เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
my translated piecesrchyuan
ผลิตผลคือกากปฏิกูลของการกระทำ (บทความแปล)
  • ตอบมาตามความจริงนะ 
    คุณเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่คุณทำอยู่ตั้งแต่เช้าจรดเย็นครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่? 
    เพลิดเพลินไปกับกิจกรรมเพราะตัวกิจกรรมนั้นเองล้วน ๆ 
    โดยไม่ได้คิดถึงอนาคต หรือพะว้าพะวงถึงผลที่จะตามมาในระยะยาว 

    คุณใช้ชีวิตอยู่แบบนั้นทั้งเดือนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?  
    คุณมีปัญหากับการอยู่กับปัจจุบันหรือเปล่า
    คุณลืมภาระหน้าที่ เป้าหมายในชีวิต และประสิทธิภาพการทำงานของตัวเองไม่ได้ใช่ไหม?

    ทุกวันนี้ ชีวิตคนเรารายล้อมไปด้วยสิ่งต่าง ๆ เราวัดคุณค่าตัวเองจากวัตถุที่เราครอบครอง จากอำนาจในการควบคุมสิ่งที่อยู่นอกตัวเรา เราประเมินความสำเร็จในชีวิตจากผลิตภาพ (productivity) หรือก็คือ ความสามารถในการผลิตสร้างสิ่งต่าง ๆ 

    ระบบสังคมของเราขึ้นอยู่กับการผลิตและบริโภควัตถุสิ่งของมากกว่าสิ่งอื่นสิ่งใด แม้กระทั่งตอนที่เราไม่ได้นึกถึงวัตถุสิ่งของ เราก็นำเสนอภาพชีวิตตัวเองออกมาเป็นสิ่งของ เราคิดใคร่ครวญถึงความสำเร็จของเรา โอกาสในอนาคต ตำแหน่งทางสังคม... อะไรก็ตามแต่ยกเว้นความรู้สึกจริง ๆ ของตัวเอง เราบอกกับตัวเองว่า ผลลัพธ์น่ะทำให้วิธีการที่ใช้ถูกต้องชอบธรรมแล้ว” พูดอีกอย่างก็คือ ผลของการกระทำผลลัพธ์สูงสุดในชีวิตของเรานั้น—มีความสำคัญมากกว่ากระบวนการการใช้ชีวิตของเราเสียอีก

    แต่ผลิตผลคือกากปฏิกูลของการกระทำ

    ผลิตผลคือสิ่งที่เหลืออยู่เมื่อฝุ่นคลุ้งตลบเบาบางลง เมื่อชีพจรกลับสู่ระดับปกติ เมื่อวันสิ้นสุดลง เมื่อสัปเหร่อฝังโลงศพลงในดิน 

    แต่ชีวิตของเราไม่ได้อยู่ในใบประเมินผล หรือในมวลฝุ่นที่กำลังเบาบางลง  

    เราอยู่ที่นี่ตอนนี้ในปัจจุบันกาล
    ในการสร้าง
    ในการกระทำ
    ในอารมณ์ความรู้สึก 

    เราพยายามแสวงหาความเป็นอมตะโดยการหนีเข้าไปอยู่ในโลกแห่งภาพจำลองที่ไม่แปรเปลี่ยนและไม่มีวันสูญสลาย เช่นเดียวกัน เราต่างก็พยายามถ่ายโอนตัวเองออกสู่ภายนอก (externalization) ด้วยการคิดว่าตัวเรามีค่าเท่ากับผลลัพธ์รวมของการกระทำของเรา มากกว่าจะคิดถึงประสบการณ์การกระทำสิ่งต่าง ๆ ในตัวมันเอง  

    ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันยากเหลือเกินที่จะต้องมานั่งกังวลว่าเรากำลังมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่จริง ๆ หรือเปล่า หรือกำลังรู้สึกอย่างไรกันแน่ในขณะนี้ มันง่ายกว่าที่จะเอาใจไปจดจ่ออยู่กับผลลัพธ์ ซึ่งเป็นหลักฐาน [ความสำเร็จ] ในชีวิตที่เชื่อถือได้ สิ่งเหล่านี้ดูจะเข้าใจได้ง่ายกว่า และกำหนดควบคุมได้สะดวกยิ่งกว่า

    สังคมสมัยใหม่มุ่งความสนใจไปที่การผลิตและการแจกจ่ายวัตถุสิ่งของ มากกว่าจะสนใจความสุขและความพึงพอใจของสมาชิกในสังคม ด้วยเหตุนี้ มนุษย์สมัยใหม่จึงคำนึงถึงชีวิตตัวเองในแง่ของผลลัพธ์ที่เอาไว้โชว์ให้คนอื่นดูได้ มากกว่าจะคำนึงถึงชีวิตในตัวมันเอง

