Have you ever fallen in love?pgm
(sf) My high school life in a small town is not that interesting (1/2) - LuMark
  • /มาร์ค-ลูคัส-จอห์นนี่-เตนล์-แทยง-ยูตะ

    //มาร์ค-ลูคัส-จอห์นนี่-เท็น-ทอมมี่-ยูตะ

    .

    .

    .

    .

    .

    ชีวิตไฮสคูลของเด็กชนบทในเมืองเล็กๆไม่ได้มีอะไรน่าสนใจขนาดนั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นลูป วัยรุ่นกับโรงเรียน พวกผู้ใหญ่กับงานที่จะเป็นอะไรก็ได้ที่ทำได้ในเมืองนี้


    ไม่ใช่เรื่องยากที่ทุกคนจะรู้เรื่องของคุณ...เพื่อนบ้านแทบจะเห็นฟันซี่ในที่สุดตอนที่คุณกำลังแปรงฟัน สมาคมแม่บ้านนัดพบกันแทบทุกอาทิตย์ เด็กทุกคนเรียนที่โรงเรียนแห่งเดียวกัน นักกีฬาซ้อมทุกเย็นและวันหยุด เด็กวิชาการนัดทำโปรเจ็คกันที่ห้องชมรมเล็กๆที่แทบจะได้ยินเสียงลอดไปห้องข้างๆ ที่เดียวที่ดูสงบจริงๆคือห้องสมุดโรงเรียน ไม่ก็ห้องสมุดชุมชนในเมือง


    อย่างน้อยมันก็สงบสำหรับเขาล่ะนะ...


    ปั่ก!


    “เฮ้มาร์คลี เดินดูทางซะมั้ง”


    มาร์คถอนหายใจ ก่อนจะก้มลงนั่งเก็บหนังสือที่พึ่งตกจากอกของตัวเองไปอยู่ที่พื้น ทอมมี่พูดโดยที่ไม่ปรายตามามองด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มอยู่ในแจ็คเก็ตนักกีฬาของโรงเรียน เป็นคนเดินมาชนเองแท้ๆหากมาร์คทำเพียงยู่ปาก เขาไม่ได้ว่าอะไรต่อเพราะกำลังเตรียมรับระเบิดอีกหนึ่งลูกที่กำลังจะตามมา


    “เก็บเร็วๆสิลี เกะกะทางเดิน” 


    บู้ม....ระเบิดลูกที่สองประจำวันที่ตามกันมาติดๆ กางเกงวอร์มที่มีรอยกรีดที่หัวเข่ากับรองเท้าผ้าใบประจำตัวของยูตะยืนมาหยุดอยู่ข้างตัว มาร์คเงยหน้าขึ้นมอง ยูตะเดาะลิ้นที่กระพุ้งแก้มอย่างรำคาญใจ ก่อนจะก้าวตามทอมมี่ไปติดๆ


    พวกนักกีฬา....ไม่ฉลาดนักหรอกถ้าจะทำตัวปรปักษ์กับคนพวกนี้


    “นายเดินใจลอยไปไหนแต่เช้าน่ะ”


    จอห์นนี่ในแจ็คเก็ตกีฬาแบบเดียวกับทอมมี่ก้มลงมาช่วยเขาเก็บหนังสือภายในรวดเดียว พี่ชายบ้านตรงข้ามเป็นคนที่ดีที่สุดที่มาร์คเคยเจอ แต่ไม่รู้ทำไมคนดีๆแบบนี้ถึงได้เป็นเพื่อนกับคนร้ายๆแบบพวกนั้นได้


    “ทำอะไรวะจอห์น”


    “เก็บกวาดผลงานของสองคนนั้นอีกแล้วเหรอ”


    “เร็วเหอะน่า โค้ชเรียกตั้งนานแล้ว”


    หลายเสียงเรียกดังระงม นักกีฬากลุ่มใหญ่หยุดยืนรอจอห์นนี่ หากไม่มีใครสนใจหรือเห็นเขาเลยด้วยซ้ำ มาร์คค่อยๆลุกมองรอบตัว รู้สึกตัวเองตัวเล็กลงกว่าที่เคยท่ามกลางผู้ชายตัวใหญ่ๆพวกนี้


    หากท่ามกลางผู้คนมากมายที่ยืนรายล้อมโดยไม่เห็นเขา ตากลมสบเข้ากับดวงตาเข้มของใครบางคนเข้า....


