เสน่หาคาตาโลเนียNuchanan
(10) ซิทเกส
  • การนั่งรถไฟกับลาเพไม่เหมือนที่แล้วมา ตอนที่นั่งเครื่องบิน แท็กซี่ ลาเพไม่ยอมพูดกับผม ไม่มองหน้าด้วยซ้ำ แต่ในรถไฟ เราคุยกัน ดูวิวข้างทาง มือผมจับมือเธอตลอดทาง ผมรู้สึกคล้ายเราเป็นคู่รักกำลังเดินทางไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์

    อย่างนั้นเหรอ เราเป็นคู่รักกันแล้ว?

    จากเมื่อเช้าจนถึงตอนนี้ ลาเพพูดกับผมมากขึ้น ยอมให้ผมถูกเนื้อต้องตัวมากขึ้น แต่เธอเรียกผมเหมือนเดิม เรียกชื่อผม ใช้คำสรรพนามเรียกผมว่า ‘เธอ’ ลาเพพูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่ฟังเหมือนเพื่อนพูดกับเพื่อน ไม่มีคำว่าที่รักหรืออะไรทำนองนั้น อันที่จริงลาเพแทบจะไม่มีทีท่าของผู้หญิงที่กำลังอยู่กับคู่รัก ผมเคยผ่านผู้หญิงมาบ้าง พวกเธอเหล่านั้นจะติดผมมากกว่านี้ ออดอ้อนกว่านี้มาก เรานั่งรถไฟประมาณชั่วโมงเศษก็ถึงเมืองซิทเกส

    เมืองซิทเกสอยู่ไม่ไกลจากบาร์เซโลนา ทั้งสองเมืองอยู่ในแคว้นคาตาลุนยา คำว่าคาตาลุนยาเป็นภาษาคาตาลัน ภาษาอังกฤษจะเรียกว่าคาตาโลเนีย


    ***


    เมืองบาร์เซโลนาเป็นเมืองใหญ่ คึกคักและเร่งเร้า เมืองซิทเกสจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ตัวเมืองทอดยาวเลียบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมืองไม่ใหญ่นัก สามารถเดินได้รอบเมืองภายในวันเดียว เมืองซิทเกสจะบอกกับเราว่าพักผ่อนเถอะ ไม่ต้องรีบร้อน อยู่บนชายหาดก่อน ชิมอาหารทะเลหรือยัง
    เมืองซิทเกสเป็นเมืองตากอากาศที่น่ารักเหมาะกับการพักผ่อนนอนคุยกันบนชายหาดยุโรป


    เราออกจากสถานีรถไฟ ซ้ายมือมีศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว เราเข้าไปขอแผนที่เมือง ผมชวนลาเพไปที่โบสถ์ริมทะเล เราเดินตามถนนที่ลาดลงสู่ทะเล ไม่นานก็ถึงที่หมาย ใกล้โบสถ์มีประติมากรรมนางเงือกสัมฤทธิ์เปลือยอกหันหลังให้ทะเล นางเงือกงอศอกขวาพาดแขนบนศีรษะ ยกมือซ้ายระดับไหล่ ฝ่ามือซ้ายตั้งขึ้นยื่นมาข้างหน้าเล็กน้อย ปลายนิ้ว ขอบฝ่ามือ และเนินเนื้อใต้หัวแม่มือเปลี่ยนเป็นสีซีด คงเป็นร่องรอยเกิดจากการสัมผัสมือกับผู้มาทักทาย


    ผมถ่ายรูปลาเพที่ริมทะเล จากนั้นเราเดินลัดเลาะตามตรอกซอกซอย บ้านเรือนร้านค้าสีขาวโพลนประดับด้วยกระถางดอกไม้สีสดงดงาม เราเดินหาที่พัก พบรีสอร์ทที่มีห้องว่างอยู่ เป็นอาคารสองชั้นสามหลัง ลานตรงกลางประดับด้วยดอกไม้สีแดงสด ลาเพแจ้งกับพนักงานว่า เธอต้องการห้องพักสองห้อง ผมรีบเข้าไปขัด แล้วบอกว่าห้องเดียว จนถึงขนาดนี้แล้ว เธอยังอยากจะแยกห้องนอนอีกเหรอ


    เราเดินเที่ยวกันในเมืองแสนสดใส เบื้องหน้าของผมคือลาเพ นักเขียนที่ผมเคยได้แต่สัมผัสเธอผ่านตัวอักษร ตอนนี้เธอมาอยู่ตรงหน้า ในเมืองนี้มีแค่เราสอง ทิ้งเรื่องงาน เรื่องสำนักพิมพ์ไว้ ในสายตาของผมมีแต่ลาเพ สาวสวยที่ตอนนี้มีทะเลยุโรปเป็นฉากหลัง เบื้องบนไร้เมฆ ฟ้าโปร่ง ท้องฟ้าสีฟ้าเท่าที่ฟ้าจะฟ้าได้

