I READ YOU A LOTilysm
Review | They Both Die at the End


  • They Both Die at the End
    by Adam Silvera 










               เป็นเรื่องที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเล็งเอาไว้ตั้งแต่เจอชื่อเรื่องและได้ยินพล็อตครั้งแรก แต่ด้วยความที่กลัวมัน angst จัดๆ จนหม่นบวกกับกลัวผิดหวังเลยยังไม่ได้หยิบมาอ่านสักที แต่คำว่าผิดหวังไม่มีอยู่จริง ประทับใจเกินความคาดหมาย หากให้เรทความรู้สึกเราที่มีต่อนิยายเล่มนี้เทียบกับ young adult เรื่องอื่นๆ เรื่องนี้คือยกขึ้นหิ้งไปเลย T___T  มีเพื่อนอยากแนะนำให้เพื่อนอ่าน มีบล็อกอยากลงรีวิวบอกต่อ นานๆ ทีจะเจอนิยาย LGBTQ+ ฝั่งตะวันตกที่ถูกจริตจริงจังเท่านี้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ตัวละครที่ชวนให้ผูกพัน พล็อตที่น่าสนใจตั้งแต่ต้นจนจบ หรือประเด็นที่นิยายทิ้งให้ขบคิด
                
                 แต่ในขณะที่เราชอบมากๆ และมองว่ามันฟีลกู้ดซาบซึ้ง ก็มีคนที่อ่านแล้วดิ่ง อ่านแล้วนึกถึงความสูญเสีย ดังนั้นแม้ว่าเราจะรู้สึกว่าเรื่องนี้ safe and healthy แค่ไหน ก็ขอแปะ *trigger warning: death, traumatic loss* เผื่อหัวใจใครรับไม่ไหวค่ะ 
          
                 ต่อไปนี้จะเป็นรีวิวอย่างละเอียด และจะแจ้งหากมีสปอยล์ค่ะ

               




    เรื่องย่อ

             Mateo (18) ได้รับแจ้งเตือนจาก Death-Cast ว่าเขาจะต้องตายภายใน 24 ชั่วโมงต่อจากนี้ เด็กหนุ่มขี้กลัวที่รู้สึกว่าตนใช้ชีวิตได้ไม่คุ้มค่าจึงลองหาเพื่อนคนสุดท้ายจากแอปพลิเคชั่น Last Friend เพื่อมาอยู่กับเขาก่อนความตายจะมาเยือน จึงทำให้ได้เจอกับ Rufus (17) ผู้กำลังหนีตำรวจอยู่และไม่อยากใช้วันสุดท้ายของตนเองในคุก ทั้งสองออกเดินทางไปสร้างวามทรงจำใหม่ๆ ที่ทำให้วันสุดท้ายของพวกเขามีความหมาย





    ตัวละคร

      

    "I wasted all those yesterdays and am completely out of tomorrows."


              ตัวละครเรื่องนี้คือส่วนผสมของมนุษย์ในโลกความเป็นจริง เราเชื่อว่าทุกคนล้วนเคยมีวินาทีที่มองย้อนกลับมาดูชีวิตตัวเองแล้วรู้สึกว่าเราช่างใช้เวลาไปอย่างไร้ค่า ไม่มีอะไรน่าจดจำ เรามีชีวิตไปทำไม ดังนั้นตัวละครในเรื่องจึงมีความเรียลสูงมากๆ ไม่ว่าจะเป็น Mateo ที่รู้สึกว่าตนแทบไม่ได้ออกจากคอมฟอร์ทโซน Rufus ที่ยังเจ็บปวดจากความสูญเสียในอดีต หรือตัวละครอื่นๆ ที่ไม่มีทางรู้เลยว่าตนจะตายในวันไหน เราหลงรักความ lost ของตัวละครหลัก หลงรักความ relatable ที่ยิ่งอ่านยิ่งอิน ยิ่งนึกถึงตนเองในทุกๆ ฉาก เช่ื่อว่าทุกคนจะมองเห็นตัวเองในนิยายเล่มนี้ไม่ว่าเราจะเป็นคนที่บ้าระห่ำสุดเหวี่ยงหรืออินโทรเวิร์ตขี้อายขนาดไหน 


