เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
JUST FOR #EZBINdamoonlight
31st October (Donghyuk x Hanbin)

  • for project: #HalloWINKON
    key word: Ex-boyfriend




    “แน่ใจนะว่าไม่ให้ขึ้นไปส่ง”

    ผมพยักหน้าแทนคำตอบเป็นครั้งที่สามให้กับคิมจีวอน และคิดว่าควรรีบพาตัวเองลงจากรถของอีกฝ่ายก่อนที่จะต้องตอบคำถามเป็นรอบที่สี่

    “ถ้างั้นกูไปแล้วนะดงฮยอก”

    จีวอนตะโกนไล่หลังมาขณะที่ผมกำลังรีบก้าวเท้าเข้าไปในคอนโด ผมยกมือขึ้นโบกให้อีกฝ่ายทั้งที่ไม่ได้หันกลับไปมอง สะบัดหัวไล่ความมึนเมาจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ในขณะที่เดินไปยันลิฟท์เพื่อขึ้นไปยันห้องพักของตัวเอง


    หนักหัวเป็นบ้า


    ใครจะคิดว่าปาร์ตี้ฮาโลวีนของบริษัทหลักทรัพท์จะสนุกได้ขนาดนั้น นึกว่าคนพวกนี้จะมีแต่ประเภทที่นั่งเคร่งเครียดจดจ่ออยู่แต่กับตัวเลขเสียอีก คนเรานี่มันมองกันจากภายนอกอย่างเดียวไม่ได้จริงๆ

    โชคดีแค่ไหนแล้วที่ในทีมยังมีคนที่ไม่แตะเครื่องดื่มมึนเมาอย่างจีวอนอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นมีหวังคงได้ค้างอยู่บริษัทกันยกทีม




    B7412


    ผมเพ่งสายตาอ่านป้ายเลขห้องช้าๆให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้จะเข้าผิดห้อง ก่อนจะควานหาคีย์การ์ดในกระเป๋าและแสกนเข้าห้องไป

    ไฟในห้องที่ถูกเปิดจนสว่างจ้าเรียกสติที่เหลืออยู่น้อยนิดให้กลับมา


    เอาอีกแล้ว


    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลับห้องมาแล้วพบว่าไฟทุกดวงในห้องถูกเปิดอยู่ทั้งๆที่ก่อนออกจากห้องผมได้ปิดไปแล้วอย่างแน่นอน

    ถึงจะเคยเรียกช่างมาดูหลายครั้ง แต่ช่างทุกคนก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าระบบไฟในห้องของผมไม่เห็นจะมีความเสียหายตรงไหน จะว่าเป็นขโมยก็ไม่ใช่ เพราะเหตุการณ์แบบนี้เกิดมาไม่ต่ำกว่าสิบครั้งแต่ทุกครั้งดันไม่เคยมีอะไรหายไปสักครั้ง

    ผมถอนหายใจ นึกถึงตัวเลขสูงลิ่วในบิลค่าไฟที่จะมาตอนปลายเดือนแล้วเดินไล่ปิดไฟทีละดวง

    “ทำไมถึงชอบอยู่มืดๆนักนะ”

    เสียงของใครบางคนที่ดังขึ้นทางด้านหลังเรียกให้ผมหันไปมอง แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ผมสะบัดหัวของตัวเองแรงๆอีกครั้ง เพราะคิดว่าตัวเองคงจะหูฝาด— เมื่อค่ำคงจะดื่มหนักไปแบบที่จีวอนว่าจริงๆ

    “อย่างน้อยก็เปิดตรงห้องนั่งเล่นทิ้งไว้ให้ซักดวงไม่ได้หรือไง”

    เสียงคนพูดดังขึ้นอีกครั้ง และคราวนี้จู่ๆบรรดาขนบนแขนของผมก็พากันลุกเกรียว บรรยากาศประหลาดๆรอบตัวทำเอาผมตาสว่าง ความเมาที่มีเมื่อครู่ก็ดูจะสร่างลงไปมาก

    “นั่น..ใครน่ะ”

    ผมกลั้นใจพูดออกไป

    แต่กลับไร้เสียงใดๆตอบกลับมา

    อ่า…บ้าไปแล้วรึเปล่านะ มันจะไปมีใครในห้องได้ยังไ—

    “เห้ยยย!”

