#พลอยดูqderen
#พลอยดู Forgotten (2017) : พลิกบ่อย ยิ่งกว่าหมูกระทะ
  • ถ้าหากคุณชอบหนังที่พลิกไปพลิกมา จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน มู้ดหม่นๆ บรรยากาศเหมือนมีผีร้ายผู้เจ้าเล่ห์หลอกลวงฝังอยู่ในวอลเปเปอร์ตลอดเวลา โทนสีอบอุ่นยังย้อมให้มืดหม่นได้ ...คุณน่าจะเหมาะกับหนังเรื่องนี้นะ

    เราเป็นคนนึงที่ชอบหนังทริลเลอร์โทนประมาณนี้ ลึกลับนิดๆ ลุ้นระทึกหน่อยๆ บรรยากาศไม่น่าไว้ใจภายในเรื่อง อะไรงี้ นับว่าเรื่องนี้ก็เป็นอาหารว่างวันหยุด 'ที่ดี' เรื่องนึงเลยแหละ 

    แต่ถามว่า คาดหวังได้ระดับไหน คงต้องให้ระดับนึง เพราะเรามองว่าหนังเรื่องนี้ไม่สามารถพยุงมาตรฐานไปได้ทั้งเรื่อง อาจจะด้วยเวลา หรืออะไรบางอย่าง ทำให้ครึ่งหลังบีบอัดจนมู้ดโทนเฉออกไปนิดนึง ทั้งนี้ไม่น่าเบื่อ ดูได้จนจบ ...

    เพราะมัน พลิก ตลอดเวลา ...เหมือนกับหมูกระทะยังไงล่ะ

    มาดูกันว่า Forgotten เกี่ยวกับอะไร ( ทั้งรีวิว และพูดถึงอย่างละเอียด ก็คือสปอยนั่นเองนะ )

    .

    - เมื่อจู่ๆ คุณตื่นมา แล้วพบว่าตัวคุณกำลังใช้ชีวิตประจำวันเหมือนคนปกติ แต่เมื่อคุณใช้ชีวิตนั้นไปเรื่อยๆ คุณกลับเริ่มพบว่า มันไม่ปกติซะแล้วล่ะ ... - 

    รีวิวนะ

    ภาพยนตร์เปิดมาด้วยฉากชีวิตประจำวันอันเรียบง่าย จินซ็อก (พระเอก) นั่งหลับอยู่เบาะหลังรถเก๋ง พร้อมด้วยแม่ พี่ชาย และพ่อที่อยู่หลังพวงมาลัยรถ ครอบครัวของเขากำลังเดินทางไปเริ่มต้นชีวิตอีกครั้งที่บ้านหลังใหม่

    แต่เหมือนบ้านหลังนั้นจะผูกพันอะไรกับเขาบางอย่าง ราวกับเคย ผ่าน มาที่นี่มาก่อน 

    หนังค่อยๆ สร้างความสงสัยให้กับผู้ชมทีละน้อย ผ่านสายตาพระเอก บ้านที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ห้องปิดตายที่ห้ามเข้าแต่มีเสียงแปลกๆ เล็ดลอดออกมาทุกวัน พี่ชายที่เปลี่ยนไปหลังจากหายตัวไป 19 วัน เขากลับมาแบบคนความจำหล่นหาย สายแปลกๆ ที่โทรเข้าหาแม่ตัวเอง ฯลฯ 

    ทั้งนี้หนังยังทิ้งปมประเด็นไว้อย่างหนึ่งคือ พฤติกรรมการกินยาระงับประสาทของพระเอก 

    ในฐานะผู้ชมในสายตาพระเอก ต่อให้สงสัยเหมือนมันก็จริง ว่า บ้านหลังนี้เคยเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ในห้องปิดตายห้องนั้นมีอะไรซ่อนไว้ เกิดอะไรขึ้นกับพี่ชายของเขาใน 19 วันที่เขาหายไป ... ฯลฯ ทั้งนี้ ผู้ชมก็ยังคงมีข้อสงสัยเพิ่ม ในมุมมองแบบพระเจ้า ทำให้มีบางมุมที่คาดเดาไปว่าพระเอกอาจจะมีอาการประสาทหลอนจากการขาดยาไปเองรึเปล่า? 