              นิยายไม่เพียงทำให้เราตั้งคำถามว่าถ้าเรารู้วันตายตัวเอง เราจะทำอะไรในวันสุดท้าย แต่ยังให้ไอเดียกลับมาว่า เราทำอะไรได้บ้าง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่เราได้ผจญภัย หัวเราะ ร้องไห้ เรียนรู้และเติบโตไปกับ Mateo และ Rufus มันสร้างแรงบันดาลใจ จุดไฟกองเล็กๆ ในตัวเราให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง อยากจะใช้ชีวิต อยากจะค้นหาตัวเองจนพบ อยากจะตายไปแบบไม่เสียดาย เรื่องนี้ปั้นตัวละครออกมาได้ทรงพลังแบบนั้น ไม่น่าเชื่อเลยว่าการอ่านนิยายเกี่ยวกับคนที่กำลังตายจะทำให้เรา feel more alive than ever


              นิสัยตัวละครเองก็เป็นจุดแข็งของเรื่องนี้ เพราะว่า Mateo น่ารักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก น่ารักใจเจ็บ T______T คิดภาพหนุ่มน้อยใส่แว่นขี้อายขี้กังวลแต่ใจดีมากๆ จิตใจงดงามแบบอ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกอยากหอมหัวน้องไม่ไหว แบบนั้นเลย u ___ u พ่ายแพ้คาร์แบบ Mateo มากจริงๆ อ่านแล้วใจฟูใจอุ่นที่มีคนแบบนี้อยู่บนโลก (นิยาย) ส่วน Rufus ก็แสนเท่แสนตลก เวลาอ่านแล้วเห็นภาพ Rufus ยิ้มทะเล้นขี้แกล้งอยู่ตลอดเวลา ทั้งสองเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามที่หากันจนเจอแล้วเติมเต็มกันได้พอดี ต่างคนต่างช่วยให้อีกฝ่ายค้นพบ a better version of themselves รู้ตัวอีกทีก็ร้องสะอื้นเพราะทั้งสอง deserve ที่จะอยู่บนโลกนี้ต่อไปนานๆ T _ T อดเอาใจช่วยให้ตอนจบไม่เหมือนชื่อนิยายไม่ได้


               ส่วนในเรื่องของเคมี ถ้าอยู่ใน ao3 ก็จะติดแท็ก friends to lovers, opposites attract, fluff, a little bit of angst and then a lot, และ slow burn!!!!! ขออวยความสโลว์เบิร์นหน่อย ถือว่าหายากมากในหมวด LGBTQ+ young adult เรื่องนี้ความสัมพันธ์พัฒนาช้าจริงๆ ค่อยๆ ไปทีละสเต็ปมาก แต่ยิ่งอ่านยิ่งเขิน อ่านไปยิ้มไป เขินบ้าบอกับหน้าหนังสือ u/////u รู้ว่าเค้าคู่กันนะแต่ก็แสนลุ้น ประหนึ่งตามโมเม้นคู่ชิป  ฉากกุ๊กกิ๊กแบบพอประมาณนี่ทำให้ใจเต้นมากจริงๆ อยากกดเข้า ao3 ไปอ่านฟิคคู่นี้ต่อมากๆ อินแบบนั้นเลย ๕๕๕๕๕๕๕๕   

               





    มีสปอยล์


               ขอเวลานอก ขอหวีดนิดนึง ;/////; ชอบดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เห็นการพัฒนาความรู้สึกของทั้งคู่มากเลย เหมือนคลิเช่แต่ไม่คลิเช่ ชอบไอเดียที่ Mateo แนะนำให้ Rufus ใส่สีสันลงไปในไอจี เฮ้ย ครีเอทีฟจัง ทำให้รู้สึกว่ามีมวลความสดใสอยู่ในเรื่องเวลาที่เค้าไปไหนมาไหนด้วยกัน ชอบที่ Rufus ใจดี ไม่โวยวายไม่ดุน้อง Mateo แถมชอบแอบถ่าย Mateo บ่อยๆ คือคำบอกรักที่ไม่ต้องพูดออกมา แล้วเวลาอยู่ด้วยกันมีน้อยก็จริงแต่ยังมีจังหวะเล่นตัว รอให้อีกคน make a move ก่อน ชอบมากกรี๊ดดดดดดดด T////T ใจเหลวไปหมด ทั้งๆ ที่ระยะเวลาสั้นมากแต่เรากลับรู้สึกผูกพันและเห็นความเป็นไปได้นับพันของคู่นี้ แต่ก็เศร้าที่ทั้งสองมีเวลาให้กันได้แค่วันเดียวจริงๆ ทำไมโลกถึงโหดร้ายจัง อินจนแบบ ฮื้ออออ จะขอเชื่อเรื่องโลกหลังความตายเพราะอยากให้เขาอยู่ด้วยกัน u ____ u