    ผมร้องออกมาเสียงดังเมื่อหันไปเห็นใครบางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอนเข้า อีกฝ่ายเองก็ดูจะตกใจอยู่ไม่น้อยที่ถูกพบตัว

    “นายเป็นใคร!”

    ผมตะโกนถามเสียงดัง แต่อีกฝ่ายกลับยืนนิ่ง ดวงตาทั้งสองข้างนั้นเบิกกว้างและยังคงเต็มไปด้วยความตกใจ

    “ฉันถามว่านายเป็นใคร!”

    ผมตะคอกอีกครั้ง

    และในที่สุดอีกฝ่ายก็ดูจะรู้สึกตัวขึ้นมาแล้วว่าถูกจับได้ หมอนั่นกระพริบตาถี่ๆสองสามครั้งก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ

    “นี่นาย…เห็นฉันหรอ”

    ผมไม่แน่ใจว่านั่นเป็นคำถามที่หัวขโมยมักจะใช้เพื่อเอาตัวรอดยามที่ถูกจับได้หรือเปล่า แต่ตอนนี้สติของผมได้กลับมาจนเต็มร้อยแล้วและจะไม่มีทางปล่อยให้หมอนั่นหนีรอดไปได้ง่ายๆแน่

    “ก็เห็นน่ะสิ หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ”

    “นายเห็นจริงๆหรอ นี่เรื่องจริงใช่มั้ย”

    น้ำเสียงตื่นเต้นและรอยยิ้มนั่นทำเอาคิ้วของผมขมวดมุ่น หมอนี่ท่าจะเป็นบ้า ผมสรุปในใจอย่างนั้นขณะก้าวเข้าใกล้คนตรงหน้าทีละนิดอย่าระมัดระวัง ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีที่จะขยับหนีหรือคิดสู้ก็เถอะ


    ฟึ่บ!


    มือของผมแหวกผ่านอากาศและผ่านร่างนั้นไป— ใช่ มือผ่านร่างของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไปเลย เหมือนกับร่างนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอากาศ ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริงๆ

    ดวงตาทั้งสองข้างของผมเบิกกว้างก่อนจะก้าวถอยหลังออกมาตามสัญชาตญาณในขณะที่คน— ไม่สิ ขณะที่อีกฝ่ายยืนหัวเราะให้กับท่าทีของผม

    “นายเป็นตัวอะไรกันแน่”

    ผมกลั้นใจถามแล้วรอฟังคำตอบ ขาทั้งสองข้างก้าวถอยหลังไปจนติดกำแพง แต่อีกฝ่ายก็ยังคงเดิมตามมาเรื่อยๆ

    “ฉันคิดว่านายจะไม่กลัวเสียอีก”

    น้ำเสียงนั่นฟังดูผิดหวังเล็กๆ แต่ก็ยังเจือไปด้วยความดีใจอย่างปิดไม่มิด ดวงตาทั้งสองข้างนั่นเต็มไปด้วยประกายบางอย่างยามที่จ้องมองมาที่ผม และปฏิเสธไม่ได้เลยว่านั่นมันเป็นอะไรที่น่ามอง


    บ้าไปแล้ว ผมต้องบ้าไปแล้วแน่ๆที่กำลังนึกชมหมอนั่น


    “หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ อย่าก้าวเข้ามา”

    ผมออกคำสั่ง โชคดีที่อีกฝ่ายเลือกที่จะฟังมันแล้วหยุดลงตามที่ผมว่า

    “ตอบมาก่อน…นายคือตัวอะไร”

