My First StoryTan
รีวิวตรงๆ เอกอังกฤษ ลาดกระบัง ปี 3 เทอม 2: จุกๆเลยอ่าจุกๆ
  • โปรดอ่านคำเตือนต่อไปนี้ก่อนเด้อ
    1.รีวิวต่อไปนี้มาจากมุมมอง ความคิดเห็นส่วนตัวของเราต่อรายวิชา โดยอิงจากสิ่งที่ประสบพบเจอ ฉะนั้น หากรุ่นน้องหรือใครก็ตามที่กำลังจะเลือกเข้าศึกษาต่อ อย่าคาดหวังหรือกลัวว่าจะเจอเหมือนกัน 

    2.ในแต่ละวิชา เราจะไม่บอกชื่ออาจารย์ บางวิชาอาจมีการเยินยออาจารย์รายวิชานั้นๆบ้าง แต่รีวิวนี้ ไร้ซึ่งอคติและไม่ได้มีเจตนา จงใจ หรือตั้งใจที่จะประจารณ์บุคคลใดบุคคลหนึ่ง

    3.รีวิวค่อนข้างตรง เราใช้ภาษาตรงไปตรงมา ดีเราก็บอกว่าดี พร้อมบอกว่าดียังไง ไม่ดีเราก็บอกว่าไม่ดีพร้อมบอกว่าไม่ดียังไง ฉะนั้นหากกดอ่านแล้ว อย่าโลกสวย อย่าดราม่า อย่าหาว่าเราพูดแทงใจดำเพราะเรารีวิวตรงๆจากสิ่งที่เจอ แต่ถ้าหากภาษาดูแรงและทำให้ใครขุ่นข้องใจ ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย




    เทอมนี้คือกระอักเลือดหนักที่สุดในชีวิตการเรียน เนื้อหายาก ข้อสอบยาก ยากไปหมดทุกอย่างและขี้เกียจไม่ได้ (แต่ก็ทำ) มันหนักมากจนต้องถอนไปตัวนึงจริงๆนะไม่งั้นเมเนจเวลาไม่ทัน ผลงานออกมาไม่ปัง เรารับไม่ได้อ่าจริงๆ 555555 เป็นเทอมที่วัดทักษะ L1&L2 ได้โหดมากเพราะอ่านเยอะโคตรๆและอ่านยาก มันคือ Academic Reading อย่างแท้จริงภาษาไทยต้องเริ่ดภาษาอังกฤษต้องปัง ยิ่งช่วงสอบคือแทบบ้า จัดระบบไม่ทันเกือบอ๊องเลย เหนือสิ่งอื่นใด เป็นเทอมแรกที่ performance ด้านการสอนของอาจารย์ทุกคนเริ่ดและปังมากอาจารย์สอนดีทุกคนจริงๆและเต็มที่กับนักศึกษามาก และด้วยเหตุนี้นักศึกษาก็กระอักกระอ่วน สู้ศึกหนักอยู่พอควร 55555 อย่างไรก็ตามแต่ละวิชาทำให้แยกแยะโครงสร้างภาษาไทยกับอังกฤษได้เยอะเลย มีวิชาอะไรบ้างไปดูกัน




    วิชาบังคับ

    Language Acquisition

    วิชาเลือกเอก

    Morphology

    วิชาโท

    English Translation into Thai

    Translation for Professional Purposes






    Language Acquisition

    วลีเด็ด:เดี๋ยวอาจารย์จะถามนะคะ/ หัวข้อนี้เค้าพูดว่าไงบ้างเอ่ย

    สอบมิดเทอม/ไฟนอล งานกลุ่ม Reflective Paper: Linguistic Development of Genie, Term Paper 10 หน้า งานกลุ่ม ศึกษาหัวข้อเกี่ยวกับการรับภาษาตามที่สนใจ

    เนื้อหา

    เรียนการรับภาษาแรกและภาษาที่สองดูภาวะและปัจจัยต่างๆที่ช่วยให้การรับภาษามีประสิทธิภาพและอุปสรรคต่างๆต่อการรับภาษา

