the beatrice playlistgiftmeme
โพสต์นี้มีเนื้อหาที่อาจไม่เหมาะสมกับเยาวชน Rest





  • แววตานั้นอีกแล้ว สัมผัสก็ด้วย จนลินต้องเอ่ยขึ้นว่า "แรงกว่านี้ก็ได้ครับ ผมไม่แตกสลายหรอก"


    แสงสีเหลืองนวลจากโคมไฟประทับลงอย่างอ่อนโยนบนใบหน้าคมคายของจอห์น ขณะที่มือใหญ่และแข็งแรงข้างหนึ่งของเขาวนเวียนอยู่แถวเอวจนถึงสะโพกของลิน แตะต้องแผ่วเบาเหมือนผีเสื้อขยับปีกบนกลีบดอกไม้ ส่วนข้อศอกอีกข้างช่วยยันร่างกายขึ้นเพื่อมอบจูบให้บนหน้าผาก แก้ม ริมฝีปาก จนถึงใต้สันกราม ก่อนจะผละมาจ้องมองเขาที่อยู่ใต้ร่างด้วยสายตาอันคุ้นเคย สายตาที่ทำให้ลินรู้สึกว่าตนเองเป็นเครื่องแก้วที่อาจมีรอยร้าวได้ทุกเมื่อหากหยิบจับไม่ถูกวิธี ปกติแล้วเขาจะหลับตาลงแล้วแสร้งลืมมันไป ปล่อยให้ชายหนุ่มอีกคนทำให้เขานึกถึงอย่างอื่น รู้สึกอย่างอื่น จนกระทั่งเหนื่อยและหลับไปโดยไม่ได้ยินเสียงความคิดเอะอะในหัวอีก แต่ในบางวันอย่างเช่นวันนี้ ลินจะจ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ประกาศกร้าวในความเงียบงันว่าตนไม่ต้องการความห่วงใยที่ก้ำกึ่งกับความสงสาร ให้รู้ว่าตนไม่ได้อ่อนแอหรือทำขึ้นมาจากเม็ดทรายที่พร้อมกลับไปแหลกละเอียดใต้ฝ่ามือของใคร แรงอีกสิ อาจเป็นเพราะความดื้อรั้นส่วนตัวหรือความสิ้นหวังที่ไม่อยากยอมรับก็เป็นได้ ประโยคของลินจึงกลายเป็นประโยคคำสั่ง


    ทว่าจอห์นยังไม่ขยับ จนกระทั่งลินยกขาข้างหนึ่งกระหวัดเอวคนข้างบนแล้วค่อย ๆ เลื่อนลงผ่านเนินบั้นท้าย ลาดต้นขา และน่องที่ราบขนานไปกับเตียง ขณะเดียวกันก็รั้งร่างของอีกฝ่ายเข้ามาทีละนิดดุจควบคุมเส้นด้ายที่มองไม่เห็น เมื่ออยู่ใกล้มากพอจะเห็นรอยขี้แมลงวันอ่อนจางหนึ่งจุดบนโหนกแก้ม จอห์นถึงได้ถามว่า "แน่ใจนะ" ตามด้วย "คุณต้องการอย่างนั้นจริง ๆ น่ะหรือ" จนลินรู้สึกว่าแค่พยักหน้าหรือตอบว่าใช่อาจไม่เพียงพอให้ชายหนุ่มผู้อ่อนโยนเสมอมาเชื่อถือ ยิ่งกว่ายินยอมคือปรารถนา เขาเลื่อนมือขึ้นไปแทรกในเรือนผมหนาของจอห์นและตอบคำถามด้วยริมฝีปากต่อริมฝีปาก รีบร้อนจนฟันเผลอกระทบกันก่อนลิ้นจะทันป้อนจูบดูดดื่ม สัมผัสเกือบล่องหนบนผิวกายค่อย ๆ เผยรูปร่างเป็นอุ้งเท้าของสัตว์ป่า แรงกระทำที่แปรผันตามอารมณ์และทิ้งร่องรอยตามการเคลื่อนไหวของมือไปทุกที่ทำให้ลินเลิกสะกดกลั้นเสียงคราง คำพูดซึ่งไม่เคยมีที่ทางในความสัมพันธ์ทางกายมาก่อนหลุดจากปาก ปะปนกับลมหายใจขาดห้วงและเสียงกระซิบไม่ได้ศัพท์ ดี ตรงนั้น fuck — จอห์นขานรับด้วยเรือนร่างที่ขยับแนบชิดยิ่งกว่าคราวไหนจนลินรู้สึกเหมือนจมหายไปในที่นอน ก่อนจะถูกฉุดขึ้นมาใหม่เพื่อลงไปลึกกว่าเดิม รวดเร็วขึ้น รุนแรงขึ้น ทั้งมือที่กุมต้นขา ฟันที่ขบกัดซอกคอและหัวไหล่ และสะโพกที่กระแทกกระทั้นเข้ามา อีกครั้งและอีกครั้ง เล็บที่ตัดสั้นแล้วของลินจิกครูดลงบนแผ่นหลังกว้างของจอห์น ไม่ได้หมายคว้าจับเป็นที่ยึดเหนี่ยว ทว่าต้องการกระชากให้ร่วงหล่นไปพร้อมกัน