    อันนี้เป็นแค่ปม 'พื้นๆ' ที่หนังได้วางไว้ ...พอดูจริงๆ ปมมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหมือนโยนหินตามทาง ที่บอกว่าเรื่องย่อมันเล่ายาก เพราะมันเล่าได้แค่บางส่วน ไม่สามารถลงละเอียดกว่านั้นได้ เรื่องราวมัน 'พลิก' ตลอดทางจริงๆ

    ต้องชื่นชมการดำเนินเรื่องของหนังเรื่องนี้ก่อนว่า "ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก" ไม่ค่อยมีจังหวะเสียเวลา โดยเฉพาะครึ่งแรก ปูไว้เข้มข้น มันทุกหยด น่าค้นหาไปทุกสัดส่วน ทำให้หนังไม่น่าเบื่อ น่าติดตาม ทิ้งปมเป็นระยะเหมือนโยนหินตามทางเลยอะ 5555555 หยุดดูไม่ได้ ดูถึงจุดนั้น พลิก ดูถึงจุดถัดไป พลิกอีก พลิกถี่ยังกว่าปิ้งหมูกระทะอีกคุณ 

    แม้ครึ่งแรกจะเข้มข้นแค่ไหน แต่ครึ่งหลังก็มีจุด เฉื่อย อยู่บ้าง บางครั้งรู้สึกหลุด mood and tone ไปนิดหน่อย ...แต่นับว่าอภัยให้ได้ เพราะจุดเฉลยทั้งหมดของเรื่อง มันอยู่ในตอนจบ และปมมันก็ดึงดูดมากพอ ให้ดูได้จนจบ 



    จะสปอยละนะ

    ตัวจินซ็อกเอง เหมือนจะย้ายบ้านมาปกติ ได้อยู่ในบ้านหลังโต ชีวิตสุขสบาย มีพี่ชายที่แสนดี ที่เขาเคารพนับถือเป็นอย่างมาก ...แต่เขาก็ต้องเจอเรื่องราวชวนสงสัยอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ได้ยินเสียงประหลาดในห้องปิดตาย แล้วเรื่องราวก็เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อพี่ชายหายตัวไป 19 วัน แล้วกลับมาแบบคนจำอะไรไม่ได้ 

    เขาเริ่มตื่นกลางดึก เพราะได้ยินเสียงคนเดินออกจากบ้าน หันไปพบที่นอนว่างเปล่าของพี่ แต่พอเช้ามา พี่ชายกลับบอกว่าไม่ได้ออกไปไหน จินซ็อกนั่นแหละที่ฝันมั่วซั่ว จินซ็อกยืนยันสิ่งที่ตัวเองได้ยินโดยการนั่งแท็กซี่ตามพี่ชายไป จนถึงแหล่งกบดานของใครบางคน เขาเริ่มตาสว่างว่านั่นไม่ใช่พี่ชายคนเดิม พลิก 1

    จินซ็อกถูกจับได้ว่าตามพี่ไป จนได้พบเห็นอะไรที่ 'ไม่ควร' พบเห็นเอาซะเลย ...เขาเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้แม่ฟัง ว่าพี่ชายไม่ใช่พี่ชายคนเดิมอีกต่อไป พอเรื่องนี้ถึงหูคนแม่ปุ๊บ แทนที่จะแม่ช่วยเขาอย่างที่คาดหวัง แม่ของเขากลับทำตัวลับๆ ล่อๆ กว่าเดิม โดยบทสนทนาทางโทรศัพท์อันแปลกประหลาดในวันหนึ่ง ทำให้เขาตาสว่างไปอีกระดับ ว่านั่นไม่ใช่พี่ชายของเขาแต่แรก ...และนั่นก็ไม่ใช่ครอบครัวของเขาจริงๆ พลิก 2 

