เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
รีวิวเว้ย (3)Chaitawat Marc Seephongsai
รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 47 ฉบับที่ 1 By ธเนศ วงศ์ยานนาวา บก.

  • รีวิวเว้ย (2221) “รัฐศาสตร์สาร” (Ratthasatsarn) เป็นวารสารวิชาการฉบับแรกของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีความเป็นมายาวนานและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการสังคมศาสตร์ไทย วารสารฉบับนี้ก่อตั้งขึ้นปี พ.ศ. 2521 เพื่อเผยแพร่ข้อมูลความรู้และทัศนะที่เป็นประโยชน์ ตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา “รัฐศาสตร์สาร” ได้นำเสนอผลงานวิจัยและงานเขียนอันทรงคุณภาพจำนวนนับไม่ถ้วนจากผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาวิชา ทั้งรัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา สังคมวิทยา มานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และจิตวิทยา บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ใน “รัฐศาสตร์สาร” มักถูกเอาไปใช้เป็นเอกสารประกอบการสอนตามมหาวิทยาลัย ตลอดจนเป็นงานอ้างอิงสำหรับการวิจัย ทางกองบรรณาธิการมีความมุ่งมั่นที่จะรักษามาตรฐานการตีพิมพ์ รวมทั้งคอยคัดเลือกผลงานที่ทันสมัยมานำเสนอผู้อ่าน
    หนังสือ : รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 47 ฉบับที่ 1
    โดย : ธเนศ วงศ์ยานนาวา บก.
    จำนวน : 340 หน้า
    .
    กลไกเชิงสถาบันในการรับมือกับข่าวลวงทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ตั้งมั่น: กรณีศึกษา เอสโตเนีย ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน และ สหราชอาณาจักร โดบ วศิน ปั้นทอง
    .
    บทคัดย่อ ประเทศที่ประชาธิปไตยลงหลักตั้งมั่นในโลกตะวันตกเผชิญกับปัญหาข่าวลวงทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลของประเทศเหล่านี้ได้มีการสร้างกลไกเชิงสถาบันในการรับมือ ข้อถกเถียงทางวิชาการที่ผ่านมามักจะให้น้ำหนักกับประสิทธิภาพของกลไกดังกล่าว อย่างไรก็ตามการวิจัยในครั้งนี้มุ่งสร้างข้อถกเถียงในเรื่องการทำงานของปัจจัยเชิงคุณค่าและปทัสถานที่ส่งผลต่อการออกแบบกลไกเชิงสถาบันในการรับมือกับข่าวลวงทางการเมือง ซึ่งเป็นมุมมองที่มักจะถูกละเลย การศึกษาครั้งนี้ใช้การเปรียบเทียบกรณีศึกษาจำนวน 5 กรณีได้แก่ประเทศเอสโตเนีย ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน และ สหราชอาณาจักร ข้อค้นพบที่สำคัญคือแม้ว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลสื่อและเนื้อหาทางการเมืองใน 5 ประเทศที่เลือกศึกษาถูกบัญญัติขึ้นภายใต้กรอบใหญ่ของการคุ้มครองเสรีภาพในการพูดและการสื่อสารโดยรัฐธรรมนูญ แต่ความแตกต่างในรายละเอียดของการออกแบบกลไกเชิงสถาบันเป็นผลมาจากฐานรากเชิงปทัสถานว่าด้วยเสรีภาพในการพูด (‘Free speech’ normative underpinnings) และกรอบการรู้คิด (Cognitive framework) ในเรื่องข่าวลวงทางการเมืองที่ต่างกัน ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้คลี่คลายปรากฏออกมาผ่านตรรกะของการกระทำที่เหมาะสม ทั้งนี้เงื่อนไขโครงสร้างระบบการเมืองที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละประเทศก็ส่งผลต่อการกำหนดเขตแดน (Parameter) ของความเหมาะสมที่ส่งผลต่อการออกแบบกลไกเชิงสถาบันในการรับมือกับข่าวลวงทางการเมือง
    .
    การศึกษาแนวทางส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ของผู้สูงอายุ กรณีศึกษาเปรียบเทียบ : ประเทศไทย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น โดย กานต์รวี วิชัยปะ และ กัลยา แซ่อั้ง
    .