    เสียงคำรามต่ำ ๆ ที่ได้ยินข้างหูสลับกับหอบหายใจแรงทำให้ลินรู้ว่าทำนบความอดทนใกล้พังทลาย เขาเลื่อนมือตัวเองลงไปแตะส่วนกลางลำตัวที่แข็งขืนแต่อ่อนไหว ก่อนจะถูกอุ้งมือร้อนผ่าวของจอห์นกุมไว้อีกทีหนึ่งแล้วช่วยรูดรั้ง ลินสงสัยว่าอีกคนทำได้อย่างไรกัน ทั้งมือที่คุมจังหวะขึ้นลงจนหัวสมองของเขาขาวโพลน ทั้งร่างกายที่เคลื่อนเข้าออกช่องทางด้านหลังไม่หยุดหย่อน และริมฝีปากที่กลืนเสียงครางเยี่ยงคนแทบขาดใจของเขาลงไป ผมกำลังจะ ทุกสิ่งสิ้นสลายและสร้างขึ้นใหม่ในเสี้ยววินาทีนั้น หลงเหลือไว้เพียงความเสียวซ่านในท้องน้อย ร่องรอยชื้นเหนอะบนผิวเรียบเนียน หยาดเหงื่อบนหน้าผากและไรผม และความเมื่อยล้าจากการเกร็งกล้ามเนื้อไปโดยไม่รู้ตัว แม้ว่ายังหลับตา แต่ลินรู้แน่ว่าจอห์นจะโน้มตัวมาจูบแก้มของเขาแล้วผละไปอย่างระมัดระวัง ค่อย ๆ ดึงถุงยางอนามัยออกมามัดแล้วทิ้งลงถังขยะในห้องน้ำ จากนั้นถึงเอาผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำหมาด ๆ มาเช็ดคราบบนร่างกายให้ ไม่บ่อยนักที่ลินจะเป็นฝ่ายนอนเอื่อยเฉื่อยบนเตียงหลังร่วมรักเสร็จ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาลุกขึ้นช้ากว่าจอห์น อีกฝ่ายจะถือวิสาสะดูแลเขาราวกับว่านี่เป็นโอกาสหายาก รวมถึงไม่พลาดมอบจูบแผ่วเบาซ้ำไปซ้ำมาจนลินต้องเอ่ยว่า “เหมือนหมา” อีกครั้ง


    จูบระหว่างเซ็กส์ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เขาเคยได้ยินจากไหนสักแห่ง อาจเป็นบทละครที่ตกค้างอยู่ในความทรงจำ ตัวละครหนึ่งเชื่อว่าจูบเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดยิ่งกว่าตัวเซ็กส์เองเสียอีก ความเรียบง่ายของมันนั่นแหละที่น่ากลัว มันไม่จำเป็นต้องร้อนแรงวาบหวามและนำไปสู่อย่างอื่นเสมอไป อาจจะเป็นจูบเร็ว ๆ เวลาจากกันหรือจูบเพราะวันนั้นอีกฝ่ายช่างงดงามเหลือเกิน แต่เชื่อฉันสิ แค่นายอยากจูบเขาก็ก้าวขาข้างหนึ่งลงไปในหลุมพรางของความรักแล้ว ตัวละครของลินหัวเราะให้กับความคิดนั้นก่อนจะลงเอยตามคำทำนายแบบฉบับเรื่องแต่ง ส่วนลินในตอนนี้รู้สึกเพียงว่ามันน่าเสียดาย หากต้องปล่อยริมฝีปากที่เหมือนสร้างมาเพื่อจูบของจอห์นไปเพราะความเป็นไปได้อันน้อยนิดนั้น รู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็นคนเอาแต่ใจอย่างเหลือเชื่อ แต่จอห์นดูจะไม่ทุกข์ร้อนเอาเสียเลย


