My First Storyppasiri
CONCERT REVIEW: TAYLOR SWIFT'S REPUTATION STADIUM TOUR
  • คอนเสิร์ตที่เราจะมาวิเคราะห์และรีวิวให้ทุกคนอ่านวันนี้ก็คือ Reputation Stadium Tour ของ Taylor Swift นั่นเอง โดยทัวร์คอนเสิร์ตนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 และสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 มีจำนวนโชว์รวมทั้งสิ้น 53 โชว์และผู้เข้าชมทั้งหมด 2.55 ล้านคนเลยทีเดียว ซึ่งเราได้มีโอกาสรับฟังและรับชมเทปบันทึกคอนเสิร์ตรอบวันที่ 6 ตุลาคม 2561 ซึ่งจัดแสดงที่ AT&T Stadium, Texas ผ่านแอปพลิเคชัน Netflix สำหรับใครที่เป็นสมาชิก Netflix อยู่ก็สามารถเข้าไปค้นหาดูตามได้ง่ายๆเลย คลิปคอนเสิร์ตยาวจุใจเกือบสองชั่วโมง ภาพและเสียงก็คมชัดคุณภาพดีมากๆ ทำให้แม้จะเป็นการรับชมแบบออนไลน์แต่ก็รู้สึกอินเหมือนได้ไปอยู่ในคอนเสิร์ตจริงๆเลย 

    (https://www.imdb.com/title/tt9426852/)
    เหตุผลที่เราเลือกรับชมคลิปการแสดงคอนเสิร์ต Reputation Stadium Tour ของ Taylor Swift นี้ก็เพราะเทย์เลอร์เป็นหนึ่งในศิลปินคนโปรดของเราที่เราชื่นชอบและติดตามผลงานมาตลอดหลายปีตั้งแต่เรายังเด็กๆเลย เรารู้สึกว่าเทย์เลอร์เป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์และความสามารถมากๆ เป็นคนที่เหมือนเกิดมาเพื่อเป็นศิลปินจริงๆและเป็นคนที่เราสัมผัสได้ถึง passion และความตั้งใจของเขาผ่านผลงานเพลงและการแสดงที่ออกมา ไม่ว่าเขาจะทำเพลงแนวไหน เราก็รู้สึกว่าเขาทำได้ดีหมด ออกเพลงอะไรมาเราก็ประทับใจและชอบมากๆตลอด ไม่เคยผิดหวังเลย เราจึงอยากไปชมคอนเสิร์ตของเทย์เลอร์ของจริงให้ได้สักครั้งในชีวิต ย้อนไปเมื่อตอนปี 2557 เทย์เลอร์กำลังจัด The Red Tour และไทยก็เป็นหนึ่งในที่หมายที่เทย์เลอร์จะมาจัดคอนเสิร์ต แต่ช่วงนั้นประเทศเรากำลังมีความไม่สงบจากการชุมนุมทางการเมืองพอดี คอนเสิร์ตนี้จึงได้ถูกยกเลิกไป และตลอด 7 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ที่ยิ่งมีโควิดระบาดอีก เทย์เลอร์ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมาจัดคอนเสิร์ตในไทยอีกเลย เมื่อเห็นว่า Netflix ได้นำเทปบันทึกคอนเสิร์ต Reputation Stadium Tour มาลงให้รับชม ซึ่งคอนเสิร์ตนี้เป็น full statdium tour ครั้งแรกของเทย์เลอร์ที่ production อลัง เพลงที่เทย์เลอร์เลือกมาแสดงก็ปัง เราจึงไม่รีรอและรีบกดเข้าไปรับชม ซึ่งเมื่อได้รับชมแล้ว เราก็พูดได้เต็มปากว่าอยากแนะนำให้ทุกคนได้ลองไปดูจริงๆ เราชอบมากๆ สนุกมากๆและไม่ผิดหวัง จริงๆคือมีหลายอย่างที่เกิดคาดหวังด้วยซ้ำเราประทับใจในทุกองค์ประกอบของคอนเสิร์ตนี้ทั้งเสียงร้อง ดนตรี เวที ชุด ทีมนักเต้น คอนเสิร์ตนี้เป็นคอนเสิร์ตที่ถือว่าครบรสมากๆ พลังที่เทย์เลอร์ส่งมาถึงคนดูระหว่างโชว์ก็เป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มอารมณ์และประสบการณ์ ทำให้แม้เราจะเป็นผู้ชมที่รับชมคอนเสิร์ตแบบออนไลน์อยู่ที่บ้านแต่ก็รู้สึกสนุกไม่แพ้ผู้ชมที่อยู่ในฮอลล์คอนเสิร์ตนี้ของจริงเลย
  • ก่อนจะไปพูดถึงรายละเอียดเพลงต่างๆที่เราประทับใจในคอนเสิร์ตนี้ เราก็ขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ Taylor Swift กันคร่าวๆก่อนสักนิด Taylor Alison Swift (เทย์เลอร์ แอลิสัน สวิฟต์) หรือที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อ Taylor Swift เธอเป็นนักร้องและนักแต่งเพลงชาวอเมริกันชื่อดัง ขณะที่เธอมีอายุ 14 ปี เธอได้เริ่มทำงานเกี่ยวกับเพลงแนวคันทรีที่เธอหลงรักโดยได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลง Big Machine Records และเป็นนักแต่งเพลงที่อายุน้อยที่สุดที่ได้เซ็นสัญญากับบริษัท Sony/ATV Music Publishing