    มาร์คเหมือนหยุดหายใจไปชั่วขณะ ร่างสูงอยู่ในแจ็คเก็ตหนังประจำตัวเช่นเคยเหมือนจะบอกเพื่อนของตัวเองไปกลายๆว่าจะไม่ยอมใส่แจ็คเก็ตนักกีฬาเหมือนคนอื่นแน่ๆ อีกฝ่ายโดดเด่นแม้จะยืนพิงกำแพงอยู่ด้านหลังกลุ่มเพื่อนก็ตาม


    'ลูคัส'มองเขานิ่งๆโดยไม่แสดงอารมณ์อะไร เพื่อนคนอื่นยังคงยื้อยุดอยู่กับจอห์นนี่ที่ตรงหน้ามาร์ค หากดูเหมือนจะมีลูคัสเพียงคนเดียวที่มอง’เห็น’เขา


    ตาสบตา ทว่าคนร่างสูงยังคงนิ่งเฉย นิ่งเสียจนมาร์คไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อกับชีวิตตอนนี้ดี


    “เดินๆดีๆนะมาร์ค ไว้เจอกันที่บ้าน โอ้ย! พวกนายหยุดจี้ซักที"


    เสียงจอห์นนี่ดังเข้ามาในโสตประสาท คนค่อยๆทยอยเดินออกไปตามโถงทางเดินจนเหลือเพียงเขากับลูคัสที่ยังคงยืนจ้องหน้ากันอยู่แบบนั้น หนุ่มในแจ็คเก็ตหนังไม่ได้เดินตามเพื่อนๆของตัวเองไป


    หนึ่ง... สอง... สาม...


    ทำไมหมอนั้นถึงได้จ้องเขาไม่เลิกแบบนี้นะ


    สี่... ห้า... หก...


    แล้วไม่เดินตามเพื่อนไปรึไง-- ไม่ๆ ลูคัสกำลังก้าวเข้ามาหาเขาแล้ว!


    เจ็ด… แปด… เก้า…


    ใกล้ไปแล้ว ไม่...นี่มัน...


    “ออดดังแล้ว ไม่ไปเรียนรึไง มาร์คลี...”


    สิบ...


    ลูคัสเดินผละออกไปแล้ว หากไออุ่นบริเวณใบหูยังคงอบอวลจนแทบจะเห่อร้อนไปทั้งหน้า เสียงทุ้มของอีกฝ่ายที่ร่างสูงก้มลงมากระซิบยังดังวนอยู่ในหัวเหมือนเปิดเทปเล่น ตากลมยืนนิ่งงันมองตามคนในแจ็คเก็ตหนังจนกระทั่งอีกฝ่ายเดินหายเข้าไปในห้องเรียน


    ลูคัสรู้จักเขาด้วยอย่างนั้นเหรอ...
    .
    .
    .
    .
    .
    ลูคัสไม่เคยเหมือนคนอื่นๆตั้งแต่พวกเขารู้จักกันมา ซึ่งเอาจริงๆก็มีแค่เขานั่นแหละที่รู้จักอีกฝ่าย เจ้าของร่างสูงเป็นถึงตัวเต็งในทีมบาสของโรงเรียน เก่งพอๆกับจอห์นนี่ มีคนรู้จักมากมายพอๆกับสาวๆที่อยากมาทำความรู้จักด้วย


    แต่ถึงอย่างนั้น อีกฝ่ายก็ดูสันโดษมากพอๆกับที่ไม่มีใครรู้จักมากนัก ลูคัสมีเพื่อนเยอะก็จริง แต่ดูไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องของอีกฝ่ายหรือสนิทแบบที่เด็กทั่วไปมีเพื่อนสนิท ไม่ค่อยมีใครเข้าไปคุยด้วย และอีกฝ่ายเองก็ไม่ค่อยทำตัวเด่นดังอะไรเหมือนนักกีฬาคนอื่น


    เป็นเช่นนี้เรื่อยมาเสมอ ลูคัสมักจะยืนอยู่ข้างหลังกลุ่มเพื่อนของตนเองเสมอ ไม่เคยก้าวเข้าไปอยู่ตรงกลางวงสนทนาหรือด้านหน้าของฝูงชน แต่ก็ไม่เคยถอยออกมาจนดูห่างเกินไป


    เงียบเกินไป นิ่งเกินไป แต่อีกฝ่ายกลับดูโดดเด่นเสมอในสายตาของเขา


    เพราะอะไรกันนะ...


