GO ALONE HONG KONGSor Winchester
001 : เพื่อนใหม่ที่เกท E4
  • 14 กันยายน 2562 เวลาประมาณตี 5 เศษๆ



                   ฉันนั่งงัวเงียอยู่หน้าเกทE4 ทุกแอปบนมือถือที่น่าจะให้ความบันเทิงได้ถูกใช้งานแทบจะทุกแอปแล้ว(ยกเว้น Netflix)น้องสาวขับรถกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพแล้ว พ่อแม่ก็ดูเหมือนจะตื่นนอนแล้วแต่คงวุ่นวายอยู่กับการจัดการบ้าน  เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ก็คงยังไม่ตื่นนอน  ฉันจึงไถทวิตเตอร์ด้วยความเบื่อหน่าย

                   ประตูที่กั้นระหว่างทางเดินและที่นั่งส่วนกลางกับที่นั่งผู้โดยสารรอขึ้นเครื่องยังคงปิดอยู่  ดูเหมือนเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินยังไม่มา  ฉันมองไปรอบตัวเห็นคนอีกประมาณสามสี่คนที่ดูเหมือนกำลังรอขึ้นเครื่องบินไฟลท์นี้เหมือนกันก่อนจะก้มหน้าดูโทรศัพท์มือถือต่อ

                   รู้งี้น่าจะหยิบหนังสือมาด้วย

                   ฉันคิดในใจเช่นนั้น  ทั้งที่หนังสืออ่านเล่นก็อยู่ในลิสต์สำหรับของที่ต้องเตรียมในทริปนี้ เพื่อนฉันคนหนึ่งก็เพิ่งเตือนว่าอย่าลืมหนังสืออ่านเล่น  แต่ดูเหมือนเล่มที่เตรียมไว้จะถูกวางเอาไว้อยู่ในรถ

                   นึกเสียดายไปก็เท่านั้น

                   ขณะที่กำลังรู้สึกเซ็งสุดขีดก็มีผู้หญิงเชื้อสายจีนเดินลากกระเป๋ามาหยุดตรงหน้าฉันพร้อมกับมองไปทางประตูทางลงไปยังเกทE4 และมองกลับมาที่ฉันแล้วพูดเป็นภาษาจีน  แน่นอนว่าฉันฟังไม่ออกเลยเลิกคิ้วพร้อมกับพูดกลับไปว่า“ซอรี่ ?” หญิงคนนั้นจึงเปลี่ยนภาษาแล้วพูดออกมา

                   “ฉันกำลังจะเดินทางด้วยไฟลท์นี่  ต้องรอที่นี่ใช่ไหม”

                   ฉันพยักหน้าตอบแล้วบอกว่าใช่  ผู้หญิงคนนั้นจึงส่งคำถามกลับมา

                   “ทำไมประตูถึงยังไม่เปิดเหรอ”

                   แน่นอนว่าอยากจะตอบกลับไปว่า‘กูไม่รู้ว้อยยย แต่ก็ทำไม่ได้เลยบอกว่า ต้องรอกราวน์สต๊าฟมาเปิดนะ  นั่งรอตรงนี้แหละ  ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้าเล็กน้อยแต่ยังดูกังวล  ฉันเลยพูดต่อไปว่า “ฉันก็เดินทางไฟลท์นี้เหมือนกัน”

                   ดูเธอจะวางใจขึ้นเล็กน้อยเลยหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ที่ห่างออกไปประมาณสองสามตัว  เรานั่งกันอยู่เงียบ ๆ สักพักหนึ่งก่อนที่เธอจะเริ่มบทสนทนา

                   “ฉันเพิ่งมาเมืองไทยเป็นครั้งแรกเลยไม่รู้ว่าต้องทำยังไง  ฉันมาด้วยบิซซิเนซทริปล่ะ  ตอนนี้กำลังจะกลับบ้าน  คุณกำลังจะไปฮ่องกงเหรอ”

                   ฉันละสายตาจากโทรศัพท์มือถือที่ไม่รู้จะดูอะไรแล้วก่อนจะตอบกลับไปว่าใช่  ผู้หญิงคนนั้นเลยพูดต่อว่า “สถานการณ์ตอนนี้ไม่ค่อยดีเลยเนอะ  ฉันกำลังจะกลับบ้านที่ซีอาน (ซึ่งมารู้เอาทีหลังเพราะตอนแรกได้ยินไม่ถนัด)  แต่ไปทรานซิทที่ฮ่องกงก่อนเพราะอยากช้อปปิ้ง  ฉันทำงานเกี่ยวกับสื่อโฆษณาน่ะ  เกี่ยวกับพวกที่ลงจอ LED พวกนี้  คุณเป็นนักเรียนเหรอ”

                   พอได้ยินคำถามแบบนั้นฉันจึงชะงักไปแป๊บนึง  ไม่เคยโดนทักว่าเป็นนักเรียนมาก่อนแฮะ  ฉันเลยส่ายหน้าแล้วบอกว่า “ฉันกำลังจะไปเที่ยวน่ะ  ไม่ใช่นักเรียนหรอก  ฉัน... เอ่อ...” ลังเลอยู่ประมาณนึงว่าจะตอบยังไงดี  ก่อนจะตัดสินใจว่า “ฉันเป็นลอว์เยอร์น่ะ  และกำลังจะไปพักร้อน”

                   ผู้หญิงคนนั้นนิ่งไปสักพักนึงก่อนจะแสดงอาการตกใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด

                   “ลอว์เยอร์เหรอ?”