    แน่นอนว่าผู้ใช้แรงงานทั่ว ๆ ไปในยุคนี้ต่างคุ้นชินกับการคิดถึงผลลัพธ์มากกว่าวิธีการ เขาทุ่มเทเวลาและพลังงานส่วนใหญ่ไปกับงานที่ค่อนข้างจะแน่นอนว่าไม่ได้เติมเต็มความฝันของเขา เขาตั้งตารอวันเงินออกทุก ๆ สองสัปดาห์ เพราะเงินค่าจ้างคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเขายังมีความหมายอยู่ หากไม่มีมัน เขาก็จะรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังหายใจทิ้งไปวัน ๆ 

    หากเขาไม่ได้มองว่า “ผลลัพธ์” ของสิ่งที่ทำอยู่สมเหตุสมผลกับการกระทำ ชีวิตก็จะเป็นอะไรที่ทรมานเหลือทนจะเกิดอะไรขึ้นหากเขาพินิจพิจารณาความรู้สึกตัวเองอยู่ตลอดเวลาขณะจัดแจงของชำใส่ถุง? จะเกิดอะไรขึ้นหากเขาถามตัวเองทุกครั้งว่า ที่ทำอยู่นี่มีความสุขมั้ย’ ขณะกำลังปลุกปล้ำอยู่กับเครื่องส่งแฟกซ์?  

    ตราบเท่าที่ประสบการณ์ในชีวิตประจำวันยังคงซ้ำซากน่าเบื่อและไร้ความหมาย เขาก็ยังจำต้องตั้งตารอวันหยุดสุดสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง การลาพักผ่อนครั้งต่อไป และของชิ้นใหม่ที่จะซื้อ เพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นบ้าไปเสียก่อน 

    และในที่สุดเขาก็จะนำเอาวิธีคิดนี้ไปใช้กับแง่มุมอื่น ๆ ในชีวิตด้วย เขาจะประเมินว่าตัวเองควรหรือไม่ควรทำอะไรจากผลตอบแทนของการกระทำนั้น ๆ เช่นเดียวกับที่เขาจะประเมินคุณค่าของงานหนึ่ง ๆ จากค่าแรงที่เขาได้จากงานนั้น ๆ

    ดังนั้นปัจจุบันจึงเป็นอะไรที่แทบจะหมดความสำคัญไปเลยสำหรับมนุษย์ยุคใหม่ เขาใช้ชีวิตไปกับการวางแผนเพื่ออนาคตอยู่ตลอดเวลา เขาเรียนเพื่อเอาใบปริญญา มากกว่าจะเรียนเพื่อความสุขของการศึกษาหาความรู้ เขาเลือกงานที่เงินดี มั่นคง” ทำแล้วมีหน้ามีตาในสังคม มากกว่าจะเลือกงานที่ทำแล้วมีความสุข เขาเก็บเงินไว้ซื้อของแพง ๆ และทริปลาพักร้อน มากกว่าจะเก็บหอมรอมริบไว้ไถ่ตัวเองออกจากการเป็นทาสค่าแรง และไปสู่การมีอิสรภาพเต็มเวลา   

    เมื่อเขาพบว่าตัวเองกำลังมีความสุขอย่างล้นพ้นกับมนุษย์อีกคนหนึ่ง เขาก็จะพยายามแช่แข็งห้วงเวลานั้นไว้ และตรึงมันไว้กับที่อย่างสถาพร (เป็นสัญญา) โดยการแต่งงานกับเธอ 

    เขาไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ และถูกพร่ำบอกให้หมั่นทำความดีเข้าไว้ ไม่ใช่เพื่อความปีติยินดีของการได้ช่วยเหลือผู้อื่นอะไรหรอก แต่เพื่อที่ว่าวันหนึ่งเขาจะได้มาซึ่งความรอด (salvation) ชั่วนิรันดร์ (ดังที่นิตเช่กล่าวไว้ว่าแม้แต่ชาวคริสต์ตัวอย่างก็ยังต้องการค่าจ้างงานที่ดี) การกระทำอันสูงส่งโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา”—ความสามารถในการกระทำเพื่อการกระทำนั้นเอง อันเป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัววีรบุรุษทุกคน—เป็นอะไรที่ยากเกินความสามารถของเขา