    หมดสปอยล์





               นอกจากจะเป็นเรื่องที่ตัวละครดี ตัวละครมีพัฒนาการ (แม้จะค่อนข้างตรงๆ ทื่อๆ ไม่ซับซ้อนนัก) และตัวละครรักกันเขินกรุบกริบแล้ว เรื่องนี้ยังให้พื้นที่ minority/marginalized group และเน้นความหลากหลายมากๆ ในแง่เชื้อชาติก็มีตัวเอกที่เป็น Puerto Rican และ Cuban American ในแง่รสนิยมทางเพศก็มีทั้ง gay, lesbian, bisexual ฯลฯ พูดได้ว่าเป็นนิยายอเมริกันที่อ่านแล้วแฮปปี้ ไม่ so white จนเอียน นอกจากนี้ นิยายจะมีพาร์ทตัวละครอื่นๆ ที่อาจจะโผล่มาคนละนิดละหน่อย แต่มีความสัมพันธ์โยงใยกันเต็มไปหมด ทำให้รู้สึกว่าเป็นนิยายที่เน้น web of relationships การที่มนุษย์ทุกคนล้วนเกี่ยวข้องส่งผลกระทบต่อกันและกัน เลยยิ่งประทับใจเข้าไปใหญ่ที่คนเขียนดูใส่ใจกับจุดนี้ด้วย ตอกย้ำเรื่อง kindness and love ซึ่งเป็นอีกธีมที่พบได้ในเร่ื่องนี้





    เนื้อเรื่อง


    "Maybe it's better to have gotten it right and been happy for one day instead of living a lifetime of wrongs."


               เป็นนิยายที่เน้น coming of age และการเดินทางค้นหาตัวเองเป็นหลัก ผสมผสานด้วยเรื่องครอบครัวและมิตรภาพที่อ่านแล้วตื้นตันไปอีกแบบ พล็อตโดยรวมถือว่าสนุกอ่านเพลิน สร้างสรรค์แต่ก็ยังสมเหตุสมผล ยอมรับว่าหลายๆ ฉากก็คลิเช่อยู่ แต่พอเป็น LGBTQ+ มันก็ยัง satisfying มากมากกกกกกกกกกกกกกอยู่ดี เราชอบเก็บไว้อ่านสบายๆ ฮีลจิตใจ y _ y การเดินเรื่องมีจังหวะที่พอเหมาะ ไม่เร็วไม่ช้า ทิ้งเวลาให้คนอ่านได้ตกตะกอนความรู้สึก มู้ดแอนด์โทนแอบฟีลกู้ด สอดแทรกด้วยมุกตลกขบขันนิดๆ หน่อยๆ เพราะตัวละครน่ารัก และตัวละครทั้งสองแผ่พลังบวกค่อนข้างสูงจึงทำให้เรื่องไม่หนักหนาจนเกินไป


                อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้พูดถึงการสูญเสีย ความตายและความหมายของชีวิต ดังนั้นเนื้อหาอาจจะทริกเกอร์ผู้อ่านบางกลุ่มที่อาจเคยเสียคนใกล้ชิด หรือรู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมาย ถ้าถามถึงช่วงเศร้าและหดหู่ในเรื่อง ก็ยอมรับว่าน้ำตาหยดแหมะๆ ไปหลายฉาก มองว่ามันแสนจะขื่นขมกลมกล่อม  เป็นรสชาติที่แท้จริงของชีวิต ใครที่เป็นสาย angst นิดๆ น่าจะชอบ


                ชอบที่เรื่องนี้เปิดหลากหลายประเด็นให้ดิสคัสด้วย เช่นเรื่องการรู้วันตายว่าจริงๆ รู้หรือไม่รู้ดีกว่ากัน การใช้ชีวิตแบบไหนจึงจะถือว่าคุ้มค่า (If there's really such a thing) โลกหลังความตายน่าจะเป็นอย่างไร เหมือนนิยายกระตุ้นให้เราได้สำรวจมุมมองที่เราเองมีต่อความตาย แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งเมสเสจชัดเจนว่าการปฏิบัติต่อผู้อื่นหรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตอื่นด้วยความใจดี ความรัก นั้นเป็นสิ่งที่ rewarding ที่สุดอย่างหนึ่งในโลกใบนี้ และอาจจะนำไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้