    เพราะริมฝีปากเหรอ


    ริมฝีปากหยักที่มักเหยียดตรงอยู่ตลอด ตอนนี้เม้มแน่นอย่างไม่มั่นใจนัก ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าคุณกำลังนั่งอยู่ในคลาสเลขน่ะนะ โจทย์ที่มิสเตอร์บรู๊คให้เราทำน่ะโคตรจะยากเลย แต่เชื่อผมเถอะ ลูคัสก็แค่แปรสมการผิด....เขาพลาดตรงจุดนั่นเสมอ


    “คุณลี คำตอบของข้อสิบสามคืออะไร”


    หรือจะเป็นเพราะคิ้วเข้มๆที่ตอนนี้กำลังขมวดเป็นปมของอีกฝ่ายกันนะ


    ไม่หรอก....แต่อาจจะเป็นเพราะผิวสีแทนของอีกฝ่ายก็ได้ ยิ่งเวลาลูคัสนั่งท้าวเเขนอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างแบบนี้แล้ว ผิวแทนรับกับแสงแดดที่ส่องเข้ามายิ่งทำให้อีกคนดูเซ็กซี่เกินเด็กวัยเดียวกันอีกแบบนี้มัน...โคตรจะฮอตเลย


    เดี๋ยว...ความคิดเมื่อกี้มันดูจะโรคจิตหน่อยๆแล้วไหม


    แต่ไม่ใช่เพราะสีผิวของลูคัสหรอก


    งั้นเพราะอะไรกันนะ...


    “คุณลี ข้อสิบสาม”


    เพราะดวงตางั้นเหรอ


    นัยตาสีเข้มที่มาร์คไม่เคยอ่านออกมักเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่ก็นอกวงสนทนาอยู่เสมอ ลูคัสเบื่องั้นเหรอ หรือหมอนั่นกำลังคิดอะไรอยู่ เขาเองก็ไม่เคยอ่านอีกฝ่ายออกเลยซักครั้ง แม้กระทั่งตอนนี้...


    อะไรกัน นี่ลูคัสกำลังจ้องมาที่เขาอีกแล้วเหรอ?!


    ห้ะ...


    ตาสีเข้มพยักเพยิดมาทางเขาดูร้อนรนนิดๆ มาร์คขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ หนังสืองั้นเหรอ นายทำไม่ได้หรืออะไร ห้ะ ไม่ เขาไม่เข้าใจอีกฝ่ายเลยซักนิด


    “คุณลี ครูจะของคุณมากถ้าเธอจะหยุดสนทนาทางสายตากับคุณหว่องแล้วหันมาตอบคำถามครูเมื่อกี้”


    เข้าใจชัดเจนเลยครั้งนี้...


    มาร์คหันกลับไปยิ้มแหย่ๆให้มิสเตอร์บรู๊ค ก่อนจะก้มลงมองหนังสือเรียนของตัวเอง


    เวรละ! แล้วนี่เขาเขียนชื่อลูคัสลงไปที่คำตอบข้อสิบสามทำไมกันนะ


    “ดีเลยคุณลี ไหนๆคุณหว่องก็เป็นคำตอบข้อสิบสามของคุณแล้ว ทำไมเย็นนี้คุณสองคนไม่ไปช่วยกันจัดเอกสารที่ห้องเอกสารเก่าของครูใหญ่ให้ครูเสียหน่อยล่ะ พวกเธอจะได้ใช้เวลาคุยกันโดยที่ไม่มีครูเป็นคนขัดขวางแบบตอนนี้อีก!”


    หมดกัน...หมดสิ้นแล้ว ชีวิตมาร์คลี

    .

    .

    .

    .

    .

    “นายกลับบ้านเลยก็ได้นะ ไม่ต้องทำหรอก เดี๋ยวชั้นทำเอง”


    เป็นช่วงเวลาที่น่ากระอักกระอ่วนสำหรับมาร์ค พวกเขานั่งๆยืนๆอยู่ท่ามกลางฝุ่นขนาดมหึมาของห้องเอกสารเก่าๆ มาร์คคิดไม่ตกตั้งแต่เลิกคาบ แต่ลูคัสกลับหายตัวออกไปจากห้องอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ


    สุดท้ายพวกเขาเลยต้องมาเจอกันในตอนเย็นวันศุกร์แบบนี้เสียได้


    “หระหรือว่านายมีซ้อม นายกลับไปซ้อมบาสก็ได้นะ ไม่ต้องมาทำอะไรพวกนี้หรอก ไม่ใช่ความผิดของนายเลย”


    “ทำไหวเหรอ”


    “หือ”


    “ตัวก็แค่นี้ ทำไม่ไหวหรอก”


    “…”


    “อีกอย่างนะ วันนี้วันศุกร์ ไม่มีใครเขาซ้อมกันเย็นวันนี้หรอก”