    ชายหญิงชนชั้นกลางวัยกลางคนประสบปัญหาในการออกมาใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ เพราะไม่สามารถวางมือจากแผนการลงทุนและแบบประกันชีวิตได้ เป็นภาพจำเจสุดคลีเช (cliche) ที่พบเห็นได้ทั่วไป ทว่าบ่อยครั้งเหลือเกินที่พวกเราเองก็ลงเอยด้วยการเอาปัจจุบันไปแลกกับอนาคต และเอาประสบการณ์ไปแลกกับของที่ระลึกด้วยเหมือนกัน 

    เราเก็บวัตถุเตือนใจ กล่องใส่ของที่ระลึก ถ้วยรางวัล และจดหมายเก่า ๆ ไว้ ราวกับว่าชีวิตเป็นสิ่งที่เก็บสะสม รวบรวม และแช่แข็งไว้ใช้วันหลังได้

    ...วันหลัง

    วันไหนอีกเหรอ

    ชีวิตอยู่กับเราที่นี่ตอนนี้ มันไหลผ่านเราไปราวกับสายน้ำ และเช่นเดียวกับสายน้ำ เราไม่อาจหยุดชีวิตไว้กับที่โดยไม่เสียมนต์เสน่ห์ของมันไปได้ ยิ่งเราพยายามใช้เวลา กักเก็บ” ชีวิตไว้มากเท่าไหร่ เรายิ่งมีชีวิตให้กระโจนเข้าไปใช้น้อยลงเท่านั้น 

    คนที่อาการหนักที่สุดในหมู่พวกเราคือพวกหัวก้าวหน้าสุดโต่งและพวกศิลปิน 

    บ่อยครั้งเหลือเกินที่พวกเรา นักปฏิวัติ” หมดพลังไปกับการคิดถึงและพูดถึงการปฏิวัติ ที่จะมาถึง” มากกว่าจะมุ่งความสนใจไปที่การทำให้การปฏิวัติอยู่ในปัจจุบันกาล  เราเคยชินกับการคิดในแง่ของผลิตผลเสียเหลือเกิน แม้แต่ตอนที่เราพยายามเปลี่ยนชีวิตให้เป็นอะไรที่ฉับพลันและน่าตื่นเต้น เราก็ยังติดหล่มของการทุ่มความพยายามไปที่เหตุการณ์สำคัญในอนาคต—เหตุการณ์ที่เราอาจอยู่ไม่ถึงวันได้เห็นมันด้วยซ้ำ 

    และเช่นเดียวกับผู้คุมงานในโรงงาน เราเอาแต่กังวลอยู่กับผลิตภาพ (จำนวนของสหายคนใหม่ ๆ ที่ชักชวนมาได้ ความคืบหน้าในการบรรลุ “วัตถุประสงค์” ฯลฯ) มากกว่าจะเป็นห่วงว่าตอนนี้เราและเพื่อนมนุษย์คนอื่น ๆ กำลังรู้สึกอย่างไร และมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร 

    บรรดาศิลปินทั้งหลายมีแนวโน้มจะคิดไปในทางนั้นมากกว่าใครเพื่อน เพราะอาชีพของพวกเธออิงอยู่กับการสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาด้วยวัตถุดิบที่ได้จากประสบการณ์ในชีวิตจริง วิธีการที่พวกศิลปินใช้ปั้นแต่งประสบการณ์ความรู้สึกส่วนตัว ให้ออกมาในรูปแบบที่เป็นตัวของเธอเองผ่านการแสดงออกนั้น มีบางสิ่งที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นความใคร่ครอบงำแบบทุนนิยมรวมอยู่ด้วย เพราะการแสดงออกซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดใด [ในงานศิลปะ] นั้น มักมีการลดระดับความซับซ้อน (simplification) เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยเสมอ ไม่ว่าอารมณ์ความรู้สึกที่ว่าจะโดดเด่นหาที่เปรียบมิได้เพียงไหน หรือลึกซึ้งเกินหยั่งถึงเพียงใดก็ตาม 

    การออกไปใช้ชีวิตและตระหนักถึงคุณค่าของมันในแบบที่มันเป็นนั้นไม่เพียงพอสำหรับศิลปิน เธอจึงกัดกินชีวิตตัวเองเพียงเพื่อให้ได้งาน เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งชุดของผลิตผลที่อยู่ภายนอกตัวเธอ และอาจถึงขั้นยอมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองเพื่ออาชีพที่ทำอยู่ด้วย ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เธออาจพบว่าตัวเองไม่สามารถพลอดรักบนดาดฟ้ายามรุ่งสางได้ โดยไม่วางแผนไว้ก่อนว่าจะใช้เหตุการณ์นี้เป็นฉากสุดเลิศในนิยายของเธอ (กากปฏิกูล!) 