    “ของหวานวันนี้ล่ะ” ผู้มาเยือนของเขาเอ่ยเสียงอู้อี้ หลังจากลินรู้สึกได้ว่าที่นอนข้างตัวยวบลงตามน้ำหนักตัวของจอห์นที่ทิ้งลงมา แผ่นหลังของอีกฝ่ายที่นอนคว่ำอยู่มีรอยแดงจาง ๆ เป็นทางยาวราวกับร้องขอให้เขาใช้สัมผัสวิเศษเยียวยา ปลายนิ้วของลินลากไปบนเส้นตรงสั้น ๆ ไม่ปะติดปะต่อเหล่านั้นอย่างใจลอย มั่นใจว่าอีกเดี๋ยวพวกมันคงจะหายไปเอง ระหว่างนั้นจอห์นส่งเสียงครางอย่างพึงพอใจเหมือนแมวตัวใหญ่เวลามีคนเกาคอให้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจากหมอนมาสบตาด้วย คราวนี้นัยน์ตาของเขากระจ่างใสจนทำให้ลินนึกถึงลูกหมาแทน


    “ไม่มีหรอกครับ” ลินตอบตามความจริง พยายามมองหาเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาคู่นั้นทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางเห็น “ช่วงนี้คุณดีนทำขนมน้อย พอวางปุ๊บ คุณไทก็ซื้อไปหมดเกลี้ยงทุกที”


    จอห์นหัวเราะลั่น ฟุบหน้าลงบนหมอนอีกครั้งแล้วขำจนสั่นไปทั้งตัว


    “แล้วคุณอยากกินไหมล่ะ” จอห์นถามเมื่อลมหายใจกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง “ยังมีไอศกรีมวานิลากับคุกกี้นิ่มเหลืออยู่ที่ร้าน ผมวิ่งไปเอามาให้ได้นะ”


    ลินมั่นใจทีเดียวว่าอีกฝ่ายหมายความตามที่พูดทุกคำ ด้วยเหตุนั้นเขาจึงยื่นมือไปลูบเรือนผมนุ่มและหนาของจอห์นที่ออกจะกระเซอะกระเซิงเล็กน้อยจากกิจกรรมก่อนหน้านี้ “น่ารักเหลือเกิน” เขาแสร้งพูดอย่างเอ็นดูให้ชายหนุ่มเบะปากเล่น ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ลินกลับมารู้จักการหยอกล้อซึ่งไม่ได้คิดคำนวณมาก่อน ข้างนอกนั่น เม็ดฝนเริ่มแตะลงบนหลังคาอย่างนุ่มนวลก่อนไล่ระดับความกึกก้อง เครสเชนโด แสงฟ้าแลบสว่างวาบผ่านผ้าม่านลินินสีขาวโปร่งสลับกับเสียงท้องฟ้าลั่นครืนคราง เจ้าของบ้านรู้สึกได้ว่าบานหน้าต่างไม้เหนือหัวเตียงสั่นสะเทือนเมื่อสายฟ้าฟาดลงตรงไหนสักแห่ง จอห์นพ่นลมหายใจยาวแล้วตั้งสมมติฐานว่าคำชมของลินเมื่อครู่นี้เป็นเหตุให้สภาพอากาศแปรปรวนอย่างกะทันหัน พอพูดจบเท่านั้น ไฟฟ้าก็ดับลงทันที


    “ดวงคุณจะอดของหวานแล้วล่ะ” จอห์นว่า “ไม่รู้ว่าไฟจะดับนานหรือเปล่า ให้เปิดไฟฉายหรือหาเทียนมาจุดไหม”


    “ไม่เป็นไรครับ” ลินตอบ ฟ้าแลบแปลบปลาบทำให้ห้องสว่างเหมือนหลอดไฟหกะพริบเพียงชั่วครู่ จากนั้นสิ่งเดียวที่เห็นคือเพดานมืดสนิทเหมือนหลุมลึกไร้ก้นบึ้ง ปกติแล้วเขาไม่กลัวความมืด แต่ในค่ำคืนนี้ อะไรบางอย่าง อาจจะเป็นความไม่รู้และความสิ้นหวังที่มาพร้อมกับมัน ทำให้เขาขนลุกชันด้วยความเย็นยะเยือกชนิดที่ผ้าห่มผืนใดก็ช่วยบรรเทาไม่ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เสียทีเดียว หากไม่มีใคร (ซึ่งนั่นก็แทบจะตลอดเวลา) ลินอาจนอนคุดคู้กอดตัวเอง ซุกหน้าลงกับท่อนแขนเพื่อขับไล่อารมณ์ขุ่นมัวนั่นออกไปทางน้ำตาแล้วตื่นเช้าขึ้นมารับบทเจ้าของร้านดอกไม้คนเดิม ไม่มีใครจำเป็นต้องรู้เรื่องนั้น แค่สายตาเห็นอกเห็นใจที่ลอบมองมาที่เขาในบางครั้งก็เกินจะทานทนไหวแล้ว