    นั่นแหละ มาร์คถึงได้สงบปากสงบคำและเดินตามอีกฝ่ายต้อยๆเข้าไปในห้องโทรมๆมืดๆแทน โดยไม่ทันเห็นมุมปากที่ยกขึ้นยิ้มของคนที่ก้าวเข้าไปในห้องก่อนหน้า


    “นายเรียงแฟ้มตามอัษรสิ วางแบบนั้นก็งงพอดี” 


    มาร์คทำใจกล้าพูดบอกเพื่อนร่วมชะตากรรมเสียงแผ่ว หลังจากเข้ามาก็ไม่มีการพูดอะไรเกิดขึ้นอีก มีเพียงมาร์คที่ไอค่อกๆแค่กๆกับเสียงกระดาษเท่านั้นที่เกิดขึ้นภายในห้อง


    แต่เห็นลูคัสนั่งขมวดคิ้วกับกองเอกสารแล้วดูน่าสงสารชะมัด ร่างสูงดูนั่งไม่สบายนักในห้องเล็กๆรกๆแห่งนี้ ไม่มีบ่นเรื่องสาเหตุของการถูกลงโทษซักคำ มีเพียงคิ้วกับดวงตาที่ดูสับสนเท่านั้นที่เกิดขึ้น


    ตาเข้มเงยขึ้นสบตากลม มาร์คสะดุ้งก่อนจะรีบก้มหน้าหงุด ใจเต้นรัวในอกอย่างควบคุมไม่ได้


    “นายกลัวชั้นขนาดนั้นเลยเหรอ”


    เป็นประโยคที่ทำให้มาร์คต้องเงยหน้าขึ้นมองทันทีอย่างประหลาดใจ ลูคัสมองมาที่เขาอย่างไม่แน่ใจนัก ตรงหน้าของเขาดูเป็นลูคัสเวอร์ชั่นหมายักษ์ขี้สงสัย ไม่ใช่ลูคัสเวอร์ชั่นนักกีฬาหน้านิ่งของโรงเรียน และนั่น...ทำให้มาร์คไม่รู้ว่าควรจะต้องทำยังไงต่อ


    “ก็…ไม่นะ ชั้นไม่ได้กลัวนาย”


    “….”


    ดวงตาสีเข้มยังคงจ้องมองมาที่เขาไม่หยุด ลูคัสไม่ได้ว่าอะไรต่อจนเกิดความเงียบขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งสอง จ้องและนิ่ง นั่นเองทำให้มาร์คต้องเป็นฝ่ายยอมพูดต่อ


    “คือชั้นไม่รู้ว่าต้องทำอะไรน่ะ นายชอบจ้องด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ชั้นเลย--”

    “ก็นายชอบจ้องชั้นก่อนนี่”


    “ห้ะ! ไม่ คือ... จ้องอะไร--”


    “โถงทางเดิน ห้องสมุด ห้องเรียน ตอนแข่งบาส ที่โรงอาหาร ที่คลาสเลขเมื่อเช้าด้วยเผื่อนายจะลืม และนั่นทำให้เรามาอยู่กันตรงนี้ไง”


    “นาย…ไม่ คือ ชั้นไม่ได้ แค่ก”


    “แต่ชั้นเห็นนะ”


    ไม่ล่ะ เขาไม่ได้แอบมองอีกฝ่ายบ่อยขนาดนั้นซะหน่อย ไม่มีทางที่ลูคัสจะ.... โอเค เขาก็มองอีกฝ่ายอยู่บ่อยๆ แต่ก็เพราะลูคัสเตะตาเขาต่างหาก ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้รู้สึกไม่โอเคหรือทำตัวโรคจิตอะไรทั้งนั้นเลยนะ สาบานได้


    “นี่นาย...ร้องไห้เลยเหรอ”


    มาร์ครู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนมากถึงมากที่สุด ไหนจะอาการหายใจไม่ค่อยออกในห้องที่เต็มไปด้วยฝุ่นนี้อีก แล้วเขาร้องไห้ซะที่ไหนกัน...


    แต่น้ำตามันก็ไหลลงมาจริงๆอย่างช่วยไม่ได้...


