล่านั้น
วันแล้ว วันเล่า ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ล่องลอย ลิ่วสูง ลงต่ำ ขจรขจาย
โลกที่อยู่เหนือสามัญสำนึก
คือบ้านหลังนี้
ข้างนอกนั่น คือ สามัญของสัตว์ที่ประมวลประสาทสัมผัส สัญชาน ความทรงจำ ประสบการณ์ และจินตนาการ เพื่อประกอบการตัดสินใจความเป็นอื่นหลากหลายประเภท
หลังปฏิบัติตามเกณฑ์ขับกล่อมบทกลอนประเทืองปัญญา ให้แก่เด็กทั้งสองตามธรรมเนียม เมื่อพลบค่ำมืดสลัว ในคราวนั้น ก็เริ่มล่วงถึงเวลาอาหารเช้าเช่นกัน ข้าวมื้อแรก โซเฟียจำมันได้ขึ้นใจ บ้านนี้ เราจะไม่ดื่มชา ไม่มีแขกเหรื่อให้ต้อนรับ ไม่มีผู้คนแปลกหน้าให้ขับสู้ ฉะนั้น ชาจึงไม่จำเป็นเสียอย่างไม่ต้องสงสัย นานทีปีหนเธอจะหาเวลาว่างพาทั้งสองออกไปสัมผัสหญ้านอกบ้าน ปล่อยให้ผลพวงแห่งวัยเยาว์วิ่งต้อนไปทั่วสารทิศเท่าที่จะปรายเฝ้าดู คอยให้ความบริสุทธิ์หยอกเหย้ากันตามประสา เท่าที่สองพี่น้องจะกอบโกยมันเต็มกำไรชีวิต
“ค่อก...” เคย์เดนบ้วนซอสเคลือบเส้นมักเชโรนีลงบนผืนหญ้า เช้านี้มีแค่เขาที่ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เมื่อผิวสีอ่อน และเรือนผมสีน้ำตาลจางรางต้องแสงอาทิตย์เปล่งจรัส เหนือศีรษะปรากฏนกกินพืชลิ่วล้อกังหันลม โผบินลงมาจิกกินแอ่งน้ำตื้น เมื่อเปิดก๊อกน้ำล้างภาชนะเรียบร้อย โซเฟียวักน้ำให้พวกมันลิ้มรสขัดกระหายเพิ่ม หากแต่เป็นเคย์เดนที่ถ่มรดของเหลวสีแดง ออกมาจากช่องคออย่างไร้มารยาท
เพราะอารมณ์ดีหรือไง เธออยากถาม แต่จำต้องยอมละเลย ปล่อยมือให้เป็นหน้าที่ของแฝดพี่มาตักเตือนเองจะดีกว่า
“ฝันหรือเปล่า คืนวาน” น้ำหนักใต้ฝ่ามือแบเปล่าลากขดก้อนกลม พลางงอเล็บสั้นเตียนถดเข้าหากล้ามเนื้อแข็งขืน ขณะผ่อนแรงบีบเหนือบ่าเคย์เดน ทำโซเฟียถลาตัวห่างออกมา ยกสัมภาระพลาสติกอันห่อปรกภาชนะเข้าไปเก็บในห้องครัว เพราะลึก ๆ เธอเองก็ยังไม่เข้าใจว่า ท่ามกลางแววนัยน์ฟ้าอ่อนแสนลึกลับคู่นั้นของเดย์ตันมีอะไร ‘บิดเบือน’ ไปหรือไม่
แว่วเสียงเชลโลท่อนแรกของเชลโลคอนแชร์โตในซีเมเจอร์โดยโยเซฟ ไฮเดิน คล้ายกระตุกวูบไหวให้ตื่นจากฝัน ทว่า เป็นฝันจากทิศตรงกันข้ามของแสงยามบ่าย เมื่อตะวันเริ่มคล้อย เรืองแสงรำไรเผือดสีคั่งเหนือเส้นริ้วแสดอมม่วง ขอบชั้นต่างเม็ดสีในสายตาที่ขนานเคียงซ้อนติดกันเป็นทอด จะค่อย ๆ ถูกผสมรวม กลืนกิน ผนวกเข้าผืนเดียว แสนพิศวง สุดขอบสายตา กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เหมือนห้องรับแขกของบ้าน ราวชักม่านการแสดงกลางวงออร์เคสตราเสียดื้อ ๆ เมื่อทุกสิ่งดำเนินหยุดช้า ดั่งคราวที่วาทยกรเริ่มปล่อยให้ผู้ชมกอบกุมลำดับโน้ตไว้ลำพังผู้เดียวอย่างละโมบ เพื่อลุกขึ้นปรบมือ เพื่อลุกขึ้นประโลมตัวตน อันเอ่อล้นบ่อตื้นของความรู้สึกแสนคับคั่งใจ ร่วงพรูนับครั้งไม่ถ้วน ชวนให้ทิ้งทุกสิ่งในความเป็นจริง เรื่องหวั่นเคืองนอกโรงมหรสพ หลงลืมวิถีชีวิต หลงลืมกลวิธีความเจ็บปวด หลงลืมความเป็นเรา ช่างหัวเรื่องเศรษฐกิจ ช่างหัวอารมณ์สะเปะสะปะเกลื่อนมวลกดดันที่ประเดเข้าตัวไม่เว้นวัน เราจะเป็นสุขกับสิ่งนี้ ตลอดกาล
อิสระจากโน้ตตัวสุดท้ายในโสตประสาท กระซิบเรียกจิตวิญญาณเอาไว้เช่นนั้น ขณะเงี่ยหูฟังความเงียบงัน
สัญญาณจากเชลโลบรรเลงกล่อมจะกวักมือเรียกให้บรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้กลับเข้ามาประจำตำแหน่ง อย่างที่ถูก อย่างที่ควร ตามตำราเขียนกล่าว
โซเฟียจำได้ว่าเธอเคยสอนเด็กแฝดทั้งสองเรื่องความหมายของสิ่งมีชีวิต และการเรียกชื่อสรรพสิ่ง ตามหลักการของหนังสือที่บรรยายไว้
บรรทัดต่อบรรทัด
อักษรต่ออักษร
วรรคต่อวรรค
ลมหายใจต่อลมหายใจ
“สิ่งต่าง ๆ จะมีตัวตนก็ต่อเมื่อเรากำหนดชื่อเรียกให้มัน” ที่จริง มันควรจะหายไป
มันไม่ควรจะมาอยู่ในสายตาของเธอเอาซะเลย
โซเฟียหลับตา นึกอยากสลัดคราบจำอักษรแจ่มชัดตรงหน้าทิ้งไปให้พ้น เมื่อเคย์เดนจับนกพิราบตัวเดิม ตัวนั้น ขึ้นมาประคองกอดในอ้อมแขน และมีเดย์ตันยืนทอดมองตัวตนของเธออยู่นอกบ้าน
“เหมือนปีกมันจะเป็นแผล” เคย์เดนเอ่ย “คุณแม่จะรักษามันได้ไหม”
พี่เลี้ยงรับใช้อย่างเธอรู้ดีว่าในสายตาของเคย์เดน เธอคือ “คุณแม่” และ ก้อนสมอง เหล่านั้นก็คือ “ท่าน” อะไรก็ตามที่เราเอ่ยเรียก ถ้อยคำของเราจะกำหนดความเป็นนิรนามอยู่เสมอ