                   ฉันหัวเราะแล้วตอบกลับไป

                   “ดูไม่เหมือนเลยใช่ไหม”

                   แน่นอนว่าในสภาพนั้นใครจะไปคิด ผู้หญิงผมสั้นทรงนักเรียนที่ใส่เสื้อยืดลายป๊อกกี้ทับด้วยแจ๊คเก็ตสีฟ้าอ่อน ท่อนล่างเป็นกางเกงผ้าที่ดูคล้ายกางเกงนอนขาสามส่วน  รองเท้าไนกี้แอร์แมกซ์สีดำพื้นเขียวมินท์ตัดกับเชือกสีดำชมพู

                   และแน่นอนว่าหน้าสดเพราะตื่นตีสามแล้วออกมาจากบ้านเลย

                   ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้าแล้วหัวเราะแล้วถามต่อ

                   “คุณเดินทางคนเดียวเลยเหรอ”

                   ฉันพยักหน้าแล้วบอกว่า“ใช่  ไปดูคอนเสิร์ตน่ะ”

                   “คอนเสิร์ตอะไรเหรอ”

                   “เอ่อ...  เป็นวงดนตรีญี่ปุ่น”

                   “คุณต้องระวังตัวด้วยนะ  สถานการณ์ตอนนี้ไม่ค่อยดีเลย”

                   ฉันไม่รู้จะตอบอะไรและคิดว่าไม่ควรออกความเห็นทางการเมืองเลยตอบไปแค่ขอบคุณก่อนจะหันไปเห็นกระเป๋าเดินทางของเขาที่เต็มไปด้วยสติ๊กเกอร์วันพีซแล้วเปลี่ยนหัวข้อ

                   “คุณชอบวันพีซเหรอ”

                   เธอหันไปมองตามสายตาฉันแล้วหัวเราะเบาๆ

                   “สามีชอบน่ะ  กระเป๋าใบนี้ไม่ใช่ของฉันหรอก”

                   เราคุยกันไปสักพักหนึ่งสต๊าฟก็เดินมาเปิดประตูทางลงเกทE4  พวกเราเลยลุกขึ้นแล้วขนสัมภาระลงไปข้างล่าง ส่วนตัวฉันรีบตรงไปห้องน้ำเลยก่อนเพราะทนมาสักพัก  พอจัดการเรียบร้อยเลยมานั่งรอใกล้ ๆ ประตู  ผู้หญิงคนนั้นดูเหมือนจะเดินไปผิดทางก่อนจะเดินกลับมาทางที่ฉันนั่งด้วยสีหน้างุนงงแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ใกล้ๆ กัน

                   “ฉันเดินไปผิดทางน่ะ”

                   “สต๊าฟไม่ได้บอกคุณเหรอว่าต้องเดินมาทางนี้”

                   เธอส่ายหน้า  ฉันจึงยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะถามคำถามแบบเจ้าบ้าน

    “แล้วมาเมืองไทยครั้งนี้รู้สึกยังไงบ้าง”

    สีหน้าคนถูกถามเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจ“อย่างที่บอกไปว่าครั้งนี้ฉันมาทำงาน และมันก็ไม่เป็นไปตามที่คิดเท่าไหร่ เพราะการดีลครั้งนี้ไม่สำเร็จเพราะบริษัทxxxที่ครองตลาด LED อยู่”ถ้อยคำที่แสดงออกถึงความผิดหวังและปัญหาเกี่ยวกับงานถูกพ่นออกมาไม่หยุด  ฉันจึงได้แต่ยิ้มแห้ง ๆแล้วพยักหน้าตามด้วยความเห็นใจ  เพราะบริษัทที่ผู้หญิงคนนั้นพูดออกมาก็เป็นเจ้าของจอLED มากมายรวมถึงที่ตั้งอยู่ห่างจากพวกเราไปไม่ถึงสองเมตร

    “หวังว่าคราวหน้าคุณจะกลับมาเมืองไทยแบบได้เที่ยวจริงๆ สักทีเนอะ”

    “แน่นอน  เพื่อนฉันเคยไปที่นี่มา(เธอเปิดรูปบนมือถือให้ดู)”