    ความรู้สึก

    ยาก ทรมานอ่ะทรมานมาก 5555 เนื้อหาเยอะแบบ overload จำเยอะ เป็นวิชาบังคับที่โหดที่สุดแล้วอ่าจริงๆ ที่ตกใจยิ่งกว่าคืออาจารย์บอกว่าเนื้อหาที่เรียนคือแตะๆ ไม่ลงลึก นี่ไม่อยากจะเชื่อ ถ้านี่เรียกว่าแตะคงแตะแบบเอามือจุ่มลงน้ำไปทั้งกำมือ เนื้อหาแบ่งเป็นสองพาร์ทดังนี้

    Part 1: First Language Acquisition

    ครึ่งแรกจะเป็นการรับภาษาแรกจะดูคอนเซปพื้นฐานของการรับภาษาก่อนบทแรกเป็นบทเรียนบทนึงจากหนังสือภาษาทัศนาของอักษร จุฬาฯและเป็นบทเดียวที่เป็นภาษาไทย จากนั้นจะไปดูธรรมชาติของการสื่อสารเป็นบทที่ทึ่งมาก คือตะลึงในความเทพของนักวิจัยอ่าว่าเขาศึกษาเรื่องพวกนี้ได้ยังไงเช่น การสื่อสารของผึ้ง การเรียนรู้ภาษาของลิงสายพันธุ์ต่างๆ บันเทิงเริงใจจากนั้น จะเริ่มเรียนเกี่ยวกับการรับภาษาแรกของเด็กว่ามีปัจจัยอะไรบ้างสมมติฐานต่างๆของนักภาษาศาสตร์ คือละเอียดมากก ดูทุกสเตจของการรับภาษาอ่า  อายุช่วงนี้รับอันนี้ เริ่มสร้างอันนี้ พวก The Wug Test บลาๆ เนื้อหาคืออินเทนส์มากกกอ่านไปร้องไห้ไปเพราะมันเยอะ ช่วงสอบคือตั้งคำถาม นี่คือสิ่งที่ต้องกินเข้าไปจริงๆหรอฮืออออ อยากให้เจอ หนักหนาสาหัสจริงๆจากนั้นจะไปดูบทความในเน็ตที่พูดถึงสมมติฐานของนักภาษาศาสตร์หลายๆคนที่เอามาตีสมมติฐานของลุง Noam Chomsky ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง Universal Grammar กับ Critical Period Hypothesis บางทีก็แอบสงสารลุงนะแต่ลุงก็แถเก่งเหลือเกิน 5555 คนนี้เสนอแบบนี้อ่าเห็นด้วยปรับเปลี่ยนสมมติฐานตัวเองหน่อยไรงี้ ซึ่งโดยส่วนตัวเราแอบเชื่อลุงนะในบางเรื่อง แต่บางเรื่องก็เชื่ออีกกลุ่มนึงคือสมมติฐานนึงจะให้เชื่อทั้งหมดมันไม่ได้อ่า บางอย่างเรายังรู้สึกขัดๆเหนือสิ่งอื่นใด เรามองว่าวิชานี้โคตรมีประโยชน์เพราะเป็นอีกหนึ่งวิชาที่โคตรของโคตรเปิดโลกต่อไปมีครอบครัวมีลูกมีหลานเหลนโหลนหลิงเหลินจะได้รู้ว่ามีแนวทางสอนภาษาเขายังไงถ้าไม่เรียนก็คงไม่รู้หรอกว่าการรับภาษามันมีเวลากำหนดอยู่นะ เรียกว่า Critical Period (ซึ่งเราแอบไม่เชื่อและคิดต่างถ้าวัดกับการเรียนภาษาที่สองอ่านะ) และถ้าไม่เรียนก็คงไม่รู้หรอกว่าสมองคนเรามันเจ๋งขนาดไหน สรุป ทุกอย่างมันล้ำมากแต่ไม่ไกลเกินเอื้อมถึง อย่าง Introduction to Language นี่คือ abstract สุดๆ แต่อันนี้มันไม่ขนาดนั้น แต่อินโทรแลงง่ายกว่านะเอาจริง เพราะชีทวิชานี้อ่านยากบางบทอ่านไม่รู้เรื่อง 55555 ต้องมานั่งฟังเลคเชอร์จากอาจารย์ถึงจะช่วย ตลอดทั้งคอร์ส จะถูกหลอกหลอนไปด้วยคำว่า Universal Grammar, Principle and Parameter, Swiss Army Knight และอีกมาก Term เยอะสุดๆและอย่าคิดว่าเรียนอินโทรแลงเสร็จจะเอาความรู้คืนครูทันทีนะ เพราะเกือบทุกอย่างกลับมาให้หายคิดถึงในคอร์สนี้ แต่บทที่รุนแรงและอิมแพคแรงสุดคือ Linguistic Development of Genie คือร้องไห้อ่าตอนอ่านก่อนไปเรียนคือสงสารมากนะ พอมาในคลาสคือแทบปล่อยโฮ (เวอร์ไป) ไม่อยากเชื่อว่าเด็กคนนึงจะต้องมาเจอกับเรื่องที่โหดร้ายขนาดนี้ ไม่สปอยล์นะต้องมาเรียนเอง แล้วจะเข้าใจ บทนี้ละนำมาซึ่ง Reflective Paper คุณคิดว่า Universal Grammar มีจริงรึเปล่าดิสคัสกับเพื่อนนานมากจ้า ดิสคัสไปบ่นไป สรุปมันมีจริงไหมแว้ แต่มันส์มาก พูดเลยเถียงกันไปมา สรุปจีนี่เรียนรู้หรือรับภาษา และได้เห็นเพื่อนเถียงกันเรื่องวิชาการนับว่าเป็นอะไรที่เกินคาดมากเพราะไม่ค่อยเห็น 55555 บทนี้ดีตรงที่ได้เห็นว่านักภาษาศาสตร์มีระบบการสอนภาษาเจ๋งขนาดไหน