    “นายน่าจะมีคำตอบในใจอยู่แล้วนี่”

    “ผี…หรอ…”

    ผมภาวนาให้คำตอบคือไม่ใช่ แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้พระเจ้าจะไม่เข้าข้างผมเอาสียเลย

    “อื้อ…ดีใจนะที่ในที่สุดนายก็เห็นฉันเสียที”

    นี่ต้องเป็นการเข้าใจผิดอะไรซักอย่าง หรือไม่นี่ก็อาจจะเป็นภาพหลอนที่ผมสร้างขึ้นมาเองเพราะความเมา แต่ความรู้สึกเจ็บตอนที่แอบหยิกตัวเองนั่นเป็นสิ่งที่ยืนยันได้อย่างดีว่าเหตุการณ์ตรงหน้ามันจริงเสียยิ่งกว่าจริง



                                                                                  //




    “เดี๋ยวก่อนนะ นายกำลังจะบอกว่านายคือแฟนฉันหรอ”

    ไม่รู้ว่าในวันนี้คำว่าบ้ามันผุดขึ้นมาในหัวไปกี่ครั้งแล้ว แต่นี่มันบ้าไปแล้วจริงๆ

    คิมดงฮยอก วัย 25 ปี มีหน้าที่การงานที่มั่นคง (และสาบานได้ว่ามีสติสัมปะชัญญะอยู่ครบถ้วน) กำลังนั่งคุยกับผี ผีตัวเป็นๆที่ชื่อว่าคิมฮันบิน แถมอีกฝ่ายกำลังอธิบายอย่างเป็นจริงเป็นจังว่าตัวเองคืออดีตคนรักของผม

    “ก็ใช่น่ะสิ”

    “งั้นนี่คงเป็นการเข้าใจผิด ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยมีแฟน แล้วนายจะมาเป็นผีแฟนเก่าฉันได้ยังไง”

    “ฉันเป็นแฟนนายในชาตินี้ที่ไหนเล่า”

    “หมายความว่าไง”

    “เราเคยรักกัน…เมื่อชาติที่แล้ว”

    โอเค…นี่มันออกจะเหลือเชื่อไปมาก และผมก็ไม่มีวันที่จะเชื่อคำพูดนั้นอย่างแน่นอน แต่หน้าตาและน้ำเสียงจริงจังของอีกฝ่ายกลับทำเอาผมเถียงอะไรออกมาไม่ออก

    “จริงๆนะ ฉันตามดูนายมาตลอดเลย”

    ฮันบินยืนยัน

    “ใครเชื่อก็บ้าแล้ว”

    “งั้นจะพิสูจน์ให้ดูก็ได้”

    “พิสูจน์ยังไ—“

    อยู่ๆเสียงเครื่องเล่นเพลงในห้องก็ดังขึ้นโดยที่ไม่ได้มีใครไปแตะต้อง ร่างทั้งร่างของผมสะดุ้งด้วยความตกใจก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าคงเป็นฝีมือของคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า อีกฝ่ายส่งยิ้มกว้างมาให้ก่อนจะทำท่าเป็นเชิงว่าให้ผมตั้งใจฟัง

    ดนตรีจังหวะช้าดังออกมาจากเครื่องเล่นนั้น ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่เคยโหลดเพลงแบบนี้เก็บเอาไว้แน่ แต่กลับรู้สึกว่ามันช่างแสนคุ้นหู เหมือนเคยได้ยินบ่อยๆจากที่ไหนซักแห่ง และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า…มันเพราะที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา


    Fill my heart with song
    Let me sing for ever more
    You are all I long for
    All I worship and adore

    In other words: please, be true
    In other words, in other words: I love you




    Fly me to the moon

    อยู่ๆก็นึกถึงประโยคนี้


    “เพราะล่ะสิ”

