เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
ขอเล่าเอเวอรี่ธิงส์ROBOTRUSTY
เล่าประสบการณ์สอบ TOEFL iBT ครั้งแรกของฉัน
  • สวัสดีค่ะทุกๆคน ด้วยความที่ช่วงนี้เราอยู่ว่างๆ เอื่อยๆ ก็เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ต่างๆไปพลางๆ ฉะนั้นแล้ว เราก็ขอเปิดด้วยประสบการณ์ตัวเองไปสอบ TOEFL iBT ที่ TOEFL iBT KBU Testing center ม. เกษมบัณฑิตมาช่วงประมาณกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมาให้กับเพื่อนๆที่สนใจหรือลังเลว่าจะสอบดีมั้ยกันค่ะ

    โอเค เกริ่นก่อนนะคะ ที่เราตัดสินใจสอบTOEFLเพราะว่าเราจะเอาคะแนนไปยื่นกับสาขาที่เราอยากเข้า ซึ่งจริงๆแลัว ไม่ต้องใช้ก็ได้เพราะว่าจะมีข้อสอบภาษาอังกฤษให้ทำอยู่แล้ว แต่ประเด็นคือเราไม่อยากลุ้นว่าข้อสอบของคณะสาขาเขาจะมาแนวไหน ไปสอบเองแล้วเอาคะแนนมายื่นดีกว่า แล้วก็ไม่ต้องสอบข้อสอบของเขาด้วยถ้าเรามีคะแนนEnglish proficiency (โพสต่อๆไปจะมาพูดถึงการสอบเข้าสาขานี้นะคะ!!)


    1. แค่เริ่มก็(เกือบ)ล่มแล้ว

    จริงๆวางแผนสอบ ซื้อหนังสือมาอ่านตั้งแต่ต้นปี 2019 แล้ว แต่ความผัดวันประกันพรุ่งก็ได้บังเกิดขึ้นค่ะ เราก็อ่านแบบไม่จริงจัง อ่านผ่านๆ อารมณ์แบบตั้งใจสอบช่วงปลายปี ก็มีเวลาอีกตั้งเยอะแยะนี่น่า (อยากวิ่งกลับไปถีบตัวเองจริงๆค่ะทุกคน) กลายเป็นว่าพอเราเปิดเทอมขึ้น ม.6 ปุ๊ป เวลาที่ตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือก็หายไปค่ะ ไหนจะอ่านสอบONET พวกGAT-PAT ไหนจะ9 วิชาสามัญอีกกกก TOEFL จ๋าาา ฉันจะได้อ่านเธอแบบจริงจังไหมนี่... 

    สุดท้ายล่วงเลยมาถึงเดือนสิงหา เราที่ผัดวันมาเรื่อยๆ ก็เกิดตระหนักขึ้นมาว่า 'เฮ้ย ควรจริงจังได้แล้วปะ ไปสมัครสอบเลยไป๊' ค่ะ นั่นแหละค่ะ เราเลยรีบเข้าเว็บไปลงทะเบียนข้อมูลของเราแล้วเลือกช่วงที่จะสอบและสนามสอบ ตอนนั้นก็เหลือสนามสอบไม่มากแล้วค่ะ แต่โชคดีมากที่ศูนย์สอบของ ม.เกษมบัณฑิตยังมีที่เหลืออยู่ค่ะ! จากที่เราเคยอ่านรีวิวต่างๆมา ศูนย์ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องอุปกรณ์ที่พร้อมใช้งานและสถานที่สอบที่ดีมากๆ ซึ่งในรีวิวที่ทุกท่านกล่าวมาคือโต๊ะสอบจะเป็นทรงกลม แบ่งเป็นสี่ส่วนแล้วนั่งหันหน้าเข้าหากัน บางท่านก็บอกว่าโอเค บางท่านก็บอกว่าไม่โอเค พอเจอรีวิวมาในทิศทางนี้ก็เริ่มกังวลว่า เอ แล้วฉันจะมีสมาธิกับการสอบไหมนี่ แต่สุดท้ายก็กดสมัครไปค่ะ เอาก็เอาล่ะ