    Part 2: Second Language Acquisition

    ครึ่งแรกจับจุดได้ดีและสนุกอยู่ แต่ตัดภาพมาครึ่งหลัง........

    เนื้อหาครึ่งแรกว่าโหดละนะ ครึ่งหลังคือโหดกว่ามาก อ่านเยอะกว่าครึ่งแรกอีก ที่โมโหสุดคืออ่านชีทไม่รู้เรื่อง คอนเซปไม่ได้แอ้บสแทรคเลยนะแต่คนเขียนเขียนโหดอ่า อ่านโคตรยาก ชื่อหนังสือบอกเป็นอินโทร อยากถามคนเขียนอันนี้อินโทรจริงๆหรอ ครึ่งหลังจะเป็นการรับภาษาที่สอง แต่ดูไปถึง Bilingual Multilingual ด้วย สมมติฐานก็งอกเงยออกมาเป็นดอกเห็ด นั่งเรียนไปอดนึกเครียดไม่ได้ว่าช่วงสอบกูต้องจำแบบต้มกินอีกแล้วหรอ แต่เรียนแล้วรู้เลยนะ ว่าปัจจัยนี้ๆนั้นๆส่งผลต่อการเรียนภาษาที่สองจริงๆ ตัวอย่างเช่น สมมติคนนี้เขียนผิดแกรมม่า เราก็จะสามารถบอกได้ว่า เขามีปัญหาเรื่อง inter or intra แอบรู้สึกว่าครึ่งหลังเนือยๆน่าเบื่อ แต่มีบทนึงที่ไปเกี่ยวกับจิตวิทยา บทนั้นแหละปังมากมันจะเกี่ยวกับทักษะการเรียนรู้และกระบวนการทำงานของสมอง ครึ่งหลังจะได้เห็นนักวิจัยตีกันมากขึ้น ครึ่งแรกตีกันไม่กี่คน แต่ครึ่งหลังตีกันเป็นสิบ ประเด็นคือตีกันเองไม่พอ มาตีกันในหัวตรูอีกตอนสอบ 5555 แต่อ่านแล้วก็นั่งเห็นด้วยกับสมมติฐานนึง และแอนตี้อีกสมมติฐานนึงสุดติ่ง 5555 คือเราเรียนภาษาอ่าเนาะ มันจะรู้สึกว่าเห้ยแนวคิดนี้มันไม่ใช่ สนุกอยู่แต่ก็กดดัน ชอบสุดคือ U-Shaped Development เป็นอะไรที่โคตรเจ๋ง Inductive Process Deductive Process ก็ล้ำและเป็นประโยชน์ต่อการอ่านมากกกก และที่เด่นชัดเลยคือ สิ่งต่างๆเอามาแอพพลายกับการเรียนการสอนภาษาได้ดี อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างในคลาสที่ดูว่ายากแล้ว ก็สู้ความปวดหัวของโปรเจคกลุ่มไม่ได้ Term Paper 10 หน้า เลือกทอปปิคเกี่ยวกับการรับภาษาได้เอง แต่ก็หนักเอาการพอสมควร กลุ่มเราทำเรื่องการรับภาษาของเด็กออทิสซึม บันเทิงมากจ้า เนื้อหาหายาก