พระเจ้าทรงมอบอำนาจให้อาดัมเป็น ‘ผู้เรียกชื่อ’ และดูเหมือนตำราหลายเล่มในชั้นวางจะไม่ยอมปล่อยให้เธอหลุดออกจากการครอบงำทางภาษาเหมือนเคย ตัวอักษรเหล่านั้น คอยกำหนดสิ่งรอบตัวอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับนกพิราบขนเทาอมด่างตรงหน้า เธอยิ้มรับน้อย ๆ ตื้นเขินที่จะบอกเคย์เดนว่าปล่อยมันไป เดี๋ยวแผลมันคงสมานเอง เมื่อจำต้องหลบเลี่ยง เธอจึงหันมาใช้บทบาทในหน้าที่ที่ไม่มีวันจบสิ้นพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม ระบุเรียกเดย์ตันที่ยังเพลิดเพลินอยู่กับหนังสือใต้ต้นซิคามอร์ให้กลับเข้ามาในบ้าน รวมถึงโอบกอดสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ที่มีเลือดเปรอะน้อย ๆ เป็นดวง ใต้ปีกขนนิ่มของมัน เข้ามาร่วมวงอาหารมื้อค่ำด้วย งานเพิ่มเติมสำหรับวันนี้ คงต้องเสริมของประดิษฐ์ชิ้นใหม่ เป็นกรงขังเดี่ยวซี่แคบ เพื่อแยกความเป็นอยู่ เพื่อแบ่งอาณาเขตร่วมใช้สอย ว่าด้วยการดำรงอยู่ตามเดิมอย่างที่ควรจะออกโบยบินเหมือนบรรพชน กับเมื่อต้องตกอยู่ภายใต้อาณัติแหล่งกบดานของเงื้อมือเหล่าเดินดิน ควรสงบเสงี่ยมตามสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของ ของปีกห้อยเหนือชั้นวางเครื่องครัวร่วมด้วยเช่นไร
โซเฟียไม่รู้ว่าสำหรับเดย์ตันเขาจะมีคำเรียกขานสิ่ง ๆ นี้หรือยัง
ถ้าไม่
มันคงเป็นเรื่องพิลึกน่าดู ที่พ่อและแม่ของพวกเขาจะไม่เข้ามาสั่งสอนลูก ๆ ตัวเอง หลังเที่ยงคืน เหมือนอย่างที่เธอจะพอเข้าใจ
/
หนึ่งเดือนถัดมา ต้นซิคามอร์ผลัดใบร่วง เคย์เดนกวาดสิ่งที่เรียกว่า ‘ขยะ’ ในบันทึกทรงจำของเขาเก็บเข้าถุง ‘สีดำ’ ที่มีไว้สำหรับเผื่อเวลาให้จุลินทรีย์ย่อยสลายสารอินทรีย์ และเมื่อกอบโกยจนเต็ม เขาก็จะเดินไปเก็บไว้ที่ประตูข้างหลังบ้าน รอให้มันย่อยสลายเป็นปุ๋ยต่อไป
เธอเห็นอักษรเลือนรางปรากฏทับต้นซิคามอร์ แทนที่พร้อมตัวหนังสือสีเข้ม คือคำว่า ซิคามอร์ แล้วต่อท้ายไปอีกทอด ใจความยาวเยื้อ (โรคใบจุดด่าง : ตลอดปี / ความสูงของพืช : 30 เมตร / สีใบไม้ : สีเขียว, สีเหลือง, สีน้ำตาล / ประเภทใบ : ไม้ผลัดใบ / อุณหภูมิที่เหมาะสม 5-35 องศาเซลเซียส / การพักตัว : ช่วงต้นฤดูหนาว / แมลงหวี่ขาวใบเงิน : ศัตรูฤดูใบไม้ร่วง / สีลำต้น : น้ำตาล, เขียว, ครีม, เทา / ดอกไม้ : เหลือง, เขียว, แดง ขนาด 2.5 เซนติเมตร / พฤติกรรมดำรงชีวิต : ฤดูใบไม้ผลิ, ฤดูร้อน)
เหมือนอย่างที่เคยเห็นเมื่อเดือนก่อน หนหนึ่ง ถือเป็นครั้งแรกที่เธอเห็นว่า นกพิราบในอุ้งมือของเคย์เดนเองก็มีลายลักษณ์อักษร อย่างที่เธอคอยพร่ำสอนมันให้เคย์เดนและเดย์ตันอยู่ทุกชั่วคืน โซเฟียรู้สึกเหมือนตัวเองคล้ายคนบ้าจิตเวชเข้าทุกวัน เมื่อพวกมันสุมรวม พร้อมประดังทุกอย่างในหัว ค่อย ๆ ถ่ายทอดผ่านสายตา แทนที่ภาพด้วยการถมตัวหนังสือปรกสิ่งมีชีวิตสปีชีส์อื่น เหมือนอย่างที่ตำราจะกล่าวอย่างใดก็ได้ เพื่อคอยให้หนึ่งในเราพลิกหน้ากระดาษยามกวาดสายตาอ่าน
มันไม่ควรจะมาอยู่ในสายตาของเธอเอาซะเลย
“โซเฟีย! ดูสิ ปีกมันหายดีแล้ว” เป็นน้ำเสียงของเดย์ตันที่เรียกสติพี่เลี้ยงรับใช้ให้หันกลับไปมอง
ไม่ใช่เพราะไม่ทันตั้งตัว จึงนึกแปลกใจที่เด็กแฝดผู้พี่จะขานมันออกมา เหมือนอย่างที่เขาจะมองเห็นตัวตนของเธอ ตามแรก ตามเดิม แต่เพราะในอ้อมแขนเล็ก ๆ เคียงแนบกับเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว เข้าคู่กับกางเกงผ้ากำมะหยี่สีดำและถุงเท้าขาว จากนั้น ยังมีรองเท้าหนังผิวด้านขลับ เย็บด้วยวัสดุอย่างดี ถูกสวมย่ำเหนือพื้นหญ้าเขียวขจี คงเพราะเป็นสีดำ สีอันนิยามเครื่องแต่งกายของเด็กชายทั้งสองช่างต่างกัน สลับกับเคย์เดน เด็กชายจะสวมทุกอย่างเป็นสีดำเหมือน ๆ กัน ตั้งแต่หัวจรดเท้า เพราะเด็กคนนั้นให้เหตุผลว่าไม่อยากเลือกให้มากความ อาหารเช้าจะชืดเย็น ไอแดดจะไม่รอให้ไล่จับ เหงื่อไคลจะไม่อาบเนื้อตัวก่อนตะวันตกดิน
เธอปล่อยผ่าน อย่างไม่คิดจะสั่งสอน
เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเธอเสียหน่อย
เธอมาที่นี่ ก็เพียงแค่ต้องคอยสังเกตอะไร ๆ ผิดปรกติในบ้านหลังนี้
แต่จนแล้วจนรอด ผ่านไปหนึ่งเดือน มันกลับปรกติสิ้นดี
ไม่เหลือเค้าความผิดเพี้ยน บิดเบี้ยว ระลอกถาก แปดเปื้อนสีอื่นให้จับพิรุธสักนิด
ไม่มีรอยแตกรั่ว ไม่มีความต่างเชิงของเด็กแฝด ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะฟื้นคืนชีพของเซลล์สมองทั้งสองท่าน เงียบงัน
สะเทือนเพียงเสียงแตกระอุคลอนสั่นน้อย ๆ เมื่อต้องอยู่ในศูนย์รวมแห่งกลไก ข้างใน ในตัวเอง ที่เธอกลับควบคุมมันไม่ได้
เป็นตัวเธอเอง ที่แปลกไป
ไม่มีบันทึกจากสาวรับใช้คนก่อนหน้าให้ล่วงรู้เค้าโครงในอดีต ภารกิจแสนพิกลพิการนี้จึงจ่ายด้วยค่าประมาณอันหาที่เปรียบไม่ได้ ด้วยมูลค่าเฉลี่ยหน้างานสูงลิ่ว คิดดีแล้วหรือ เท่านั้นเองหรือ
“ผมขอเลี้ยงมันไว้ได้ไหม” คำถามของเคย์เดนเปล่งประกายเหนือสุญญากาศ ไม่รอให้เดย์ตันปฏิเสธ คนเป็นน้องฉวยเจ้าขนสีเทาเข้าไปขดอยู่ในวงแขนอย่างไม่รีรอ
โซเฟียหลุบสายตา แสร้งเหลือบพฤติกรรมแฝดสองพี่น้อง ด้วยไม่ทันรู้ตัวว่าเคย์เดนทิ้งขยะเรียบร้อยตามคำสั่งเสร็จเสียตั้งแต่เมื่อไหร่