    บทคัดย่อ งานวิจัยเรื่อง “การศึกษาแนวทางส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ของผู้สูงอายุ กรณีศึกษาเปรียบเทียบ: ประเทศไทย  สิงคโปร์ ญี่ปุ่น” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและกระบวนการส่งเสริมทักษะอาชีพและการสร้างรายได้ของผู้สูงอายุ และ 2) วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบแนวทางการส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ของผู้สูงอายุในประเทศไทย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น เพื่อระบุความเหมือนและความแตกต่าง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการศึกษาวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Research) โดยใช้กรอบแนวคิดด้านการพัฒนาทักษะและรายได้ของผู้สูงอายุเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการสร้างรายได้ของผู้สูงอายุ ผลการวิจัย พบว่า 1) ศึกษาแนวคิดและกระบวนการส่งเสริมทักษะอาชีพและการสร้างรายได้ของผู้สูงอายุ พบว่า แนวคิดการส่งเสริมการสูงวัยอย่างมีประโยชน์จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างทางสังคมที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ส่วนกระบวนการส่งเสริมการจ้างงานและฝึกอบรมทักษะผู้สูงอายุ ประเทศไทยเน้นภาคเกษตรกรรมและงานบริการชุมชน สิงคโปร์มีแนวทางชัดเจนในการพัฒนาทักษะและส่งเสริมการจ้างงานของผู้สูงอายุ และญี่ปุ่นมุ่งเน้นทักษะเทคโนโลยีในการดูแลและทำงานร่วมกับผู้สูงอายุ พร้อมระบบสวัสดิการที่สนับสนุนการ และ 2) วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบแนวทางการส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ของผู้สูงอายุในประเทศไทย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น พบว่าทั้งสามประเทศมีมาตรการส่งเสริมทักษะอาชีพ แต่สิงคโปร์และญี่ปุ่นเน้นการใช้เทคโนโลยีและทักษะขั้นสูง ขณะที่ไทยเน้นทักษะพื้นฐานในชุมชนและมีข้อจำกัดในตลาดแรงงานระดับกลางถึงสูง
    .
    ความคิดทางการเมืองเสรีนิยมราดิกัลของไทย: รูปการณ์สัณฐานทางมโนทัศน์และความท้าทาย โดย วิษธร ลีศิรเกียรติกุล
    .
    บทคัดย่อ บทความชิ้นนี้มุ่งศึกษาวิจัยและแสดงให้เห็นความคิดทางการเมืองเสรีนิยมราดิกัลซึ่งเผยตัวในช่วงทศวรรษที่ 2540-2550 อันเป็นช่วงเวลาแห่งความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองของไทย ผ่านการพิเคราะห์ความคิดทางการเมืองของปัญญาชนนักวิชาการผู้มีความโดดเด่น ได้แก่ ธงชัย วินิจจะกูล และ คณะนิติราษฎร์ โดยบทความนี้จะอาศัยการพิเคราะห์สัณฐานวิทยาของอุดมการณ์ (morphological analysis of Ideology) ซึ่งบุกเบิกโดย Michael Freeden ที่เน้นการขจัดการท้าประชันความหมายของมโนทัศน์และการเรียงสับเปลี่ยนของมโนทัศน์ในอุดมการณ์เป็นเครื่องมือในการพิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ปัญญาชนนักวิชาการทั้งสองชี้ให้เห็นถึงการทำงานของ “วิธีคิด” (mentalities) บางอย่าง (ในกรณีของธงชัยคือประวัติศาสตร์ราชาแบบราชาชาตินิยม ส่วนในกรณีของคณะนิติราษฎร์คือวิธีคิดแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์) ซึ่งส่งผลให้เกิดสภาวการณ์ทางการเมืองที่ร้อยรัดจำกัดสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคล เพื่อที่จะออกจากสภาวะเช่นนี้ ทั้งคู่เห็นว่า ปัจเจกบุคคลต้องรู้จักคิดเชิงวิพากษ์เพื่อปลดปล่อยความคิดจิตใจของตนออกจากวิธีคิด ข้อเสนอดังกล่าวเผยให้เห็นลักษณะสำคัญของความคิดทางการเมืองเสรีนิยมราดิกัล นั่นคือ การให้ความสำคัญกับเสรีภาพในฐานะการเป็นอิสระทางความคิดและเจตจำนง ปัจเจกภาพ และความมีเหตุผล กล่าวอีกนัยหนึ่งคือให้ความสำคัญกับแนวคิดว่าด้วยปัจเจกบุคคลผู้คงความเป็นองค์อัตตาณัติ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในเชิงทฤษฎีและตรรกะ เนื่องด้วยสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลต้องการกฎหมายของรัฐเพื่อทำให้ตัวสิทธิเสรีภาพเองปรากฏเป็นจริง ปัจเจกบุคคลผู้คงความเป็นองค์อัตตาณัติจึงอาจต้องเผชิญกับความท้าทายบางประการภายใต้ระบอบกฎหมาย นั่นคือ การขยายตัวของกฎหมายและระบบราชการที่สามารถส่งผลจำกัดเสรีภาพของปัจเจกบุคคลและเจตจำนงของปวงชน
    .