    เพราะใคร ๆ ก็บอกว่ารักหลานหรือเปล่านะ หลานถึงไม่รู้ว่าจะตอบรับความรู้สึกนั้นยังไง เขานึกถึงน้ำเสียงอ่อนโยนของคุณยายที่ปลายสายนั้น หรือเพราะว่าต้องสวมหน้ากากหลายใบเกินไป หลานเลยไม่แน่ใจว่าพวกเขากำลังบอกรักใครกันแน่ แต่ว่านะ ลิน แค่รับเอามันไว้แล้วไปข้างหน้าต่อเถอะ ความคาดหวังหรือสิ่งที่ตามมาจากความรักนั้นไม่ใช่เรื่องของหลานอีกต่อไป หลานก็แค่รับผิดชอบต่อตัวเองให้ดี ใช้ชีวิตให้มีความสุข เรื่องนี้น่ะ ยายมั่นใจว่าหลานสมควรได้รับมันโดยไม่มีข้อแม้ แต่จนถึงตอนนี้ ลินก็ยังรู้สึกว่ามันช่างยากเหลือเกินที่จะเป็นอิสระจากความคิดเห็นของคนอื่น หน้ากากทุกใบที่คิดว่าโยนทิ้งไปแล้ว แท้จริงฝังแนบแน่นจนเป็นเนื้อเดียวกับใบหน้าของเขาและทำให้หวาดระแวงทุกครั้งว่าอาจถูกใครสักคนจับได้ ไม่ใช่เพราะว่าเขาทำความผิด แต่เป็นเพราะเขาหนีมาต่างหาก


    “เรื่องพรุ่งนี้น่ะ” จู่ ๆ จอห์นก็เอ่ยขึ้น ฟังเสียงในความมืดก็พอเดาออกว่าเขากำลังพลิกตัวนอนหันหน้าเข้าหาลิน “พรุ่งนี้น่ะ ปิดร้านสักวันก็ได้นะ เดี๋ยวผมรอรับดอกไม้จากคุณลุงเอง ยังไงก็เหมาไว้หมดแล้วนี่นา แล้วถ้าคุณอยากกินอะไรเป็นพิเศษ เดี๋ยวผมเอามาส่งให้เอง ดีไหม”


    วิธีที่จอห์นพูดทำให้ลินอดคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายซักซ้อมมาก่อนหน้า รอคอยเวลาเหมาะเจาะให้พูดบทนั้นออกมาอย่างสบาย ๆ อย่างกับเป็นเรื่องลมฟ้าอากาศ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้มีอะไร ความพยายามที่จะปกป้องเขาจากวันพรุ่งนี้อันคลุมเครือทำให้ลินรู้สึกขอบคุณและเศร้าสร้อยไปพร้อมกัน “ไม่เป็นไร” เขาตอบในที่สุด “ให้ทุกอย่างเป็นไปตามปกติเถอะ ผมไม่แตกสลายหรอก”


    “แต่อาจจะเจ็บ” จอห์นว่า


    “อาจจะ” ลินยอมรับ “แต่ผมเป็นคนเลือกเอง คุณช่วยกำบังทุกคนจากโลกใบนี้ไม่ได้หรอกนะ”


    “ผมรู้” จอห์นพึมพำ ปลายนิ้วของเขาลูบหลังมือของลินเหมือนคนใจลอย “ตฤณเคยบอกว่าที่ผมต้องการช่วยทุกคนไม่ให้เจ็บปวด เป็นเพราะผมไม่อยากเสียใจเองต่างหาก ตอนนั้นได้ยินแล้วเหมือนถูกตบหน้าเลย เขาพูดถูก ทุกครั้งที่มองไปที่ใครสักคน สายตาของผมมักมองหาบาดแผลที่มองไม่เห็นของเขาเสมอ แต่ความเห็นแก่ตัวพรรค์นั้นทำให้เลือดเขาไหลรินออกมาอีกหน ยิ่งพยายามยัดเยียดตัวเองเข้าไปในชีวิตเขาเท่าไร คาดหวังว่าเขาจะระบายความทุกข์ให้ฟัง เขาก็ยิ่งไกลห่างออกไปเท่านั้น รู้ตัวอีกทีเหมือนผมและเขากำลังเดินเขย่งเท้าบนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ กันทั้งคู่”