แววตาของเธอจับจ้องอยู่กับขนเทาอมด่างครามไม่วางตา
“ฉันอุ้มมันอยู่นะ!” เดย์ตันประท้วงเสียงแข็ง
“แม่ฮะ” เคย์เดนเงยหน้า ชูสิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์ให้เธอเพ่งชัด กดดันผ่านสัญชาตญาณความเป็นลูก ว่าแม่ที่ดีควรตัดสินให้เรื่องจบอย่างเป็นธรรมอย่างไรจึงจะถูกต้อง
“โซเฟีย” เดย์ตันขมวดคิ้วคู้อารมณ์เฉียว ขณะสบใบหน้าพี่เลี้ยงสาว น้ำเสียงดึงดันนั้นเรียกชื่อของเธอเหมือนอยากจะกดให้ตัวตนนี้ต่ำตมลงไปอีก ไม่สนเรื่องส่วนสูง ฐานันดร มาตรฐานมารยาทด้วยซ้ำ ตราบเท่าคลื่นเสียงนี้จะส่งสารมาถึงเธอ เท่าที่จะเป็นไปได้
“ปล่อยมันไป”
เธอคว้าพิราบเพศผู้ตัวเดิมขึ้นประกองกอดในอ้อมอก ผ่านสายตา มันยังประทับรอยเป็นอื่น เหมือนอย่างที่อักษรแสนระเบียบของตัวหนังสือ จะแบ่งชนชั้นระหว่างบรรทัดออกจากกัน คอยอวดอ้างพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่เคียงแนบกันและกันให้เธอเข้าใจ
เธอยกมันห่างจากตัว เหนือศีรษะ กลางอากาศ
เสียงหวีดตระหนกเปล่งจากลำคอโก่งสั้นให้ได้ยิน เมื่อเปลี่ยนสถานะมาอยู่ในมือของโซเฟีย เจ้าก้อนขนเทาอมด่างริ้วเข้มกระพือปีกจนเกิดเสียง พรึ่บ ๆ อยู่หลายหน หลังเธอลองปล่อยปลายนิ้วทั้งสองข้างออกจากการจองจำกรอบแห่งอิสระ มันก็เป็นอิสระ ตามคาดตามจริง
ในสายตา เธอเห็นอักษรเลือนรางปรากฏทับปีกและเนื้อตัวของนกพิราบ แทนที่พร้อมตัวหนังสือสีเข้ม คือคำว่า นกพิราบ ใจความยาวเยื้ออีกหนึ่งทอดห่าง แผ่สยายกลางผืนฟ้าอมแสดเรื่อแสงมัวซัวอมเหลืองทีละน้อย (พิราบ : เพศผู้ / น้ำหนัก : 324 กรัม / ความยาว : 34 เซนติเมตร / ปีกกว้าง 74 เซนติเมตร / ถ่ายอุจจาระทุกทุก 15-30 นาที / นำทางโดยใช้สนามแม่เหล็กโลกและแสงอาทิตย์ และจะไม่บินในเวลากลางคืน / สายตากลับกลอกและขากระปรกกระเปรี้ยยามทุ้งเท้าเตาะแตะ เดินร้องอ้อแอ้ให้ได้ยิน ก็เพราะสามารถประมวลผลภาพ ตรวจจับการเคลื่อนไหวและนำทางได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังได้ยินเสียงที่มีความถี่ต่ำกว่ามนุษย์ / เพราะอย่างนี้ นกพิราบจึงช่วยนายทหารได้เกือบ 200 ชีวิตในสงคราม ลื่อเลื่องด้วยการส่งข้อความป้องกันการทิ้งระเบิด)
“เท่าที่เรามีขยะ พวกมันจะกลับมา” เธอหันกลับมาชี้เข้าไปยังตัวบ้าน เด็กทั้งสองเอี้ยวตัวมองตามข้อนิ้ว เพ่งไปยังทิศที่โซเฟียต้องการจะสื่อ ทะลวงชั้นบ้านออกจากกรอบสายตาสิ้นซาก เห็นไปถึงถุงดำที่ถูกเก็บเข้าที่มิดชิดกองอยู่ด้านหลังของบ้านให้เคย์เดนและเดย์ตันเข้าใจตรงกัน
ในคราวที่ความมืดเยื้องย่าง ครอบกลืนบริเวณฉาบเคลือบแสงเรืองอ่อน ที่ซึ่งประกายเฉดส้มจะแผ่ตกกระทบเยือนวัตถุ ก็ต่อเมื่อปราศจากสรรพสิ่งกำบัง โครงเรือนงุ้มงอโค้งโอบ รับรอบล้อมตัวตนของเราไว้เสียมิดชิด ไม่เหน็บหนาวใจเฉกวันวาน ไม่อุ่นกายหวานชื่นดั่งปรารถนา ไม่โหยรสอาวรณ์ประทังชีวิตเหมือนอย่างสัตว์จร หนังตาเริ่มคล้อยหย่อน ขบถต่อคลื่นถี่หยักเหยาชวนหวั่นกลัว สวนทางหนังท้องครวญโครกครากให้เหน็ดหน่าย
โซเฟียนึกถึงโลกด้านนอก โลกที่พ่อกับแม่กำลังรอให้เธอกลับไปเยือนผืนดินของบ้าน โลกที่เพื่อนพ้องในชีวิตเริ่มเพรียกหาเมื่อยามคิดถึง โลกที่ทุกคนก้มหน้าก้มตาถักทอประกายฝันในความเงียบงัน หากทว่า ชิ้นส่วนของสิ่งสารพันสารพัดกลับเทพรวด หล่นระหกระเหิน บนทางเดิน บนน่านน้ำ บนกราบเรือ บนสุญญ ที่มิอาจเลือกและหยิบจับมันเข้าหาตัว แพร่สะพัดออกไป ทั่วถ้วนกลางอากาศ
โลกที่รังสรรค์ให้เด็กที่ไม่อาจหรืออาจเลือกปัจจัยการเติบโตได้บกพร่อง
โลกที่ทำให้เด็กเข้าใจว่าเพราะเป็นหรือเกิดมาด้วยตัวตนแบบนี้ ถึงได้ทอดทิ้งฝันกลางวัน
โลกที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าการจะฝันได้ต้องมาพร้อมด้วยสิ่งที่มี ไม่ใช่โอกาสที่ควรมีคนสนับสนุนคอยยื่นให้
ช่างเป็นโลก...อันสมบูรณ์แบบ
ท่ามกลาง วิถีทางเลือก
คือโลกที่เธอเองก็แอบรู้สึกพ้องกับความรู้ซึ้งนั้นลึก ๆ ว่า ควรจะทอดทิ้งตัวตน และอาศัยอย่างพลเมืองสิ้นหวัง ในขณะที่เส้นทางของโลกเปลี่ยนแปรไปยังทิศทางเลือก ที่เราไม่ได้เป็นผู้ควบคุม หรือกระทั่งตกลงจำยอมให้เป็นผู้ถูกเลือก ในตอนที่โลกจริงของความฝันกลายเป็นเรื่องไกลเกินหวังไปแล้ว
โลกนี้
คงไม่มีใครหน้าไหนกล้าเรียกตัวเองว่า “บกพร่อง” อีกแล้ว
ตัวหนังสือเหล่านั้นกำลังสอนให้เคย์เดนและเดย์ตัน “เลือก” เพื่อจะใช้ “คำ” และ “วลี” รวมเข้าเป็น “บริบท” เป็นอำนาจ เป็นคำสั่ง เป็นคำร้องขอ เป็นถ้อยอ้อนวอน เป็นบทสรรเสริญ เป็นสันดาน เป็นตัวตน เป็นอารมณ์ เป็นครูบ่มเพาะ เป็นเนื้อหนังของกันและกัน เป็นความไม่มีตัวตนที่อยู่เหนือความเป็นตัวตน ว่าควรประพฤติเช่นใด