    สำหรับอัลบั้มแรกของ Taylor Swift นั้นมีชื่อเดียวกันกับชื่อของเธอ โดยวางจำหน่ายในปี 2006 ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนเพลงอย่างมาก ส่งผลให้อัลบั้มเปิดตัวในอันดับที่ 5 ของ Billboard 200 chart และอยู่ในชาร์ตได้นานที่สุดในทศวรรษ 2000 และซิงเกิ้ลที่ 3 "Our Song" ทำให้เธอกลายเป็นคนที่มีอายุน้อยที่สุดที่แต่งเพลงด้วยตัวเองและสามารถขึ้นอันดับ 1 บน Billboard Hot Country Songs chart 
    หลังจากนั้นเส้นทางสายดนตรีของเธอก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเธอได้ปล่อยอัลบั้มออกมามายมายหลายแนวเพลง โดยอัลบั้มแรกๆจะเป็นแนว Country ที่เธอชื่นชอบ เช่น Taylor Swift (2006) Fearless (2008) Speak Now (2010) อัลบั้มต่อมาจะเริ่มมีความ Pop เข้ามาผสมกับ Country มากขึ้น อย่าง Red (2012) และอัลบั้มต่อๆมาก็ได้เปลี่ยนเป็นแนว Pop เต็มตัว ได้แก่ 1989 (2014) Reputation (2017) Lover (2019) และสองอัลบั้มล่าสุดอย่าง Folklore (2020) และ Evermore (2020) ที่เป็นแนว alternative เทย์เลอร์ถือเป็นนักร้อง light lyric soprano มีช่วงเสียง B2 – G5 – D6 (3 octaves, 1 note and a semitone) เทย์เลอร์เป็นคนที่ไม่ได้ร้องเพลงโดยใช้เทคนิคอะไรแพรวพราวมาก แต่เอกลักษณ์ของเธอคือเสียงที่นุ่มและหวาน ฟังง่าย อบอุ่น สบายหู รวมถึงเนื้อเพลงที่ใช้ภาษาสวยลึกซึ้งกินใจ (https://music.trueid.net/th-th/detail/P1KMOoLvW3nm)

    (https://www.miaminewtimes.com/music/concert-review-taylor-swift-at-hard-rock-stadium-august-18-10643847)

    ถึงแม้ Reputation Stadium Tour จะเป็นคอนเสิร์ตสำหรับอัลบั้ม Reputation ซึ่งเป็นอัลบั้มล่าสุดของเทย์เลอร์ในปีนั้น แต่เทย์เลอร์ก็ได้เลือกหยิบเพลงจากอัลบั้มที่ผ่านๆมาของเธอทุกอัลบั้มมาแสดงด้วย เช่น Should've Said No จาก Taylor Swift, You Belong With Me จาก Fearless, Long Live จาก Speak Now, All Too Well และ We Are Never Ever Getting Back Together จาก Red, Shake It Off และ Blank Space จาก 1989 เพลงหลากหลายสไตล์เหล่านี้จึงทำให้คอนเสิร์ตนี้มีความสนุก น่าตื่นตาตื่นใจ มีครบทุกอารมณ์และสื่อถึงตัวตนความเป็น Taylor Swift ในหลายๆด้านได้อย่างดี โดยคอนเสิร์ตนี้ดำเนินด้วยการขับร้องเดี่ยวของเทย์เลอร์เป็นหลักและมีกลุ่มนักร้องคอรัสคอยช่วยประสานเสียงอยู่ด้านหลัง 