    ตอนนั้นเองที่ลินฉุกคิดได้ เขาไม่รู้จักจอห์นเลย ความใกล้ชิดระดับกายแนบกาย ความอบอุ่นอ่อนโยนที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ รอยยิ้มยิงฟัน เสียงหัวเราะร่าเริง และท่าทีไม่ทุกข์ร้อนต่อความเป็นไปของโลกจนน่าหงุดหงิด ทั้งหมดนั้นถูกทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นความเปิดเผย ไม่มีอะไรให้ค้นหา เหมือนเรื่องย่อละครที่เขียนหยาบ ๆ จนทำให้ผู้ชมเดาเนื้อเรื่องได้และไม่เสียเวลาดูอีก ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มก็ไม่เคยเผยท่าทีว่ารู้จักอดีตของลินมาก่อนจนกระทั่งเมื่อวาน ตอนที่ดีนบอกข่าวว่าจะมีการถ่ายทำอะไรสักอย่างที่ชายหาดและบริเวณรอบ ๆ ในอีกสองวัน จอห์นโวยว่าน่าจะแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อยสักอาทิตย์ ส่วนตฤณปลอบใจว่าคาเฟ่อาจได้ออกอากาศแล้วโด่งดังขึ้นมาก็เป็นได้ เสี้ยววินาทีที่เจ้าของร้านสบตากับเขาตอนเอากาแฟมาให้ที่โต๊ะ ลินถึงได้รู้ว่าความกังวลของจอห์นและเขาเป็นเรื่องเดียวกัน


    “ผมเคยทำแบบนั้นกับตฤณและดีน ถึงตอนนี้ไม่ทำแล้ว แต่พอเจอกันอีกหน ผมก็ยังแอบคาดหวังให้พวกเขาพูดอะไรออกมาสักหน่อย พวกเขาก็น่าจะรู้สึกได้เหมือนกัน แล้วก็แสดงออกให้เห็นทุกครั้งว่าตัวเองไม่เป็นไร ผมหวังจากใจจริงว่าพวกเขาจะไม่เป็นไร คุณเองก็เหมือนกัน ผมขอโทษนะที่คิดไปแทนคุณแบบนั้น”


    จู่ ๆ ลินก็นึกถึงคำพูดของไทขึ้นมา ค่ำวันหนึ่งจอห์นเปิดไวน์แล้วส่งข้อความหาพวกเขา เห็นว่าดีนติดพันการสอนการบ้านหลานสาว ส่วนตฤณไม่อยากดื่ม สุดท้ายจึงมีแค่พวกเขาสองคนไปร่วมวงด้วย ลินดื่มไม่มากนัก เขาแค่อยากลิ้มรสเหล้าอีกครั้งและรู้ตัวว่าการดื่มคนเดียวนั้นทำให้อยากร้องไห้ ขณะที่จอห์นและไทดูเหมือนตั้งใจจะเมากันไปข้าง ไม่รู้ว่าสองคนนั้นจำเหตุการณ์ได้ดีแค่ไหน แต่ลินยังไม่ลืมที่ช่างสักหนุ่มชี้นิ้วไปรอบวงแล้วร้องว่า “ผู้หลบหนี! ชุมนุมผู้หลบหนี นั่นแหละพวกเราทุกคน” ตอนนั้นจอห์นที่หน้าแดงก่ำเพียงแค่ยิ้มน้อย ๆ เท่านั้น


    “ผมเล่าอะไรให้ฟังได้ไหม” ลินกระซิบ ขยับเข้าไปใกล้คนข้าง ๆ อีกนิดอย่างช้า ๆ ราวกับกำลังเข้าหาแมวป่า แม้ว่าที่จริงแล้วคำถามที่เขาต้องการเอ่ยออกไปคือ คุณหนีอะไรมา แต่ลินไม่อาจรีดเค้นเรื่องราวจากอีกฝ่ายเยี่ยงผู้สอบสวน เขารู้ดีด้วยหัวใจของนักโทษหลบหนีที่มีตัวเองเป็นผู้คุมที่เข้มงวดที่สุด เมื่อจอห์นตอบรับด้วยเสียงอือเบา ๆ  ลินตัดสินใจว่าคำถามนั้นสามารถรอได้ อย่างน้อยก็รอให้เขาได้เปิดเผยเรื่องที่กำลังจะเล่าให้ฟังเสียก่อน หัวใจแลกหัวใจจึงจะยุติธรรม


    “จริง ๆ แล้วคุณยายของผมมีสองคน”


    “นอกจากเจ้าของร้านดอกไม้น่ะหรือ”


    “คุณยายแท้ ๆ ที่เป็นแม่ของแม่ผมไม่ใช่เจ้าของร้านนี้” ลินยิ้ม หวังว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ได้ผ่านน้ำเสียงว่าเขากำลังยิ้มอยู่ “แต่เป็นคุณยายอีกคนที่อยู่กับท่านต่างหาก ตอนเด็ก ๆ ผมไม่รู้หรอกว่านั่นหมายความว่ายังไง ผมคิดว่าแม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ถึงได้ยอมส่งผมมาอยู่กับพวกท่านทุกปิดเทอม ตอนแรกผมก็เข้าใจว่าทั้งสองคนน่าจะเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก ๆ เท่านั้นเอง”