ขณะป้อนเมล็ดพืชแห้งให้นกพิราบเรียบร้อย หลังรับประทานอาหารมื้อค่ำ หม้อสตูว์เนื้อและมันบดในจานถูกละเมียดเกือบพร่องทั้งสองใบ เมนูวันนี้ไม่เหลื่อมล้ำแผกจากเมื่อวานนัก เพิ่มมาอย่างเดียวก็เพียงแค่ต้องผสมของหวานอย่างสมูทตี้ปั่นรสเปรี้ยวร่วมโต๊ะ เพราะสารอาหารครบถ้วนตามตำราเล่มหนากล่าวอิง พี่เลี้ยงอย่างโซเฟียจะไม่ทักท้วง หากมีอักษรปรากฏเหนือแผ่นปรู๊พ โดยเฉพาะชุดคำวิชาการ ตำราอาหาร วิถีทางภาษาศาสตร์ บนหน้ากระดาษเปรอะตัวเขียนทุกเล่มในบ้านหลังนี้ มันคือบ้านที่ไม่มีวันดับสิ้นแสงไฟ
“โซเฟีย คืนนี้ผมอยากระบายสี” เคย์เดนเอ่ยลอย เธอจึงวางหนังสือคืนลงบนชั้นวาง “ไม่อยากฟังเล่มในมือคุณ”
“เดย์ตันล่ะ” เธอถามถึงแฝดผู้พี่
ปลายนิ้วเล็ก ๆ ชี้กลับไปยังห้องนอนโถงใหญ่ ห้องนอนที่หมายถึง โถงโอ่อ่าไกลสุดลูกหูลูกตาสำหรับผู้เป็นพ่อและแม่ หาใช่ของพวกเขาเอง
โซเฟียพยักหน้ารับรู้ ในเวลานี้ ไม่ว่าจะส่วนไหนของบ้าน บ้านหลังนี้ก็มีชั้นหนังสือรายล้อมอยู่รอบตัวเต็มไปหมด จากหน้าประตูทางเข้า ข้างชั้นวางรองเท้า บนโซฟาหนังสีน้ำตาล ใต้ชั้นวางโทรทัศน์อย่างที่ควรจะประดับฝังด้วยจอมอนิเตอร์อิเล็กทรอนิกส์อย่างในอดีต ปัจจุบัน กลับเป็นจออิเล็กทรอนิกส์ดำมน ที่หากลากสัมผัสของนิ้วหรืออะไรก็ตามแต่แตะเข้า มันก็จะเผยหน้าสารบัญให้เลือกค้นหาว่า ต้องการเลือกคำสั่งไปยังข้อมูลใด ทุกสิ่งในบ้านหลังนี้ คือ ชุดข้อมูลของทุกสรรพสิ่ง ที่จะช่วยตอบคำถามให้สิ่งนิรนามได้เสมอ โดยเฉพาะเวลาที่เรามีตัวอักษรจารึกอยู่ในชั้นระหว่างบรรทัด เบียดแน่น เคืองขนัด คดคู้อยู่ด้วยกัน ราวจะหาจุดแตกแยกไม่พบ เต็มผืน เต็มแผ่น
สุดขอบสายตา
ไม่เกี่ยวเนื่องช่องไฟ
ไม่มีระยะห่างระหว่างขอบบรรทัด
ไม่มีสีดำที่คอยกลืนกินตัวหนังสือให้เลือนหาย
บ้านหลังนี้จะสุกสกาว วาบไหว ประดับด้วยโคมไฟสาดระย้า ไม่ว่าจะฝ้าเพดาน ริมหน้าต่าง แผ่นกระจกใต้ฝ่าเท้า ระหว่างทางขึ้นบันไดชั้นสอง ทั่วสารทิศราวเพลิงลุกโชนขนาดกะรัดทัดเหนือเชิงเทียน
โซเฟียไม่นึกแปลกใจ
ถ้าหากบ้านหลังนี้มืดลง
ที่จริง เธอจินตนาการไม่ออกแล้วด้วยซ้ำ
เรื่องต้องใช้ชีวิตในโลกที่มีแต่ความมืดมัวแบบนั้น
ม่านกั้นแสงในบ้านจะไม่อนุญาต ให้ดวงตาของหนึ่งในเรา ต้องสิ่งไร้ซึ่งแสงส่องสว่าง
เธอมองชั้นวางหนังสือเล่มหนาเย็บสันอย่างดี แต่ละเล่มอัดแน่นรวมกันประมาณห้าร้อยกว่าหน้าเป็นอย่างต่ำ เนืองเบียดเนื้อหาอย่างสารานุกรมทางภาษาศาสตร์ เกี่ยวกับรากศัพท์ การใช้รูปแบบตามหลักไวยากรณ์ และความหมายการใช้ เพื่อช้อนปลายนิ้วแทรกกลับเข้าไปในช่องว่างหมวดสารานุกรม ตามอักษรเหนือชั้นระบุบอกตำแหน่ง ให้เป็นระเบียบอย่างถูกที่ถูกทาง
“รู้ใช่ไหม” เธอเดินเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง ชั้นล่างของบ้านโล่งกว้าง ทว่า ห้องที่เธอล่วงเข้าไปนั้นประดับด้วยสีอื่น นอกเหนือจากพื้นขาวล้วน
เคย์เดนเดินตามพี่เลี้ยงสาวเข้าไป “ผมต้องหัดผสมสีเอง ใช่ไหมล่ะ” เขากล่าว กระหยิ่มยิ้มเหนือมุมปากอย่างอวดตัว ราวไม่มีเรื่องไหนที่เขาจะไม่มีทางไม่รู้ เพราะเวลาว่างส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะนอกบ้านยามเช้าหรือในบ้าน เขาก็จะพกหนังสือและสมุดบันทึกขนาดพอดีมือติดตัวด้วยเสมอ
เธอหยิบหลอดสีน้ำออกมาจากลิ้นชัก เบื้องหน้าคือเนื้อผิวของลิ้นชัก ซึ่งกลืนเข้ากับผนังห้องเป็นสีขาว เช่นกันกับพื้นที่ของห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 50 ตารางเมตร โล่งเตียน อ้างว้าง ไม่มีเครื่องใช้อเนกประสงค์อื่นให้หยิบจับ จะมีก็แต่ ช่องว่างของลิ้นชัก ตู้เก็บของ ที่ในสายตาของเด็กแฝดทั้งสองคงมองไม่เห็น ยกเว้นพี่เลี้ยงสาวอย่างโซเฟียจะตระหนักออก
เธอวางมันลงบนโต๊ะสีขาว ที่ในสายตาคนนอกอย่างเคย์เดนคงเห็นว่ามันกำลัง “ล่องหน” อยู่ แต่ในสายตาของโซเฟียมันคือโต๊ะขนาด 60x200x73 เซนติเมตร เพียงพอสำหรับพื้นที่ห้อง และสมควรปล่อยให้เด็กอย่างเขาแต่งแต้ม ละเลงนิ้วระบาย วาดสะเก็ดของจุดประ สานเติมเส้นในหัวออกมา ร่างเป็นเค้าโครงผ่านจินตนาการส่วนตัว ลงบนเศษกระดาษเปลือยเปล่าตรงหน้า เธอจะไม่เหลียวมองว่ามันจะออกมาเป็นอะไร นอกจากถึงเวลาแขวนโชว์ผนังบ้าน
เด็กชายเลือกหลอดสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงินออกมา เตรียมจานสีสวมหว่างรูว่างเข้ากับนิ้วโป้งข้างซ้าย เพราะเขาถนัดขวา ตามอย่างที่ตำราเล่มอื่น ๆ จะบอกให้เขา “ลงมือทำ” ตามขั้นตอนที่ถูกต้อง
หากเพียง ในสายตาของโซเฟียกลับ แปลกต่าง
มันคือ สีเทา สีขาว สีดำ
แทนที่หลอดสีด้วยตัวหนังสือเต็มสายตา
อันแรกคือสีเทา (หลอดสีแดง)
