มาสอบ TOEFL Junior กันเถอะ ! - Mie DyashatheonlyMieDyasha
สอบ TOEFL Junior ดีกว่า - Mie Dyasha
  • บงชูร์ค่าาาาา บล็อกนี้จะมาพูดถึงการสอบ TOEFL Junior นะคะ เหมือนว่าการสอบอันนี้จะไม่ค่อย popular ในประเทศไทยนะคะ ไม่รู้ด้วยสาเหตุใด ที่สอบไกลหรอคะ 5555 (แต่ไกลจริง รามคำแหงเกือบจะ 180) จะเกริ่นก่อนละกันเนอะ 
       การสอบ TOEFL Junior จะเริ่มที่อายุ 10-17 ปีนะคะ ตอนนี้เราก็ 16 แล้ว~ ม.4 ค่าาา ปีหน้าปีสุดท้ายที่จะได้สอบอันนี้แล้วค่ะ การสอบมี 3 พาร์ท คือ 1. การฟัง (listening) 2. ไวยกรณ์ (Language Form and Meaning) และสุดท้ายคือ 3. Reading ค่ะ
      เรารู้จักการสอบนี้ตอนปี 2558 ค่ะ เรามีเพื่อนสนิท(มาก คบกันมาจะ 7-8 ปีแล้ว เล่าทำไม ใครถาม 55555) เขาเรียนโรงเรียนเดียวกับเราตอนแรก แล้วเขาย้ายไปเรียนโรงเรียนแบบ English Programme คือตัวเพื่อนสนใจอยากเรียนต่อ High School ในอเมริกาอะค่ะ เขาขอกว่าโรงเรียนในเมกาจะรับประมาณ 745 คะแนนขึ้นไปค่ะ อาจมากกว่านั้นในบางโรงเรียน เขาเลยมาถามเราว่า "จะไปสอบวัดระดับภาษาอังกฤษกับเขาไหม?" เลยไปสอบด้วยกันอะค่ะ ตอนนั้นสอบตอนม.2 ครั้งนั้นไม่ได้เตรียมตัว กะไปวัดความรู้เอาเพียวๆเลยค่ะ ผลออกมาแบบ คะแนนช็อคมาก ได้ 660 คะแนนเต็ม 900 ค่ะ (ทุเรศระดับ 10) ส่วนเพื่อนเราได้ 835 ค่ะ (นางเก่งจริงค่ะ นับถือมากค่ะซิส คะแนนสูงจริงๆ)
     บล็อกนี้อาจะมีคำหยาบคายบ้าง 
    ผลสอบรอบนั้น คะแนนโคตรบัดซบของบัดซ
       ส่วนใบประกาศผลสอบที่มีหน้าตาแบบนี้ เลิกใช้แล้วนะคะ (เพิ่งเลิกใช้ตอนประมาณต้นปี 2017 นี้เองค่ะ) เพราะเปลี่ยนรูปแบบใหม่เป็นอีกแบบนึงค่ะ (อยู่ข้างล่าง)  ซึ่งแบบใหม่ เรามองว่ามันละเอียดกว่า ให้คำบรรยายว่าได้ระดับนี้เข้าใจอะไรบ้างเยอะกว่าด้วยค่ะ แถมใบยังดูสวยกว่าด้วย แต่เอาจริงๆคะแนนรอบนี้เราก็ไม่ค่อยเสียใจอะไรมากเพราะว่าเรากะไปลองเล่นๆด้วยอะค่ะ ไม่ได้จริงจังอะไรมากมาย มันก็โอเคสำหรับเราตอนนั้น

    How to เตรียมตัว?
      จะเอาคำตอบแบบไหนดีเอ่ย เอาเป็นว่า.. เราไม่ได้เตรียมตัวค่ะ 5555 เรากะวัดความรู้ดิบเอาเลยงี้ แต่ด้วยความที่เราเรียนสายศิลป์อังกฤษ-ฝรั่งเศส (เกือบครบ 1 เทอม) เราเลยเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนเยอะอยู่แล้ว ประมาณ 6-7 คาบต่อสัปดาห์ หนังสือที่เราเรียน (วิชาอังกฤษอ่าน-เขียน) คือ READ UP 1  (เล่มสีแดงเลือดหมู มี Lexile อยู่ที่ 1070-1320 L ค่ะ) กับ AIM HIGH Student’s Book 4 (เล่มส้มๆ CEFR กึ่งๆ B2 และ C1 ค่ะ) ของ Oxford ค่ะ ทั้ง 2 เล่มเป็นกระดาษแบบมัน สีทั้งเล่ม ภาพคมกริบเอาไปหั่นผักได้จ้า อ้าวว ผิด แต่ข้อเสียคือถ้าใช้ปากกาแล้วมือปาดไปนี่เละทั้งหน้า จ้า ใช้ดินสอเขียนดีกว่าเนอะ ส่วนเรื่องราคา เราไม่รู้ค่ะ เพราะทางโรงเรียนสั่งมาให้เรียน เรามีหน้าที่จ่ายตังค์รวมกับหนังสือเล่มอื่นค่าาาาา