    ความน่าสงสัยของเรื่องราว ทวีคูณขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึง 'กลางเรื่อง' ฉากที่พระเอกวิ่งหนีไปจนถึงสถานีตำรวจ เขาเล่าเรื่องราวที่ถูกครอบครัวตัวเองกักขังไว้ตลอด 1 เดือน เล่าไปเรื่อยๆ ตามปกติจนกระทั่ง

    พบว่านี่ไม่ใช่ปี 1997 
    แต่เป็น 2017 

    พลิก 3

    พีคสุดแล้วตรงนี้ แหกตามากเว่อ ครอบครัวนี้ งานพร็อพต้องมานะ เนียนจนกุยังเชื่ออะ น่าชื่นชมมม  

    ( สำหรับเรา หนังทำได้ดีถึงประมาณนี้ ในแง่ของความละมุนละม่อมในการเล่า )

    จินซ็อกพบว่าตัวเองไม่ใช่เด็กหนุ่มอายุ 21 แต่เป็นชายวัย 41 มาตลอด ...ทุกอย่างที่เขาได้เห็น ได้สัมผัสจากครอบครัวกำมะลอนั่น ถูกเซ็ตให้เป็นปี 1997 เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือสื่อสารต่างๆ เป็นของเก่า รวมในบ้านที่ไม่ได้ดูโทรทัศน์เลย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรเกิดขึ้นนอกบ้านหลังนั้น ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ! O M G แล้วคนพวกนั้นล่ะ กักขังหลอกลวงเขาไปทำไมกัน ?

    เมื่อจินซ็อกล่วงรู้ความจริงทุกสิ่งอย่าง ก็ถึงเวลาแล้วที่ พ่อ แม่ และพี่ชาย จะต้องเฉลยเรื่องราวที่เกิดขึ้น 

    (คนที่รับบทบาทเป็น) พ่อ คือนักสะกดจิต ที่เข้ามาสะกดจิตให้จินซ็อกเชื่อว่าพวกเขาคือครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานาน (คนที่รับบทบาทเป็น) แม่ คืออดีตนักแสดงที่ช่วยให้ภาพครอบครัวสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และ (คนที่รับบทบาทเป็น) พี่ชาย คือคนที่ชักนำขบวนการหาตัว 'คนร้าย' ที่ฆ่าหญิงสาวและเด็กผู้บริสุทธิ์ในบ้านหลังนี้เมื่อ 20 ปีก่อน ! 

    เมื่อจินซ็อกไม่ยอมรับสารภาพว่าเป็นคนฆ่าแต่แรก เขาเอาแต่บอกว่า 'ไม่ได้ฆ่า' หรือไม่ก็ 'จำช่วงเวลานั้นไม่ได้เลย' พวกเขาเลยล้างสมองแล้วสะกดจิตซะ ! แล้วจัดฉาก 'บ้านหลังนั้น' ให้กลายเป็นที่เกิดเหตุอีกครั้ง โดยเฉพาะห้องปิดตายที่เกิดคดีฆาตกรรมขึ้น 20 ปีก่อน ให้เหมือนกับสภาพตอนนั้นเป๊ะๆ (เค้าเลยปิดตายเอาไว้) เพื่อให้ถึงเวลา ล่อลวงจินซ็อกเข้าไป เขาจะได้จำเหตุการณ์ตอนที่ก่อเหตุฆาตกรรมได้ แล้วสารภาพออกมา 

    ในครึ่งหลัง เหตุการณ์ทุกอย่างวนกลับมาในหัวจินซ็อก 20 ปีก่อน เขากำลังนั่งในรถ ที่พ่อเป็นคนขับ พี่ชายนั่งอยู่ข้างหน้า และแม่นั่งอยู่ข้างเขา รถคันนั้นประสบอุบัติเหตุ เสียชีวิตทั้งหมด ยกเว้นเขา กับพี่ชายที่บาดเจ็บอย่างหนัก จินซ็อกในสภาพวัยรุ่นที่จบการศึกษาแค่ระดับมัธยม เขาต้องดิ้นรนหางานทำเพื่อหาเงินรักษาพี่ชายให้เร็วที่สุด แต่ก็ไม่มีใครที่ไหนจ้างเขาทำงาน ด้วยวุฒิการศึกษาที่น้อย และสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย 