    จอห์นส่งเสียง “โอ้” เบา ๆ ระหว่างที่ลินพักสูดลมหายใจ


    “ผมรู้ความจริงตอนก่อนขึ้นมัธยมต้น เป็นปิดเทอมสุดท้ายที่ผมได้อยู่ที่นี่เพราะหลังจากนั้นก็เริ่มทำงานพอดี ตอนนั้นดึกแล้ว ผมเดินออกมาจากห้องเพื่อหาน้ำดื่มแล้วเผอิญเห็นพวกท่านเข้า ประตูห้องนอนข้าง ๆ เปิดอ้า ยังมีแสงไฟสว่างอยู่ ที่สำคัญคือได้ยินเสียงเพลงบรรเลงแว่วมาด้วย ผมแอบมองเข้าไปและเห็นคุณยายทั้งสองคนกำลังเต้นรำกัน เหมือนตุ๊กตาคู่รักที่เคลื่อนไหวในกล่องดนตรี ผมจำได้ว่าถูกภาพตรงหน้าสะกดไว้ จนกระทั่งคุณยายแท้ ๆ ของผมเห็นเข้า พวกท่านเลยรีบผละออกจากกัน แม้แต่ภาพนั้นผมก็ยังจำได้ดี

    ทั้งที่ผมเป็นคนขัดขวางช่วงเวลาที่ทั้งคู่หวงแหนไว้แท้ ๆ แต่พอเห็นพวกคุณยายทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความเอาแต่ใจแบบเด็ก ๆ กลับทำให้ผมโพล่งถามออกไปอย่างไร้ชั้นเชิง อาจเพราะเห็นว่าผมเป็นหลาน ท่านเลยไม่ถือสาว่าเสียมารยาท แต่กลับหัวเราะให้กันแล้วถามว่า ‘ดูออกเลยเหรอจ๊ะ’ ทั้งที่แววตาและท่าทางยังดูกังวลอยู่มากก็ตาม”


    “แล้วคุณคิดยังไงตอนนั้น”


    “ไม่ได้คิดอะไรเลย” ลินนึกย้อนไปตอนที่ตัวเองพยักหน้าตอบคุณยาย เขารู้สึกว่าเรื่องนี้แปลกใหม่เพราะไม่เคยเห็นผู้หญิงเป็นคนรักของผู้หญิงมาก่อน แต่ไม่ได้มีความเห็นว่านั่นเป็นสิ่งชั่วร้ายแต่อย่างใด “จนกระทั่งโตขึ้นมาเรื่อย ๆ ถึงได้รู้ว่าทำไมพวกท่านถึงมีท่าทีแบบนั้น เราโทรหากันบ่อย ๆ หลังจากผมไม่ว่างมาเยี่ยม น้ำเสียงพวกท่านฟังดูมีความสุขที่ผมยังคงเหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้ความลับแล้ว แต่หลังจากวางสาย ผมกลับรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูกทุกที”


    ในความมืด เบื้องหลังคือเสียงลมหายใจ ฝนโปรยปราย และฟ้าคำราม จอห์นจุมพิตข้อนิ้วของลินแผ่วเบา


    “คุณยายแท้ ๆ ของผมเสียไปตอนผมเข้าวิทยาลัย ช่วงนั้นเองที่ผมตกหลุมรักผู้ชายครั้งแรก ใช่ว่าก่อนหน้านี้จะเคยรู้สึกชอบผู้หญิงมาก่อน แต่ผมไม่ได้บอกใครเลยนอกจากคุณยาย ตอนผมตัดสินใจออกจากวงการ คุณอาจจะไม่รู้ว่าตอนนั้นเรื่องราวใหญ่โตแค่ไหน ท่านบอกว่า ‘มาอยู่ที่นี่สิ ยายเหงาจะแย่’ แต่สุดท้ายผมก็กลับมาไม่ทัน ทันแค่เป็นเจ้าภาพงานศพเท่านั้นเอง”