    แน่นอนว่าการขับถ่ายเป็นกระบวนการที่จำเป็น และดีต่อสุขภาพของจิตวิญญาณพอ ๆ กับที่มันดีต่อสุขภาพกาย เมื่อหัวใจปริ่มล้นจนแทบทะลัก ศิลปะเป็นช่องทางหนึ่งในชีวิตที่เราใช้ปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกกลับคืนสู่โลก แต่ถ้าเราพยายามทำแบบนั้นไปเรื่อย ๆ จนเกินความจำเป็น ท้ายที่สุดแล้ว ก็จะมีวันที่หัวใจและไส้ในของเราถูกเค้นออกมาด้วย (เหมือนนิทานเรื่องห่านกับไข่ทองคำไงล่ะ พอจะนึกออกอยู่ใช่ไหม?) 

    เราต้องเอาชีวิตและประสบการณ์มาก่อนเป็นอันดับแรก เราต้องเผชิญโลกโดยมีเพียงความคิดนี้อยู่ในหัวเท่านั้นความคิดที่สดใหม่ไร้เดียงสาเหมือนตอนเรายังเป็นเด็ก ความคิดซึ่งปราศจากเจตจำนงที่จะกลืนกิน จัดระเบียบ แบ่งประเภท หรือลดระดับความซับซ้อนของประสบการณ์อันหลากหลายเหลือคณานับของเรา  มิเช่นนั้นแล้ว ระหว่างการออกตามหาสิ่งที่กดให้แบนเรียบและเก็บสำรองไว้ “ได้ตลอด” เราก็จะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุด งดงามที่สุด และอยู่กับเราทุกชั่วขณะที่สุดไป 

    ก่อนอื่นเลย เราควรใช้จินตนาการที่มีอยู่เพื่อปรับเปลี่ยนสภาพความเป็นจริงของชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพื่อสร้างภาพแทนเชิงสัญลักษณ์ของมันแต่เพียงอย่างเดียว (ถามจริงเถอะ ไอ้ชีวิตแบบที่พวกเราส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้เนี่ย มันน่าตื่นเต้นพอจะเอาไปแต่งเป็นนิยายได้สักกี่เล่มกันเชียว?) 

    แทนที่จะพยายามสร้างศิลปะจากชีวิต เรามาใช้ชีวิตให้เป็นศิลปะกันเถอะ

    หากเราพบความสุขที่ตามหา
    เราจะพบว่ามันไม่ได้อยู่ในผลิตผลของชีวิตเรา
    แต่อยู่ในกระบวนการใช้ชีวิต
    ในการได้ทำสิ่งที่อยากทำ
    และการทำฝันให้เป็นจริง 

    หากไม่ใช่ตอนนี้
    จะหยุดพักกันตอนไหนเหรอ

    จะมีความสุขกับปัจจุบันกันตอนไหนเหรอ?  
    (พวกเราน่ะหมกมุ่นกับการ สร้างวีรกรรม” กันเสียเหลือเกิน)
    ฉะนั้นจงหยุด 
    สร้างประวัติศาสตร์” 
    แล้วมาเริ่มใช้ชีวิตกันเถอะ  

    แบบนั้นแหละถึงจะเป็นการปฏิวัติที่แท้จริง

    ลองเลิกคิดถึง “ผลลัพธ์” 
    แล้วมีชีวิตอยู่เพื่อวันนี้กันดีกว่า
    เพื่อชีวิตของเราเอง!

    บางครั้ง” จูเลียกล่าว ฉันรู้สึกว่าอดีตและอนาคตกำลังบีบรัดตัวฉันจากทั้งสองฝากฝั่ง มันบีบแน่นมากเลยล่ะ แน่นเสียจนไม่มีที่เหลือให้ปัจจุบันเลยสักนิดเดียว 

    แต่จะบอกอะไรให้นะเฮนรี ว่าทุก ๆ ชั่วขณะที่คุณขโมยจากปัจจุบันไปน่ะ คือชั่วขณะที่คุณจะไม่มีวันได้คืนมาอีกเลยตลอดกาล... 

    ชีวิตมีแค่ตอนนี้เท่านั้น

    เจียเนตต์ วินเทอร์ซูน เขียน
    rchyuan แปล

    บทความต้นฉบับ: https://bit.ly/3CZc2jF
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in