    ในด้านการสอน อาจารย์สอนดีนะ อธิบายเข้าใจและเป็นคนที่อ่านหนังสือแตกมากๆ อยากบอกว่าได้ความรู้เรื่องการอ่านมาด้วยนะ จับได้ด้วยว่าผู้เขียนใช้วิธีเขียนยังไง เห็นด้วยไม่เห็นด้วย สรุปพ้อยหลักๆผู้เขียนรู้สึกยังไง มองมุมไหน คือ กราบอ่าจริงๆแต่บางพาร์ทอาจารย์ก็ไปเร็วแบบแร๊ปเวอร์ แต่เข้าใจนะเพราะเวลาสามชั่วโมงกับเนื้อหาที่เยอะมาก มันต้องโคฟเวอร์ให้เร็วสุดติ่ง กราบความเทพของอาจารย์ แนะนำว่าถ้าใครสงสัยอะไรท้ายคาบไปถามเลย อาจารย์ตอบรัวๆ เข้าใจด้วย ตัวอย่างเคลียร์อีกอย่างที่ขอชื่นชมอาจารย์เลยก็คือเนื้อหา เตรียมเนื้อหามาดีมากๆ ละเอียดโหดตอบโจทย์รายวิชา และมีความเชื่อมโยงกันดี ซูฮกเรื่องนี้เลย

    ข้อสอบ

    ช่วงเตรียมสอบมิดเทอมคือเครียดสุด เพราะต้องกินหนังสือแทบทั้งเล่มเข้าไป อ่านไปจำไปร้องไห้ไปที่แท้ทรู แต่เหมือนสวรรค์โปรด มิดเทอมง่ายมากกกกกกกกกก ง่ายเลยล่ะ ไม่ยากเลย โคตรโชคดี 55555 อ่านอะไรมาออกหมด กินอะไรมาคุ้มหมด มีทั้งจับคู่ ช๊อยส์ จริงไม่จริง เขียนตอบ ข้อเขียนแอบยาก อาจารย์ให้เขียนเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง UG, LAD, และอีกอย่างนึง (ซึ่งเราลืม555)ตอนออกมาจากห้องสอบโคตรไม่มั่นใจพาร์ทเขียน แต่คะแนนได้ 10/10 คือเกินคาดมากก55555 เพราะดูจากคะแนนงานเขียนรีเฟรค อาจารย์เป็นคนที่ให้คะแนนพาร์ทเขียนโหดและที่ช๊อคกว่ามีแค่เรากับเพื่อนอีกคนที่ได้คะแนนข้อเขียนเต็ม กรี๊ดสามตลบดัง 8.5เดซิเบล 555555 (ขอยอตัวเองนิสนุงเพราะไม่เคยได้ท๊อปกับเขาเลย) ส่วนไฟนอลรูปแบบข้อสอบเหมือนมิดเทอม แต่แอบยากพาร์ทเขียน มีเขียนตอบ 4 ข้อ เป็นการเขียนเชื่อมโยงที่มันส์แต่เหนื่อย แต่โดยรวมมองว่าไม่โหดมากขนาดนั้น กำลังดี เพราะส่วนใหญ่จะปลายเปิด แต่ก็ต้องมีทฤษฎีที่เรียนมารองรับการโต้แย้งหรือข้อสนับสนุนของเรา มีข้อนึงเราเถียงทฤษฎี critical period ต่อ SLA คือเถียงสุดติ่งมาก อันนั้นแหละสนุกสุด55