    (https://finance.yahoo.com/photos/end-era-taylor-swift-ends-172435264/)
    Setlist ของคอนเสิร์ตนี้มีทั้งหมดด้วยกัน 24 เพลง โดยบางเพลงจะไม่ได้แสดงเต็มเพลงแต่เทย์เลอร์นำมาทำเป็น medley ความยาวของคอนเสิร์ตอยู่ที่ประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง โดยแบ่งโชว์ออกเป็นประมาณ 7 ช่วงหลักๆ ซึ่งแต่ละช่วงก็จะให้อารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป คอนเสิร์ตนี้จะพาผู้ชมไปสัมผัสกับอารมณ์ที่มีทั้งขึ้นมีทั้งลงสลับสับเปลี่ยนกันไปตามแนวเพลงที่แสดงในช่วงนั้นๆ รวมถึงเวที การจัดแสง สี ภาพที่ฉายบนจอและชุดที่เทย์เลอร์ใส่ อย่างช่วงแรกสุดจะเปิดคอนเสิร์ตมาด้วยความหนักแน่น มีพลัง ออกแนวเท่ๆหน่อยเพื่อปลุกความตื่นเต้น เร้าอารมณ์ผู้ชมเพื่อเริ่มคอนเสิร์ต ต่อมาช่วงที่สองจะเริ่มเปลี่ยนเป็นเพลงแนว R&B ที่ให้อารมณ์และสื่อเนื้อหาที่ intense ขึ้น ต่อมาช่วงที่สามเป็นช่วงที่เปลี่ยนไปแสดงเพลงแนวสดใสขึ้น ให้อารมณ์สนุกๆ ดูแล้วต้องยิ้มตาม ขยับตาม ช่วงที่สี่เป็นช่วงที่เทย์เลอร์พาคนดูย้อนกลับไปสมัยอัลบั้มแรกๆ ไปสัมผัสกลิ่นอายเก่าๆของเธอด้วยกีต้าร์และเพลงแนว Country เป็นช่วงที่ให้อารมณ์อบอุ่น เบาๆสบายปนซึ้ง ต่อมาช่วงที่ห้า เทย์เลอร์ก็ปลุกเอเนอร์จี้ความเร้าใจขึ้นมาอีกรอบด้วยเพลงแนว Pop ก่อนจะเชื่อมต่อไปยังช่วงที่หก ซึ่งเป็นช่วงที่ให้ความรู้สึกจมดิ่ง มืดๆหม่นๆที่สุดในคอนเสิร์ตนี้ด้วยเพลงที่เน้นเสียงกลองและเสียงร้องโทนต่ำ แล้วต่อด้วยเพลงที่เทย์เลอร์นำเปียโนออกมาบรรเลงเอง และเมื่อเดินทางมาถึงช่วงที่เจ็ดซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของคอนเสิร์ต เทย์เลอร์ก็ดึงอารมณ์คนดูให้กลับมาสดใสอีกครั้งด้วยเพลง Pop แนวหวานๆ ฟังแล้วให้ความรู้สึก bright&uplifting เพื่อเป็นการจบคอนเสิร์ตลงอย่างสวยงาม น่าประทับใจ