    2. เตรียมตัวที่ไม่ได้เตรียมใจ - getsunova   

    ได้โปรดอย่าถามเราเลยนะคะว่ามีหนังสือแนะนำมั้ย เพราะเราก็ไม่มีเหมือนกันค่ะ... ถ้าให้แนะนำจริงๆ ที่มีใช้อ่านก็มีแค่เล่มเดียว คือ Achieve TOEFL iBT ของ TGRE ซึ่งเราว่าก็โอเคระดับหนึ่งเลยนะเพราะจะมีอธิบายรูปแบบข้อสอบแต่ละพาร์ท+เทคนิคในการทำ มีแผ่นซีดีตัวอย่างข้อสอบมาด้วยแหละ (แต่ไม่ได้เปิดเลยเพราะหาเครื่องเล่นซีดีไม่เจอ แหะๆ) 

    ช่วงเวลาเตรียมตัวของเราที่แบบเตรียมจริงๆ ตั้งใจอ่านจริงๆ คือหนึ่งเดือนถ้วนค่ะ ทั้งเดือนนั้นก็คือโฟกัสกับการลองทำข้อสอบตัวอย่าง ซึ่งเราไปเน้นที่พาร์ทreadingกับwriting ส่วนlisteningและspeaking เราก็เตรียมบ้าง ทบทวนหน่อยแต่ไม่เท่ากับสองอันแรก ใช้การดูจากในยูทูป+ฟังpodcastเป็นแนวเอา คือตอนนั้นคิดว่าเอาน่า คงไหวแหละเนอะ (หมายเหตุ: นี่คือตัวอย่างที่ไม่ดีนะคะ ได้โปรดอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ประมาทสุดๆ) 


    3. ชีวิตช่างเต็มไปด้วยเรื่องชวนเซอร์ไพรส์ อ้าากกกกกกกกก

    ในที่สุดวันแห่งโชคชะตาก็มาถึง เรามาถึงที่ศูนย์สอบตั้งแต่ก่อนแปดโมง ซึ่งตามเวลาที่เขาแจ้งมาทางเมลในวันก่อนสอบบอกว่าการสอบจะเริ่มตอนเก้าโมงเช้าและควรมาถึงก่อนอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง เราก็เลยได้พักหายใจอยู่บ้าง ทีนี้พอซัก 8:15 เราก็ขึ้นไปที่ชั้นศูนย์สอบ แล้วพบว่า ไม่มีคนเลยค่ะ! เฮ้ย! นี่เรามาถูกวันใช่มั้ยนี่ พอดีกับว่าเห็นคนนั่งรอแถวๆนั้นสองสามคนพอดีเลยไปนั่งรอแถวนั้นค่ะ รอไปซักพักใหญ่ๆก็เริ่มเอะใจ ทำไมมันเงียบขนาดนี้นะ ประกอบกับว่ามีพี่เจ้าหน้าที่มาตามพอดี เราจึงได้รู้ว่า เรานั่งผิดฝั่งของตึกค่ะ ห้องสอบอยู่ฝั่งตรงข้าม เรากับคนอื่นสามคนเลยกว่าจะได้เข้าห้องก็เกือบเก้าโมงแล้วค่ะ โดยก่อนเข้า เจ้าหน้าที่จะให้เราเซ็นใบรับรอง ซึ่งใครที่มีpassportมาก็เซ็นได้ทันทีเลยนะคะ แค่ต้องเซ็นให้เหมือนกับในนั้นเลย (ตอนทำpassportเราเซ็นเป็นชื่อนามสกุลเต็มภาษาไทย เลยต้องเซ็นตามแบบเป๊ะทุกประการเลยค่ะ) และจะมีเจ้าหน้าจะตรวจเราก่อนเข้าห้องสอบแบบเข้มงวดมากเพื่อป้องกันการโกงข้อสอบทุกกรณี 

