เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
เรื่องเล่าจากหน้า WallSirisak Chanprasert
เรื่องเล่าจากหน้า Wall
  • ว่าด้วยเรื่องระเบิดที่ศาลพระพรหมเอราวัณ

    "โอมชัยชัยไขโสฬสพรหมญาณ บานเศียรเกล้า เจ้าคลี่บัวทอง ผยองเหนือขุนห่าน ท่านรังก่อดินก่อฟ้า หน้าจตุรทิศ ไทมิตรดา มหากฤตาตรัย อมตรัยโลเกศ จงตรีศักดิท่าน พิชาญ ปรมาธิเบศ ไทธเรศสุรสิทธิพ่อ เสวยพรหมานใช่น้อย ปฐมบุญพานดิเรก บูรภพบ่รู้กี่ร้อย ก่อมา" นี่คือร่ายด้นในคำประกาศแช่งน้ำโคลงห้ากล่าวสรรเสริญพระพรหมซึ่งเป็นส่วนเริ่มต้นพิธีกรรม (ให้เกิดความขลัง) ของพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัธน์สัตยา

    โดยย่อ:พิธีการจะเริ่มจากหัวหน้าพราหมณ์ระดับปุโรหิตหรือราชครูอ่านโองการสรรเสริญพระนารายณ์แล้วเอาพระแสงศรปลายวาตแทงลงไปในน้ำ จากนั้นก็เรียกพระอิศวรและพระพรหมแล้วแทงพระแสงศรอัคนิวาตและพรหมาศลงไปในน้ำตามลำดับ (ทั้งหมดนี้เป็นการสันนิษฐานจาก จิตร ภูมิศักดิ์ ที่ได้สังเกตภาพสลักนูนต่ำที่ระเบียงปราสาทหินนครวัดแล้วสรุปว่าน่าจะเป็นการบันทึกพิธีกรรมแช่งน้ำ: ไทยเราเอาวัฒนธรรมเขมรมาเต็มๆจึง extrapolate ว่าน่าจะมีวิธีการทำเช่นเดียวกัน) หลังจากสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์ทั้งสามแล้ว พราหมณ์ราชครูหรือพระภิกษุในพระพุทธศาสนาก็อ่าน (หรือเทศน์) บทสร้างโลกที่เอามาจากไตรภูมิกถา พอสร้างโลกจนมีพระมหากษัตริย์คอยปกปักรักษาผู้ใต้บังคับบัญชาก็มาถึงความต้องการความจงรักภักดี เลยเอาพราหมณ์หรือหมอพระหมอผีครูผู้เฒ่ามาแช่งชักหักกระดูก ซึ่งส่วนสุดท้ายขององค์การแช่งน้ำจะเป็นเรื่องนี้ทั้งหมด

    โดยสรุปคำประกาศแช่งน้ำโคลงห้าเป็นวรรณคดีที่ล้ำค่าเป็นหลักฐานทางลายลักษณ์อักษรที่เก่าที่สุดถึงการปะทะสังสรรค์ของศาสนาพราหมณ์และพุทธที่ import มาจากชมพูทวีปกับศาสนาผีของชนพื้นเมืองไท-ลาว: จาก description ของพระพรหมทำให้สรุปได้ว่าพระพรหมเอราวัณสร้างตามคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์อย่างไม่ต้องสงสัย

    ทีนี้พระพรหมมาเกี่ยวอะไรกับศาสนาพุทธ อย่างที่เคยเขียนมาก่อนหน้าว่าศาสนาพุทธเจริญ (thrive) ในดินแดนที่มีการนับถือศาสนาพราหมณ์อย่างเข้มข้นได้เป็นอย่างดีย่อมแสดงว่าพระพุทธเจ้าและสาวกระดับเอพลัสมีการดึงมวลชนให้หันมานับถือพุทธศาสนาได้อย่างแยบยล (มันก็คือเกมการเมืองระหว่างสองกลุ่มนั่นเอง) สิ่งแรกที่ทำคือการลดทอนเทพสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ในที่นี้คือพระพรหมให้กลายมาเป็นเทพปลายแถวของพระพุทธศาสนามีหน้าที่บอกกล่าวเล่าสิบบินไปมาอยู่บนสวรรค์ชั้นฉกมาพจรเป็นลูกน้องของพระอินทร์ด้วยซ้ำส่วนพวกโยคะโยคีที่นับถือเทพเหล่านี้ก็ไม่มีทางที่จะสำเร็จนิพพานหรือพ้นทุกข์ได้ ในไตรภูมิกล่าวไว้ว่าที่เหนือกว่ากามภูมิก็คือรูปภูมิและอรูปภูมิ ผู้ที่จะไปเกิดในรูปภูมิคือผู้ที่เจริญวิปัสนาลดละกิเลสจนได้ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุยฌาน และ ฌานขั้นสุดคือขั้นที่ 5; ใครได้ปฐมฌานก็จะไปเกิดในรูปภูมิชั้นที่หนึ่งซึ่งมีสามชั้นย่อยแบ่งตามความละเอียดน้อยของจิตไปจนละเอียดมากคือปริสัชชา ปโรหิตตา มหาพรหมา ทุติยภูมก็คือรูปภูมชั้นที่ 2 แบ่งเป็นสามชั้นย่อยคือ ปริตาภา อัปมาณาภา อาภัสสรา ตติยภูมก็แบ่งเป็นสามชั้นย่อยคือ ปริตสุภา อัปมาณสุภา สุภกิณหา จตุยภูมิมีแค่สองชั้นย่อยคือ เวหัปพลาและอสัญญีสัตตา ส่วนชั้นสุดท้ายเรียกว่าปัญจสุทธาวาสประกอบไปด้วยห้าชั้นย่อยคือ อวิหา อตัปปา สุทัศศา สุทัศสี และอกณิษฐา (ผู้ที่ไปเกิดในอกณิษฐภูมิจะแปลงร่างเป็นฟัก ภูมินี้จึงมีชื่อเล่นว่าภูมิรูปฟัก) ที่กล่าวมาอยากจะบอกว่าชื่อภูมิเหล่านี้คือภูมิไม่ใช่พรหมเพราะเป็นภพภูมิที่อยู่ของผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธศาสนา ส่วนโยคะโยคีผู้นับถือศาสนาพราหมณ์และบูชาพระผู้เป็นเจ้าของพราหมณ์นั้นในไตรภูมิเล่าว่าจะได้ไปเกิดในชั้นอรูปภูมิที่อยู่สูงขึ้นไปอีก อรูปภูมิมีทั้งหมดสี่ชั้นคือ อากาศานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ และ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ฟังแล้วดูดีแต่ผิดคาดโยคะโยคีที่เกิดในอรูปภูมินั้นไม่สามารถปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงนิพพานได้เลยเพราะไม่มีรูป (นายตนะ) ไม่สามารถพิจารณาความเป็นไปของธรรมชาติได้ พอขึ้นไปเกิดที่นั่นก็ไม่รับรู้อะไรพอสินกัปป์สิ้นกัลป์ก็ต้องลงมาเกิดในมนุษภูมิเพื่อปฏิบัติธรรมใหม่

