เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
My First Storyjiiaaaaaa
Sumptuary Law สร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคม
  •            เครื่องแต่งกายคือเครื่องมือชนิดหนึ่งที่เราสามารถใช้ระบุฐานะชนชั้นทางสังคมของผู้สวมใส่เนื่องจากเครื่องแต่งกายเป็นสิ่งที่เมื่อเราสวมใส่ผู้ที่เราเจอจะพบเห็นและสังเกตเป็นอย่างแรก ในอดีตกาลประเทศแถบยุโรปถึงกับมีการออกกฎเกณฑ์และกฎหมายในการแต่งตัว เพื่อแบ่งแยกและจำแนกผู้คนในสังคมให้รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวให้อยู่ในระดับชนชั้นของตนเองตั้งแต่ถือกำเนิดมา
                
              ก่อนอื่นเรามารู้จักถึงข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ในการแต่งกาย (Sumptuary Law)   หรือเรียกง่ายๆว่า กฎหมายแฟชั่น นั่นก็คือข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ที่กำหนดว่าคนชนชั้นไหนต้องแต่งตัวอย่างไร ย้อนไปเมื่ออดีต เมื่อช่วงต้นศควรรษที่ 14 แฟชั่นเครื่องแต่งกายกลายเป็นสิ่งที่คนมีฐานะนำมาอวดร่ำอวดรวย เป็นหน้าเป็นตาทางสังคมให้กับตนเอง ในช่วงต้นศตวรรษที่ 14 กฎเกณฑ์ในการแต่งกายจึงถือกำเนิดขึ้น โดยข้อกำหนดของกฎเกณฑ์นี้จะเกี่ยวข้องกับรูปทรง ชนิดวัสดุที่นำมาทำเครื่องแต่งกาย หรือแม้กระทั่งโทนสีก็เป็นข้อกำหนดกฎเกณฑ์ในการแต่งกายเช่นกัน 
              
                                              ภาพ : ราชวงศ์ใส่รองเท้า crakow หรือรองเท้าหัวแหลม
                    เมื่อปีค.ศ 1340 ข้อกำหนดในการแต่งกายของยุโรปได้ปรากฎอีกครั้งนั่นก็คือ ห้ามไม่ให้ผู้ชายทั่วไปหรือชาวบ้านสวมรองเท้าหัวแหลมยาวเกินขนาดที่กำหนด ในช่วงรัชสมัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ประเทศอังกฤษ ได้มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ว่าผู้ชายที่จะสามารถสวมรองเท้าหัวแหลมได้มีเพียงเหล่าราชวงศ์และขุนนางชนชั้นสูงเท่านั้น เนื่องจากที่ต้องออกกฎกำหนดการแต่งกายเช่นนี้เพราะตอนแรกในสมัยนั้นผู้ชายมีการแต่งกายด้วยรองเท้าหัวแหลมจำนวนมากเนื่องจากมีความเชื่อว่ายิ่งรองเท้าหัวแหลมเท่าไหร่เครื่องเพศของผู้ที่สวมใส่ก็มีขนาดใหญ่ยาวเท่านั้น แต่เมื่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 มีการออกข้อกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นรองเท้าหัวแหลมกลายเป็นสิ่งต้องห้ามของคนชนชั้นล่างจึงทำให้ความเชื่อเหล่านั้นหายไป พอเห็นคนสวมใส่รองเท้าหัวแหลมจึงกลายเป็นยิ่งรองเท้าหัวแหลมเท่าใดฐานะทางสังคมของผู้สวมใส่ก็ร่ำรวยเท่านั้น เป็นการสร้างรูปแบบกฎเกณฑ์ฐานะทางสังคมให้เห็นชัดขึ้นเลยก็ว่าได้ ในยุคนี้มีการสร้าง Sumptuary Law โดยการสร้างกฎเกณฑ์ในการแต่งกายของคนแต่ละชนชั้น สร้างข้อกำหนดในการแต่งกายว่าแต่ละชนชั้นต้องแต่งตัวอย่างไร

       ภาพ : ฟาโรห์อัย (คนขวา) ในชุดหนังเสือดาว

               ไม่เพียงแค่ประเทศแถบยุโรปเท่านั้นที่มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์แต่ทั่วโลกในอดีตมีข้อกำหนดมากมายตัวอย่างต่อไปที่เราจะเสนอให้กับผู้อ่านก็คือการนำเฟอร์หรือหนังสัตว์มาทำเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ในช่วงระหว่าง 3,000 ถึง 300 ก่อนคริสตกาล ในประเทศอียิปต์ชาวบ้านธรรมดาไม่สารถนำหนังเสือดาวและหนังสิงโตมาประกอบเป็นเครื่องแต่งกายได้ มีการออกข้อกำหนดกฎเกณฑ์ ว่ามีเพียงแค่พระมหากษัตริย์หรือหัวหน้าคณะสงฆ์เท่านั้นที่สามารถสวมใส่ ชาวอียิปต์ไม่ได้นำขนสัตว์จากเสือดาวและสิงโตมาประกอบเป็นเครื่องแต่งกายอย่างเดียวแต่มีการนำขนแกะมาทำด้วย ชาวไอยคุปต์เชื่อว่าขนแกะนั้นไม่สะอาด จึงไม่นิยมสำหรับคนชนชั้นสูงมีเพียงชาวบ้านเท่านั้นที่นำขนแกะมาประกอบเป็นเครื่องแต่งกาย กฎเกณฑ์การนำหนังสัตว์มาประกอบเป็นเสื้อผ้าไม่ได้มีแค่ในอียิปต์เช่นกันแต่ประเทศทางยุโรป ในช่วงศตวรรษที่ 11 มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำหนังสัตว์มาประกอบเป็นเครื่องแต่งกายโดย ขนตัวเออร์มิน (Ermine) ตัวมิงค์ (Mink) หมาไซเบิ้ล (Sable) และตัวชินชิลล่า (Chinchilla) สามารถใช้นำมาประกอบเป็นเครื่องแต่งกายสำหรับชนชั้นสูง ขุนนางชั้นสูงและนักบวชเท่านั้น ถ้าคนทั่วไปหรือชาวบ้านอยากใส่เสื้อผ้าที่ทำด้วยหนังสัตว์ก็ห้ามใช้หนังสัตว์ข้างต้นต้องใช้หนังสัตว์อย่างอื่นแทน นั่นทำให้แฟชั่นขนสัตว์มีอิทธิพลแผ่ขยายแบบ Trickle Down