     หนังสือ 2 เล่มนี้ทำให้เราเปลี่ยนความคิดว่า Reading มันไม่น่าอ่าน ลงไปอะค่ะ เพราะเราก็เพิ่งรู้ตัวเองว่าเราชอบคิดไปเองว่าอ่านภาษาอังกฤษมันยาก เห็นตัวหนังสือเยอะแล้วไม่อยากอ่าน เพราะทั้ง 2 เล่มนี้ทำให้เรารู้สึกว่าภาษาอังกฤษน่าอ่านนะ!!! จริงๆมันไม่ยากค่ะ ขอแค่ตั้งใจ แล้วก็พยายามอ่าน เราแปลได้ไม่หมดหรอกค่ะ แต่ว่าเน้นการจับ Main Idea เอา ทำแบบฝึกหัด summary ด้วยค่ะ 

        Listening อันนี้เราก็ไม่ค่อยทราบ ออกตัวก่อนนะคะ ว่าเราเป็นเพื่อนกับเด็กนักเรียนแลกเปลี่ยนจากอัลเบอร์ต้า (แคนาดา) มาเกือบปี เขาจะคอยพูด คอยบอกเราค่ะว่า ภาษาเราพัฒนาขึ้นเยอะ เขาเคยพูดด้วยนะว่า "ตอนแรกภาษาคุณไม่โอเคมากๆ 5555555" เราก็รับได้นะ เพราะมันเป็นความจริง เราไม่ใช่ประเภทว่ารับความจริงไม่ได้ด้วย ส่วนตัวเรามองว่าการมีเพื่อนต่างชาติก็ดีค่ะ ได้ฝึกภาษาด้วย หลายๆคนที่หาเพื่อนต่างชาติจาก social media ต่างๆ ก็ระวังกันหน่อยนะคะ 😀😀 แต่ถ้ามีเพื่อนแลกเปลี่ยนก็คอยดูแลเขา พยายามคุยกับเขาหน่อยค่ะ นี่เราแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและภาษาที่แท้ทรูค่ะ ได้มิตรภาพดีๆ ได้แลกเปลี่ยนความเห็นจากต่างวัฒนธรรมกัน แถมได้ฝึกภาษาด้วยนะคะ อ้อ ลืมบอก เราชอบดูหนังกับซีรียส์ภาษาอังกฤษค่ะ ถ้าตอนแรกฟังไม่ทัน ให้เปิดซับ ENG ไว้ก่อน แต่ถ้าเข้าใจแล้วก็ปิดทิ้งละดูอีกรอบ ย้ำว่าซับ ENG เท่านั้น ฟังเพลงสากลบ้าง ฟังเยอะๆก็ดีนะคะ ทำให้พอจับ Main Idea ได้บ้าง แต่!!! อันนี้ไม่ใช่การแก้ปัญหาจากต้นเหตุนะคะ อันนี้เป็นการแก้ปัญหาจากปลายเหตุค่ะ  (ที่เน้นตรงนี้เพราะเราไม่อยากให้คนเข้าใจผิดนะคะว่าฟังเพลงละภาษาพัฒนาขึ้น จริงๆไม่ใช่ค่ะ เราย้ำแล้วน้าว่าเป็นการแก้ปัญหาจากปลายเหตุ)                                      