    B แอบนอยนิดๆเพราะหวังเอ




    Morphology

    วลีเด็ด: เอกอิ้งตัวจริงหรือเอกอิ้งตัวปลอมครับ

    สอบมิดเทอม/ไฟนอล Term Paper ศึกษาหัวข้อใดก็ได้เกี่ยวกับคำในภาษาใดก็ได้ Seminar วิจัยวิทยาหน่วยคำ

    เนื้อหา

    เรียนวิทยาหน่วยคำภาษาอังกฤษและภาษาไทยนิดๆตามคอนเซปทางภาษาศาสตร์

    ความรู้สึก

    ใครอยากเรียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่มากกว่าการท่องจำและดูความหมาย เจาะคำศัพท์แบบลึกซึ้งแต่ไม่ถึงแฟน ควรลงคอร์สนี้แบบห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่าตอนเรียนพาร์ทมอโฟในวิชาอินโทรแลงตอนปี 2 นี่เฉยๆมาก คืออึ้งในความเป็นระบบของมันนะ แต่ก็ไม่อะไร แต่ด้วยความที่ว่าเราก็แอบอยากรู้โครงสร้างของคำประสมในภาษาอังกฤษว่ามันเกิดได้ยังไง บวกกับโอกาสในการทำเทิมเปเปอร์ศึกษาข้อมูลแบบเชิงลึกก็เลยตัดสินใจลงคอร์สนี้ ซึ่งคิดไม่ผิดเลยจริงๆ จากความรู้สึกเฉยๆกลายเป็นชอบมากกกกก รักมากกกกกก ยกให้เป็นวิชาที่ดีที่สุดตั้งแต่เรียนภาษาศาสตร์มา และดีที่สุดในเทอมนี้ด้วย มันเป็นศาสตร์ที่เจ๋งมากและหาเรียนจากข้างนอกไม่ได้ด้วยนะจ๊ะ (แต่หาอ่านได้นะ5555) ข้อดีคือถึงแม้ว่าเนื้อหาจะค่อนข้าง abstract ตามสไตล์ภาษาศาสตร์ แต่มันไม่โหดร้ายเกินไปที่จะเข้าใจ ซึ่งถ้าให้เทียบกับ Syntax แล้วอันนั้นยากกว่าเย๊อออออะะะะะะะ


    ครึ่งแรกจะเรียนเกี่ยวกับคอนเซปพื้นฐานของมอโฟโลจีเหมือนในอินโทรแลงเลย แต่ลึกกว่าเท่านั้นเอง พวก Morphemes roots stems ประเภทต่างๆ มีดิสคัสหัวข้อนี้นั้นแบบสนุกมาก ยิ่งเวลาเอาไปเปรียบเทียบกับคำในภาษาไทยคือบันเทิงจิต ส่วนต่อๆมาก็จะเกี่ยวกับการสร้างคำ การหามอฟีมอัลลอมอฟ การเน้นเสียงหนักเบาของคำ คำประสม บันเทิงอ่า ชอบมาก เป็นการเรียน prefix suffix ในแบบฉบับแอ้ดว้านซ์ที่โคตรมีประโยชน์เรียนแล้วจะรู้ที่มาที่ไปของ past tense suffix -ed เลยว่าทำไมมันออกเสียงต่างเมื่อไปติดกับกริยาตัวนี้ย้อนกลับไปยันยุค old English middle English กันเลย สนุกมาก เป็นวิชาที่ให้คำตอบเรื่องคำในภาษาอังกฤษได้ละเอียดยิบ ที่เจ๋งโคตรๆคือการศึกษาหน่วยคำผ่านการวาดต้นไม้ แบ่งยูนีทเป็น Bracket เท่อ่า ดีไปหมด อาจารย์ก็ปังมาก เตรียมการสอนมาเป๊ะเวอร์ ด้วยคลาสที่ค่อนข้างเล็ก เรียนกัน 11 คน เวลาดิสคัสคือเฮฮาปาจิงโกะ บางคนคือมาเหนือนะ เสนอไอเดียมาทีนึงคือ เห้ย มันใช่อ่ะไรงี้ 555