              แล้วTrickle Down คืออะไรล่ะ ? ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับคำว่า Trickle Downก่อน นั่นก็คือการแผ่ขยายแฟชั่นของชนชั้นสูง (Upper class) สู่ชนชั้นล่าง (working class) พูดง่ายๆก็คือ แฟชั่นชนชั้นล่างมีไอดอลมาจากชนชั้นสูง จากตัวอย่างข้างต้นที่เรานำเสนอเพื่อนๆไปการที่ชนชั้นล่างต้องการจะแต่งกายด้วยขนสัตว์อย่างชนชั้นสูง ในยุคอียิปต์ ช่วง 3,000-300 ก่อนคริสตกาล การที่ชนชั้นล่างต้องการจะเลียนแบบแฟชั่นของชนชั้นสูงโดยหาขนแกะมาทดแทนขนมิงค์หรือขนเฟอร์ ก็เป็นการขยายแฟชั่น Trickle down นั่นเพราะเห็นคนชนชั้นสูงใส่แล้วต้องการที่จะดูดี เลียนแบบแฟชั่นแต่ไม่สามารถใช้วัสดุเดียวกันได้จึงต้องหาวัสดุที่ชนชั้นของตัวเองสามารถใส่ได้ นั่นทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมเกิดขึ้น

                    

      " กฎเกณฑ์แฟชั่นสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคม "


                  ข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของเครื่องแต่งกายทำให้เราสามารถระบุชนชั้นฐานะของผู้สวมใส่ได้อย่างง่ายดาย เมื่อเกิดความไม่เท่าเทียมกันในการแต่งกาย เกิดข้อจำกัดในการแต่งตัวนั่นทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมแน่นอน เพราะคนชนชั้นสูงมีโอกาสในการแต่งกายตามใจชอบ มีอิสระในการแต่งตัว สามารถเข้าถึงทุกโทนสี วัสดุในการทำเสื้อผ้าที่ดีได้ แต่คนชนชั้นล่างกลับขาดโอกาสในการเข้าถึงสิ่งเหล่านั้นนั่นทำให้สมัยก่อนเกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างชัดเจน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนยุคสมัยมาเรื่อยๆ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็ค่อยๆลดลง จนเมื่อในช่วงศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้ คนที่มีเงินไม่ได้มีเพียงแค่ชนชั้นสูง แต่คนที่มีเงินบางคนมาจากชนชั้นล่างที่ทำอุตสหากรรมและเกิดความคล่องตัวในการเงินมากขึ้น ทำให้เสื้อผ้าไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการอ่านฐานะทางสังคมได้มากเท่าไหร่นัก ความเหลื่อมล้ำทางสังคมจึงลดน้อยลง เพราะคนชนชั้นกลางและชนชั้นล่างเริ่มแต่งตัวได้อย่างสวยงามมากขึ้น ทำให้บางครั้งคนชนชั้นสูงก็นำแฟชั่นของชนชั้นล่างไปใส่ ยกตัวอย่างเช่น ชุดสูท เพื่อนๆหลายคนคงไม่ทราบว่าชุดสูทแท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดมาจากชาวประมง ที่เป็นชุดในการจับปลาเพราะเป็นชุดที่สะดวกในการจับปลา แต่เกิดเป็นที่ต้องตาของชนชั้นสูงจึงเกิดการพัฒนามาเรื่อยๆจนเป็นชุดสูทถึงทุกวันนี้ที่ใครๆก็สามารถใส่ได้ เมื่อสังคมเปิดกว้างมากขึ้นทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมจึงค่อยๆลดน้อยลง ดั่งคำกล่าวจากนักปรัชญาท่านหนึ่งอย่าง  Herbert Spencer ที่กล่าวไว้ว่า " หากสังคมใดมีความเป็นประชาธิปไตย การแผ่ขยายของแฟชั่นแบบ Trickle Down ก็จะลดน้อยลง " ในปัจจุบันทำให้เราเห็นว่าคำกล่าวนั้นเป็นเรื่องจริง เห็นได้จากสังคมไทยที่เป็นประชาธิปไตย มีการเปิดกว้างในเรื่องการแต่งตัวปัจจุบันไม่มีข้อกำหนดในการแต่งกายทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนตามคำกล่าวของนักปรัชญาท่านนั้นจริงๆ

     

                 ภาพ : ความเหลื่อมล้ำทางสังคมลดน้อยลงทำให้ทุกคนมีอิสระในการแต่งตัวมากขึ้น 




    อ้างอิง : 
    http://www.gypzyworld.com/article/view/1148
     http://www.gqthailand.com/style/article/rise-of-the-classes-style



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in