       Language Form and Meaning พาร์ทนี้เราคิดว่าทุกคนน่าจะมีเซ้นส์ในการจับว่าแบบอันนี้น่าจะผิด น่าจะถูก ใช้อันนี้แล้วแปลกๆ ทุกคนจะใช้เซ้นส์การเดาได้บ้าง แต่อย่าเดาเยอะนะคะ ส่วนนี้จะเกิดจากการที่เราเรียนรู้ภาษา ที่มันคุ้นหูคุ้นตาจากการอ่าน,ฟัง,พูดหรือเขียนค่ะ พาร์ทนี้แนะนำให้ลองอ่านพวกเนื้อหาต่างๆ ชีวประวัติบุคคล,นักกีฬา แนวๆนี้พอจะสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้บ้าง แต่หลักๆต้องฝึกการแปลความหมายก่อน เพื่อจะได้เข้าใจว่าควรใช้อะไรไรที่สื่อออกมาเป็นความหมายเดียวกัน

    หน้าตาของ Read Up เล่ม 1
     ด้านหลังของหนังสือ
    Aim High ค่ะ

    ความรู้สึกในห้องสอบ
       ตอนเราเข้าไปสอบเนี่ย เราไปกับเพื่อนอีกคนนึงค่ะ ไปสอบแถวรามคำแหงโน่นเลย จะใช้เวลา 110 นาที (เกือบ 2 ชั่วโมง) มี 126 ข้อ 42 ข้อต่อพาร์ทค่ะ บนโต๊ะสอบจะมีดินสอ 2B ให้ 2 แท่ง, ยางลบสำหรับลบให้สะอาด 1 ก้อน และกระดาษ A4 เปล่าๆแผ่นนึง ตอนสอบก็มีหน้าแรกที่จะให้เขียนชื่อเป็นภาษาแรกของตัวเอง, วัดสอบ, code ข้อสอบ, เลขบัตรประชาชน, จะมีการถามเกี่ยวกับว่า : เคยสอบ TOEFL Junior ไหม, เรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนกี่ครั้งต่อสัปดาห์, เรียนภาษาอังกฤษแบบพิเศษ (เรียนนอกเวลา) กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อะไรแบบนี้อะค่ะ จะมี 3 พาร์ท ตามที่บอกไปเนอะ 
    ทักษะการฟัง (Listening Comprehension) มีเวลา 40 นาที : การฟังและความเข้าใจภาษา โดยการฟังจากซีดี ต้องตอบคำถามตามเรื่องราวหลากหลาย, คำถาม, บทสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ ฟังว่าเขาคุยอะไรกันบ้าง เขาตื่นเต้นอะไรกัน จะมียากง่ายปะปนกันไป เราสามารถเอากระดาษ A4 มาจดใจความสำคัญตอนสอบพาร์ทนี้ได้ค่ะ เราก็เขียน จะเขียนภาษาไทยก็ได้ค่ะ ถ้าสามารถแปลได้ แต่ถ้าใครสติหลุดง่ายก็แนะนำให้ฟังให้เข้าใจแล้วค่อยตอบคำถาม พาร์ทนี้เราทำข้อสุดท้ายเกือบไม่ทัน เลยเกินเวลาไปพาร์ทไวยกรณ์นิดหน่อย
    ทักษะทางไวยากรณ์และความหมาย (Language Form and Meaning) ให้เวลาแค่ 25 นาที : ไวยากรณ์และความหมายของคำศัพท์ ก็จะมีเรื่องมาให้อ่าน ละก็จะแบบ ตรงนี้เติมอะไรดี ใส่คำไหนเหมาะที่สุด เข้ากับบทความได้ จะมีคล้ายๆชีวประวัตินักกีฬา, เรื่องอื่นๆที่เราจำไม่ได้แล้ว ขอโทษจริงจังงับ อันนี้ แต่เรื่
    องนี้มันต้องแข่งกับเวลาแบบจริงจัง เพราะเฉลี่ยแล้ว เรามีเวลาต่อข้อแค่ประมาณ 30 วิค่ะ 
    ทักษะการอ่าน (Reading Comprehension) ให้เวลา 50 นาที : ความสามารถทางการอ่านของนักเรียน และ ความเข้าใจของบทความ จะมีเรื่องต่างๆมาให้อ่าน อันนี้เราแนะนำให้อ่านคำถามก่อน แล้วมา skimming กับ scanning หาคำตอบเอาอีกรอบ ละเราก็จะขีดตรงที่คำถามเอาไว้ จะมีถามคำศัพท์บ้าง เช่น adolescence มีความหมายว่าอะไร มี choice เราก็เลือกคำว่า youth แบบนี้อะค่ะเพื่อจะได้หาคำตอบที่มันเข้ากับพาร์ทนั้นมากที่สุดอะค่ะ 2 อย่างนี้จะช่วยรักษาเวลาให้มันทันได้มากที่สุดแล้วค่ะ ด้วยเวลาที่มีแบบจำกัดจริงๆ
      พอออกมาจากห้องสอบ เรารู้สึกว่าก้ำกึ่งค่ะ จะบอกว่าทำไม่ได้ก็ไม่ใช่ จะบอกว่าทำได้ก็ไม่ใช่ มันยัง งงๆ ยังสับสนอยู่ บอกไม่ถูก ฟีลประมาณนี้เลย พูดได้ไม่เต็มปากว่าจะผ่านหรือตก ผลสอบจะออกหลัง 5 วันทำการค่ะ ถ้ารอลุ้นตอนผลสอบส่งถึงบ้าน + ประมาณ 3 วันนะคะ (เราสอบวันอาทิตย์ รู้ผลวันศุกร์ แต่ถ้ารอลุ้นหน้าซอง(ไปรษณีย์) เอาก็วันพุธค่ะ พี่เขาส่งไลน์บอกคะแนน เราจะส่งใบคะแนนโดย EMS ให้อีกทีค่ะ) ลืมบอกว่าค่าสอบ 1,500 บาท ค่าส่ง EMS อีก 60 บาทค่ะ ตอนเรารอเขาประกาศนี่วันจันทร์กับวันอังคารนี่ตื่นเต้นมาก อยากให้ถึงวันศุกร์เร็วๆ เราอยากรู้ผลสอบบบบบบ แต่พอวันศุกร์ปุ๊ป เราไม่อยากรู้ผลสอบแล้วค่ะทุกคลลลลลล แต่เลิกเรียนมา เปิดโทรศัพท์ พี่เขาก็ส่งไลน์มาบอกเราว่า Total 790 Listening 275 Language form 255 Reading 260 ค่ะ ได้เห็นละแบบดีใจกระโดดเลยจ้า ไม่ได้มีความคิดว่าจะได้คะแนนดีขนาดนี้มาก่อน ผลสรุปคือ เราได้คะแนน CEFR เป็น B1 อย่างเป็นทางการแล้วค่ะ เย้ๆ ไม่ต้องกึ่ง A2 กึ่ง B1 ล้าว
    ผลสอบของเราเองค่ะ ที่พี่เขาส่งให้เรา
    ด้านหลังที่อธิบายเรื่องคะแนน

