

ไม่เพียงแค่ประเทศแถบยุโรปเท่านั้นที่มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์แต่ทั่วโลกในอดีตมีข้อกำหนดมากมายตัวอย่างต่อไปที่เราจะเสนอให้กับผู้อ่านก็คือการนำเฟอร์หรือหนังสัตว์มาทำเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ในช่วงระหว่าง 3,000 ถึง 300 ก่อนคริสตกาล ในประเทศอียิปต์ชาวบ้านธรรมดาไม่สารถนำหนังเสือดาวและหนังสิงโตมาประกอบเป็นเครื่องแต่งกายได้ มีการออกข้อกำหนดกฎเกณฑ์ ว่ามีเพียงแค่พระมหากษัตริย์หรือหัวหน้าคณะสงฆ์เท่านั้นที่สามารถสวมใส่ ชาวอียิปต์ไม่ได้นำขนสัตว์จากเสือดาวและสิงโตมาประกอบเป็นเครื่องแต่งกายอย่างเดียวแต่มีการนำขนแกะมาทำด้วย ชาวไอยคุปต์เชื่อว่าขนแกะนั้นไม่สะอาด จึงไม่นิยมสำหรับคนชนชั้นสูงมีเพียงชาวบ้านเท่านั้นที่นำขนแกะมาประกอบเป็นเครื่องแต่งกาย กฎเกณฑ์การนำหนังสัตว์มาประกอบเป็นเสื้อผ้าไม่ได้มีแค่ในอียิปต์เช่นกันแต่ประเทศทางยุโรป ในช่วงศตวรรษที่ 11 มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำหนังสัตว์มาประกอบเป็นเครื่องแต่งกายโดย ขนตัวเออร์มิน (Ermine) ตัวมิงค์ (Mink) หมาไซเบิ้ล (Sable) และตัวชินชิลล่า (Chinchilla) สามารถใช้นำมาประกอบเป็นเครื่องแต่งกายสำหรับชนชั้นสูง ขุนนางชั้นสูงและนักบวชเท่านั้น ถ้าคนทั่วไปหรือชาวบ้านอยากใส่เสื้อผ้าที่ทำด้วยหนังสัตว์ก็ห้ามใช้หนังสัตว์ข้างต้นต้องใช้หนังสัตว์อย่างอื่นแทน นั่นทำให้แฟชั่นขนสัตว์มีอิทธิพลแผ่ขยายแบบ Trickle Down
แล้วTrickle Down คืออะไรล่ะ ? ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับคำว่า Trickle Downก่อน นั่นก็คือการแผ่ขยายแฟชั่นของชนชั้นสูง (Upper class) สู่ชนชั้นล่าง (working class) พูดง่ายๆก็คือ แฟชั่นชนชั้นล่างมีไอดอลมาจากชนชั้นสูง จากตัวอย่างข้างต้นที่เรานำเสนอเพื่อนๆไปการที่ชนชั้นล่างต้องการจะแต่งกายด้วยขนสัตว์อย่างชนชั้นสูง ในยุคอียิปต์ ช่วง 3,000-300 ก่อนคริสตกาล การที่ชนชั้นล่างต้องการจะเลียนแบบแฟชั่นของชนชั้นสูงโดยหาขนแกะมาทดแทนขนมิงค์หรือขนเฟอร์ ก็เป็นการขยายแฟชั่น Trickle down นั่นเพราะเห็นคนชนชั้นสูงใส่แล้วต้องการที่จะดูดี เลียนแบบแฟชั่นแต่ไม่สามารถใช้วัสดุเดียวกันได้จึงต้องหาวัสดุที่ชนชั้นของตัวเองสามารถใส่ได้ นั่นทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมเกิดขึ้น
ข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของเครื่องแต่งกายทำให้เราสามารถระบุชนชั้นฐานะของผู้สวมใส่ได้อย่างง่ายดาย เมื่อเกิดความไม่เท่าเทียมกันในการแต่งกาย เกิดข้อจำกัดในการแต่งตัวนั่นทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมแน่นอน เพราะคนชนชั้นสูงมีโอกาสในการแต่งกายตามใจชอบ มีอิสระในการแต่งตัว สามารถเข้าถึงทุกโทนสี วัสดุในการทำเสื้อผ้าที่ดีได้ แต่คนชนชั้นล่างกลับขาดโอกาสในการเข้าถึงสิ่งเหล่านั้นนั่นทำให้สมัยก่อนเกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างชัดเจน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนยุคสมัยมาเรื่อยๆ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็ค่อยๆลดลง จนเมื่อในช่วงศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้ คนที่มีเงินไม่ได้มีเพียงแค่ชนชั้นสูง แต่คนที่มีเงินบางคนมาจากชนชั้นล่างที่ทำอุตสหากรรมและเกิดความคล่องตัวในการเงินมากขึ้น ทำให้เสื้อผ้าไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการอ่านฐานะทางสังคมได้มากเท่าไหร่นัก ความเหลื่อมล้ำทางสังคมจึงลดน้อยลง เพราะคนชนชั้นกลางและชนชั้นล่างเริ่มแต่งตัวได้อย่างสวยงามมากขึ้น ทำให้บางครั้งคนชนชั้นสูงก็นำแฟชั่นของชนชั้นล่างไปใส่ ยกตัวอย่างเช่น ชุดสูท เพื่อนๆหลายคนคงไม่ทราบว่าชุดสูทแท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดมาจากชาวประมง ที่เป็นชุดในการจับปลาเพราะเป็นชุดที่สะดวกในการจับปลา แต่เกิดเป็นที่ต้องตาของชนชั้นสูงจึงเกิดการพัฒนามาเรื่อยๆจนเป็นชุดสูทถึงทุกวันนี้ที่ใครๆก็สามารถใส่ได้ เมื่อสังคมเปิดกว้างมากขึ้นทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมจึงค่อยๆลดน้อยลง ดั่งคำกล่าวจากนักปรัชญาท่านหนึ่งอย่าง Herbert Spencer ที่กล่าวไว้ว่า " หากสังคมใดมีความเป็นประชาธิปไตย การแผ่ขยายของแฟชั่นแบบ Trickle Down ก็จะลดน้อยลง " ในปัจจุบันทำให้เราเห็นว่าคำกล่าวนั้นเป็นเรื่องจริง เห็นได้จากสังคมไทยที่เป็นประชาธิปไตย มีการเปิดกว้างในเรื่องการแต่งตัวปัจจุบันไม่มีข้อกำหนดในการแต่งกายทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนตามคำกล่าวของนักปรัชญาท่านนั้นจริงๆ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in