    เมื่อหลับตาลง ลินยังคงเห็นพาดหัวข่าวตัวโตบนเว็บไซต์และได้ยินเสียงโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาทุกช่องทาง เขาไม่ได้มีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดเพื่อตัวเองเหมือนคุณยายผู้ล่วงลับ อย่างมากที่สุดก็แค่ยืนกรานจะไม่ขอโทษใครก็ตามที่รู้สึกผิดหวังกับความสัมพันธ์ส่วนตัวของเขา ผมไม่ได้ทำอะไรผิด เขาตะโกนกลางห้องประชุม ตกลงจ่ายเงินค่าฉีกสัญญา แล้วเก็บของออกจากเมืองหลวงทันที ความเศร้าจากการสูญเสียคุณยายและความวุ่นวายจากการจัดแจงชีวิตใหม่ที่นี่ทำให้ลินพอจะลืมข่าวนั่นไปได้บ้าง ก่อนจะพบว่ามันยังหวนคืนมาอยู่เนือง ๆ บนใบหน้าของผู้คนที่ยังจดจำเขาได้อยู่


    บางที เขาก็คิดว่าตัวเองเลือกจะมีความสัมพันธ์เช่นนี้กับจอห์นด้วยเหตุผลที่ว่าอีกฝ่ายไม่รู้จักลินคนก่อนหน้านี้ เพราะว่าในวันที่จอห์นเดินเข้ามาในร้าน พวกเขาเพิ่งค้นพบกันและกันเป็นครั้งแรก แน่นอนว่าจอห์นย่อมรู้เรื่องของเขาจากสักทางในภายหลัง แต่นั่นมันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว


    “ผมขอโทษนะ” จอห์นเอ่ยหลังจากเงียบอยู่นาน


    “เรื่องอะไรกันครับ”


    “ที่เคยล้อว่าคุณเป็นคนเมืองหลวงที่หอบจิตวิญญาณบอบช้ำกลับมาบ้าน ถึงจะแค่ครั้งเดียวก็เถอะ ตอนนั้นดีนยังไม่ได้เล่าอะไร ๆ ให้ผมฟัง แต่ผมก็รู้สึกว่ายังติดค้างคำขอโทษคุณอยู่ดี”


    ราวกับมีผู้กำกับซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักที่และสั่งคัท โคมไฟข้างเตียงกระพริบสองสามครั้ง จากนั้นก็กลับมาสว่างดังเดิม เผยให้เห็นว่าสายตาเปี่ยมด้วยอารมณ์ของจอห์นนั้นตรึงอยู่ที่ลิน ผู้ซึ่งเผลอจ้องกลับไปเพราะยังไม่ทันตั้งตัวหลังจากไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ สายตานี้ต่างหาก ลินคิด สายตาเวลาเราเห็นใครสักคนเป็นครั้งแรก


    “สิ่งที่ผมเล่าในความมืดก็ให้มันอยู่ในความมืดนะครับ” เขากระแอม ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นนั่ง “ส่วนคนที่คุณมองไม่เห็นเมื่อกี้กับตัวผมคนนี้ก็เป็นคนละคนกัน ตกลงไหม”


    “ผมก็เห็นคุณตลอดนั่นแหละ” จอห์นเถียงไปด้วยยิ้มไปด้วย ดูเหมือนจะกลับมาเป็นคนเดิมเช่นเดียวกัน เขาลุกขึ้นจากเตียงก่อนลิน คว้าเสื้อยืดที่พาดเก้าอี้เขียนหนังสือมาสวม “ถ้าอย่างนั้นคงถึงเวลาที่ผมต้องไปแล้วล่ะ ขอบคุณสำหรับวันนี้นะครับ ราตรีสวัสดิ์”


    “ล้อกันเล่นหรือเปล่า จะว่ายน้ำไปเหรอครับ”


    ข้างนอก ฝนกำลังตกหนักอีกระลอก ไม่แน่ว่ากองถ่ายละครอาจต้องยกเลิกเพราะสภาพอากาศก็เป็นได้ และถ้าหากคิวของนักแสดงหรือตารางการถ่ายทำไม่เป็นใจ พวกนั้นอาจไม่ได้กลับมาที่นี่อีก แต่ใช่ว่านั่นเป็นปัญหาที่เขากังวลเสียเมื่อไหร่ ยังมีจอห์นที่ยืนงุนงงเพราะตีความคำพูดของลินไม่ออกอยู่ตรงนี้ทั้งคน เมื่อเขาเฉลยว่า “ก็ค้างที่นี่สิ” ชายหนุ่มถึงค่อยร้องอ๋อออกมาเสียงดังแล้วทิ้งตัวลงนอนอย่างสบายใจ ตอนที่ลินออกมาจากห้องน้ำ อีกฝ่ายก็ผล็อยหลับพร้อมกรนเบา ๆ ไปแล้ว