  • (https://silentpartnersstudio.com/taylor-swift-4/)
    สำหรับเพลงที่เราประทับใจและอยากนำมาแบ่งปันให้ทุกคนก็มีอยู่ 7 เพลงจาก 7 ช่วงการแสดง สำหรับเพลงแรกก็คือเพลง ...Ready for It? ซึ่งเทย์เลอร์เลือกนำมาร้องเป็นเพลงเปิดคอนเสิร์ตอาจเพราะความหมายของชื่อเพลง ซึ่งเราก็รู้สึกว่าเพลงนี้เหมาะมากๆที่จะนำมาใช้เป็นเพลงเปิดคอนเสิร์ต เพราะด้วยความที่เป็นเพลงแนว Electropop, Industrial Pop, และ EDM ที่แอบมี Dancehall และ Trap มาผสมด้วย รวมถึงมีการร้องกึ่ง rap ของเทย์เลอร์บวกกับเสียง bass และกลอง ส่วนในท่อนท้ายของเพลง ก็มีการเพิ่มไลน์ร้องประสานของนักร้องคอรัสเข้ามาตลอดเพื่อเพิ่มพลังให้กับเพลงเข้าไปอีก ทำให้เมื่อฟังเพลงนี้แล้วจะรู้สึกตื่นเต้น ถือเป็นการเร้าอามณ์และปลุกใจให้คนดูพร้อมที่จะสนุกไปกับคอนเสิร์ตได้อย่างดี

    (https://frameweb.com/project/reputation-stadium-tour)
    End Game เป็นเพลงจากช่วงที่สองที่เราประทับใจ เพลงนี้จริงๆแล้วมี Ed Sheeran และ Future มา featuring ด้วย ซึ่งเสียงนุ่มๆของ Ed Sheeran และ rap เท่ๆของ Future เป็นส่วนผสมที่มาช่วยเพิ่มเสน่ห์และลูกเล่นให้กับเพลงนี้มากๆแต่น่าเสียดายที่ทั้งคู่ไม่ได้มาร่วมแสดงในคอนเสิร์ตนี้ด้วย เพลงนี้เป็นเพลงแนว Pop Rap และ Power Pop ที่มีส่วนผสมของ Hip-Hop และ R&B รวมถึงมีการใช้ cadences, rap beats, bass guitar และ Hip-Hop influenced drums เป็นเพลงที่มีความเท่ปนชิลๆมั่นๆ ฟังแล้วจะรู้สึกเพลิดเพลิน โยกตามเบาๆ ฟังได้เรื่อยๆไม่มีเบื่อเลย สำหรับเพลงนี้เทย์เลอร์ใช้เสียงร้องในช่วง C4-G5 และสำหรับในเวอร์ชันคอนเสิร์ตก็ได้มีการเพิ่มเสียงร้องประสานไปในหลายท่อนเพื่อเพิ่มมิติและ impact ให้แก่เพลง


    (https://www.youtube.com/watch?v=_qIjHKxnakU)
    Shake It Off เป็นอีกหนึ่งเพลงดังของเทย์เลอร์ที่เราชอบมากๆ ชอบตั้งแต่ตอนปล่อยออกมาเมื่อ 7 ปีที่แล้ว จนถึงทุกวันนี้พอได้กลับมาฟังเมื่อไหร่ก็ยังชอบไม่เปลี่ยนและไม่รู้สึกว่าเก่าเลย เราจึงอยากฟังการแสดงเพลงนี้ในคอนเสิร์ตมาตลอดและพอได้มาฟังในคอนเสิร์ตนี้แล้วก็ประทับใจมากๆ เพราะในคอนเสิร์ตนี้มี Camila Cabello และ Charli XCX มาร่วมขึ้นโชว์ช่วยเพิ่มสีสันและความซาบซ่าให้กับเพลงนี้เข้าไปอีก การแสดงเพลงนี้เป็นช่วงที่ดูแล้วต้องลุกมาเต้นตามสมชื่อและเนื้อหาของเพลงที่เทย์เลอร์ต้องการบอกว่าเธอไม่สนไม่แคร์พวกคนที่คอยกล่าวร้ายเธอแล้ว ซึ่งเธอแสดงออกถึงความไม่สนไม่แคร์ด้วยการใช้จังหวะสนุกสุดเหวี่ยง 160 bpm และดนตรีแนว uptempo dance-pop ที่เพิ่มเอกลักษณ์ให้โดดเด่นและสนุกยิ่งขึ้นด้วยเสียง saxophone แล้วยังมีการใส่ looping drum beat กับ handclap-based bridge เข้าไปด้วย นอกจากนี้เพลงนี้ยังมีการเล่นคำซ้ำเยอะๆในท่อนฮุก ทำให้เพลงติดหู คนฟังจดจำและร้องตามได้ง่าย ร้องได้อย่างสนุก ซึ่งความสนุกของเพลงนี้ก็ทำให้เทย์เลอร์เองมันจนช่วงท่อนสุดท้ายเธอมีการร้องแบบ improvise เกือบทั้งท่อน

