Fanfic Compilationmoneymonday
โพสต์นี้มีเนื้อหาที่อาจไม่เหมาะสมกับเยาวชน [ตัวร้ายอย่างข้าฯ | ปิงจิ่ว] No More
  • เขาไม่จำเป็นต้องมาที่นี่


    ไม่มีความจำเป็นใดที่ราชามารเช่นเขาจะต้องมาที่นี่


    ในคุกใต้ดินที่มีเพียงแสงคบเพลิงหรุบหรู่ กลิ่นอับชื้น ห้องขังว่างเปล่าเรียงราย…


    และนักโทษครึ่งเป็นครึ่งตายคนหนึ่ง


    ประตูลูกกรงเพียงปิดงับเอาไว้อยู่เท่านั้น ไม่มีความจำเป็นจะต้องลงกลอน เมื่อคนด้านในไม่มีกระทั่งมือที่จะผลักประตูให้เปิดออก


    เขายืนอยู่ด้านนอก กลิ่นชื้นปนสาบคาวอวลออกมาจากเบื้องใน เมื่อมองแล้วเห็นกองฟางที่ใช้ปูรองยังคงหมาด และมีน้ำขังอยู่เล็กน้อยในร่องหินบนพื้น คาดคงเพิ่งคล้อยช่วง ‘ทำความสะอาด’ ไปได้ไม่นาน


    ร่างนั้นพังพาบอยู่ในมุมมืด ปิดกายอย่างหลวมๆ ด้วยผ้าชิ้นหนึ่ง มองไม่ออกว่าเป็นเพียงผืนผ้าหรือเสื้อตัวหนึ่ง เมื่อผู้สวมขาดอวัยวะสำหรับใช้งานแขนเสื้อ เรือนผมยาวลู่ลงแนบแก้มและลาดไหล่ สีดำขลับของมันยิ่งถูกความเปียกชื้นและผิวขาวซีดขับให้เข้มขึ้น ดวงตาปิดสนิท ดูแล้วราวกับตุ๊กตาสกปรกตัวหนึ่ง


    เขาก้าวเข้าไป พ้นออกจากรัศมีของแสงไฟอุ่น เข้าไปยังเงามืดที่มีเพียงแสงจันทร์เอื้อมถึง


    ร่างนั้นพลันผงกหัวขึ้น ใต้เส้นผมที่ปรกเต็มใบหน้ามีบางอย่างวาวโรจน์สะท้อนแสงคบเพลิงที่อยู่ด้านหลังของเขา


    ดุจเดิม ดวงตาคู่นั้นยังคงทิ่มแทง ยังคงมืดมน ยังคงล้ำลึกและสุกใสประหนึ่งแอบแฝงพลังขุมหนึ่งไว้เบื้องใน


    ทั้งหลายต่อหลายปีก่อนและเสมอตลอดมา แวววามนี้ก็ไม่คล้ายจะเปลี่ยนแปลงไปเลย ยังคงมองเขาด้วยสายตาที่คล้ายกำลังกล่าวโทษ


    ...โทษที่ตัวเขาไม่เคยเข้าใจว่าคือสิ่งใด...


    เขาสบตาคู่นั้นอยู่นิ่งนาน ไม่เอ่ยสิ่งใด ด้วยไม่มีความจำเป็น


    เฉพาะแค่ความไร้เดียงสาที่ตนเคยทุ่มเทให้เหล่านั้นก็มากเกินแล้ว และความหวังอันโง่เขลาใดๆ ที่เคยมีก็ล้วนเหือดแห้งไปในไฟอเวจีจนหมดสิ้น


    อีกฝ่ายไม่เอ่ยสิ่งใดเช่นกัน ด้วยไม่สามารถอีกต่อไปแล้ว


    กระนั้นก็มิใช่ไม่หลงเหลือคำพูดให้เอ่ย


    ดวงตาอันน่าชังยังคงจับจ้อง ขณะที่ริมฝีปากแตกแห้งค่อยๆ ขยับเหยียดเป็นรอยยิ้ม


    ไม่จำเป็นต้องเอ่ยสิ่งใด เพราะแม้เพียงเท่านั้น พวกเขาทั้งคู่ก็รู้ความนัยที่ห้อยค้างอยู่ในความเงียบ ความหมายที่แฝงมากับรอยกดลึกของมุมปาก