    บุคคลสำคัญที่ไปเกิดบนชั้นอรูปภูมิคือ
    1. อชิตะดาบส เป็นพราหมณ์ระดับปุโรหิตที่พระเจ้าสุทโธทนะนับถือเป็นอย่างมาก ตอนที่เจ้าชายสิทฯเกิดพระเจ้าสุทโธทนะได้เชิญอชิตะดาบสมาเพื่อให้ทำนายว่าโตขึ้นจะเป็นอะไร ครั้นมาถึงในพระ nursery เจ้าชายก็แสดงปาฏิหาริย์ลอยมายืนตรงหน้าผากของอชิตะดาบส ทั้งดาบสและพระเจ้าสุทโธทนะก็ก้มลงกราบเจ้าชาย อชิตะดาบสทำนายว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็กลับไปนอนซมร้องห่มร้องไห้ไม่เป็นอันทำอะไรจนลูกหลานเข้ามาทัก ดาบสแกก็บอกแก่ลูกหลานทุกคนว่าตอนนี้พระพุทธเจ้ามาเกิดแล้วเมื่อใดที่ตรัสรู้ให้พวกเจ้าทุกคนไปตามหาและฟังธรรมเพื่อบรรลุนิพพานส่วนตัวเองแก่แล้วอยู่ไม่ถึงวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แถมตายไปก็ไปเกิดในเนวะสัญญานาสัญญายตนะ ไม่สามารถฟังธรรมและบรรลุนิพพานได้จึงเศร้าโศกเสียใจ ตอนที่พระพุทธเจ้าออกบวชหลังจากถอดเครื่องทรงกษัตริย์ออกอชิตะดาบสก็ลงมาจากชั้นเนวะฯ เอาเครื่องทรงของพระพุทธเจ้าไปใส่ในเจดีย์เพื่อบูชาเรียกว่าทุสสะเจดีย์

    2. และ 3. คือ อุท(ะ)ก(ะ)ดาบส และ อาฬาร(ะ)ดาบส คุณครูสองคนแรกของเจ้าชาย ตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วนั้นก็นึกถึงสองคนนี้เป็นลำดับแรก ได้ใช้ญานวิเศษตามหาพระอาจารย์แต่ก็พบว่าทั้งสองคนได้ขึ้นไปอยู่ชั้นเนวะฯ ครั้นจะเหาะขึ้นไปหา (ซึ่งทำได้) แต่ไปแล้วก็ไม่สามารถทำให้ทั้งสองคนถึงนิพพานได้พระพุทธเจ้าเลยไม่ไป

    นี่คือตัวอย่างการลดทอนความสำคัญของศาสนาพราหมณ์ให้มาอยู่ใต้ศาสนาพุทธ ส่วนพราหมณ์ (โดยเฉพาะไวษณพนิกาย) ก็ไม่น้อยหน้าบอกว่าพระพุทธเจ้าคืออวตารปางที่ 8 ของพระนารายณ์ การที่พระนารายณ์ทำอย่างนี้ก็เพื่อเอาคนเลวออกไปนับถือพุทธซะเพื่อให้เหลือคนดีมานับถือพราหมณ์

    โดยสรุปพุทธกับพราหมณ์แยกกันไม่ออก พุทธจึงไหว้พระพรหมเพื่อขอพร

    ป.ล. ลูกหลานอชิตะดาบสได้ฟังธรรมและบรรลุนิพพานทุกคน

    เวลาเกิดไฟบรรลัยกัลป์หรือน้ำท่วมโลกผู้ที่อยู่ชั้นมหาพรหมาขึ้นไปเท่านั้นที่จะรอดที่เหลือต่ำกว่าลงมาตายหมด

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in