    (https://www.billboard.com/articles/columns/pop/8487527/taylor-swift-reputation-stadium-tour-surprise-songs-playlist/)
    All Too Well เพลงนี้เป็นเพลงแนว Country, Soft Rock และ Power Ballad ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเพลงตำนานของเทย์เลอร์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น best written song ที่มีเนื้อเพลงที่ powerful มากๆ ในคอนเสิร์ตนี้เทย์เลอร์ขับร้องเพลงนี้สดๆด้วยเสียงช่วง F3-D5 ไปกับ acoustic guitar ที่เธอบรรเลงเอง บรรยากาศในสเตเดียมที่มีแค่เสียงร้องอันทรงพลัง เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์และเสียงกีต้าร์สดๆทำให้คนดูดื่มด่ำและอินไปกับความรู้สึกและเนื้อเพลงที่เทย์เลอร์สื่อออกมาอย่างลึกซึ้งถึงความรักเมื่อวัยย่าง 21 ปี ซึ่งเป็นความทรงจำช่วงที่เธอมีความสุขที่สุดแต่ก็เจ็บปวดที่สุดด้วยเช่นกัน

    (https://hellogiggles.com/reviews-coverage/taylor-swift-reputation-tour-review/)
    Bad Blood เพลงนี้เป็นเพลงที่ให้อารมณ์ค่อนข้างร้อนแรงและดุเดือดเนื่องจากมีเนื้อหาที่เทย์เลอร์พูดถึงเพื่อนสนิทที่ทรยศเธอ เพลงนี้จึงถูกบรรเลงออกมาในแนว Pop และ Hip-Hop พร้อมเสียง stomping drum อันหนักแน่น ซึ่งในคอนเสิร์ตนี้ เทย์เลอร์ก็ได้นำเพลงนี้ไป medley กับเพลง Should’ve Said No ด้วยการเอา melody เอกลักษณ์ของ Should’ve Said No ที่บรรเลงด้วยกีต้าร์มาเล่นเชื่อมผสมกับเสียง bass  และคีย์บอร์ดไฟฟ้าของ Bad Blood ซึ่งเพลง Should’ve Said No เป็นเพลง Pop-Rock ที่มีดนตรีและเนื้อหาที่ดุเดือดและ dramatic เช่นเดียวกับ Bad Blood การนำสองเพลงนี้มา medley กันจึงเป็นไอเดียที่ดีและเทย์เลอร์ก็ทำออกมาได้ smooth และไพเราะได้อารมณ์มากๆ 