    มันคือคำคำหนึ่ง


    คำเรียกที่ไม่ว่าจะหุ้มห่อด้วยแพรพรรณหรือประดับด้วยมณีใด คำนั้นก็ยังคงผนึกแน่น เป็นดังเงาตามตัว
    มันเริ่มต้นจากคำกล่าวโทษของคนผู้นี้ และขยายใหญ่ขึ้น ฝังลึกลง จนกระทั่งทั้งตัวตนของเขาถูกกลืนกินเข้าไปโดยคำเพียงคำเดียว


    เป็นเพราะท่าน


    ท่านทำให้ข้าเป็นเช่นนี้...ทำให้ทุกอย่างกลายมาเป็นอย่างนี้…


    เขาคลี่ยิ้มเป็นคำตอบ รอยยิ้มที่เคยฝืนบรรจงปั้นแต่ง บัดนี้กลับเคยชินจนไม่อาจเปลี่ยนมันเป็นอื่นได้อีกแล้ว กระนั้นก็ยังรู้ดีว่าอีกฝ่ายจะมองเห็นอารมณ์แท้จริงในแววตา


    คนผู้นั้นยังคงจ้องมองอยู่เขม็ง เคยได้รับบทเรียนแล้วว่าหากหลับตาหรือเบือนหน้าหนีจะถูกลงโทษเช่นไร


    ทุกอย่างดำเนินไปในความเงียบ


    นี่เป็นเพียงละครเก่าฉากหนึ่ง ถูกเล่นซ้ำไปแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง นักแสดงไม่อาศัยบท เพียงขยับเคลื่อนไปตามความเคยชินก็เท่านั้น แรงขัดขืนและความกังขาใดแม้เคยมีก็ล้วนซ่านไปสิ้นแล้วพร้อมเสียงหอบครวญ


    ครั้งหนึ่งเคยสูงส่งเย่อหยิ่ง แต่บัดนี้แล้วเล่า...ยังหลงเหลือสิ่งใดให้ภาคภูมิได้บ้าง?


    เขาคุกเข่าลง แม้ใกล้เพียงเท่านี้ก็ยังต้องเอื้อมมือออกไป


    เจ้าไม่มีซิวหย่า ข้าไม่มีซินหมัว


    ที่นี่มีแต่เจ้ากับข้า และความอัปยศอดสูที่ไม่รู้ว่าแท้จริงเป็นของผู้ใดกันแน่


    ปลายนิ้วแตะลงบนริมฝีปาก กดย้ำบนรอยแผลปริแตกที่ยังเห็นคราบเลือดแดง


    เลื่อนลง...กอบกุมรอบลำคอ นิ้วโป้งกดเบาๆ บนลูกกระเดือกก่อนจะแทรกมือเข้าไปในสาบเสื้อ ลากปลายเล็บผ่านแอ่งชีพจรและไล่ตามแนวกระดูกไหปลาร้า ขยับไปยังหัวไหล่ที่มีเพียงตอของต้นแขนหลงเหลืออยู่


    เมื่อไม่มีแขนและข้อศอก แค่เพียงสาบเสื้อพ้นลาดไหล่แล้วก็ร่วงหล่น ทุกอย่างเปิดเปลือยได้โดยง่ายดายเสียจนน่าอดสู


    ดวงตาสบประสาน การกระทำดังคู่รัก ทว่าสีหน้ากลับไม่สมดุล


    ร่างกายมนุษย์น่าอัศจรรย์นัก เพียงด้วยความเคยชิน ช่องทางที่เคยคับแคบบัดนี้แทบไร้แรงฝืนต้าน เพียงถูกกระตุ้นเล็กน้อยก็ตอบรับไปตามที่ถูกหล่อหลอม ไม่ว่าจิตใจแท้จริงจะปฏิเสธเช่นไรก็ตาม