    ครึ่งหลังก็มีพวกคำพ้อง คำเนื้อหาคำไวยากรณ์ มันจะไปโยงเข้ากับ Phonology, Semantics, Syntax คือเกร๋กู๊ดมากๆ โดยเฉพาะ Phonology คือเราจะเข้าใจกฎการ stress ในแบบล้ำๆ และนั่งอึ้งว่าเอ้า แบบนี้ก็ได้หรอแว้ 5555 อย่าหาว่าอวยนะ แต่เราชอบมากๆ ดีจริงๆ บทแซ่บๆในครึ่งหลังก็จะมี Lexical Semantics, Idiosyncrasies, Productivity, Calling all Scrabble ซึ่งบทหลังสุดคือเท่มาก เป็นการปิดท้ายคอร์สเรียนด้วยเนื้อหาที่โคตรเจ๋งมันเป็น Phonotactic Rules ของ Consonant Clusters ที่วิเคราะห์การเกิดของคำในภาษาอังกฤษแต่ด้วยความที่ว่าต้องกลับไปเจอตาราง IPA อีกครั้งก็แอบสยองนิดๆและตีปนกันไปหมดในหัว 555 แต่มีอิมเพรสชั่นที่ดีขึ้นเยอะเมื่อเทียบกับตอนเรียนโฟเนติกส์ในปี 1

    ข้อสอบ

    มิดเทอมไม่ยากนะแต่มีพาทนึงยากแบบยากมากกกก ทำไม่ได้เลย แต่นี่เวลาสอบไม่ค่อยมีสติ คะแนนมิดเทอมเลยออกมาแบบแค่ผ่านมา คะแนน ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆได้กันแบบพุ่งมาก คะแนนเต็มร้อยแต่สูงสุด 85 คือเทพเวอร์ แต่เราไม่เก่งอ่าเนาะ แค่ผ่านก็ดีใจแล้ว ส่วนไฟนอล ช่วงเตรียมสอบคือสุดพลังมาก ด้วยความมิดเทอมคะแนนน้อย ไฟนอลเลยไฟลุก ฮึดสู้จำทุกอย่างแบบต้มกิน อ่านทำความเข้าใจแบบครอบจักรวาล เหนื่อยนะแต่รู้สึกสนุกมาก หลงรัก Morphology เข้าอย่างจัง ระบบจะเท่ห์ไปไหน และก็สัมฤทธิ์ผลจริงๆ เพราะไฟนอลเรารู้สึกทำได้ แต่บางพาร์ทก็ทำใจนิดๆ 5555 ไฟนอลคือเขียนตอบมันส์มาก เขียนรัวๆจุกๆ คะแนนออกมาก็ดีใจนะ กระโดดจาก 54/100 มาสู่ 76.5/100 อย่างสวยงาม 5555 หลังไฟนอลก็มีเทิมเปเปอร์ explore topic ที่ตนเองสนใจ เราทำเรื่องการสร้างคำในซีรีส์ไดอารี่ตุ๊ดซี่ สนุกมากกกก บันเทิงอ่า เป็นครั้งแรกที่เขียนเปเปอร์ไปหัวเราะไป ร้องไห้และบ่นไปด้วยเพราะเมื่อยและเหนื่อยมาก แต่หนุกจริง ถ้าได้มีโอกาสทำเป็นวิจัยเลยก็คงมันส์น่าดู