    เมื่อเข้าห้องสอบมาเราก็พบว่า อ้าวมันเป็นโต๊ะแบบเป็นบล็อกๆนี่น่า ไม่ใช่โต๊ะกลมๆตามรีวิว โล่งใจไประดับนึงเลย พอประจำที่แล้วจะมีเจ้าหน้าที่ให้เราเช็คว่าข้อมูลชื่อถูกต้องมั้ย ก่อนที่จะเริ่มทำในพาร์ทแรกนั่นคือ reading นั่นเองค่า ข้อสอบมีทั้งหมด 4 passages แบ่งเป็นสองพาร์ท ให้เวลาชั่วโมงกว่าๆ บอกเลยว่าหัวข้อของแต่ละpassageหลากหลายมากค่ะ เราได้หัวข้อเรื่องที่อ่านเป็นต้้งแต่บทความพฤกษศาสตร์ไปจนถึงโบราณคดีเลย ฉะนั้นในพาร์ทนี้ ถ้ามีความรู้รอบตัวหลากหลายจะมีส่วนช่วยในการทำข้อสอบหลายๆข้อเลยนะคะ เพราะจะไม่เสียเวลาไปกับการทำความเข้าใจเนื้อหามากเกินไป

    จบพาร์ทreadingปุป ก็ได้พักหายใจสักครู่ แล้วก็มาลุยต่อกับlisteningเลยค่ะ ประเด็นคือเราก็จำไม่ได้ด้วยสิว่ามีมาให้ฟังกี่อัน น่าจะสัก 2-3 เรื่องมั้งนะถ้าจำไม่ผิด ก่อนเริ่มทดสอบในพาร์ทนี้ เจ้าหน้าที่จะมีกระดาษกับดินสอมาให้จดบันทึกระหว่างฟัง ถ้าถามทริกในการทำพาร์ทนี้ เราแนะนำให้หาkeywordหลักๆของเรื่อง/บทสนทนานั้นๆกับหาwho-what-when-where-why-howแล้วก็จดบันทึกข้อมูลแบบแบ่งเป็นข้อๆหรือทำสัญลักษณ์ไว้เพราะว่าถ้าจดแบบเป็นย่อหน้าจะไม่ทันเอาค่ะ ส่วนตัวคิดว่าบทสนทนาที่ให้มาฟังไม่ยากมากเพราะ 1) เนื่องจากใส่หูฟัง เลยจะได้ยินเสียงพูดค่อนข้างชัดเลย 2) ความเร็วในการพูดค่อนข้างปานกลาง ไม่เร็วหรือช้าไป ซึ่งพาร์ทนี้เราผ่านไปได้แบบชิลๆ ใช้เวลาไปไม่เยอะมาก แต่พาร์ทต่อไปนี่แหละค่ะ... หึๆๆๆๆ

    ด้วยความที่ความเร็วในการทำข้อสอบของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ฉะนั้น ในขณะที่เรากำลังทำพาร์ท listeningนั้น หลายๆคนในห้องเริ่มสำแดงวิชาและสกิลspeakingกันแล้วค่ะ พอถึงเวลาทำของเราบ้างก็กลางเป็นว่าห้องแทบจะเงียบสนิทเพราะทุกคนผ่านพาร์ทนี้ไปกันแล้ว ใช่ค่ะ ตอนเราพูดก็มีแค่เสียงเราคนเดียวในห้องไปเลยจ้า อาการวิตกกังวลก็เริ่มสำแดงฤทธิ์ซะงั้น  ไหนจะเป็นพาร์ทที่เตรียมตัวมาไม่ค่อยดีอีก(เพราะเราไม่เคยลองพูดแบบเหมือนอยู่ในห้องสอบจริงๆ ไม่ได้จับเวลาตัวเอง) เลยยิ่งทำให้เราแพนิคมากๆ พอเราฟังจบคำถามหรือบทสนทนา/เลคเชอร์จบปุปก็จะมีเวลาให้คิดไม่เกินนาที แต่ปัญหาของเราคือตอนตอบค่ะ คือเขาจะกำหนดเวลามาให้เป๊ะๆเลยว่าต้องตอบให้จบ ได้ใจความ ภายในเวลาสั้นๆ เช่น 45วิ 2นาที เป็นต้น กลายเป็นว่าเราคิดคำตอบออกมาแล้วมันตอบไม่ทันในเวลาที่กำหนดค่ะ... เลยไม่ค่อยได้ใจความเท่าไหร่ แถมบางข้อพูดไปพูดมาก็อ้าวเฮ้ย วกกลับพอยท์เดิมนี่หว่า ทำจบพาร์ทนี้ก็ซึมเหมียนหมาเลยอะค่ะเพราะคิดว่าพลาดไปเยอะมากๆ