    จินซ็อกไปหางานในเว็บบอร์ด มีคนปริศนาจ้างให้เขาไป 'ฆ่า' หญิงคนหนึ่งในบ้านหลังหนึ่ง โดยมีเงื่อนไขว่าไว้ชีวิตเด็ก 2 คนในบ้าน แล้วเขาจะได้รับเงินก้อนโตตามที่ขอไว้ จินซ็อกตัดสินใจกำมีดแน่นมากไปที่บ้านหลังนั้น เขาทำไม่ลง ...แต่เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องเขากลับลนลานกลัวถูกจับได้แล้วพลั้งมือแทงคนตายไปสองคน สรุป คือมันนั่นแหละฆ่า พยูนไม่ได้ฆ่า ... พลิก 4

    โดยเด็กที่เหลือรอดมีแค่คนเดียว จินซ็อกบอกกับเด็กที่รอดชีวิตว่า ให้ไปนอนห่มผ้า นับหนึ่งถึงร้อย แล้วเขาจะพาพี่สาวกับแม่กลับคืนมา ก่อนจะหนีหายไปในคืนฝนพรำ 

    จินซ็อกพบความจริงจากรูปภาพบนฝาผนังบ้าน ว่าครอบครัวนี้มีอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในบ้าน คนที่ควรเป็น 'พ่อ' กลับกลายเป็นหมอที่รักษาพี่ชายของเขา ภายหลังหมอรับสารภาพว่าตั้งใจจะให้ฆ่าเมียตัวเองเพื่อเอาเงินประกัน แล้วก็ขู่ว่าจะฆ่าพี่จินซ็อกซะ ในข้อหาพลั้งมือฆ่าลูกสาวเขาไปด้วย  พลิก 5(จุดนี้ร้อง อิหยังวะ รัวๆ อีกรอบ) 

    โอเค หมูแม่งสุกพอดี พลิกไปแล้วห้าหกรอบในครึ่งหลัง ยังไม่นับปมครึ่งแรกที่ค่อยๆ ทิ้ง ค่อยๆ คลาย ค่อยๆ ให้ clue นะ เนี่ยยย

    ฉากจบของเรื่องนี้ จินซ็อกตัดสินใจฆ่าตัวตาย เพราะเขาไม่มีอะไรจะเสีย ส่วนลูกชายของคนที่ถูกฆ่าตายเมื่อ 20 ปีก่อน ก็ตัดสินใจฆ่าตัวตายเหมือนกัน เพราะภารกิจที่เขามีทั้งชีวิต สำเร็จแล้ว 

    (ภารกิจของ พี่ชาย หรือ ไอ้แว่น ก็คือ ค้นหาความจริง ว่าเป็นไปตามที่เขาสงสัยหรือไม่ เขาสงสัยมาตลอดว่า พ่อ เป็นคนสั่งฆ่า แม่ ด้วยตัวเอง เนื่องจากการทำกรมธรรม์อย่างผิดปกติล่วงหน้า 1 ปี ซึ่งท้ายที่สุดเขาพบว่ามันจริง และชีวิตของเขาก็ไม่เหลืออะไรให้ทำอีกต่อไป เราว่ามันน่าเศร้ามากนะ เด็กคนนึง โตมาแบบเด็กกำพร้า จมอยู่กับคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอพบกับคำตอบแล้ว มันก็เหมือนชีวิตนี้ไม่เหลืออะไรให้ค้นหาแล้วอ่ะ) 