    - ผลรวมทั้งหมด (Overall Score Levels) จะมี 5 ระดับค่ะ เราได้ระดับ 4 หรือ Accomplished บรรลุเลยปะล่ะ (คำอธิบาย : Often demonstrates comprehension of complex written and spoken materials, drawing on knowledge of complex language structures and vocabulary. ) Total Scale Score คือ 785–840 คะแนนค่ะ อ้อ ลืมบอกอีกอย่าง TOEFL Junior ระดับสูงสุดจะอยู่แค่ CEFR B2 ค่ะ และอีกอย่างคือ จะไม่มีกึ่ง B1 กึ่ง B2 นะคะ ถ้าไม่ B1 ไปเลยก็จะ B2 ไปเลยค่ะ
    Listening Comprehension : ได้ 275 คะแนน มาแบบคาดไม่ถึงมากๆ ได้ระดับ B1 ค่ะ ควรดีใจไหมอะ ตกใจคะแนนพาร์ทนี้มากสุด เพราะตอนแรกปลงมาก ทำไปเหงื่อออกมือไป ตื่นเต้นข้อสอบกลัว ฟังไม่ทันอีก เอาตามตรงพาร์ทนี้เราไม่มีความคิดที่จะได้ 275 ตอนนั้นคิดว่าแบบ ผ่าน 200 ก็ดีใจละโว้ยยยยยยยยยยย นี่แบบผลออกมาทำกันใจหายใจคว่ำ ดีใจเกือบช็อคตายจ้า
    (คำอธิบาย :  
    Test takers who score between 250 and 285 typically have the following strengths :
    - They can understand main ideas that are explicitly stated in academic and non-academic extended spoken texts where the language is simple and the context is clear.
    - They can identify important details in academic and non-academic extended spoken texts where the language is simple and the context is clear.
    - They can make inferences in short spoken texts where the language is simple and the context is clear.
    - They can understand some common idioms used in moderately complex speech.
    - They can understand how information is being used by a speaker (e.g., to make a comparison or to provide evidence to support an argument) when the context is familiar.)
    Reading Comprehension : ได้ 260 คะแนน ซึ่งตอนแรกคิดว่าพาร์ทนี้จะคะแนนดีสุด แต่เปล่าค่ะ B1 เหมือนกันค่ะ พาร์ทนี้ผลสอบจะออก Lexile Mesure มาด้วย เพื่อช่วยหาหนังสือที่เหมาะกับการอ่านของเราค่ะ ตัวเราเองได้ 850 L ค่ะ อ่านเพื่อพัฒนาตนปะจ๊ะ อ้าว ผิด (คำอธิบาย : Test takers who score between 245 and 275 typically have the following strengths:
    - They can understand main ideas that are explicitly stated in non-academic and academic texts.
    - They can usually identify important details in non-academic and academic texts, even when the context is not always clear and the vocabulary may be unfamiliar.
    - They can sometimes make inferences accurately, including inferences needed to understand why an author includes certain information (e.g., to make a comparison or to provide evidence to support an argument) in non-academic and academic texts.
    - They can usually identify events and plotlines in a fictional narrative.
    - They can usually determine the meaning of unfamiliar vocabulary words from context in simply constructed texts.
    - Language Form and Meaning : ได้ 255 คะแนน ระดับ B1 เช่นกันค่ะ เราจะบอกว่าพาร์ทนี้ไม่มีอะไรพิเศษเลยค่ะ ไม่มีแบบ Reading ด้วย ออกมาแบบธรรมดาเลย (คำอธิบาย : 
    Test takers who score between 250 and 275 typically have the following strengths:
    - They usually recognize the accurate meaning and use of basic grammatical structures (e.g., comparative adjectives) in non-academic and academic texts but do not consistently recognize the accurate meaning and use of more advanced structures.
    - They demonstrate knowledge of vocabulary typically used in everyday, non-academic texts.
    - They usually recognize how sentences combine to create cohesive, meaningful paragraphs in non-academic texts, but sometimes have difficulty doing so with academic texts.)