                 สรุปแล้ว They Both Die at the End คือนิยายน้ำดีที่จุดประกายความหวังได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้เราอยากจะใช้ชีวิตไปในแบบที่ตนเองชอบทุกๆ วัน และอยากเป็นคนที่ดีขึ้นเหมือน Mateo และ Rufus เรารักการเดินทางของตัวละคร พัฒนาการของตัวละคร รักแม้กระทั่งเนื้อเรื่องที่อาจจะดูหดหู่ไปบ้างแต่ก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมจริง ตลอดทั้งเรื่องย้ำเตือนว่าความตายคือสิ่งที่เราทุกคนหลีกหนีไม่พ้น แต่เราก็ยังมี potential ที่จะมีความสุขได้แม้กระทั่งวันตายตัวเอง 


                ข้อเสียหนึ่งเดียวสำหรับเราคือเนื้อเรื่องที่เป็น side story ของตัวละครอื่นที่แทรกๆ ตามตอนออกจะน่าเบื่อและเบรกมู้ดที่กำลังอินกับตัวละครหลักไปนิดหน่อย ;____; รัก Mateo มากจนอยากใช้เวลากับเค้าเยอะๆ ไม่ใช่อะไร แง้ ๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕๕


                 ในส่วนของภาษา เทียบกับนิยายประเภทเดียวกันคือศัพท์ไม่ยาก โครงสร้างประโยคไม่ซับซ้อน แถมบรรยายน้อย เน้นบทสนทนา รู้สึกว่าอ่านลื่นไหลไม่สะดุดเลยจริงๆ โควทสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ย้ำว่ามากกกกกกกกกกกกกกกกกก สวยจริงๆ อ่านแล้วกระแทกกระทบใจจนอยากจะเขียนแปะโพสอิทไว้เตือนใจตัวเอง  T____T ยกตัวอย่างโควทที่ชอบ





    "Life isn't meant to be lived alone. Neither are End Days." 

    "No one goes on, but what we leave behind keeps us alive for someone else."






    ความรู้สึกส่วนตัว


                  เป็นอีกเล่มที่ไม่ควรพลาดสำหรับคนที่ชอบนิยาย young adult แนวตามหาความหมายชีวิต ตามหาตัวตน แถมยังมีแก่นเรื่องเป็นความตายอีก เราชอบรีวิวของคุณคนนึงที่เปิดอ่านผ่านๆ ไปแต่เห็นคำว่าเรื่องนี้เป็น young adult ที่ไม่ตื้นเขิน เห็นด้วยมากๆ อ่านมาก็หลายเรื่องแต่เรื่องนี้ความสนุกกับเมสเสจลึกซึ้งมันไปด้วยกัน อ่านแล้วคิดตามเกือบทั้งเรื่องว่าถ้าเป็นเรา เราจะทำอะไร และอ่านแล้วก็มีความสุขนะที่ได้ตามดูตัวละครใช้ชีวิตวันสุดท้ายในแบบที่เป็นตัวเองที่สุด ดีใจที่หยิบเล่มนี้มาอ่าน เตรียมใจเศร้าแต่จริงๆ ดันรู้สึกมีความหวังที่จะใช้ชีวิตซะงั้น เรื่องนี้มาช่วยเราได้ทันช่วงเวลาที่กำลังตึงเครียดหดหู่พอดี ดังนั้นอยากขอบคุณ Mateo และ Rufus ที่ทำให้เราได้ยิ้มได้วันละนิดละหน่อยเวลาอ่าน u w u รักมากๆ เทียบกับนิยายที่ Adam แต่งแล้วเราเคยอ่าน (More Happy Than Not, What If It's Us) เราคิดว่านี่คือเรื่องที่เราประทับใจที่สุดและตราตรึงไปอีกนาน 


                   สุดท้ายแล้วความตายก็อยู่ใกล้ตัวเราทุกคนจริงๆ นั่นแหละ แต่ถ้าโลกนี้ไม่มีความตาย เราก็คงใช้ชีวิตไปอย่างไร้จุดหมายแย่เลย นึกถึงซีรีส์ The Good Place ที่พอมนุษย์ได้ใช้ชีวิตไปจนชั่วฟ้าดินสลาย ทุกคนก็ค่อยๆ สูญเสียความสุขที่แท้จริงไป บางทีทุกนาทีนี้อาจจะมีค่าเพราะเรารู้ว่ามันจะหมดในสักวันก็ได้

     

                   บางทีความหมายของชีวิตอาจจะไม่ใช่การทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นการใส่ใจกับเสี้ยวนาทีเล็กๆ




    "No matter how we choose to live, we both die at the end."




    So "treat each day like a lifetime" 




    - ilysm.












Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in