    “อ๋อ...เกาะสมุย  ฉันเคยไปตอนเด็ก ๆ  สวยดีนะ”

    “ฉันมีลูกสองคน  หวังว่าพอพวกเขาโตพอฉันจะพาพวกเขามาเที่ยวบ้าง”

    “ลูกคุณอายุเท่าไหร่เหรอ”

    “คนโตเป็นพี่สาวอายุประมาณขวบกว่า  คนเล็กเพิ่งจะสิบเดือนเอง”

    “โห...  งี้คุณต้องคิดถึงลูกคุณมากแน่ ๆ”

    “ใช่ๆ  ฉันซื้อขนมไปฝากพวกเขาเต็มไปเลย  แต่ว่าฉันต้องแวะช้อปปิ้งที่ฮ่องกงก่อนจะกลับบ้านนะ”

    ฉันหัวเราะก๊าก  ผู้หญิงคนนั้นจึงถามต่อว่า “ไปเที่ยวคนเดียวรู้สึกยังไงเหรอ  บอกตรง ๆนะฉันยังคิดว่าคุณเป็นนักเรียนอยู่เลยเนี่ย”

    “ทำไมล่ะ”

    “คุณยังดูเด็กน่ะ  แล้วนี่คุณพูดภาษาจีนได้ไหม”

    “ไม่ได้เลยสักนิด”ฉันหัวเราะก่อนจะพูดต่อ “แต่ฉันเคยไปไทเปคนเดียวมาก่อนนะ  พูดภาษาจีนไม่ได้หรอก  ก็ใช้ภาษาอังกฤษบ้าง  ภาษามือบ้าง ก็รอดมาได้ เพราะเที่ยวคนเดียวก็สนุกดี”

    “โอ้  ฉันคิดว่าลอว์เยอร์จะยุ่งมากจนไม่มีเวลาเที่ยวซะอีก”

    ฉันหัวเราะแทนคำตอบก่อนจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องหนัง  ฉันบอกว่าเพื่อนฉันน่ะชอบหนังฮ่องกงมาก  แต่ฉันเองก็ไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่  เธอเลยบอกฉันว่าเคยดูหนังไทยนะ  ชอบมาก ๆ เลย เรื่อง First Love ตอนนั้นเดาว่าเป็นเรื่อง “สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก”จนกระทั่งเธอเปิดรูปให้ฉันดูก็ใช่จริง ๆ

    “พระเอกหล่อมากเลย  ฉันชอบเรื่องนี้มาก ๆ  มันทัชมาก ฉันว่าคนส่วนมากดูแล้วต้องอิน โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง”

    “ใช่  ใคร ๆ ก็ต้องเคยเจอประสบการณ์แบบนี้เนอะ”

    “เพราะฉะนั้นฉันเลยชอบเรื่องนี้มากเลย”

    ฉันพยักหน้าตามแม้จะไม่ชอบตอนจบของเรื่องเท่าไหร่  แต่ก็คิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีนะ 

    “เออ  ลืมบอกไป ฉันชื่อรูบี้นะ  คุณชื่ออะไรเหรอ”

    คุยกับมาตั้งนานแต่เพิ่งคิดได้ว่ายังไม่ได้ถามชื่อ  เธอขอไลน์ฉันแต่ฉันบอกว่าใช้วีแชทก็ได้นะ เพราะเพื่อนฉันเรียนอยู่ที่จีนฉันก็ใช้วีแชทเหมือนกัน

    เราตกลงแลกไอดีกัน และเธอพูดกับฉันมาประโยคนึงที่ทำให้รู้สึกขอบคุณมาก ๆ

    “ถ้าอยู่ที่นู่นแล้วเจอปัญหาตรงไหนหรือไม่เข้าใจภาษาจีนแชทมาหาฉันได้ตลอดเลยนะ”

    เธอคงเป็นห่วงฉันจริงๆ ฉันเลยบอกขอบคุณไปอีกครั้ง และตอนนั้นพนักงานก็เรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องพอดีเราจึงแยกย้ายกันไปนั่งที่ของตัวเอง

    ที่นั่งของฉันอยู่ริมหน้าต่าง  ไฟลท์ 6โมงเช้านั้นคนน้อยกว่าที่คิดเอาไว้มาก ไม่รู้ว่าไฟลท์เช้าที่ไปฮ่องกงคนน้อยอย่างนี้เป็นประจำอยู่แล้ว หรือเป็นเพราะสถานการณ์ที่ไม่ปกติทำให้ดูเงียบเหงาอย่างนี้

    ไม่รู้จะเจออะไรรออยู่ข้างหน้าบ้างเนอะ

    ฉันคาดเข็มขัดก่อนจะหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า  เพราะคืนที่ผ่านมานอนไปแค่สองชั่วโมง

    หวังว่าสามชั่วโมงที่ฉันอยู่บนฟ้าคงได้หลับเอาแรงบ้าง



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in