    ฮันบินพูดพลางยักคิ้วหลิ่วตา ส่วนผมไม่ตอบ อันที่จริงแค่เพลงเพลงเดียวมันไม่เห็นจะสามารถเอามาเป็นหลักฐานได้ตรงไหนว่า เอ่อ..ชาติที่แล้วเราเคยรักกัน

    “นี่เป็นเพลงโปรดของเราเลยนะ เราชอบนั่งฟังด้วยกันเมื่อก่อน ไม่รู้ว่าจะจำได้มั้ย”

    จำไม่ได้

    แต่ก็เพราะดี

    ผมตอบคำถามนั้นอยู่ในใจ พลางมองตามสายตาของอีกฝ่ายที่หลุบต่ำลง ผมเพิ่งสังเกตเดี๋ยวนี้เองว่าชุดที่ฮันบินใส่อยู่มันออกจะดูเป็นแฟชั่นในยุคเก่าไปเสียหน่อย ถ้าลองเอามาคิดรวมกับเพลงที่เพิ่งได้ฟัง ถ้าเป็นเพลงจังหวะแบบนี้ล่ะก็…หกสิบปีที่แล้วได้มั้ยนะ

    “นี่นายตายไปกี่ปีแล้ว”

    “ห้าสิบแปดปี”

    “แล้วฉันล่ะ”

    “นายตายก่อนฉันสองปี เพราะงั้นก็…หกสิบ”

    “ไม่คิดว่ามันจะเป็นช่วงเวลาที่สั้นเกิดไปสำหรับการมาเกิดใหม่หรือไง”

    “กับอีแค่การมาเกิด…นายคิดว่ามันต้องใช้เวลามากแค่ไหนกันเชียว”

    ฮันบินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด มือทั้งสองข้างของอีกฝ่ายถูกยกขึ้นมาเท้าเอวไว้และจ้องมาที่ผมอย่างไม่พอใจ

    “ไม่รู้สิ อาจะซักร้อยปีมั้ง คนเค้าว่ากันมาแบบนั้น”

    “ตลกชะมัด นี่นายเชื่อเรื่อแบบนี้จากคนมากกว่าที่เชื่อจากผีจริงๆหรอ”

    “ก็ไม่เคยมีผีที่ไหนมาบอกไว้นี่หว่า”

    “งั้นก็รู้เอาไว้ซะ!”

    ฮันบินดูเหมือนจะหงุดหงิดมากขึ้นทุกที และนั่นทำให้ผมหวนไปนึกถึงเรื่องที่เคยได้ยินมาว่าถ้าหากวิญญาณของคนที่ตายไปแล้วมีความรู้สึกโกรธเคือง วิญญาณนนั้นจะปรากฏตัวให้คนเห็นในสภาพที่ไม่นัก

    ผมจับจ้องแววตาที่เริ่มฉายแววดุ คิ้วคู่นั้นขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม ริมฝีปากบางเบะคว่ำลงอย่างคนถูกขัดใจ ทั้งหมดนั้นทำให้ผมสรุปในใจได้ว่าความเชื่อที่คนพูดกันปากต่อปากน่ะมันผิด


    ผีตอนหงุดหงิดมันก็ไม่ได้ดูเลวร้ายอะไร


    ออกจะน่ามองด้วยซ—


    อ่า…ผมนี่มันเมาชะมัด


    “แล้วทำไมป่านนี้นายถึงยังไม่ไปเกิดอีก”

    นัยน์ตาของฮันบินดูอ่อนลงเมื่อได้ยินคำถาม อีกฝ่ายเผลอกัดริมฝีปากของตัวเองจนแทบเป็นเส้นตรง ผมชักไม่แน่ใจว่านั่นเป็นสิ่งที่สมควรถามออกไปหรือไม่ แต่หลังจากที่ได้ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ใช้เวลาครุ่นคิดกับตัวเองสักพัก ผมก็ได้รับคำตอบ