    วิธีการสอบให้สบายใจ 
    1. อย่าให้มีเรื่องรบกวนจิตใจ อะไรทั้งนั้น ต้องมีสมาธิ โฟกัสบนข้อสอบ ฝนจะตก แดดจะออกก็ปล่อยมันไป ตอนที่เราสอบ Listening ฝนตกฟ้าผ่าช่วงครึ่งหลังพอดี โคตรรบกวนสมาธิ
    2. สวดภาวนาขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่!! ต้องพยายามทำด้วยตัวเองก่อน!!!
    3. ถ้าทำไม่ได้ก็เทมันทิ้ง ไม่ก็ดิ่งเลยจ้า แต่แนะนำให้ลองทำก่อน อย่างน้อยก็ยังพยายามเนอะ

      เอาเป็นว่าพอผลออกมา เราก็ดีใจมากค่ะ ส่งไปอวดเพื่อนสนิทใหญ่เลย 555555 เพื่อนตกใจคะแนนมากค่ะ เพื่อนบอกว่า ไม่คิดว่าเรา "จะทำคะแนนได้เยอะแบบนี้" เอ๊ะ นี่มันหลอกด่ากันปะจ๊ะ พอเราโพสต์ลงเฟสบุ๊คของเรา เพื่อนสนิทที่เราเล่าให้ฟังเลยมาเม้นว่า 

    คือบับว่า เขิลมากเลยค่ะ อิอิ นางเป็นคนดีจริง คิดไม่ผิดที่ยังคบนาง นางชอบให้กำลังใจย์เพื่อน

    ถ้าใครมีคำถามเรื่องการสอบหรือจะถามว่าสอบที่ไหน กรอกใบสมัครยังไง ส่งอีเมลล์มาถามเราได้นะจ๊ะ ที่ [email protected] ได้เลย ถามเราสิ เราอยากตอบคำถาม แต่.. มีข้อแม้คือห้ามถามเรื่องส่วนตัวของเราทั้งหมด เพราะเราไม่ตอบ บรั่ย 
     ขอบคุณที่อ่านนะคะ
    เจ้ามี่
    15 กันยายน 2560 
    ปล. ห้ามเล่นมุกวันนี้ยุงไม่กัด เพราะ ก.ย.15

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in