เธอเห็นอักษรเลือนรางปรากฏทับแท่งหลอดจำพวกนั้น แทนที่ด้วยตัวอักษรบรรยายสีเข้ม คือคำว่า สีอะคริลิคชนิดหลอด แล้วต่อท้ายไปอีกทอด ใจความยาวเยื้อ (น้ำหนัก 140 กรัม / ขนาดบรรจุ 75 ม.ล. : หลอด / สีอะคริลิคอเนกประสงค์ : สูตรน้ำ / ส่วนประกอบทำจาก : เม็ดสีแขวนลอยในอิมัลชันโพลิเมอร์อะคริลิก และพลาสติไซเซอร์ น้ำมันซิลิโคน สารลดฟอง สารทำให้คงตัว หรือสบู่โลหะ / ใช้กับวัสดุ : เล็บ ผ้า พลาสติก ไม้ กระดาษ แก้ว เครื่องปั้นดินเผา เรซิ่น ฯลฯ)
เพราะตัวหนังสือในตำราบอกเธอว่าดวงตาของเคย์เดนและเดย์ตันจะมีเซลล์ประสาท รับหน้าที่แปลแสงเป็นสี ตัวรับแสงภายในดวงตาจะส่งข้อความไปยังสมอง พวกเขารับรู้ได้เฉพาะสีที่สะท้อนเท่านั้น สีที่มองเห็นคือการสะท้อนความยาวคลื่นจากที่พวกเขามองเห็น และดูดซับความยาวคลื่นที่เหลือทั้งหมด
วัตถุจะปรากฏเป็นสีขาว เมื่อสะท้อนความยาวคลื่นทั้งหมด และเป็นสีดำ เมื่อดูดซับความยาวคลื่นทั้งหมด ตามคาด ตามจริง
“ผมผสมแม่สีเก่งไหม” เคย์เดนเงยหน้าถาม
โซเฟียยิ้มรับ เพราะหลอดขนาดพอดีมือสามสีในสายตาเคย์เดนเด่นชัด และไม่ผกผัน เขาจึงเรียกมันว่า “แม่สี” ได้เต็มรูปเต็มปาก เด็กชายกระจายบีบมันไปตามฐานว่างหลุมอื่น เพื่อหลอมรวมให้แม่สีตามชื่อบัญญัติ แตกแขนงออกเป็นก้อนสีอื่น ม่วง คราม แสด เหลือง น้ำตาล อา... อะไรดีนะ ดี ดี๊ ดี...นะ เขาเปล่งเสียงออกมาเป็นคีย์สูงต่ำอย่างอารมณ์ดี ราวประพันธ์เนื้อเพลงขึ้นตามสัญชาตญาณอัตโนมัติ คงเพราะคุณพ่อของเคย์เดนถนัดรังสรรค์การละเลงนิ้วบนคีย์บอร์ดเปียโน เรื่องนี้จึงไม่น่าแปลกอะไร
ในคราวเด็กชายละเลงมันกับฝีแปรงในถาดหลุม โซเฟียกลับยืนไขว้นิ้วเข้าหากัน ทำทีชำเลืองมองอิริยาบถอยู่ห่าง ๆ ตัวหนังสือพวกนั้น...
มันไม่ควรจะมาอยู่ในสายตาของเธอเอาซะเลย
โซเฟียยื่นมือสัมผัสหลอดสีเบื้องหน้า เคย์เดนตื่นตกใจจนเผลอปัดมือเธอออกไปให้พ้นทาง หลอดสีแดงกระจายออกจากรูบีบแคบเล็ก เปรอะรอยจุดประด่าง ลากไถน้ำหนักเป็นวงสาดกระเซ็นตามพื้นขาวของห้อง ระหว่างกวาดสายตาตำหนิพี่เลี้ยงที่ไม่น่าวางใจต่อ เพราะเผลอทำอะไรบุ่มบ่ามเกินความเข้าใจของเขา
ในคราวที่มันแตกกระจาย
ขณะนั้น โซเฟียถึงได้รู้ว่าตัวหนังสือเหล่านั้นเอง ก็เหือดคล้ายละอองฉิว หายไปกับอากาศด้วยเช่นกัน
ง่ายเพียงนิด หากไม่ต้องการเห็นอักษรยืดเยื้อ ไร้เส้นบรรทัดรบกวนสมาธิ
ยากเพียงแต่... ต้องทำลายมันเสียให้พ้น จากกรอบสายตา
ก่อนที่ตัวตนของเด็กแฝดทั้งสองจะกลายเป็นอื่น
โซเฟียนึกกลัวขึ้นมาจับใจ
กลัวว่า หากวันนั้นดำเนินใกล้ ถึงดวงตา ตามความเข้าใจ วันที่แดดจัดจ้าไม่ทราบแหล่งที่มา ในอนาคตอันสั้น ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง วันที่เธอมองไม่เห็นรูปลักษณ์ของสิ่งมีชีวิตอื่น แล้วมวลนั้นถูกแทนที่ด้วยตัวหนังสือเหนือสุญญากาศ
สุดขอบหน้ากระดาษ
บรรทัดต่อบรรทัด
อักษรต่ออักษร
วรรคต่อวรรค
เธอจะเผลอทำลายทุกอย่างในบ้านหลังนี้ เสียก่อนจะได้รับเงินก้อนโตหลังเสร็จสิ้นภารกิจ “ตรวจตราสิ่งผิดปรกติ”
มันไม่ควรจะมาอยู่ในสายตาของเธอเอาซะเลย
“นี่! ทำอะไรของเธอ!” เขาร้องเสียงสูง ผุดลุกขึ้นเช็ดรอยเปื้อนเส้นยาวที่ติดกับผิวปลายนิ้วบนเอี๊ยมกันเปื้อน “เลอะหมดแล้ว” เหนือดวงตา และใบหน้าไร้ที่ติอันสมบูรณ์แบบ เริ่มคดคู้หางคิ้วเฉียงมุมไม่พอใจ คุกกรุ่นมวลอารมณ์บางอย่างที่เขาเองก็ยากจะควบคุม
ริมฝีปากบางพึมพำ ทว่า มันกลับเป็นคลื่นเสียงฟังชัด คือ น้ำเสียงคุ้นชินประจำวันที่เธอเผลอได้ยินมันอยู่ทุกครั้ง แม้ไม่เล็ดลอดออกจากช่องลมขนาบเรียบปิดเส้นตรงสนิทของเขา “น่ารำคาญฉิบหาย”
เธอสะดุ้งตัวโยน เมื่อบานประตูถูกกระชากเปิดกะทันหัน คงเพราะเดย์ตันได้ยินเสียงโวยวายของเคย์เดนเข้า มันคงรบกวนเวลาทำสมาธิอยู่กับก้อนสมองของบรรพบุรุษสำหรับเด็กอย่างเขา พอ ๆ กับที่เดย์ตันรู้สึกต่อเธอ โซเฟียคิด
“เดย์ตัน...” เธอเอ่ยเสียงแผ่ว อยากชี้นิ้วเตือนสติเขา ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อให้เด็กชายอีกคนงดออกความเห็นแล้วตรงเข้านอน แต่มันกลับหนักอึ้งเกินกว่าจะยกมือขึ้นมาป้อนคำสั่ง
สั่ง...งั้นเหรอ ได้หรือไง
เธอนึกสงสัย สงสัยเหลือเกิน ในเรื่องที่ไม่เคยคิดฝัน
“มีอะไรกันน่ะ”
“โซเฟียทำภาพวาดฉันพัง” เคย์เดนอ้าง แทนที่จะบอกพี่ชายว่ามันคืออุบัติเหตุที่เขาอยากจะให้เธอลอง “อธิบาย” ด้วยตัวเอง เหมือนอย่างการทำงานสัปดาห์แรก หลังจากที่พี่เลี้ยงสาวอย่างเธอก้าวฝีเท้าเข้ามาทำงานชิ้นนี้ งานที่เธอไม่ถนัดมือเอาเสียเลย
เขากำลังเปลี่ยนไป เธอต้องรายงาน เวลานี้, โซเฟียคิดออกเพียงเท่านั้น
“คุณแม่อาจจะแค่เหนื่อยหรือเปล่า” เดย์ตันสวนทันควัน เขาเดินเข้ามาประคองสองมือสั่นเทาของเธอเข้าหากัน อย่างที่ไม่คิดว่าเด็กอย่างเขาจะยอมรับตัวตนของเธอ วลีห้วนสั้นเช่น คุณแม่ จากปากเขาเองก็ช่างแปลกพิกล ต่างจาก โซเฟีย อย่างเคยได้ยินทุกชั่ววัน ต้องรายงาน... ต้องรายงาน...