    ตกกลางคืน เราแวะบาร์สองสามแห่ง แล้วจบลงด้วยการเปลื้องผ้าบนเตียงด้วยกัน


    คืนนั้นเอง ลาเพละเมอกรีดร้อง ผมสะดุ้งตื่นกลางดึก เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นการละเมอกรีดร้องต่อหน้า ลาเพนอนหลับตาอยู่ แต่กรีดร้องเหมือนคนเสียขวัญ ผมจับหน้าเธอแล้วลูบแก้มเบาๆ ลาเพตื่นขึ้นมามองผม เธอถามว่าเธอละเมอร้องอีกแล้วใช่ไหม ผมตอบว่าใช่ แล้วลาเพก็หลับไป หลับสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    คนประเภทไหนกันที่ร้องน่ากลัวขนาดนั้นแล้วหลับเหมือนเป็นเรื่องปกติในชีวิต


    เก้าโมงเช้าวันรุ่งขึ้น เราสองคนเก็บของแล้วเช็คเอาท์ เราไปที่ชายหาดอีกครั้ง นอนคุยเรื่องสัพเพเหระที่เตียงผ้าใบขนาดใหญ่ของร้านอาหารติดชายหาด ผมนอนตะแคงซ้าย เธอนอนตะแคงขวา หันหน้าเข้าหากัน เธอพูดนั่นพูดนี่เบาๆ ปล่อยผมยาวเคลียไหล่ ตอนนี้ นาทีนี้ เธอน่ารักเป็นบ้า

    ผมชักไม่อยากกลับบาร์เซโลนา ถ้าเป็นไปได้ก็อยากอยู่อย่างนี้

    “เราอยู่กันต่อไม่ได้เหรอ ผมไม่อยากกลับ” ผมคร่ำครวญ

    “ไม่ได้นะทัน ฉันต้องกลับไปทำงาน”

    “คุณชอบปลาไหลไหม อาหารญี่ปุ่นน่ะ”

    “ชอบ ฉันชอบกินปลา กินได้ทุกอย่างแหละ ถ้าเป็นปลา”

    “คราวหน้าเราไปเที่ยวญี่ปุ่นกันนะ ไปกินปลาไหล แช่ออนเซน ผมพาคุณไปเอง”

    ลาเพไม่ตอบ เหมือนเธอคิดอะไรอยู่ในใจ ผมเอื้อมมือไปลูบผมลาเพ ผมเธอยาวสวยเป็นที่สุด ลาเพจับมือผม เธอบีบมือเสียแน่น

    “มีอะไรเหรอ” ผมถาม

    “ฉันเพิ่งไว้ผมยาวเมื่อไม่นานนี้เอง ทุกทีฉันไว้ผมสั้นประมาณคาง สมัยก่อนฉันตัดผมหน้าม้าเองด้วยนะ บางทีก็แหว่งนิดหน่อย ทัน ถ้าฉันผมสั้น ถ้าฉันไม่สวย เธอยังจะอยู่ข้างฉันแบบนี้ไหม”

    ผมหัวเราะ “คิดมากน่า ผมอยากจะอยู่กับคุณทุกวันเลยนะ ลาเพ”


    ***


    เรากลับมาถึงโรงแรมที่บาร์เซโลนาประมาณบ่ายสอง เสื้อโค้ตของผมซักรีดเรียบร้อยแล้ว มันอยู่ในห้องพักตอนที่เราไปถึง ผมเอาของไปเก็บในห้องนอนเล็ก แล้วผมก็ไปหาลาเพที่ห้องนอนใหญ่ ลาเพนั่งอยู่บนเตียง เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทาง ผมถือวิสาสะเข้าไปนั่งข้างๆ แล้วก็เอนตัวลงนอนหนุนตักเธอ ลาเพเงื้อมือเตรียมจะตีผม

    “อย่านะ ถ้าคุณทำร้ายผม รับรอง ผมจะทำให้คุณตกเครื่องบินแน่” ผมบอกเธอ

    “ลาเพ คุณจำได้เปล่า หน้าสุดท้ายของนิยายที่คุณเขียน เรื่อง ‘ฝันดาวตก’ น่ะ ที่คุณเขียนว่า ‘คนเราเกิดมาชีวิตหนึ่ง แค่ได้รู้ว่าเวลาเรานอนหลับตา เราอยากกอด เราอยากเรียกชื่อใคร แค่นั้นก็ดีมากแล้วมิใช่หรือ’ ผมรู้แล้วนะ ว่าผมจะเรียกชื่อใคร” ผมบอกเธอ

    ลาเพยังคงพับเสื้อต่อ ไม่สนใจผมเลย


    ...ติดตามตอนต่อไป

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in