    อีสานปฏิวัติ: การเคลื่อนไหวของคอมมิวนิสต์ในอีสาน นับตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงการล่มสลาย (ทศวรรษ 2460-2520) โดย ธิกานต์ ศรีนารา
    .
    บทคัดย่อ แม้ว่าภาคอีสานจะเป็นพื้นที่ที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เข้าไปเคลื่อนไหวทางการเมืองและมีการต่อสู้ทางทหารระหว่าง พคท. กับรัฐไทยอย่างยาวนานและดุเดือดรุนแรงก็ตาม แต่งานเขียนเท่าที่มีมาก็ยังมีข้อจำกัด นั่นคือ มักจะเน้นการศึกษาไว้ที่ภาพรวมของการเคลื่อนไหวตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนกระทั่งถึงยุคล่มสลายของ พคท. เป็นหลักหรือไม่ก็เน้นการศึกษาไว้ที่การเคลื่อนไหวของ พคท. ในบางช่วงเวลา ขณะที่งานศึกษาการเคลื่อนไหวของคอมมิวนิสต์ในภาคอีสานเท่าที่มีอยู่ก็มักจะเน้นการศึกษาไว้ที่บางส่วนของภาคอีสานเท่านั้น ไม่ได้ศึกษาทั่วทั้งภาคอีสานและไม่ได้ศึกษาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงยุคล่มสลาย เพื่ออุดช่องโหว่ทางองค์ความรู้ดังกล่าว บทความชิ้นนี้จะกล่าวถึง (1) การเคลื่อนไหวของชาวคอมมิวนิสต์ในภาคอีสานตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนกระทั่งยุคล่มสลาย, (2) การเคลื่อนไหวของชาวคอมมิวนิสต์ทุกช่วงมีความสืบเนื่องกันเสมอโดยผ่านตัวผู้ปฏิบัติงานที่เหลืออยู่และการเคลื่อนไหวในแต่ละช่วงเวลาก็ได้หล่อหลอมผู้ปฏิบัติงานที่จะกลายเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวในช่วงเวลาถัดมาด้วย, (3) การเคลื่อนไหวของคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งภาคอีสานมีอยู่ 3 เขตใหญ่ นั่นคือ เขตงานอีสานเหนือ เขตงานอีสานใต้ และเขตงานภูซาง, (4) การเคลื่อนไหวของคอมมิวนิสต์ในภาคอีสานมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งในระดับระดับโลก ในระดับอินโดจีน และในระดับประเทศ, (5) การปรับตัวภายในองค์กรของขบวนการคอมมิวนิสต์ในแต่ละช่วงเวลามีอิทธิพลอย่างมากต่อการเคลื่อนไหวของคอมมิวนิสต์ในภาคอีสาน, (6) ชาวคอมมิวนิสต์ที่มีบทบาทในการเคลื่อนไหวในอีสานไม่ได้มีแค่ผู้นำพรรค แต่ยังมีผู้ปฏิบัติงานธรรมดาและมวลชนจำนวนมากด้วย และ (7) ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ชาวคอมมิวนิสต์ในอีสานมีลักษณะเฉพาะตัวบางประการ ดังที่พวกเขาจะแสดงออกให้เห็นผ่านการวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านผู้นำพรรคในที่ประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 4 ในปี 2525

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in