“ดูสิ” เดย์ตันช้อนนิ้วมือสองข้างขึ้นเปรย จากนั้นจึงกล่าวเตือนผู้เป็นน้อง “มือนี้ต้องทำอะไรตั้งหลายอย่างในบ้าน เห็นใจกันหน่อยไม่ได้รึไง”
โซเฟียปิดปากเงียบ ไม่เอ่ยขัดเจตนาให้เคย์เดนใจอ่อน ไม่สานความเยื้อให้เดย์ตันเห็นใจ
หากเธอถอดใจลาออก เพื่อเข้าพบจิตแพทย์เรื่องเห็นตัวหนังสือแทนที่สิ่งของ นอกจากจะไม่ได้เงินก้อนโตเป็นรางวัล เผลอ ๆ เธออาจได้รับเสียงอารมณ์ขันของหมอเจ้าของไข้เสแสร้งกลับมา ขณะกำลังกลั้นสำนึกไม่ให้ตัวเองเอาโรคของเธอไปแพร่งพรายในโลกอินเทอร์เน็ตอีกด้วยซ้ำ ข้างนอกนั่น อย่างที่เธอเคยเข้าใจก่อนจะได้เข้ามาทำงานในบ้านหลังนี้เป็นเดือนแรก คือ ผู้คนมีโลกทัศน์เป็นของตัวเอง ทุกอย่างช่างสมบูรณ์ถ้วน นำทัพโดยบริษัทเอกชนชั้นนำอย่าง นิววิชั่น เข้าครอบงำสังคมและฐานะผู้คน พื้นที่สาธารณะมีตู้เรียงรายสำหรับชาร์จแบต และเครื่องซื้อเปลี่ยนก้อนแบตเตอรี่เกลื่อนพอ ๆ อุตสาหกรรมยานยนต์ แทนช่องว่างรื้อถอนของตู้กดเครื่องดื่มรูปแบบเดิมเหมือนอย่างสัตว์สังคมเช่นมนุษย์เรา ๆ ทั่วไปจะทำกันระหว่างเดินทางเท้าในอดีต
เพราะการมีอยู่ของ เมมโมรี่ชิป (หน่วยความจำเซมิคอนดักเตอร์) ข้างขมับฝั่งซ้าย จะเรืองจุดวงกลมสว่างวาบ ส่งสัญญาณเปิดการใช้งานกะพริบถี่ ๆ ติดกันสามสี่ครั้ง จากนั้น จึงเริ่มถ่ายทอดสิ่งที่เราอยากจะเห็นหรือรับรู้ สโลแกนแรกที่บริษัทชั้นนำนิยมขาย คือ อยากจะขับเคลื่อน “นโยบายคลายเหงา” ให้คนทำงาน เพราะการแข่งขันที่เข้มงวด และเข้มข้นขึ้น ตามยุคสมัยวิวัฒนาการก้าวกระโดดของโลกแห่งเทคโนโลยี ผู้คนทั่วไปจึงเริ่มเหินห่างทุกผัสสะ ที่ต้องใช้เวลาเป็นหลัก หลงเหลือเพียงเข็มนาฬิกากระดกเดิน นำบทบาทที่ครอบสวมบนเครื่องแต่งกายหลากเนื้อผ้า เมื่อประชากรตั้งหน้าตั้งหน้าบริโภคสุขนิยมตามชนหมู่มาก ตราบเท่าอัลกอริทึมจะเลือกสรรให้ ผ่านโลกทัศน์ ลามไปจนถึง ค่อย ๆ ปลีกตัว และ อยากจะทำตามเจตจำนงเสรี ยอมทอดทิ้งคนรู้จักต่างสายเลือด เพื่อนฝูง ญาติมิตร กระทั่งสายเลือดในบ้านตัวเองอย่างไม่มีใครรู้สึกผิดต่อกัน นอกจากความเป็นเราแท้ ๆ ก็มีเพียงหน้าจอหลากไซส์ให้เลือกใช้งาน อุปกรณ์ครบครันครอบคลุมทุกระบบสัญญาณบลูทูธจากนิววิชั่นเกลื่อนห้างสรรพสินค้า ไม่มีใครต้องการเครื่องบรรเทาความรู้สึกอื่น ในเมื่อเราไม่ต้องการพึ่งพายา สารสังเคราะห์ทางเคมีให้ร่างกายลดหรือเพิ่มเมล็ดพันธุ์แห่งความรู้สึก หรือหมอทางเทคนิคอีกต่อไป ทางเลือกแปลกใหม่ที่เราจะเก็บเกี่ยวความเป็นตัวตนของเราเอาไว้กับตัวเอง ด้วยการเชื่อมโลกแห่งจินตนาการเสมือนจริงเข้ามาในชีวิต จึงก่อกำเนิดขึ้น ในรูปแบบที่เราต้องการที่จะสร้างสรรค์เอง
ในโลกฝันของเรา
ภาพเท็จจริงที่ต้องการให้สิ่งเหล่านั้นหรือเหล่านี้ปรากฏแก่สายตา
แท้จริง เหล่าไหนกัน
มันคือโลกที่โซเฟียไม่อยากหันหลังเดินกลับไปยอมรับ
แม้จะรู้อยู่ลึก ๆ ว่ายังเหลือบ้านให้กลับ มีครอบครัวให้มอง มีเพื่อนพ้องให้นึกถึง แต่มันกลับไร้ตัวตน แห้งแล้งแสนเหี่ยวเฉาเกินทน เมื่อไม่มีใครต้องการกันและกันอีกต่อไป เฉกเช่นสัมพันธ์ผิวเผินด้วยท่าทางและคำพูดเกลี้ยกล่อม ชวนให้สายใยของเราเชื่อมโยงเข้าหากัน เพื่อผูกมัด สานทอต่อ กระชับความเหนียวแน่นอย่างเคย เพื่อครอบครัว เพื่อสถานะทางการเงิน เพื่อปลูกสร้างเรือนรักของเราให้มั่นคง
สูญสิ้นแล้ว
ไหนจะอาญชกรรมที่มีโจรชุกชุม เพราะวิ่งปล้นเครื่องแห่งกลมิติ ประชากรเอาแต่ฝันเฟื่องกับเครื่องฉายมโนทัศน์กันเต็มท้องถนน ผู้คนต้องคอยเฝ้าระวังมิจฉาชีพที่จะมาในรูปแบบที่เราไม่อาจรู้ตัวได้เลยว่าจะถูกจู่โจม ปล้นจี้ ด้วยการทำร้ายร่างกายเจียนตายหรือไม่ เพราะเมมโมรี่ชิปที่ถูกฝ่ามือกุมบัง หรือสวมหมวกครอบเก็บมิดชิด ยามจำเป็นต้องสวนธุระแย้งฝั่งกันบนทางเดินเท้าของคนแปลกหน้า สิ่งเหล่านั้นช่างสำคัญต่อจิตใจผู้คนเหลือเกิน มากเกินกว่าจะประมาณ หรือแยกแยะคนเราออกจากคำพูดสวยหรู และเมินหน้าออกจากภาพประดับที่เราสร้างขึ้นเอง สำหรับเธอ สิ่งนั้นน่ากลัวกว่าการจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว
“โลกใบใหม่ เราจะเดินหน้าไปด้วยกัน โปรดใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน”
ใช่ซะที่ไหน ชั่วชีวิตเราทั้งที
“ชีวิตที่คุณปรารถนา ปล่อยให้การดูแลคุณเป็นหน้าที่ของเรา”
ฝันที่คุณลงมือให้ดีกว่านี้ไม่ได้ เลิกหวัง แล้วให้เราควบคุมเถอะนะ