    (https://www.eonline.com/news/989010/how-taylor-swift-turned-her-big-reputation-into-an-unforgettable-tour)
    Long Live เพลงนี้เป็นเพลงที่เทย์เลอร์ให้นิยามไว้ว่าเป็น love song written to her team เธอเลือกนำเพลงนี้มาบรรเลงในคอนเสิร์ตเพื่อขอบคุณทีมงานกว่า 368 ชีวิตที่มีส่วนร่วมสร้างสรรค์คอนเสิร์ตนี้ขึ้นมากับเธอ เพลงนี้เป็นเพลง Rock และ Power Ballad ที่ได้อิทธิพลจาก Country และ Arena Rock ซึ่งถูกบรรเลงในคีย์ G Major สำหรับเพลงนี้เทย์เลอร์ได้บรรเลงเปียโนด้วยตัวเธอเองพร้อมขับร้องไปด้วย ทำให้บรรยากาศในสเตเดียมเต็มไปด้วยความอบอุ่น ซึ้งใจ เป็นความธรรมดาที่ไม่ธรรมดาจริงๆสำหรับเพลงนี้
    (https://www.pinterest.com/pin/767019380280963169/)
    และแล้วก็มาถึงเพลง This Is Why We Can’t Have Nice Things ซึ่งเทย์เลอร์นำมาแสดงเป็นเพลงสุดท้ายเพื่อปิดจบคอนเสิร์ต เพลงนี้เป็นเพลงแนว Electropop ที่เน้นเสียงกลองผสมกับเปียโน ให้อารมณ์แบบ anthemic มี vocal range อยู่ที่ A3-C5 และมีดนตรีที่ถ้าฟังเผินๆแล้วจะรู้สึกเบิกบาน มีความหวัง แต่จริงๆแล้วเพลงนี้กลับมีเนื้อหาที่ตรงข้ามกับดนตรีแสนสดใสอย่างสิ้นเชิงเพราะเพลงนี้เทย์เลอร์เขียนถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีของเธอกับเพื่อนคนหนึ่ง รวมถึงพวกสื่อและผู้คนที่คอยแต่จะจ้องจับผิดและพูดถึงเธอแย่ๆ เทย์เลอร์จึงน่าจะเลือกเพลงนี้มาเป็นเพลงปิดคอนเสิร์ตเพราะดนตรีมีความสดใสเหมือนสีรุ้งจะได้เป็นการปิดจบคอนเสิร์ตอย่างสวยงาม แต่ก็แอบบอกเป็นนัยๆไปด้วยได้เหมือนกันว่าเธอเบื่อเต็มทนกับพวกคนที่คอยจ้องจับผิดเธอ ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ผิดไปหมด เพราะอย่างนี้ไงเธอถึง can’t have nice things และเลือกที่จะ move out of public eye ไปพักใหญ่ๆ

    โดยรวมแล้วถือว่าประทับใจและชอบคอนเสิร์ตนี้มากๆ ระหว่างดูรู้สึกสนุก เพลิดเพลิน เหมือนโดนดึงดูดและสะกดให้เข้าไปอยู่ในคอนเสิร์ตนี้จริงๆ รวมถึงเรายังรับรู้ได้ถึงความตั้งใจและเอเนอร์จี้ที่เทย์เลอร์ส่งออกมาผ่านเสียงร้องและการแสดง นอกเหนือไปจากนี้เราก็ยังประทับใจใน production แสง สี เสียงที่ใส่มาแบบจัดเต็มสวยงามอลังการมากๆ รวมถึงกลุ่มนักร้องคอรัสกับทีมแดนเซอร์ที่ทุ่มเททำการแสดงกันอย่างเต็มที่และดู enjoy กับงานนี้มากๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนสำคัญในการเติมเต็มให้คอนเสิร์ตนี้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น ถึงแม้จะมีบางช่วงที่เทย์เลอร์มีเสียงแอบเหนื่อยๆหรือหลุดคีย์บ้าง แต่ก็เป็นแค่ช่วงเล็กๆ และไม่ได้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เสียอรรถรสในการรับชมรับฟัง เพราะตัวเทย์เลอร์มีอารมณ์ร่วมมากพอในแต่ละเพลงที่ร้อง ซึ่งเทย์เลอร์ก็ถ่ายทอดนั้นอารมณ์ออกมาได้ดีและชัดเจนทั้งทางสีหน้า ท่าทางและน้ำเสียง รวมถึงเข้าใจว่ามันยากที่จะต้อง hold คอนเสิร์ตและสเตเดียมที่จุคนเป็นแสนนี้ให้อยู่ด้วยการขับร้องเพลงเองคนเดียวทั้งหมด 20 กว่าเพลงตลอดเกือบสองชั่วโมงพร้อมกับต้องเต้นและทำการแสดงตามคิวไปด้วย เทย์เลอร์ทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งและน่าประทับใจมากๆแล้ว สุดท้ายนี้เราก็อยากแนะนำให้ทุกคนได้ลองไปรับฟังรับชมคอนเสิร์ตดีๆจากเทย์เลอร์กันดู รับรองว่าจะได้รับความตระการตาและความสุขเต็มอิ่มตลอดสองชั่วโมงแน่นอนค่ะ

    (https://themusicnetwork.com/taylor-swifts-reputation-tour-sets-new-us-record-for-highest-grossing/)
    พาสิริ จรัสศรี 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in