    ในซีนสุดท้าย หลังจากที่ทั้งสองตายไป ภาพแฟลชแบ็คกลับมาอีกครั้งที่ 1997 โทนสีอุ่นๆ ขอบภาพฟุ้งๆ ที่ภาพยนตร์ใช้ย้อนความถึงความหลังอันแสนสุขของจินซ็อก ย้อนกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับเด็กน้อยคนนั้นในวันที่เขายังมีความสุข ก่อนที่ทุกคนจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปตลอดกาล ในห้วงเวลาเดียวกันนั้นเอง 

    (ตีความได้เล็กๆ น้อยๆ ว่าบางครั้งความตายก็อาจจะเป็นทางออกให้เราย้อนกลับไปยังจุดที่มีความสุขอยู่ตลอดไปก็ได้) 


    หมดสปอยแล้วจ้า

    โดยรวมแล้ว เราชอบครึ่งแรก แล้วก็พล็อตโดยรวม การคลายคอนฟลิกต์ที่เร็ว การทิ้งคอนฟลิกต์ตลอดทั้งเรื่อง พลิกไปพลิกมา ค่อนข้างเจ๋งไม่เบา สนุก ดูเพลิน ที่สำคัญคือเป็นหนังที่มีชั้นเชิงในด้านการใช้ภาษาภาพ และเสียง แทนเรื่องราว เสริมความน่าตื่นเต้น พร้อมจังหวะ Jump Scare ที่ดูดีมีชั้นเชิง มีเทคนิคภาพยนตร์เข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างเยอะ

    * ตัวอย่างฉากที่ประทับใจ * (มีสปอย) ฉากที่เฉลยว่าไส้ดินสอกดถูกกด ภาพยนตร์ใช้เทคนิคการ Shift Focus เพื่อให้เห็นไส้ดินสออย่างช้าๆ สลับกับสีหน้าพระเอก แล้วใช้ Sound Effect ช่วยขยี้อารมณ์

    ในช่วงครึ่งแรก ฉากส่วนมากจะเป็นบ้านของพระเอก ใช้สีโทนร้อนเป็นหลัก เพิ่มความน่าสงสัย น่าติดตาม แต่จากช่วงกลางไปถึงตอนท้ายจะสลับเป็นโทนเย็นในบางโลเคชัน ส่วนตัวเราแอบคิดว่ามันมีนัยยะถึงความสุขในใจพระเอก (โทนร้อน = สุข / โทนเย็น = ทุกข์) บ่งบอกว่าความจริงที่เขาค่อยๆ ล่วงรู้ มันยิ่งทำให้ทุกข์นั่นเอง

    ขัดใจอย่าง ขนาดมองในมุมพระเอก + หยอดมุกเล็กๆ น้อยๆ ให้เห็นใจ เรายังไม่เชียร์พระเอกเลย ไม่รู้ทำไม แต่ทุกคนเล่นได้ดีมาก โดยเฉพาะสองหนุ่ม แค่กๆ 

    * ชอบการแสดงคนพี่ชาย หน้าตาอบอุ่นแต่มีเล่ห์กลซ้อนอยู่ใต้แว่น มีมิติสุดๆ * 

    คะแนน : 

    เนื้อเรื่อง : 7/10
    วิธีการเล่าด้วยภาพ : 7.5/10 

    ภาพรวม : 7/10 ( ประทับใจนะ ) 

    ควรดูไหม : เราว่า ...มันเป็นหนังที่เหมาะกับความอยากดูในวันหยุดพักผ่อน ต้องการใช้สมอง ใช้พลังงาน (ไม่มากๆ กำลังดูได้สบายๆ ขณะที่กินข้าวไปด้วย) ใครอยากได้หนังมู้ดแอนด์โทนหม่นมืด หนังที่คาดเดาได้ยากระดับนึึง แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความบันเทิงไม่น้อย เรื่องนี้เป็นตัวเลือกที่ดี ควรดู

    สำหรับยอดนักเดายอดนักสืบ เราไม่แน่ใจว่าปมมันง่ายเกินไปไหม แต่ก็ลองดูได้นะ

    ปล.พระเอกหล่อมาก
    ปลล.พระรองก็หล่อมาก ไอ้บ้าเอ๊ย 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in