ยอมแพ้ซะ ในเวลานั้น เธอได้ยินมันแบบนี้ ไม่ใช่ตามต้นฉบับเสียงโฆษณา เหนือป้ายบิลบอร์ดยักษ์ ใจกลางเมืองป่าวประกาศ ซึ่งเห็นถ้วนทั่วเรื่องวลีเดิม ๆ กระจายเกลื่อนหัวมุมถนน
ฝันของเธอสลายสิ้น กระทั่งมีประกาศรับสมัครว่อนอินเทอร์เน็ตเรื่องตระกูลทดลองฟื้นคืนชีพ
เราจะเป็นคนที่ดีกว่านี้
เป็นโลกอันไร้ที่ติ
ขับเคลื่อนทุกสิ่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เสียจนหาต้นฉบับไม่พบ
โลกทัศน์แห่งใหม่ทำให้คนเราเห็นว่าการต้านแก่ ต้านโรคภัย ต้านแบคทีเรีย ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ต้านสิ่งอันเป็นอนันต์ แบบที่บรรพชนของเราเคยโง่เขลา แบบที่มนุษย์อย่างเราเคยหวาดเกรง และขยาดแขยงจะให้มันผุดพรายบนเนื้อตัว เปิดเปลือยให้พินิจผ่านสายตาว่าจะเกิดอะไรขึ้น และมันเป็นอย่างไร ดีอย่างไร ควรจะกำจัดอย่างไร ยั่งยืน ถาวร มั่นคง สืบสาน มุ่งมั่น หยัดยืน เพื่อเป็นสิ่งที่ดีกว่านี้หรือไม่ โลกใบใหม่นี้สามารถตอบคำถามได้ทุกอย่าง ทั้งยังร่วมเฉลยมูลเหตุด้วยโลกทัศน์ส่วนตัวให้ผ่อนคลาย
เว้นเสียแต่ในบ้านหลังนี้ เธอจะเป็นอิสระ หากได้อยู่กับคุณท่าน และเด็กแฝดทั้งสอง โซเฟียคิดเช่นนั้น เธอเงียบเสียงลำพัง ห้องพักโล่งกว้างไร้สัญญาณรบกวนเช่นคืนวาน เธอรู้สึกว่าร่างกายนี้เริ่มจะผ่ายผอม อย่างที่ตัวตนของเธอไม่เคยรับรู้ว่ามันเป็นเช่นไร เหนื่อยล้าปนขื่นใจที่พลั้งตัวทำให้เคย์เดนอารมณ์เสีย ขณะลืมตาในวงโคจรของแสงสว่าง กลางห้องสี่เหลี่ยมด้านเท่า นอนนับแกะในจินตนาการผ่านห้วงฝันที่ไม่อยากจะหลับตาฝัน
“แนบเนียนสมจริง”
“คุณแม่จะไม่สงสัยหรือ”
“ไม่...ไม่แน่นอน”
เธอผินปลายคาง จ้องกรอบแคบสูงนิ่งสงบข้างกาย ได้ยินเสียงแว่วช้า ๆ ทำนองเดิมสะเทือนผ่านประตูห้องนอน ก่อนบานพับทรงสูงจะถูกเปิดกว้าง ขยายชัด พร้อมภาพของเด็กชายทั้งสองที่ยืนจังก้าอยู่หน้าห้อง ในมือของเคย์เดนมีเค้กก้อนโต เปลวเทียนวูบไหวสั่นคลอนเหนืออากาศอย่างควร เดย์ตันฉีกรอยยิ้มกว้าง ก่อนหน้านั้น พวกเขาบอกเธอว่าจะเข้านอนแล้ว หลังจากที่เธอทำห้องละเลงสีแห่งศิลปะนั้นพังไม่เป็นท่า แต่เธอกลับไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมเวลานี้ เคย์เดนถึงดูอารมณ์ดีแผกแยกไปนัก แต่แล้วก็ได้แต่เก็บงำความสงสัยที่จะจดบันทึกรายงานนี้กลับเข้าไปคืน เพราะคำพูดไม่กี่คำ
“สุขสันต์วันเกิดนะ โซเฟีย” เปลวเพลิงลูกเล็กเรืองบิด พลิ้วไสวอยู่ตรงหน้า เธอก้มหน้าลงต่ำ ลุ้นระทึกปนตื่นเต้นใจแปลก ๆ เมื่อเพรียกเสียงคลอจากคนทั้งสองเร่งเร้าให้เธอรีบ ๆ เป่าเทียน
มันไม่ควรจะมาอยู่ในสายตาของเธอเอาซะเลย
ในสายตา เธอเห็นอักษรเลือนรางปรากฏทับเนื้อเค้ก และเทียนแท่งยาวสีชมพู แทนที่พร้อมตัวหนังสือสีเข้ม คือคำว่า เค้กสตรอว์เบอร์รี่ ใจความยาวเยื้ออีกหนึ่งทอดห่าง แผ่สยายเหนือฝ่ามือเคย์เดน (ส่วนประกอบสำคัญ : แป้งเค้ก 165 กรัม, ผงฟูหนึ่งส่วนสองช้อนชา, เบกกิ้งโซดาหนึ่งส่วนสองช้อนชา, เกลือหนึ่งส่วนสองช้อนชา, สตรอว์เบอร์รี่ 180 กรัม, นมข้นจืด 40 มิลลิลิตร, น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำมันรำข้าว 100 มิลลิลิตร, ไข่ไก่ 2 ฟอง, น้ำตาลทราย 160 กรัม, ไวท์ช็อกโกแลตคอมพาวน์ / ขั้นตอน : อบที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส ประมาณ 20 – 30 นาทีตามขนาดของพิมพ์ / ละลายไวท์ช็อกโกแลต โดยสับเป็นชิ้นใส่ชาม / วางบนหม้อน้ำร้อน คนให้ละลาย / เคลือบเค้กด้วยไวท์ช็อกโกแลต / และพักให้เย็นลง เพื่อให้ช็อกโกแลตอยู่ตัว)
เธอยกมือปิดปาก ไม่ยอมปล่อยให้ลมหายใจรินรดข้อมือเด็กชายตามหวัง
“เป็นอะไรไป วันนี้วันเกิดเธอนะ” เดย์ตันรีบท้วง น้ำเสียงปนเหนื่อยหน่ายเร่งเร้าอีกหน “เป่าเร็วเข้า”
“คุณแม่...ผมซื้อมันด้วยตัวเองเลยนะ” เคย์เดนโน้มน้าวปิดท้าย
แม้จะเป็นประโยคสั้น ๆ แต่เธอกลับทบทวนมันซ้ำสอง
ซื้อ อย่างไร
โลกที่เธอเข้าใจ
มันควรจะเป็นการซื้อขายสำหรับสินค้าที่มีมูลค่ามากพอ พอที่จะชวนให้ ‘เปิดบทสนทนา’ ด้วยเท่านั้น ยกตัวอย่าง เช่น สินค้าชนิดหนึ่ง ในประเภททางการแพทย์ จากการร่วมมือของวัสดุคงทน ภาพลักษณ์ของมันจะเป็นใบเบิกทางให้สินค้าชนิดอื่นมองหาสินค้าคุณสมบัติเดียวกัน เพื่อจะได้วางตัวอย่างพอเหมาะพอดีบนเชลฟ์ เพื่อจะได้เป็นพลเมืองชั้นดี สั่งสอนให้จุดโหว่ตามมุมอับชายขอบ พ่วงหลังคาเรือนชนบทไร้รอยร้าวฉาน ฉะนั้น เราจึงต้องแยกประเภทสินค้าตามคุณสมบัติของมัน ของแต่ละชนิดบนเชลฟ์จะมองเห็นแค่สินค้าชนิดเดียวกัน เรื่องธรรมดาเกินกว่าจะต้องอภิปรายนี้จึงเป็นเหตุให้พวกเดียวกัน ‘ดึงดูดกัน’ แล้วต้องทำอย่างไร เพื่อจะให้โลกใบนี้หยิบบาร์โค้ดราคาแพงมาติดให้สินค้าไร้ราคาให้มีมูลค่า