    เขาถอนนิ้วออก แทรกกายเข้าไปแทนที่


    คนเบื้องใต้สะดุ้ง ทว่าไม่มีมือให้ใช้ปัดป่าย ทำได้เพียงนอนนิ่งและสูดลมหายใจเข้าลึก ฝืนปรับสีหน้าให้กลับไปเรียบเฉย


    สัมผัสใต้ฝ่ามือไม่มีอะไรเหมือนที่เขาคุ้นชิน


    คนผู้นี้ไม่เหมือนกับสตรีเหล่านั้น ไม่มีผิวกายกรุ่นหรือทรวงอกอ่อนนุ่มไม่มีเสียงกระซิบอ่อนหวาน ไม่มีท่อนแขนโอบตระกอง ไม่มีเรียวขาคอยกอดกระหวัด เกี่ยวรั้งสองกายเข้าหากันอย่างแนบแน่น


    หากจะมีก็แต่ตัวเขาที่โอบรัดร่างนี้เอาไว้ กกกอดอย่างแน่นหนาประดุจจะใช้ตัวเองเป็นกรงขังอีกชั้นหนึ่ง
    ร่างที่ไร้แขนขา คลุ้งด้วยกลิ่นสาบของเลือดและเหงื่อ ไม่อาจเอ่ยสิ่งใดด้วยลิ้นที่กุดสั้น และขณะเดียวกันก็ไม่ยอมเปล่งเสียงใดด้วยศักดิ์ศรีที่แตกบิ่น


    เขาหลับตาลง


    “ซือจุน”


    กระนั้น ยามลากไล้ปลายนิ้วผ่านกระดูกปูดโปนและรอยแผลเป็นตกสะเก็ด สัมผัสขรุขระเหล่านั้นก็กลับทำให้บางอย่างในอกเชื่องเชื่อลงไป


    “ซือจุน” เขายิ้ม ทว่ากลับไปไม่อาจควบคุมสีหน้าได้โดยสมบูรณ์เหมือนดังที่ผ่านมา


    ดวงตาคู่นั้นเลื่อนลอยหม่นหมัว


    “ท่านเรียกข้าว่าเดรัจฉานมิใช่หรือ?” เขากระซิบ


    ข้าเป็นครึ่งมาร ก่อกรรมทำเข็ญมามากมาย


    ข้าฆ่าพี่น้องร่วมสำนักของท่าน จับตัวท่านมากักขัง ทำร้ายท่าน ทรมานท่าน ตัดแขนขา ตัดลิ้น แล้วใช้ท่านเป็นเครื่องสำเร็จความใคร่


    “ข้าเลวร้ายมากใช่หรือไม่?”


    ในความเงียบมีเพียงเสียงผิวเนื้อเสียดสี มีเพียงลมหายใจหอบกระชั้นและดวงตาที่หลับลง


    ไม่มีคำตอบที่เขาพร่ำเพียรถาม


    “เช่นนี้ข้าก็เป็นเดรัจฉานสมคำท่านแล้วมิใช่หรือไร?”


    ท่านกล่าวโทษข้าด้วยคำนั้น ผลักไสข้าด้วยคำนั้น ทว่าเมื่อข้าทวงถาม ท่านกลับมอบให้เพียงความเงียบ
    เขาโถมกายกระทั้น เร่งไล่ตามไปยังความสุขสมที่อยู่หลังเปลือกตา แม้ในอกจะมีแต่รสขมเฝื่อน


    “ซือจุน...ซือจุน...”


    ร่างในอ้อมแขนไม่เพียงแต่ผอมบาง ยิ่งเมื่อขาดรยางค์ทั้งสี่ไปแล้วก็ยิ่งเล็กจ้อยลง เขาแค่เพียงโอบท่อนแขนรอบเอวเอาไว้ก็คล้ายจะสามารถครอบครองเอาไว้ได้ทั่วทั้งทุกอณู


    แรงคัดในท้องน้อยคลายปมออก เขาเคลื่อนไหวช้าลง พรูลมหายใจเหยียดยาวขณะนิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่งก่อนผละออก


    ต่อจากนี้เขาจะต้องจากไป ปล่อยให้คนผู้นั้นจมจ่อมอยู่กับความแปดเปื้อนไปจนกระทั่งคราบแห้งกรังถูกชำระล้าง รอคอยเวลาที่ตนจะกลับมาอีกครั้ง


    มันเป็นเช่นนั้นเสมอมา...