    B+ดีใจสุดพลัง กรี๊ดลั่นบ้านประหนึ่งว่าสอบติดมหาวิทยาลัยอีกรอบ งืออ ดีจัย




    English Translation into Thai

    วลีเด็ด:เวลาเปิดดิค Eng-Eng เปิด Cambridge นะคะ อย่าออกเป็นแคมบริจน์นะคะ ถ้าแคมบริจน์อันนี้ต้องไปหาหมอ

    ควิซคำไทย แปล fiction text 2 ชิ้น non-fiction text 3 ชิ้น  พรีเซ้นบทแปลที่เห็นควรต้องแก้ไข (งานเดี่ยวทั้งหมด)

    เนื้อหา

    เรียนรู้เทคนิคการแปลและการใช้ภาษาไทยให้เหมาะสมไม่ฟุ่มเฟือยพร้อมฝึกแปลจากอังกฤษ-ไทย

    ความรู้สึก

    โอเคเลยนะ อาจารย์สอนดี ตลกมากๆด้วย 555 แต่ละคลาสคือนี่หัวเราะดังมาก เล่นมุขแบบจี้ๆอ่า วิชานี้เราชอบตรงที่อาจารย์ค่อนข้างฟรีในรูปแบบการแปลของนศ. จะแปลยังไงก็ได้ตราบใดที่ยังเก็บความครบ ไม่ผิด ไม่ขาด ไม่เกิน แถมยังสอนให้รู้จักใช้ภาษาไทยแบบไม่ฟุ่มเฟือยอีก คือเริ่ด ทุกคลาสจะมีควิซคำไทย ไม่ยากแต่ก็ประมาทไม่ค่อยได้ เทคนิคต่างๆคือให้ดีมาก ช่วยได้เยอะ ส่วนงานที่เอามาให้แปลก็ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะสองงานแรก เพราะมันเป็นเรื่องสั้นต้องอ่านตีความพอสมควร ส่วนสองงานหลังกลางๆนะ ไม่โหดเท่าไร แต่ก็ไม่ง่าย ที่พีคคือได้แปลข่าวเด็กติดถ้ำหลวง บันเทิง งานมีทั้งแปลเดี่ยวและช่วยกันแปลในคลาส เป็นวิชาที่ได้ฝึกแปลจริงๆเพราะงานเก็บคะแนนเป็นงานเดี่ยวส่วนใหญ่ แต่งานแปลในคลาสคือต้องไปฝึกมาเองจากบ้านแล้วมาดิสคัสกันในคลาส 


    ไม่มีสอบมิดเทอมและไฟนอล แต่มีไฟนอลโปรเจคสองชิ้น ชิ้นแรกคือหาบทความฉบับแปลที่เห็นควรต้องแก้ไข ชิ้นที่สองคือเลือกบทความใดก็ได้มาแปล 1 งาน ส่วนตัวเรามองว่าแปลอังกฤษ-ไทยถือว่ายากระดับนึงนะ แต่ไม่เท่าไทย-อิ้ง มันยากตรงที่เราอ่านเข้าใจตีความได้นะ แต่คิดคำไทยไม่ออกนี่ละประเด็น 5555 และจะเรียบเรียงยังไงให้มันดูเป็นภาษาไทย ไม่ติดรูปแบบของภาษาอังกฤษ แต่ถ้าถามว่าชอบแปลอิ้งไทยหรือไทยอิ้งมากกว่ากัน ส่วนตัวชอบทั้งคู่นะเพราะอยากโปรทั้งคู่เลย พอเรียนจบคลาสเราจะสามารถแยกแยะโครงสร้างภาษาอังกฤษกับภาษาไทยได้ดีขึ้นเยอะ นี่คือข้อดีอย่างนึงที่ได้จากคอร์สนี้ ช่วงใกล้ปิดคอร์ส อาจารย์เชิญนักแปลมืออาชีพมาบรรยายในคลาสด้วย ได้ความรู้และได้หนังสือดีๆกลับมาอีก ดี๊ดีย์ 