    “เพราะยังไม่ถึงอายุขัยน่ะ ก็เลยยังไปเกิดไม่ได้”

    “หมายความว่ายังไง”

    “เพราะฉันตายก่อนเวลาที่ควรจะตาย เพราะงั้นก็เลยยังไปไหนไม่ได้— นี่ยังไม่เข้าใจอีกหรือไง”


    ไม่เลยซักนิด


    คงต้องโทษแอลกอฮอล์ที่ไหลเวียนอยู่ในเลือด ระบบการประมวลผลในสมองถึงได้ทำงานช้าจนน่าหงุดหงิดแบบนี้

    “เอาล่ะ จะอธิบายให้ชัดๆนะ สมมติว่าฉันสมควรตายตอนอายุเก้าสิบ แต่ดันไปทำให้ตัวเองตายตั้งแต่อายุยี่สิบสอง นั่นเท่ากับว่าฉันตายก่อนวัยอันควร”

    “…..”

    “แล้วฉันก็จะไม่สามารถไปเกิดได้จนกว่าจะอายุเก้าสิบ”

    “….”

    “ฉันต้องเป็ญวิญญาณแบบนี้ไปตั้งเกือบเจ็ดสิบปีเข้าใจมั้ย”

    ผมกระพริบตาปริบๆให้กับข้อมูลใหม่ที่เพิ่งได้รับ ทึ่งในระบบของโลกหลังความตายที่ไม่เคยได้รับรู้มาก่อน หลังจากที่ได้ยินเรื่องนี้ผมก็แทบจะสัญญากับตัวเองว่าจะไม่มีวันฆ่าตัวตายเด็ดขาด ต่อให้ชีวิตจะเป็นตายร้ายดียังไง การทนมีชีวิตอยู่ต่อมันอาจจะดีกว่าต้องติดแหง่กอยู่ในโลกที่ไร้ตัวตนแบบคนตรงหน้า

    “แต่นั่นหมายความว่านายฆ่าตัวตายงั้นหรอ”

    “…..”

    ฮันบินกัดริมฝีปากของตัวเองอีกครั้ง และนั่นก็ใช้เป็นคำตอบได้ดี

    “ทำไมถึงทำแบบนั้นล่ะ”

    “เพราะนาย…”

    ผมเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของอาการใจหายก็ตอนที่ได้สบตากับคนตรงหน้า แววตาคู่นั้นแสนหม่นหมองและเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา

    “เพราะนายทิ้งฉันเอาไว้”

    “…..”

    “สมัยนั้นเรื่องของคนอย่างเรายังไม่เป็นที่ยอมรับหรอก ไม่เลย— พ่อไม่เคยรับได้ที่ลูกชายเพียงคนเดียวอย่างฉันเป็นพวกวิปริต”

    “…..”

    “เราถูกจับแยกจากกันทันทีที่พวกผู้ใหญ่รู้เรื่อง นายถูกที่บ้านส่งไปยังกองทัพ แต่ฉันไม่โกรธนายเรื่องนี้หรอกนะ มันเกินกว่าที่เราสองคนจะรับมือได้”

    “…..”

    “แต่ฉันโกรธที่นายไม่ดูแลตัวเองให้ดี นายติดโรคระบาดจสกกองมัพและตายลงภายในปีนั้น…นั่นแหละที่ทำให้ฉันเจ็บปวดที่สุด”

    “…..”

    “ในโลกใบนี้ไม่มีใครเข้าใจฉันดีไปกว่านาย ตอนที่ถูกจับแยกความกวังเล็กยังคงมีอยู่ในใจฉันเสมอ ฉันอุ่นใจทุกครั้งเวลาที่นึกถึงนายแล้วรู้ว่านายเองก็คงจะกำลังคิดถึงฉันจากที่ไหนสักที่”

    “…..”