    เช้าวันรุ่งขึ้นสมกับเป็นฟ้าหลังฝนตกที่อากาศสะอาดและแจ่มใส พวกเขาตื่นสายจนลงมารับดอกไม้ไม่ทัน แต่โชคดีที่คุณลุงจัดแจงวางดอกคาร์เนชั่นช่อโตไว้ในถังให้อย่างดี พวกเขาแบ่งกันถือคนห่อและมุ่งหน้าไปยังร้านของจอห์น ผู้บ่นตลอดเวลาว่าต้องการกาแฟสักแก้วอย่างยิ่งยวด บนชายหาดไกลออกไป ลินเห็นกลุ่มคนกระจุกอยู่อยู่พร้อมกล้องภาพยนตร์และไมค์บูม ทีมงานส่วนหนึ่งกระจายอยู่ตรงโน้นตรงนี้ อาจจะคอยชี้แจงกับคนที่ไม่รู้ว่ามีการถ่ายทำ ใกล้ ๆ กันมีรถตู้หลายคันจอดเรียงรายตามทาง เมื่อเปิดประตูเข้าไปยังเบียทริซ พวกเขาพบว่าดีนกำลังเตรียมเครื่องดื่มหลายแก้วจนมือเป็นระวิง แม้แต่ตฤณก็กลายมาเป็นลูกมือชั่วคราว แน่นอนว่าจอห์นโดนรุ่นน้องถอนหายใจใส่เฮือกใหญ่จนคว้าผ้ากันเปื้อนมาสวมแทบไม่ทัน ภาพของชายหนุ่มสามคนอัดกันอยู่หลังเคาน์เตอร์ดูวุ่นวายดีแท้


    ผู้หญิงผมสั้นที่นั่งกดโทรศัพท์มือถือเงยหน้าขึ้นมาพอดี ดูจากวิทยุสื่อสารที่คล้องคออยู่ เธอน่าจะเป็นทีมงานในกองถ่ายที่มาซื้อเสบียง เมื่อเห็นลิน เธอก็ส่งเสียง “อ๊ะ” แทบจะทันที ก่อนจะเป็นฝ่ายแสดงอาการอึกอักจนต้องหลบสายตาไปเอง เมื่อใคร่ครวญดู ไม่แน่ว่าเธออาจเคยร่วมงานกับเขามาก่อนก็เป็นได้ มีความเป็นไปได้ที่เขาอาจจะเคยรับข้าวกล่องหรือขวดน้ำจากมือเธอ หรือไม่ก็ยื่นเสื้อกันลมให้ช่วยถือระหว่างเข้าฉาก ด้วยเหตุนั้น ลินจึงเอ่ยออกไปว่า “วันนี้อากาศดีนะครับ” ด้วยเสียงที่ดังกว่าที่คิดไว้ จากนั้นก็รีบเดินเอาห่อดอกไม้ไปวางในอ่างใต้บันได ทำเป็นง่วนกับการเตรียมจัดใส่แจกัน


    ขณะที่หัวใจของลินค่อย ๆ สงบลง เขาไม่ทันเห็นว่าแก้มของหญิงสาวกลายเป็นสีชมพู

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
Kanokphorn Ploy (@fb1136011419895)
ขอบคุณนะคะที่เเต่งให้อ่าน ที่ทำให้ตัวละครมีมิติ
pennyrobinn (@pennyrobinn)
ฮืออ ดีมากๆๆ เปิดมาแบบร้อนแรง พาไปดราม่า จบตอนด้วยความน่ารัก ขอบคุณที่แต่งเรื่องดีๆ แบบนี้มาให้อ่านกันนะคะ
pan. (@opacity_jeelet)
เป็นอีกครั้งแล้วที่คุณทำให้เรารู้สึกถึงความเปราะบางของตัวละครทำให้เรารู้สึกเหมือนเขากำลังมีชีวิตอยู่เมืองชายหาดที่ไหนสักที่ระหว่างที่เราอ่านอยู่ ระหว่างที่ต่างคนต่างเล่า รู้สึกถึงความใกล้ชิดมากขึ้นยังไงก็ไม่รู้ค่ะ ถึงจอห์นอาจจะรู้มาก่อนแต่พอได้ยินเรื่องจากปากลินเหมือนก้าวเข้ามาใกล้กันคนละก้าวเลย

แต่พอมานึึึกๆแล้วก็รู้สึกโกรธนะคะ คนเราไม่ควรต้องทิ้งวิถีชีวิตหรืองานทีี่ทำ หลีกหนี หลบซ่อนผู้คนมาเพียงเพราะเขามีความสัมพันธ์กับใครจริงๆ สังคมนี้ไม่เคยใจดีกับคนที่พวกเขาคิดว่าแตกกลุ่มเลยค่ะ
ป.ล.ตอนเปิดมาคุณลินแซ่บๆมากเลย เขินเลยค่ะ;;