    แต่เศร้าได้ไม่นาน ชีวิตก็ต้องมูฟออนเข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนสายรุ้ง นั่นก็คือwritingค่ะ ในพาร์ทนี้จะมีสองคำถามนะคะ คำถามข้อหนึ่งจะมีpassageมาให้อ่านแล้วตามด้วยการฟังเลคเชอร์และให้สรุปเนื้อหา ส่วนอีกข้อ(ถ้าจำไม่ผิดนะคะ ถ้า)จะเป็นการเขียนจากความคิดเห็นของเรา ซึ่งในพาร์ทนี้ก็มีหลายคนแนะนำว่าเขียนๆไปก่อนให้มันครบจำนวนคำ(ข้อแรกขั้นต่ำ 200 คำ ข้อสอง 300 คำ) แต่เราไม่แนะนำแบบน้ั้นค่ะเพราะอาจจะเกิดอาการวกวน หลงประเด็นไประหว่างเขียน เราแนะนำให้แบ่งพื้นที่เขียนออกเป็นสามส่วน ได้แก่ Introduction, body paragraphs (หมายเหตุ again : เนื้อความมีได้มากกว่าหนึ่งย่อหน้า เราเลยเรียกว่าเขียนเป็นสามส่วนแทนที่จะบอกว่าสามย่อหน้า) และ conclusion แล้วก็ค่อยๆพิมพ์แต่ละประเด็นออกมาเป็นข้อๆแล้วขยายออกมาเป็นย่อหน้าดีกว่าค่ะ

    หลังจากนาฬิกาจับเวลาหยุดลงก็เป็นอันเสร็จสิ้นการทดสอบค่ะ พอทำเสร็จก็จะมี้ปุ่มขึ้นมาว่าจะส่งการทดสอบครั้งนี้มั้ยหรือจะยกเลิกไป ถ้ากดส่งผลเรียบร้อยก็จะมีเจ้าหน้าที่พาออกจากห้องไป เป็นสองสามชั่วโมงที่เหนื่อยมากๆ เห้อ ทีนี้ก็แค่รอผลการสอบภายในสิบวันค่ะ 


    4. สู่ขิตในวันที่ดือ

    ที่เขาบอกว่าผลจะมาในสิบวันก็มาตรงเวลาจริงๆค่ะ 

    จำได้เลยว่าวันนี้เปิดเทอมมาแล้ว (สอบช่วงปิดเทอม) นั่งคุยกับเพื่อนอยู่ๆก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์สั่น เปิดมาคือแทบกรี๊ด มีเมลแจ้งเตือนเรื่องคะแนนมาค่ะ ตอนนั้นคือตื่นเต้น มือนี่สั่นไปหมดเลย พอเห็นคะแนนก็ถึงกับโล่งอก  เป็นตามที่คาดหวังไว้เลย คือ 91/120 ก็ไม่แย่เลยนะสำหรับครั้งแรก คือที่ไม่ค่อยดีใจมากเพราะว่าพาร์ทspeaking คะแนนน้อยกว่าที่คาดหวัง แต่ดีที่มีlisteningช่วยดึงคะแนนรวมขึ้นมาให้เยอะเลย ส่วนอีกสองอันคะแนนก็อยู่ในเกณฑ์โอเคเลย


    ...


    สุดท้ายนี้เราก็ขอจบเรื่องเล่าของเรานะคะ หวังว่าใครที่ตัดสินใจจะสอบหรือกำลังเตรียมตัวสอบจะได้แนวทาง ทั้งในแง่ดีและไม่ดี55555 ไปจากเรานะคะ 

    (สงสัยเพิ่มเติมหรืออยากถามตรงไหนเป็นพิเศษก็มาหย่อนคำถามไว้ได้เลยนะคะ บะบุย!)                


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in