    “แต่สุดท้ายความอบอุ่นนั้นก็ถูกพรากไป ใจร้ายมากนะที่ทิ้งฉันเอาไว้กับความหนาวเหน็บแบบนั้น…ใครมันจะไปทนไหวกัน”

    น้ำตาหนึ่งหยดไหลออกมาจากตาคู่สวยดวงนั้น

    คิมฮันบินไม่ได้ร้องไห้ไปมากกว่านั้น บางทีเวลาเกือบหกสิบปีที่ผ่านมาคงจะช่วยเยียวยาหัวใจของอีกฝ่าย แต่ถึงแบบนั้นผมก็สามารถรับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดพวกนั้นได้อยู่ดี


    ผมเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด


    ผมรู้สึกได้ว่าตัวเองก็อุ่นใจยามที่ได้นึกถึงใครคนหนึ่งเสมอเช่นกัน





                                                                                  //





    ผมใช้เวลาอีกเกือบชั่วโมงในการปลอบฮันบินให้สงบลง หลังจากฟังเพลงที่อีกฝ่ายทำให้มันถูกเล่นซ้ำไปซ้ำมาเป็นรอบที่สิบฮันบินก็ดูจะกลับมาเป็นฮันบินที่สดใสเหมือนเดิม

    อาการมึนหัวของผมที่หายไปเมื่อครู่ก็เริ่มจะกลับมา ความง่วงเริ่มเข้ายึดครองสติของผมที่ละนิดจนผมคิดว่าควรหาทางพาตัวเองไปนอนดีๆให้ได้ก่อนที่จะง่วงจนหลับไปคาโซฟานี่แทน

    “สรุปว่านายเชื่อฉันรึยังน่ะ”

    อีกฝ่ายถามย้ำอีกครั้ง

    อันที่จริงมันก็ไม่มีอะไรน่าเหลือเชื่อไปกว่าการมานั่งคุยกับผีตัวเป็นๆแบบนี้อีกแล้ว ถ้าจะให้เชื่อว่าตัวเองเคยเป็นคนรักกับผีตรงหน้านี่เพิ่มไปอีกซักข้อมันก็คงไม่ได้ทำให้ตัวผมดูเสียสติไปมากกว่านี้ได้

    “เชื่อแล้ว”

    พูดพลางอ้าปากหาวให้อีกฝ่ายได้รับรู้ถึงความเหนื่อยล้าและความอ่อนเพลียที่สะสมมาทั้งวัน อย่างน้อยถ้าเจ้าตัวเคยเป็นคนรักของผมจริง ก็คงจะต้องนึกเห็นใจกันขึ้นมาบ้างแหละนะ

    “โกหกกันชัดๆ”

    อีกฝ่ายบ่นอุบ

    “นายจะปล่อยฉันไปนอนได้หรือยั—“

    “ไม่ได้นะ!”

    ฮันบินรีบขัดขึ้นมาทันทีเมื่อผมพูดเรื่องนอน อีกฝ่ายรีบลุกไปยืนกางแขนขวางหน้าประตูห้องนอนของผมเอาไว้ แต่เขาคงลืมนึกไปว่าผมสามารถเดินทะลุผ่านร่างกายโปร่งแสงนั้นได้อย่างสบายๆ

    “ฉันง่วงจะตายอยู่แล้ว”

    “แต่ฉันปรากฏตัวให้นายเห็นได้เฉพาะวันปล่อยผีแบบนี้นี่… เราไม่ได้อยู่ด้วยกันมาตั้งนานนะ จะใช้เวลาคืนนี้ด้วยกันหน่อยไม่ได้หรือไงเล่า”

    น้ำเสียงหงอยๆนั่นชวนให้ใจอ่อนยวบ

    และผมคิดว่าตัวเองคงเสียสติไปแล้วแน่ๆที่ยอมถ่างตานั่งเป็นเพื่อนผีอยู่ในห้องนอนของตัวเองยันเช้า













Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in