    ทว่าก็ไม่อาจรู้เลยว่าที่ควรเป็นคือเช่นไร


    วันนี้ เขาหันหลังกลับไป


    มองเห็นแพรขนตาเปียกชื้น หยดน้ำพราวที่แซมอยู่ในนั้นล้อแสงจันทร์เยียบเย็นเป็นประกาย ดูประดุจน้ำค้างในยามรุ่ง


    เอื้อมมือออกไปก่อนใจคิด นิ้วโป้งปาดลงบนเปลือกตา


    แม้ไม่แรง ไม่เบา แต่ก็ยังทำให้ร่างนั้นเครียดเกร็ง


    ริมฝีปากช้ำถูกเม้มเข้าหากันจนซีดขาว ดวงตาที่เบิกโพลงคืนประกายกร้าวดูดุจเดิม


    ชายหนุ่มเบือนหน้าปฏิเสธสัมผัส กระนั้นก็กลับยิ่งทำให้หยาดน้ำใสหล่นกลิ้งลงจากหัวตา


    ลั่วปิงเหอใช้นิ้วโป้งเดิมหยุดมันไว้ แล้วซับจุมพิตลงทาบทับ


    น้ำตารสปร่าพลันก่อความคิดให้เป็นร่าง เกิดเป็นความคิดที่ดื้อรั้นและคล้ายว่าจะวิปลาส ทว่าก็ทำให้ใจสงบยิ่ง


    เขาจุมพิตอีกครั้ง ครานี้บนริมฝีปาก ประดุจว่ามีสัมผัสตรงหน้านี้เป็นที่ยึดเหนี่ยวเดียว


    และเขาก็ยึดมันไว้ไม่ต่างอะไรจากคนจมน้ำที่พยายามเอาชีวิตรอด


    กระนั้นขณะเดียวกัน ความแน่นอนที่ได้รับก็กลับยิ่งกระตุ้นเตือน


    เขาไม่ควรมาที่นี่


    ทุกอย่างควรจบลงไปแล้ว อาจด้วยหนึ่งคมดาบ หรือหนึ่งฝ่ามือ แต่จะต้องสิ้นสุดด้วยหนึ่งชีวิตที่ปลิดปลิว


    เขาไม่จำเป็นต้องมาที่นี่ มายังสถานที่อันอับชื้นและเยียบเย็นเช่นนี้


    เขาที่ครอบครองพลังมหาศาล ถืออำนาจควบคุมใต้หล้าไว้ในฝ่ามือ


    เขาที่เป็นราชามาร


    ...แต่แล้วอย่างไรเล่า?


    คำหนึ่งคำ ประทับตราลงบนตัวเขาอย่างไม่มีวันลบเลือน และจะคงอยู่เช่นนั้น ไม่ว่าจะห้อมล้อมตนเองด้วยสตรีพร้อมพร่าง เพชรทองแพรวพราว หรือผืนแพรไหมพรรณาราย


    ไม่ว่าจะทำเช่นไร เขาก็ยังเป็นเดรัจฉานเช่นเก่า ที่ท้ายที่สุดแล้วก็เหมาะสมกับคุกใต้ดินอันมืดมิด...


    กับชายผู้ถูกเปิดโปงว่าชั่วช้าและโสมม





    ด้านบนมีความอบอุ่นคอยอยู่

    ดังนั้น เขาจึงจะอ้อยอิ่งอยู่ในความมืดนี้ไปอีกสักพัก



    _____________________________________________________________________________________________________



    Writing Playlist
    Overjoyed - Bastille
    The Fire - Amarante
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in