    อย่างไรก็ตาม เราว่างานบางงานเป็นงานกลุ่มบ้างก็ได้อ่า เพราะพอเป็นงานเดี่ยว ตัวเทคส์ที่เอามาให้แปลก็จะลดจำนวนคำลง มันเลยดูไม่สุดเท่าไร แต่ก็เข้าใจอาจารย์นะเพราะเขาคงอยากให้ฝึกแบบเต็มที่





    Translation for Professional Purposes

    วลีเด็ด:ขอขิงนิดนึงค่ะขอขิงนิดนึง

    แปลประวัติบุคคล 1ชิ้น, แปลจดหมายเชิญแนว Persuasive 1 ชิ้น, แปลงานโชว์มวยไทย 1 ชิ้น งานเดี่ยวทั้งหมด สอบมิดเทอมไฟนอล

    เนื้อหา

    เน้นเรียนแปลบทความในอุตสาหกรรมต่างๆเช่น โลจิสติก การแข่งรถ การโรงแรม สคริปต์เอ็มซี จดหมายเชิญศัพท์แพงๆ

    ความรู้สึก

    โอเคนะ ดีเลยล่ะแต่จะดีกว่านี้ถ้ามีแปลไทย-อังกฤษด้วย ติดแค่ตรงนี้จริงๆ วิชานี้เน้นแปลงานที่จะพบในชีวิตการทำงานจริงๆ เอกสารจะหลากหลายมาก และ technical terms เยอะมากกกก บางคำเล่นเอาจุก คิดคำไทยยากมาก ส่วนตัวแอบชอบเนื้อหาตัวนี้มากกว่าอิ้งไทยนะ ได้ฝึกน้อยไปหน่อย แต่เรื่องความยากคือยากจริง ศัพท์แสงคือสะพรึง อย่าง Invitation Letters ตอนแรกเราก็งงๆนะทำไมเราต้องแปล55555 แต่พอไปถามอาจารย์ ในสายงานธุรกิจมันต้องแปลจ้า และพอมาดูงานที่อาจารย์เอาให้แปลคือ......... ยากอ่า 5555 ศัพท์นี่แบบโอ้ยย อย่างเช่น จดหมายเชิญมางานแข่งขันเรือใบงี้ 

    สรุปเลยละกันไม่รู้จะรีวิวอะไร 5555 ก็เรียนศัพท์เรียนเทคนิคแปล ช่วยกันแปลในคลาสและแปลงานเดี่ยว ภาพรวมโอเคดีแต่ถ้ามีไทยอิ้งจะโอเคกว่านี้มาก ไฟนอลโปรเจคก็เลือกแปลบทความใดก็ได้แต่ต้องเป็นสายงานธุรกิจ อาจารย์มีมาให้เลือก 35 บทความมั้ง ซึ่งไม่มีอันไหนง่ายจริงๆ ตอนแรกเราเลือกแปลบทความของฟิตเนส คือยากมากอ่ะ ยากเกินไป เลยเปลี่ยนมาเอาบทความมวยไทย ง่ายลงมาหน่อย 5555 ไม่งั้นคงลำบากแย่

    ข้อสอบ

    มิดเทอมยากมากกกกก พาร์ทแปลไม่เท่าไรนะ แต่พาร์ทเกลาอ่าดิ โห๊ะๆๆๆ จะร้องไห้เป็นบทความเกี่ยวกับโครงสร้างนาฬิกาข้อมือแบรนด์ดัง ศัพท์โคตรยาก และเล่นกับเรื่ององศาอีกคือ.....ไฟนอลง่ายลงมาหน่อย แปลบท  MC รายการชงเหล้า แปลเสร็จคืออยากกินเหล้าเลย 555555 แอบยากอยู่แหละแต่ไม่เท่ามิดเทอม




    ปี 3 เทอม 2 เป็นเทอมที่ปลื้มสุด เพราะเนื้อหาแต่ละวิชาคือดีอ่า มองผิวเผินอาจชิล แต่เชื่อเถอะ มันไม่ 55555 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in