    “มาร์ค นายโอเคใช่ไหม ชั้นไม่ได้ตั้งใจจะ--”


    “ไม่ๆ คือไม่ใช่เพราะนายหรอก”


    มาร์คคพูดรัวเร็ว ขณะที่มือพยายามควานหาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋า แสบตาเป็นที่สุดพอๆกับที่เริ่มจะหายใจไม่ออก


    “อ่ะ”


    ผ้าเช็ดหน้าสีเข้มถูกยื่นมาให้ มาร์คงนิ่งไปจนคนร่างสูงส่ายหน้าอย่างไม่พอใจ ลูคัสเขยิบเข้ามาใกล้ มือใหญ่เข้ามาประคองใบหน้าของเขาอย่างถือวิสาสะ มาร์คผงะอย่างตกใจ หากลูคัสที่ค่อยๆบรรจงซับน้ำตาทำให้เขาตัวเเข็งไปในทันที 


    ลูคัสก้มหน้าลงมาใกล้เขาเกินไป มาร์คได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นจนเหมือนหูจะอื้อไปหมด มือใหญ่ซับผ้าลงมาอย่างแผ่วเบา ใบหน้าไร้อารมณ์เปลี่ยนดูมีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย ตากลมสบเข้ากับตาสีเข้ม ก่อนที่ลูคัสจะยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับปิดดวงตาของเขา


    “เป็นภูมิแพ้แล้วปล่อยให้ตัวเองมาอยู่ในที่แบบนี้ได้ยังไงกัน”


    “นิดหน่อยเองน่า...ขอบใจนะ” 


    มาร์คลูบหน้าเร็วๆก่อนเขยิบตัวถอยออกมาเล็กน้อยก่อนเขาจะขาดใจตายเสียก่อน 


    เมื่อกี้มันโคตรจะไม่ดีต่อหัวใจของเขาเลยทีเดียว...


    “ลูคัสน่ะร้ายจะตาย”


    เสียงของจอห์นนี่ดังเข้ามาในความทรงจำเมื่อครั้งที่เขาเคยถามถึงอีกฝ่ายจากพี่ชายบ้านตรงข้าม ไม่รู้ทำไมอยู่ๆมันถึงเด้งกลับเข้ามาในหัวอีกครั้งในวันนี้กัน



    มาร์คเหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่าย ก่อนจะถูกลูคัสเพ่งตามองกลับมา นี้หมอนั้นกำลังยิ้มงั้นเหรอ...



    ไม่มีบทสนทนาอะไรเกิดขึ้นอีก มาร์คนั่งก้มหน้าก้มตาจัดเอกสารอย่างเอาเป็นเอาตาย หากทุกครั้งที่เขาเหลือบตามองร่างสูง ทั้งๆที่คิดไว้แล้วว่าอีกคนไม่มีทางรู้ตัวได้แน่ๆ ลูคัสก็จะสบตามองเขากลับมาแทบจะทันทีทุกครั้ง



    ก่อนจะยกยิ้มที่มุมปากอย่างอดไม่ได้ทุกที...



    “ถ้าจะแอบมองนะมาร์คลี นายต้องอย่าให้อีกคนรู้ตัวสิ”



    มาร์คหยุดชะงัก พวกเขาเก็บห้องเรียบร้อยแล้วตอนที่ภารโรงเดินมาจะปิดห้อง ลูคัสหยุดยืนรอเขาอยู่ที่หน้าประตูทางออกของตึก แจ็คเก็ตหนังถูกนำกลับมาสวมใส่อีกครั้ง



    ลูคัสยืนมองท้องฟ้ายามเย็นอย่างสบายอารมณ์ อีกฝ่ายดูผ่อนคลายขึ้นมากเทียบกับที่เขารู้สึกมาตั้งแต่รู้จักกัน มาร์คก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าอีกฝ่ายรู้จักตัวเองตอนไหน แต่เขาก็พยายามจะไม่ใส่ใจมันให้มากนัก
    อย่างน้อยตอนนี้ลูคัสก็‘รู้จัก’เขาจริงๆมากกว่าที่เคยคิดฝันมาก่อนหน้านี้แล้ว มาร์คคงจะไม่ขออะไรมากไปกว่านี้อีก


    “ชั้นไม่ได้แอบมองนายเสียหน่อย”


    และอีกครั้ง...กับรอยยิ้มที่มุมปากบ้าๆนั่น


    ลูคัสไม่ได้หันกลับมามอง ร่างสูงค่อยๆออกเดินอย่างช้าๆ เหลือให้มาร์คเห็นเพียงภาพที่เขาชินตาอยู่ทุกวัน ก่อนที่ร่างนั้นจะหายลับออกไปจากกรอบสายตา

    “เอาเถอะลี อย่าให้จับได้ก็แล้วกัน”

    .

    .

    .

    .

    .

    .

    .

    .

    .

    .

    ฉับฉับฉับ

    ขอตัดไว้ก่อน แล้วเจอกันตอนหน้านะ :)

    pgm.








Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in