อย่างไรน่ะหรือ
สรรพสิ่งนั้นก็ต้องสร้างมูลค่าให้ตัวเอง ด้วยการหมั่นฝันกลางวัน ยังไงล่ะ
ฝันว่าจะกระโดดให้สูง พอ ๆ ที่จะเตะตาใครเข้า
พอ ๆ ที่จะให้ผู้บริโภคฉวยขึ้นไปวาง บนจุดที่อยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง คือเชลฟ์ที่ขายดีที่สุด
สำหรับโซเฟีย เธอก็แค่หล่นลงมากองแนบพื้น ผุพังในจุดที่อับบอด แล้วบังเอิญเจอใครสักคนผ่านมาหยิบ ยกขึ้นมาจากพื้นโสโครกอย่างเคย เพื่อกลับเข้ามาเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง แฝงรวมกับฝูงบรรพชนหน้าตาเหมือน ๆ กัน ลักษณะแบบเดียวกัน รูปทรงโค้งมนละม้ายงอนับอนันต์ เสียจนไม่อาจแยก ไม่มีพรรคพวกอื่นให้ต้องจดจำ ไม่มีจุดให้เศษฝุ่นมาพึ่งพิง คราวนั้น, เธอเคยสว่างไหวด้วยอิสระเสรี
“ผมไม่ชอบเลย ไม่มีวันเข้าใจด้วย โลกของคุณนี่นะ...น่าเบื่ออย่างนี้เอง” เดย์ตันกล่าวเปรย
เคล้าเสียงกลั้วอารมณ์ขันแว่วจากเคย์เดนคลอตอมหูอยู่ไม่ห่าง เด็กชายไหวมือโบกไปมา กระทั่งโค้ดเลือนรางปรากฏแถบสีเขียววิ่งรางรั่ว ทับบังตัวตนของเด็กแฝดผู้น้อง ให้กระจ่าง กระจ่างถึงความจริงที่ว่า เขา... เขาไม่ใช่เด็กอย่างที่เธอเข้าใจ
“บั๊กแบบนี้ จะมาทำให้นิววิชั่นของเราสมบูรณ์แบบ...จนไม่เห็นฝุ่นต้นฉบับได้ยังไง”
ตัวอักษรบรรยายสีเข้ม คือคำว่า เคย์เดน รีฟ ลอว์เรนซ์ แล้วต่อท้ายไปอีกทอด ใจความยาวเยื้อ (เพศชาย / อายุ : 46 ปี 3 เดือน / ส่วนสูง : 185 เซนติเมตร / น้ำหนัก : 76 กิโลกรัม / Software Developer Team / Back End Developer / *#$%^&.... <body id="sdef" 14.1233.0* data-gr-ext-installed style data-new-gr-c-s-loaded="14.1233.0"> = $0 / เดย์ตัน รีฟ ลอว์เรนซ์ : เพศชาย / อายุ : 46 ปี 3 เดือน / ส่วนสูง : 185 เซนติเมตร / น้ำหนัก : 79 กิโลกรัม / Software Developer Team / Full Stack Developer)
“เธอรู้หรือเปล่า รายงานฉบับเดิมเคยบอกว่าบั๊กทำให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ แถมเป็นตัวจุดชนวนให้ยานสำรวจอวกาศเสียหาย คร่าชีวิตพลเมืองของเราไปก่ายกอง อย่างในปี 1982 ระบบที่อ้างว่าติดตั้งโดยหน่วยข่าวกรองกลาง ซึ่งใช้ควบคุมท่อส่งก๊าซทรานส์ไซบีเรีย จู่ ๆ ก็ดันเกิดระเบิด แต่โชคดี...ที่อย่างน้อยก็ไม่ใช่นิวเคลียร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” เสียงแรกอ้างข้อกังขานั้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
พอแสงเทียนมอดดับ ดวงตาของเธอก็บอดพร่า อย่างไม่ปรารถนาจะเห็น และไม่เคยอยากจะเป็น
สัมผัสหยั่งเพียงคลื่นเสียงแหบผาก ต่างจากหนแรก เริ่มกล่าวย้ำ “หนำซ้ำ ในอุปกรณ์ฉายรังสีเองก็เคยปล่อยรังสีในปริมาณที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ตอนนั้น มีรายงานผู้เสียชีวิตถึง 5 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย ถัดมา ปี 2005 บริษัทชั้นนำนั้นก็เรียกคืนรถยนต์รุ่นทรีลัส 160,000 คัน เพราะบั๊กนั่น พวกงี่เง่า ไม่เอาไหน ทำไฟเตือนติดขึ้นและเป็นเหตุให้เครื่องยนต์ดับแบบไม่มีสาเหตุ อีกอย่าง ไหนจะระบบ Autopilot ขัดข้อง แยกรถพ่วงสีขาวออกจากรถสัญจรธรรมดาไม่ออก จนผู้โดยสารของเราป่นปี้แหลกเหลวอีกคน ทีนี้ ลองบอกผมมาซี คุณคิดจะฆ่าพวกเราด้วยวิธีไหนอีกล่ะ แบบนั้น...จะรู้สึกพอใจหรือไง หืม...”
หาใช่หรือ ที่หมู่เหล่าของเศษฝันอันศรัทธา จากหยิบมือ กำลังสูญสิ้นไปตามห้วงกาลแห่งวิภว เพราะอะไร เราจึงต้องทิ้งฝันกลางวันของตน เพื่อเชิดชูไปตามฝันของคนกลุ่มหนึ่ง คิดดีแล้วหรือ เท่านั้นเองหรือ
คืนนี้ เธอจะไม่สำรวจบ้าน
ไม่อ่านตำรา
ไม่พร่ำสอนเด็กแฝดทั้งสองว่าอย่างใดถูก อย่างใดควร
บรรทัดต่อบรรทัด
อักษรต่ออักษร
วรรคต่อวรรค
ลมหายใจต่อลมหายใจ
มวลหนักแน่นแปรซึ่งนุ่มนวลอ่อนแผ่ว
โซเฟียตระหนักรู้หน้าที่ในการเฝ้ารออย่างแจ่มชัด
ที่เหลือ ก็เพียงแค่รอคอยให้ความฝันของเธอกระซิบปลุก
หน้าที่ ที่แท้จริงของเธอ ก็คือ “คัดลอก” คุณท่านทั้งสอง ลงไปในตัวของเคย์เดนและเดย์ตัน
ให้สมบูรณ์แบบ
ให้ไร้รอยต่อ
ให้แนบเนียนสมจริง
เหมือนต้นแบบ
เหมือนอักษร
เหมือนถ้อยคำ
เหมือนพฤติกรรม
ที่กำหนด “ตัวตน” ของเรา
.
.
.
วันแล้ว วันเล่า
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in